Filtrar por gênero
7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)

การพูดคุยปรึกษา คือ สากัจฉาทำให้เกิดความไม่ประมาทและมีปัญญาได้, มีคำถามอยู่ที่ไหน ก็มีคำตอบอยู่ที่นี่, ตอบทุกข้อสงสัย ทั้งในการดำเนินชีวิต, หลักธรรม หรือการภาวนา โดย ร่วมพูดคุยกับคุณเตือนใจ สินธุวณิก และ พระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ ในช่วง "ตามใจท่าน". New Episode ทุกวันอาทิตย์ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
- 482 - จิตกับใจ [6940-7q]
Q: จิตกับใจแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร?
A: แยกพิจารณาทำความเข้าใจความหมายของ ใจ ธรรมารมณ์ วิญญาณ และจิต, “ใจ (มโน)” คือช่องทาง เป็นช่องทางของสิ่งที่เป็นนามทั้งหมด เช่น ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ เรียกตรงนี้ว่า “ธรรมารมณ์” รับรู้ได้ผ่านทางช่องทางใจ เช่นเดียวกับ หูเป็นช่องทางของเสียง ตาเป็นช่องทางของภาพและการที่จะรับรู้ได้ ต้องมี “วิญญาณ” ซึ่งวิญญาณก็จะมีตามช่องทาง เช่น ช่องทางหูจะรับรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ ธรรมารมณ์ก็เป็นนามอยู่ในช่องทางใจ รับรู้ธรรมารมณ์ได้เพราะมโนวิญญาณ “จิต” ทำหน้าที่ในการรับรู้คือวิญญาณ ผ่านทางใจ
เพราะฉะนั้น ใจ ธรรมารมณ์ วิญญาณ จิต จึงเป็นคนละอย่างกัน ในขันธ์ 5 แบ่งเป็น รูปขันธ์ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นามขันธ์ ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นามส่วนที่เป็นความรู้สึก เรียกว่า “เวทนาขันธ์” นามส่วนที่เป็นความหมายรู้ เรียกว่า “สัญญาขันธ์” นามส่วนที่เป็นการปรุงแต่ง เรียกว่า “สังขารขันธ์” นามส่วนที่เป็นการรับรู้ เรียกว่า “วิญญาณขันธ์” จิตจึงจัดอยู่ในวิญญาณขันธ์ เพราะผู้ที่จะไปทำหน้าที่ในการรับรู้คือจิตเท่านั้น
Q: เคยฟังเทศน์ฯ ว่า "ให้วางจิตลงไป ให้เหลือแต่ตัวรู้อย่างเดียว"
A : การวางจิตลงไป ไม่เพลินไปตามธรรมารมณ์คือมีสติ พอเราหายใจเข้าเอาจิตตั้งไว้ตรงนั้น สังเกตดูลม ผู้ที่มาสังเกตดูลมคือจิต วิญญาณคือการรับรู้ จิตก็ไปทำหน้าที่ในการรับรู้ ตัวรู้ ผู้ที่ไปรับรู้หมายถึงจิต จิตเข้าไปทำหน้าที่ในการรับรู้คือวิญญาณ ผ่านทางใจคือมโนวิญญาณ พอมีสติไม่เพลินแล้วจะเหลือตัวรู้ คือ “จิต”
Q: การจำแนกประเภทของมนุษย์
A : สิ่งที่เราควรคำนึงถึง คือ ทำอย่างไรจึงจะบรรลุธรรมได้ มนุษย์ก็มีการเกิดหลายครั้ง ครั้งแรกเกิดมาจากครรภ์แม่ ครั้งที่สองคือการเกิดมาเป็นคนดี และหากบรรลุโสดาบันนั่นเป็นการเกิดมาในอริยชาติ ซึ่งเราจะเกิดในอริยชาติได้นั้น ก็ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 03 Oct 2026 - 54min - 481 - เอาชนะกิเลสด้วยอินทรีย์ 5 [6939-7q]
Q: พระสงฆ์มีวิธีลดละกิเลสได้อย่างไร?
A: ท่านใช้มรรค 8 เป็นเครื่องมือ, เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบละเอียด ๆ คือปัญญา เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบกลาง ๆ คือ สติ, สติจะเป็นเครื่องมือให้เกิดสมาธิ และสมาธิจะเพิ่มได้ก็ต้องเพิ่มสติ ด้วยการสังเกตดูจิตของเรา และเครื่องมือที่จะกำจัดกิเลสแบบหยาบ ๆ คือ ศีล ซึ่งเราจะมีศีลได้ เราก็ต้องมีศรัทธา
Q: ใช้สติทบทวนตนว่าผิดพลาด ได้หรือไม่?
A: ในกระบวนการทำความเพียร พอเราระลึกได้ว่าเราต้องทำความดี ความระลึกได้นั้นคือ “สติ”, การลงมือทำคือ “ความเพียร”พอเรามีสัมมาทิฐิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ องค์อื่น ๆ ของมรรค ก็จะมาทั้งหมด
Q : สืบสานการปฏิบัติให้ต่อเนื่อง ทำอย่างไร?
A: ให้เราโยนิโสมนสิการ ตามระบบของ“อริยสัจสี่” ว่าเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำได้และเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำไม่ได้ เมื่อพิจารณาแล้วก็ให้สร้างเหตุปัจจัยให้พอเป็นไปได้ พอทำได้ ทั้งนี้ การฟังธรรมเสมอ ๆ การมีกัลยาณมิตรจะช่วยได้ สำหรับนักบวชท่านให้พิจารณาดังนี้ว่า “หากอกุศลกรรมที่ยังละไม่ได้ก็ละไม่ได้ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น ควรหนี ควรเลิก ไม่ควรคบ อย่าอยู่ แต่ถ้าอยู่ที่ไหนแล้วกิเลสที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น ให้อยู่ ให้ทำ ให้คบ ให้ปฏิบัติเลย”
Q: วิธีสร้างความมุ่งมั่นขยันมีกำลังใจให้ชนะกิเลส
A: การสร้างความมุ่งมั่นและกำลังใจเพื่อเอาชนะกิเลส อาศัยหลักธรรมคือ“อินทรีย์ 5” ประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา โดยเริ่มจากศรัทธา มีความมั่นใจเชื่อใจ แล้วลงมือทำจริงแน่วแน่จริงคือวิริยะ วิริยะจะทำลายความขี้เกียจได้ ที่สำคัญคือ อย่าหยุดอยู่แค่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง ทำซ้ำ ๆ วนไป ๆ จะบรรลุธรรมได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 26 Sep 2026 - 56min - 480 - ปมขัดแย้งในการพิจารณามรณสติ [6938-7q]
Q: ขอรายละเอียดการเดินทางไปปฏิบัติธรรม ณ สี่สังเวชนียสถาน
A: การไปสังเวชนียสถานสี่ จุดประสงค์คือ“การเข้าถึงความจริง ให้รู้แจ้งด้วยปัญญา ด้วยการเดินทาง” เราจะเดินทางไปยังสถานที่ ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานและสถานที่ที่ท่านแสดงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ท่านที่สนใจ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ panya.org หรือ Line Official: @panya84000
Q: ขอทราบแนวทางในการพิจารณามณสติ ที่ทำให้เหตุความขัดแย้งในใจหมดไป
A: แนวทางในการแก้ เปรียบดังเราเป็นแผลตรงไหนก็ต้องใส่ยาตรงนั้น เรายึดตรงไหนเราก็ต้องละตรงนั้น โดยให้เราเข้าใจและพิจารณาให้ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องมรณสติ ด้วยการพิจารณาให้เห็นว่าความตายเกิดขึ้นได้ง่ายและพิจารณาว่าบาปอกุศลกรรมอันใดเรายังมีอยู่ไหม เพื่อที่ว่าพอเราตายไป เราจะยังเป็นผู้ที่ไปนรกได้ หากยังมีอยู่ ให้เร่งทำกุศล ทำความดี ความยึดติดนั้นเป็นอกุศลอย่างหนึ่ง การที่เรายึดติดในลูก ความยึดถือนั้นคือเหตุแห่งทุกข์ พอความยึดถือไปติดอยู่กับอะไร สิ่งนั้นก็จะเป็นทุกข์ของเรา เราจึงควรฝึกปล่อยวาง สร้างกุศล ซึ่งกุศลในที่นี้ คือ ความอดทน ความขยัน และความมีเมตตา ทำเพื่อลูกด้วยความอดทน ด้วยความขยัน มีเมตตาต่อลูก จะทำให้เรามีความสุข ซึ่งต่างจากที่เราไปยึดถือลูก ให้เราระลึกไว้เสมอว่า สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม เราเองก็จะตาย ก็จะเป็นไปตามกรรม ลูกเราก็เหมือนกัน สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน กรรมดีก็มีกรรมชั่วก็มี พอเราเห็นไปตามจริง เราก็จะปล่อยวางได้
Q: ขอธรรมะเมื่อป่วยเป็นโรคร้าย อยู่อย่างไรให้ผาสุก
A: ควรพิจารณา “มรณสติ” หากเรายังมีบาปอกุศลอยู่ให้รีบละ หากกังวลแสดงว่ายังมีความยึดถืออยู่ กังวลตรงไหน ยึดถือตรงไหน ตรงนั้นจะเป็นจุดที่เราจะวางได้ เพ่งพิจารณาดู ว่าเรากลัวอะไร กังวลอะไร เริ่มจาก
1. พิจารณา “สิ่งของ” ว่า สิ่งของนั้น พอเราตายไป ก็เอาอะไรไปไม่ได้
2. พิจารณา“คน” เรายังห่วง ยังกังวลใครคนไหนหรือไม่ ถ้ายังห่วง ยังกังวล ให้พิจารณาว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”
3. พิจารณา“กายตน” ว่า กายนี้เป็นของเสื่อมเป็นธรรมดา”
พิจารณาทั้ง 3 ข้อนี้ เนือง ๆ อินทรีย์เราจะแก่กล้าขึ้น เราจะอยู่ได้ด้วยความปิติปราโมทย์ สำหรับผู้ที่เคยทำสมาธิมาให้ระลึกถึงสมาธิ คุณของเนกขัมมะที่เคยได้ จิตจะสงบลง ๆ แยกกายแยกจิตได้ หรือระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ขอให้เราได้ส่วนหนึ่งในความดีในคุณข้อนี้ของท่าน สมาธิเราก็จะดีขึ้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 19 Sep 2026 - 57min - 479 - เห็นจิตในจิต เห็นเวทนาในเวทนา [6937-7q]
Q: คำว่า "เห็นจิตในจิต เห็นเวทนาในเวทนา" คืออะไร ?
A: “การเห็นเวทนาในเวทนา” เวทนาคือความรู้สึกไม่ใช่ความคิด มี 3 แบบคือสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา การเห็นเวทนาในเวทนาคือการเห็นเวทนาทั้งหลายแบบมีสติ คือไม่เพลินไปในเวทนา คนที่มีสติจะทุกข์กายอย่างเดียวไม่ทุกข์ใจ ส่วนคนที่เพลินไปในเวทนาจะกำหนดเพลิดเพลินเกลียดชังในทุกขเวทนา ยินดีในสุขขเวทนา จะไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่แจ่มแจ้ง ในอทุกขมสุขเวทนา ทุกข์ทั้งกายและใจ
เวทนาทั้ง 3 แบบนี้ ยังมีทั้งแบบมีอามิสและไม่มีอามิส เวทนาภายนอก เวทนาภายใน เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติสัมปชัญญะ รู้ชัดเวทนา เห็นความเกิดขึ้นเห็นความเสื่อมไป เวทนาจะตั้งอยู่ไม่ได้ จะเหลือเพียงสติที่ตั้งอยู่ เป็นสติที่เพียงอาศัยว่ารู้ นี่คือเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย
“การเห็นจิตในจิต” ทักษะคือสติเหมือนกัน แต่เห็นในคนละสิ่งกัน ในที่นี้คือจิตมีราคะหรือไม่มีราคะ จิตมีโทสะหรือไม่มีโทสะ จิตมีโมหะหรือไม่มีโมหะ ก็ต้องรู้ชัด คือไม่เพลิน ถ้าเราโกรธแต่เรามีสติ รู้ว่าเราโกรธ แต่อาจจะยังละความโกรธไม่ได้ ส่วนคนที่เพลินไปในความโกรธ จิตจะไม่มีสติ ไม่รู้ชัด ไม่สังเกตจิตตัวเอง มุมมองของคนที่มีสติกับคนที่เพลินจึงต่างกัน เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติรู้ชัด ในการเห็นราคะ โทสะ โมหะ รู้ชัดว่าจิตหดหู่ จิตอื่นที่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตกว้างขวาง รู้ว่าจิตเป็นสมาธิหรือไม่ นอกจากการที่มีราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่านแล้ว ยังมีการหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น มีจิตภายใน จิตภายนอกด้วย
Q: ขอคำอธิบายมิจฉาสมาธิเป็นอย่างไร
A: “มิจฉาสมาธิ” คือ ความตั้งมั่นหรือสมาธิที่เกิดขึ้นจากมิจฉาทิฎฐิ และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการปฏิบัติ เช่น ความเชื่อที่ว่าสมาธิทุกอย่างดีหมดหรือสมาธิต้องไม่คิดอะไร สมาธิต้องนั่งนิ่งเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงสมาธิอาจถูกนำไปใช้ในทางอกุศลได้ เช่น การมีสมาธิแน่วแน่เพื่อวางแผนปล้นหรือเบียดเบียนผู้อื่น อันมีรากฐานมาจากมิจฉาสติและการระลึกที่ไม่ชอบ ทั้งนี้ สติกับสมาธิเป็นคนละอย่างกัน โดยสติสามารถเกิดร่วมกับความฟุ้งซ่านและอกุศลได้ เมื่อเรามีสัมมา มาถูกต้อง คือมีกิเลสลด สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติต้องระวังวิปัสสนูปกิเลสที่อาจฉวยโอกาสทำให้เข้าใจผิดว่าตนเองบรรลุธรรมหรือมีญาณพิเศษ การปฏิบัติจึงต้องศึกษาปริยัติควบคู่ไปพร้อมกับการตรวจสอบเทียบเคียงกับครูบาอาจารย์หรือผู้รู้อยู่เสมอ เพื่อป้องกันความหลงทาง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 12 Sep 2026 - 57min - 478 - สิ่งที่เป็นไปได้ยาก 3 สิ่ง [6936-7q]
Q: การยอมรับความจริงเป็นทางออกของหลายปัญหา จริงหรือไม่?
A:เมื่อเราเข้าใจทุกข์ตามความเป็นจริง เข้าใจด้วยปัญญาแล้ว เราจะไม่ทุกข์
Q: การสะสมอาสวะใหม่ให้เข้ามาอยู่ในจิตใจจึงจะได้ผล
A: อาสวะคือสิ่งสะสม การที่เรามีผัสสะที่เข้ามากระทบแล้วกระตุ้นให้เราแสดงออกมา เช่น ด่าคน พยาบาท คิดร้าย แต่เราไม่ทำแบบเดิม เราไปตามทางใหม่ เดินตามทางมรรค 8 ไม่ด่าว่า ไม่พยาบาท ไม่คิดร้าย อาสวะเก่าที่ถูกกระตุ้นให้ทำแบบเดิมจะหลุดออกทันที และเป็นอาสวะเก่าที่หลุดออก ไม่ใช่อาสวะใหม่ที่พอกพูนเข้ามา
Q: การมีปีติสงบ มีสมาธิ หรือการไม่ยินดียินร้าย อันไหนดีกว่ากัน สุขจากภายในคือสุขจากสมาธิใช่หรือไม่?
A: สุขในภายในคือสุขจากสมาธิ สมาธิมี 9 ขั้น สมาธิ มี 2 ส่วน คือสมถะและวิปัสสนา แยกต่อไปอีก ได้ 3 ส่วน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา แยกต่อไปอีกได้ 8 ส่วน คือมรรค 8 สมถะและวิปัสสนา เรียกอันเดียวกันว่า “สติ” เมื่อมีสติแล้ว ก็จะทำให้เกิดสมาธิ เกิดปัญญาได้ คือทำแล้วจะรวมลง ลงรับกันทั้งหมด ในส่วนของไม่ยินดียินร้าย น่าจะเน้นมาเรื่องอุเบกขา
Q: ฝึกที่จะไม่พูดคำที่ไม่จำต้องพูด เป็นอย่างไร?
A: สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพูด คือ คำโกหก หลอกลวง เพ้อเจ้อ นินทา ไม่มีสาระหาแก่นสารไม่ได้ ส่อเสียด ยุยงให้แตกกัน รวมถึงคำหยาบทั้งหลาย และต้องคิดก่อนพูด ว่าเรื่องที่จะพูดนั้นเป็นประโยชน์ ประกอบด้วยกาล เป็นธรรมเป็นวินัยหรือไม่ แล้วจึงพูด
Q: เพราะเหตุใดจึงพูดว่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นเรื่องยาก?
A: ท่านตรัสไว้ 2 นัยยะ คือ นัยยะแรก ท่านเปรียบเทียบกับเต่าตาบอด อยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยน้ำทะเล ทุก 100 ปี จะโผล่หัวขึ้นมาครั้งเดียว แล้วโผล่หัวขึ้นมาพอดีกับรูในแอกไม้ไผ่ที่มีอยู่รูเดียว นั่นเป็นความยากที่จะเป็นไปได้ นัยยะที่สอง การที่สัตว์นรกจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ยากกว่าเต่าตาบอด ตัวที่ท่านได้กล่าวมาแล้ว และสิ่งที่ยากกว่านี้อีกประการหนึ่ง คือ การที่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น คำสอนของท่านคงอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้น หากตอนนี้เราได้ในสิ่งที่ได้มายาก เราเป็นมนุษย์ มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นและคำสอนของท่านยังคงอยู่ นั่นเป็นเรื่องที่ยากที่สุดแล้ว เราสามารถใช้โอกาสที่ได้มายากนี้ ทำตามคำสอนของท่านได้
Q: ทำไมคนเราเกิดมาจึงต่างกัน?
A: สิ่งที่จะจำแนกสัตว์ให้ทรามหรือประณีต คือ กรรมและวิบาก|ผลของกรรม ซึ่งจุดนี้เราสามารถแก้ไขได้ หากมีสิ่งมากระตุ้นแล้วเรายังตั้งอยู่ในมรรคได้ แม้เรามามืดเราก็ไปสว่างได้หรือมาสว่างแล้วไปสว่างได้
Q: ขันติกับอุเบกขา ต่างกันอย่างไร?
A: ขันติคือความอดทน อดทนต่อทุกขเวทนา ต่อความลำบาก ต่อความร้อนความหนาว ต่อคำด่าคำว่า เป็นลักษณะการกระทำที่เราแสดงออก ส่วนอุเบกขาพูดถึงเวทนา ถ้าเป็น “นาม” หมายถึงเป็นเวทนาที่นิ่ง ๆ เฉย ๆ ไม่ได้จะสุขหรือทุกข์ ถ้าเป็น “กิริยา” คือ การวางเฉยในสุข ในทุกข์ และในสิ่งที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 05 Sep 2026 - 55min - 477 - ปล่อยวางแก้ผูกเวร [6935-7q]
Q: หากศีล 5 ที่รักษาอยู่เกิดด่างพร้อยไป จะแก้ไขอย่างไร?
A: ศีลคือความเป็นปกติ ถ้าเราจะรักษาศีล เราก็ตั้งเจตนาไว้ว่าเราจะรักษาศีล แล้วก็ทำได้เลย หากศีลเราด่างพร้อย ก็ให้ตั้งเจตนาขึ้นมาใหม่ ทำใหม่ได้ แต่เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้สิ่งที่เราทำไปแล้วได้ หากยังรักษาศีล 5 ไม่ได้ ก็ให้เริ่มจากข้อที่เราทำได้ แล้วค่อยขยายไปข้ออื่น เพื่อให้เรามีกำลังใจ ทำไปจนกว่าจะเป็นปกติ
Q: เมื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและขออโหสิกรรม ถ้าเจ้ากรรมนายเวรนั้นอโหสิกรรมให้เราแล้ว เรายังจะได้รับผลกรรมนั้นหรือไม่?
A: “อโหสิ” ภาษาบาลี แปลว่า ได้ทำไปแล้ว ผ่านไปแล้ว ในทางคำสอน ไม่มีคำว่าเจ้ากรรมนายเวร เราควรเข้าใจให้ถูกว่า ไม่ว่าเราจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่ว “กรรมใดที่เราทำไว้ เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้น” เราจึงไม่ควรไปผูกเวรกับใคร ไม่ควรไปกังวลใจ เราควรหันมาทำความดี สร้างบุญกุศล และรักษาจิตของเราให้ดี
Q: คุณแม่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ จะทำอย่างไรให้ท่านมานับถือศาสนาพุทธของเรา?
A: ให้ดูที่ “ศีล” เป็นหลัก หากท่านมีศีล มีการให้ทานอยู่แล้ว นั่นคือดีมาก ส่วนสิ่งที่ต้องเพิ่มเข้าคือศรัทธาและปัญญา ในระหว่างศาสนา ตรงไหนที่สมานกันได้ร่วมกันได้ ให้เอาตรงนั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 29 Aug 2026 - 55min - 476 - เทวทูตจากการเกิด [6934-7q]
Q: ในคำสอนนี้มีบทอธิษฐานขอบุตรหรือไม่?
A: มีกรณีนางสุชาดาที่รักษาศีล 8 ตั้งจิตอธิษฐานด้วยความดี ด้วยการรักษาศีล แล้วเธอก็ได้ดังที่เธออธิษฐานไว้ เพราะฉะนั้น หากมีลูกแล้ว จากเราที่เคยทำไม่ดี แล้วหันมาทำความดี ลูกก็เปรียบเหมือนเทวทูตว่า “เรามีความเกิดเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเกิดไปไม่ได้” เราควรจะเร่งทำความดี นั่นคือกุศลธรรมเกิด เพราะฉะนั้น การเกิดที่ประกอบด้วยกุศลธรรม ถือว่าการเกิดนั้นดีงาม
Q: ในนิทานธรรมบทมีกล่าวถึงหญิงตั้งครรถ์ที่รักษาศีลแปดหรือไม่ และรักษาศีลมีผลดีอย่างไรในช่วงนี้?
A: ศีลเป็นพื้นฐาน เป็นไปเพื่อความสุข เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อนิพพาน ใครที่รักษาศีล ดีหมด และไม่ใช่แค่รักษาตัวเอง ถ้าเรามีลูก ลูกเราก็ได้อานิสงส์ผลบุญด้วย
Q: ทำอย่างไรให้มีสติสมาธิ อยู่กับปัจจุบัน เลิกแบกโลกไว้ทั้งใบ?
A: การผิดศีล มีอานิสงส์คือความร้อนใจ ความร้อนใจนี้แก้ได้ด้วยการรักษาศีล การปฏิบัติตามมรรค 8 แต่หากเราไม่ได้ผิดศีลแต่เราร้อนใจ ความร้อนใจนั้นเป็นโมหะ เพราะฉะนั้น ให้เราทำตามมรรค 8 สร้างเหตุแห่งการเกิดขึ้นของความดี มีสมาธิ เราจะกำจัดความร้อนใจได้ โดยให้ระลึกถึงความดีของเรา แล้วตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ด้วยความดีนี้ ขอสิ่งนี้ (ในที่นี้คือสมาธิ) จงเกิดแก่ฉัน
Q: อยู่คนเดียวรู้สึกเหมือนโดนทิ้ง ควรแก้ไขความรู้สึกนี้อย่างไร?
A: ให้พิจารณาว่า “มุมมองไหนที่ให้กิเลสเกิด มุมมองนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ มุมมองไหนที่ทำให้กิเลสลด มุมมองนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ” การที่รู้สึกโดดเดี่ยวอาจเพราะเราไม่มีเป้าหมาย เราต้องมีทิศทางมีเป้าหมายที่จะให้เกิดประโยชน์กับตัวเรา ทิศทางนั้นคือนิพพาน เป้าหมายคือการพ้นทุกข์ เมื่อเรามีเป้าหมายมีทิศทางแล้วเราจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเรารู้ว่ายังมีคนอื่นที่ปฏิบัติเหมือนเราและเดินไปในเส้นทางเดียวกัน
Q: อาหารที่ตั้งใจทานเองแต่เปลี่ยนใจเลือกระหว่างถวายพระหรือนำไปฝากมารดา อานิสงส์ต่างกันอย่างไร?
A: การให้เป็นการสละออก เราศรัทธาตรงไหนก็ทำตรงนั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 22 Aug 2026 - 1h 00min - 475 - กำจัดความเบื่อเซ็งด้วยสติ [6933-7q]
Q: อริยทรัพย์ที่ได้จากการฟังธรรม
A: เมื่อเราฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธา นำไปทำนำไปปฏิบัติ เป็นวิริยะคือความเพียร มีสติ เป็นสมาธิขึ้นมา และเกิดปัญญาตามต่อมา ปัญญาในที่นี้ คือปัญญาที่จะปล่อยวางความยึดถือ
Q: เป็นทุกข์เพราะมีหนี้สินรุงรัง จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร?
A : ท่านได้สอนไว้ถึงการแบ่งจ่ายทรัพย์ “รายรับต้องท่วมรายจ่าย รายจ่ายต้องน้อยกว่ารายรับ” ให้เป็นผู้ขยันขันแข็ง ไม่เกี่ยงงาน รู้จักรักษาทรัพย์ ไม่เล่นการพนัน ไม่เล่นหวย ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข หากเรามีคุณธรรมเหล่านี้ ไม่ได้แค่ปลดหนี้ได้แต่จะทำให้เป็นเศรษฐีได้ด้วย
Q: มีความรู้สึกเบื่อโลก เบื่อทุกอย่างในชีวิต จะต้องทำจิตอย่างไรดี?
A: “เบื่อเซ็ง” เป็น ลักษณะของโมหะและโทสะ เป็นนิวรณ์เครื่องกางกั้น ทำปัญญาให้ถอยกำลัง จะทำให้เกิดความเร่าร้อน บางทีซึมเศร้า เหตุเกิดจากเรื่องของกรรม ผัสสะ กิเลส ในขณะที่ “เบื่อหน่าย” มาจากคำว่า นิพพิทา คือ ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เป็นลักษณะของปัญญา เหตุเกิดจาก การเห็นไปตามความเป็นจริง เมื่อเห็นบ่อย ๆ จะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนด ในสิ่งนั้น ผลคือจะทำให้เกิดความปล่อยวาง เราจะกำจัดความเบื่อเซ็งได้ด้วย “สติสัมปชัญญะ” ท่านให้ตั้งอยู่ในอนุสติ10 เมื่อจิตเราไม่คล้อยเคลื่อนไปในอารมณ์นั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง จิตเราก็จะเริ่มระงับลง ๆ เพิ่มสมาธิเข้าไป เห็นความไม่เที่ยงเกิดปัญญา เห็นซ้ำบ่อย ๆ นิพพิทาจะเกิด นี่เป็นกระบวนการที่เราเปลี่ยนจากเบื่อเซ็งเป็นเบื่อหน่าย ด้วยการเพิ่มปัญญา สมาธิและสติ เข้าไป เป็นลำดับขั้นๆ นั่นเอง
Q: เกณฑ์ในการพิจารณาเลือกคู่ชีวิต (คู่ครอง) ที่ดี
A: เครื่องหมายของคนดี ให้ดูที่การกระทำทางกาย วาจา ใจ ว่าอยู่ในฝั่งกุศล อีกนัยยะหนึ่ง คือ ดูที่ศีล ศรัทธา จาคะและปัญญา คือ ศีลต้องเสมอกับเรา
Q: ประเด็นเรื่องการทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด
A: ในกรณีที่เราไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร เลยไม่ยอมรับผิด เช่นนี้คือไม่มีปัญญา เพราะโมหะมันมาก อวิชชามาก เพราะฉะนั้น เราจึงต้องมาศึกษาคำสอน ฟังธรรมะ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดปัญญาและเกิดการยอมรับ เช่น เรื่องทุกข์ในอริยสัจ4 ความผิดพลาดในที่นี้ เราใช้ศัพท์คำว่า “ทุกข์” มาแทน เราต้องกำหนดรู้ในทุกข์ ต้องรู้ว่าเรามีปัญหา ยอมรับว่าทุกข์คือปัญหา พอเรารู้ว่าเรามีปัญหาอะไร เรารอบรู้และยอมรับเรื่องทุกข์ เราจะอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ ส่วนอีกกรณีหนึ่ง รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก แต่ไม่ยอมรับ แบบนี้คือไม่มีหิริโอตตัปปะเราก็ต้องแก้ตรงนี้ เราต้องมีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป
Q: การใช้แอปแต่งรูปแล้วโพสต์ลงโซเชียล เป็นการมุสาหรือไม่?
A: สำคัญที่เจตนา ว่าการที่เราตัดแต่งรูป เรามีเจตนาให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือไม่
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 15 Aug 2026 - 55min - 474 - ชีวิตกับธรรมในยุคไฮเทคโนโลยี [6932-7q]
Q: กรรมอะไรที่ทำให้เกิดเป็นผู้หญิง?
A: ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็เพราะกรรม ไม่ว่าจะเกิดเป็นหญิงหรือชายก็เพราะกรรม การที่เราไม่พอใจเพศสภาพในปัจจุบัน อาจเพราะมีปมค้างคากันมา ในที่นี้จึงเรียกว่าเป็นกรรมที่เราอาจจะได้ทำมา ท่านเปรียบไว้ดัง เกลือละลายในน้ำ เกลือคือบาปที่เราได้ทำไปแล้ว น้ำคือความดี เราสามารถเลือกที่จะทำความดี เพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้นได้ ทำความดีในปัจจุบัน เพื่อให้อนาคตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้
Q: เราจะดำเนินชีวิตได้ดีได้อย่างไรในยุคเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียนี้?
A: ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีอะไรที่ผ่านเข้ามา คนก็มีหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่านได้ให้เครื่องมือไว้คือ “มรรค 8” ให้เราฝึกสติให้มีกำลัง เพื่อที่จะเลือกใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ต่อมรรค8 เพื่อให้สติมีกำลัง ไม่เผลอเพลินไปตามสื่อโซเชียลและไม่ตกเป็นทาสของมาร
Q: หลังความตาย อนาคามีอยู่อย่างไร?
A: “อนาคามี” หมายถึง ผู้ที่จะไม่กลับมาเกิดในโลกมนุษย์นี้อีก แต่จะไปเกิดในชั้นสุทธาวาสพรหม อยู่กันด้วยสมาธิ มีแต่สุข ไม่มีทุกข์มารบกวน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 08 Aug 2026 - 55min - 473 - สิ่งที่ควรทำก่อนตาย [6931-7q]
Q: ฆ่าพ่อแม่ด้วยเจตนากับบันดาลโทสะหรือเพราะความประมาท ได้รับผลกรรมต่างกันหรือไม่อย่างไร?
A: ท่านอุปมาดังรอยกรีดบนพื้นน้ำ รอยกรีดบนพื้นทราย และรอยกรีดบนพื้นหิน บาปมากหรือน้อยขึ้นอยู่ที่เจตนา การฆ่าบิดามารดาและพระอรหันต์นั้นเป็น“อนันตริยกรรม” คือ กรรมที่หนักที่สุด
Q: ผู้ที่ทรมานด้วยโรคร้ายมานาน พอถึงแก่กรรม บ้างก็ว่าหมดกรรม บ้างก็ว่าสิ้นบุญ อย่างไหนถูกต้อง?
A: สิ่งที่สำคัญคือ ตายแล้วไปไหน ถ้าการตายแล้วไปนรก นั่นไม่ดี แต่หากตายแล้วไปสวรรค์หรือหลุดพ้นเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่ง การตายนั้นดีแน่ ขึ้นอยู่กับว่าตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่นั้นได้ประกอบอะไร
Q: อาชีพขอทาน รายได้ดี นำเงินที่ได้มาตักบาตร สร้างบุญ อยู่เสมอ ขอทานผู้นั้นจะได้ผลบุญเท่ากับคนมีอาชีพทั่วไปหรือไม่?
A: ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้ มีศรัทธา มีศีล มีสัมมาอาชีวะ หรือไม่ ทำบุญในเนื้อนาบุญหรือไม่ ผู้รับเป็นเนื้อนาบุญหรือไม่ ผลที่ได้ก็จะต่างกันออกไป
Q: บางคนอธิษฐานอยากได้บุตร แต่ก็ไม่ได้ หรือได้แล้วแต่ไม่ตรงตามที่หวัง เป็นเพราะอะไร?
A: ปัญหาอยู่ที่ความอยาก ความอยากคือตัณหาเป็นทุกข์ ถ้าเราไม่มีความอยาก เราจะไม่ทุกข์
Q: ที่ว่าบุตรชายคล้ายแม่ บุตรสาวคล้ายพ่อ มักไม่อาภัพจริงหรือ?
A: อาภัพหรือไม่ สิ่งที่สำคัญคือ เมื่อเกิดมาแล้วจะไปสว่างหรือไปมืด
Q: บาปไหม? ถ้าไม่รักษาคำพูด
A: เทียบเคียงกับพระสูตรข้อมิจฉาวาจา หากคำพูดตอนนั้น ไม่มีเจตนาหลอกลวง แกล้งกล่าวเท็จ ไม่ถือว่าผิดหรือบาป เพราะทุกคำพูดเป็นคำจริง แต่พอกาลเวลาล่วงมา ไม่สามารถรักษาคำพูดไว้ได้เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปนั่นเป็นโทษของวัฎฎะ
Q: การแผ่เมตตาต่างจากการกรวดน้ำอย่างไร?
A:กรวดน้ำเป็นกิริยาทางกาย การแผ่เมตตาเป็นกิริยาทางใจทั้งสองอย่าง ที่สำคัญคือ จิตที่ตั้งไว้ด้วยดี มีเมตตา
Q: บวชแบบไม่ต้องจัดงานอะไรเลยได้ไหม?
A:สิ่งที่ต้องมีคือ มีบาตร จีวร หมู่สงฆ์อย่างน้อย 5 รูป อนุศาสนาจารย์ และมีพิธีบวชคือ มีอุปัชฌาย์แล้วต้องกล่าวคำนี้ หมู่สงฆ์รับรอง แล้วจบ สิ่งอื่นที่ไม่ได้กล่าวไว้ไม่จำเป็น
Q: จริงหรือที่ว่า "เบียดก่อนบวช" พ่อแม่จะได้บุญน้อยกว่า?
A: พระพุทธเจ้าท่านก็แต่งงานมีลูกก่อน แล้วค่อยมาบวช สำคัญอยู่ที่การกระทำ ว่าบวชแล้วทำอะไร
Q: พระทุกรูปเชื่อว่าผีมีจริงใช่ไหม?
A: ไม่ใช่ทุกรูปที่จะมีสัมมาทิฏฐิ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 01 Aug 2026 - 56min - 472 - ปลงความยึด เข้าใจเหตุ [6930-7q]
Q: อะไรคือปลง
A: คำว่า"ปลง"ในภาษาไทย หมายถึง การทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป หรือ นำมาใช้หมายถึงการปล่อยวาง ส่วนในทางพุทธศาสนา หมายถึง “ละ|ปหานะ” คือ กำจัดทิ้งเสีย ใช้กับกิเลส ตัณหาและสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ได้ใช้กับทุกข์ เมื่อมีสถานการณ์เกิดขึ้นในชีวิตทั้งเหตุการณ์และความยึดถือจะเกิดขึ้นคู่กัน แต่หน้าที่ที่เราต้องทำต่างกัน เหตุการณ์เป็นสิ่งที่ต้องรอบรู้ คือทำความเข้าใจ ยอมรับ และต้องอยู่กับมันให้ได้ ด้วยการเห็นตามความเป็นจริงว่ามันเป็นของไม่เที่ยง ส่วนความยึดถือต้องละ
ทั้งนี้ การปลงที่แท้จริงไม่ใช่ความ "เบื่อ" คือเบื่อสิ่งนี้แล้วย้ายไปยึดถือสิ่งอื่น แต่เป็นความ "หน่าย" เป็นลักษณะที่ว่า เป็นผลของการเห็นตามความเป็นจริง ผลของการเกิดขึ้นของความหน่ายคือ จะคลายกำหนัด ที่เกิดจากการเห็นตามความเป็นจริงในความเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา ทำได้ด้วยการปฏิบัติตาม "มรรค 8" เริ่มจากการมีศีล มีศรัทธา ฝึกสติ ไม่เพลินไปตามอารมณ์ จนเกิดสมาธิและปัญญา ดังนั้นความทุกข์ที่เข้ามาในชีวิต จึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องวิ่งหนี แต่เป็นจุดที่ให้เราได้ฝึกฝนและพัฒนาจิตใจ เมื่อเรากำจัดทุกข์นั้นได้ ทุกข์นั้นก็จะไม่กลับมาทำร้ายเราได้อีก
Q: เหมือนการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้หรือไม่?
A : ถ้าจะเข้าใจว่า จากทุกข์แล้วพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสกลายเป็นสุขขึ้นมา นั้นไม่ใช่อย่างนั้น หากแต่หมายถึงการเกิดปัญญาและการมีคุณธรรมที่สูงขึ้น จากการเจริญมรรค 8 แม้ความทุกข์จะยังคงอยู่ แต่จิตใจเรามีปัญญาและคุณธรรมยกที่สูงขึ้น เราก็จะอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์
Q: ทำอย่างไรจะไม่คิดลบ
A : เมื่อเผลอคิดลบ ให้ตั้ง "สติ" กำหนดสติไว้ให้ดี ระลึกถึงศีล ระลึกถึงพระพุทธเจ้า และเมื่อรู้ตัวแล้ว อย่าโทษตัวเองว่าทำไมเป็นอย่างนี้เพราะจะเปิดโอกาสให้นิวรณ์เข้ามาแทรก เพียงหมั่นรู้ทันและดึงสติต่อเนื่อง สติจะมีกำลัง เราจะหยุดความคิดที่ไม่ดีเหล่านั้นได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 25 Jul 2026 - 59min - 471 - กับดักของความอยาก [6929-7q]
Q:ขอคำแนะนำให้กับคนที่มีความเครียด กดดัน มีอาการซึมเศร้า
A: หากเรามีความอยากที่มากเกินไป นั่นคือตัณหา ความเพียรที่ไม่มีความอยาก คือการทำไปตามเหตุ เช่น เราจะทำได้ยังไง ควรวางแผนอย่างไร ด้วยอิทธิบาท 4 โดยใส่สติลงไปในการงาน มีสมาธิเป็นปธานกิจ ทำงานไปตามเหตุ และเพิ่มความเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในการทำงาน มีความสามัคคี งานนั้นจะสำเร็จได้
Q: การใส่บาตรให้พระสงฆ์ที่เลือกรับของในบาตร จะได้บุญหรือไม่?
A: ได้บุญ เพราะเราตั้งจิตไว้แล้ว และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น เราควรตั้งจิตไว้ว่า “เราถวายพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ตั้งจิตว่าจะถวายพระอริยะเจ้าทั้งหลาย โดยมีพระภิกษุสงฆ์รูปนี้ เป็นตัวแทนในการรับ”พอเราตั้งจิตไว้ถูก บุญที่ได้จะมาก
Q: เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราภาวนาเป็นหรือไม่เป็น?
A: การภาวนาคือการพัฒนา เป็นการทำให้เจริญ เมื่อเราภาวนาต้องได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน ท่านได้พูดถึงกำลังของพระเสขะที่ประกอบไปด้วยศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา การที่เรานั่งสมาธิแม้จะยังไม่ได้สมาธิ แต่เราก็ได้ความเพียร ความเพียรก็มาจากศรัทธา เรามีศรัทธามีความเพียร เกิดการลงมือทำจริง ความเพียรเราก็เพิ่ม ศรัทธาเราก็เพิ่ม ให้เราฝึกฝนทักษะจะพัฒนาก้าวหน้าได้
Q: มีวิธีการจัดการกับความอิจฉาริษยาอย่างไร?
A: ใช้คุณธรรมคือมุทิตา แปลว่า ความยินดีที่เขามีความสุข ยินดีที่เขาได้ความสำเร็จ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 18 Jul 2026 - 58min - 470 - สมาธิแบบมองมุมกลับ [6928-7q]
Q: จุดของการทำสมาธิแบบมองมุมกลับ Inversion อยู่ที่ตรงไหน?
A:การพิจารณาตรงนี้อยู่ในส่วนของวิปัสสนา จิตต้องมีสติและสมาธิแล้วจึงพิจารณา คิดด้วยสติสัมปชัญญะคือจำลองสถานการณ์ เพื่อที่ว่าเมื่อเราเจอสิ่งที่ไม่น่าพอใจ พลัดพรากจากสิ่งที่น่าพอใจแล้ว เราจะมีสติมีสมาธิได้ ไม่เพลินไปกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจนั้น
Q: กังวลใจกลัวการมองไม่ดีจากคนรอบข้าง ควรทำอย่างไร?
A: ความกังวลเกิดจากอุปาทานความยึดมั่นในตัวตน วิธีแก้ไขคือ 1) มองเห็นเป็นอนัตตาว่าเราจะดีหรือไม่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของคนอื่น และ 2) วางใจเป็นอุเบกขา แผ่เมตตา ไม่คิดร้ายต่อเขา แล้วมุ่งมั่นทำความดีต่อไป เราจะข้ามเรื่องนี้ได้
Q: ขอทราบข้อมูลการสมัครเข้าปฏิบัติธรรม
A: สถานที่ “วัดภูทอก” จ.บึงกาฬ จัดระหว่างวันที่ 26 พ.ย. – 6 ธ.ค. 69, “อาศรมมาตา” จ.นครราชสีมา จัดระหว่างวันที่ 1 พ.ค.70 – 9 พ.ค. 70, “ยุวพุทธิกสมาคม” (รอแจ้ง) โดยท่านผู้ฟังที่สนใจเข้าคอร์สปฎิบัติธรรม สามารถสมัครได้ทางเว็บไซต์และติดตามข่าวสารได้จากทางรายการ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 11 Jul 2026 - 59min - 469 - นิพพานกับความตาย [6927-7q]
Q: เมื่อคิดฟุ้งซ่านเวลาเดินจงฺกม
A: อานิสงส์ของการเดินจงกรม คือ สมาธิที่ได้จากการเดินตั้งอยู่ได้นาน เวลาเดินให้เรากำหนดหมายเดินไปเดินกลับ ถ้าเราคิดฟุ้งซ่านก็ดึงสติกลับมา ไม่จำเป็นต้องหยุดเดิน
Q: นั่งสมาธิแล้วเกิดอาการคันตามตัว?
A: วิธีแก้มี 2 วิธี คือ 1) ทุกขาปฏิปทา เอาจิตจดจ่อ เห็นทุกข์ เห็นความไม่เที่ยงในสิ่งนั้น และ 2) สุขาปฏิปทาคือ ไม่เอาใจใส่ไปในมัน เข้าสมาธิให้ลึกลงไป ทั้งนี้ การที่เราจะวางได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับอินทรีย์ 5 ว่าแก่กล้าหรืออ่อน
Q: เมื่อเกิดมีปีติมากล้น จะปล่อยวางได้อย่างไร?
A: ใช้วิธีสุขาปฏิปทาหรือทุกขาปฏิปทา ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง เพื่อการปล่อยวางความปิติ ฝึกทำบ่อย ๆ ปิติจะดับไป
Q: จำเป็นหรือไม่ที่ต้องสวดมนต์หน้าพระพุทธรูป?
A: สามารถสวดมนต์ที่ไหนก็ได้
Q: ฝึกทำสมาธิแล้วไม่ได้สมาธิ ได้แต่ความเพียร?
A: พละ 5 คือ กำลังของคนที่ศึกษาอยู่ (เสขะ) ประกอบด้วย 1) ศรัทธา 2) หิริ 3) โอตตัปปะ 4) ความเพียร 5) ปัญญา ให้เราทำไปเรื่อย ๆ เหมือนเราทำนา เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าข้าวจะสุกวันไหน ผลผลิตได้เท่าไหร่ แต่จะมีเวลาที่เหมาะสม ตามเหตุตามปัจจัยของเขา ซึ่งคนที่ปฎิบัติธรรมในธรรมวินัยนี้ กิจที่ต้องทำมี 3 อย่าง คือ การสมาทานการปฏิบัติในศีลอันยิ่ง การสมาทานการปฏิบัติในสมาธิอันยิ่ง และการสมาทานการปฏิบัติในปัญญาอันยิ่ง
Q: ความตายและนิพพานเป็นคนละอย่างกัน
A: นิพพานกับความตายคนละอย่างกัน/ในนิพพาน ไม่มีความเกิด ไม่มีความตาย ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงในนิพพาน นิพพานแปลว่า ความดับ ความเย็น/ความตายมีเหตุ คือ การเกิด แต่ในนิพพานไม่มีการเกิด จึงไม่มีการตาย ต้องเข้าใจเหตุผลของความเกิด ความตาย ให้ได้ ว่าคนที่ตาย ไม่ใช่ความตายดับ แต่ความตายเกิด (อุบัติ) ขึ้น จึงตาย
Q: มีธรรมะข้อใดที่ทำ ให้ไม่ฝัน
A: ท่านให้กำหนดสติสัมปชัญญะก่อนนอนว่า รู้สึกตัวเมื่อไหร่จะลุกขึ้นทันที และด้วยสติสัมปชัญญะ น้อมไปในการนอน ด้วยอาการอย่างนี้ว่า “เราผู้ที่นอนไปแล้ว ขออย่าให้บาปอกุลศ กรรมทั้งหลาย ติดตามเราผู้ที่นอนอยู่เลย” จะทำให้เวลาที่เรานอน ไม่ฝันร้าย ไม่ฝันเกี่ยวเนื่องด้วยกาม วิธีที่สอง การแผ่เมตตา อานิสงส์ คือ ไม่ฝันร้าย ตื่นแล้วมีความสุข
Q: จำเป็นต้องฆ่าเพื่อกิน ทำอย่างไรจึงจะให้บาปน้อยลง
A: อุปมารอยกรีดเปรียบเหมือนเจตนาที่เราทำลงไป หากเราทำด้วยเจตนาน้อย เปรียบเสมือน รอยกรีดบนน้ำ เจตนามาก เปรียบเสมือนรอยกรีดบนหิน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 04 Jul 2026 - 54min - 468 - ขอจง [6926-7q]
Q: พอปฏิบัติไป ๆ กลับไม่สงสัยในนิพพานเป็นเพราะอะไร?
A: เมื่อเรามีศรัทธา มีความมั่นใจ ความเคลือบแคลงเห็นแย้งไม่โลงใจคือวิจิกิจฉาจึงหายไป จิตเป็นสมาธิ สมาธิจึงเกิดขึ้นพอประมาณ คือจุดที่ไม่โลงใจหายไป แต่จุดที่เป็นคำถามที่จะถามเอาความรู้ยังมีอยู่ และเมื่อเราได้ฟังเทศน์ฟังธรรม เราก็จะได้เจอคำตอบ เราจึงไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน ไม่สงสัยว่านิพพานมีจริงไหม นิพพานไปยังไง แม้ว่าตัวเองจะไปยังไม่ถึง
Q: ผู้ที่เป็นโสดาปัตติมรรคย่อมไม่ทำให้ศรัทธาของใครตกไปใช่หรือไม่?
A: บางคนเพียงพอเพื่อตนเองแต่ไม่เพียงพอเพื่อคนอื่น บางคนเพียงพอเพื่อคนอื่นแต่ไม่เพียงพอเพื่อตนเอง บางคนเพียงพอทั้งสองส่วน การที่จะทำให้เพียงพอต่อผู้อื่น ก็คือการพูดให้จิตใจผู้ฟัง มีความอาจหาญร่าเริงในธรรม รู้ว่าสิ่งไหนควรกล่าว สิ่งไหนไม่ควรกล่าว สิ่งไหนเป็นกุศล สิ่งไหนเป็นอกุศล นี่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้เพียงพอต่อผู้อื่น
Q: ท่านที่ฟังธรรมเป็นประจำสามารถจัดเป็นอริยบุคคลขั้นต้นได้หรือไม่?
A : ท่านได้กล่าวไว้ถึงอริยบุคคล 4 คู่ 8 จำพวก, “มรรค” คือ ยังไม่บรรลุยังเดินตามทางอยู่, “ผล” คือ บรรลุแล้ว, “โสดาปฎิมรรค” เป็นผู้ล่วงพ้นปุถุชนภูมิเข้าสู่สัปปุริสภูมิ เข้าสู่ระบบความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งมรรคนั้นเสื่อมได้ขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัย ว่าขณะนั้นสามารถรักษาเหตุปัจจัยไว้ได้หรือไม่ และหากหลุดจากโสดาปัตติมรรคนี้ ก็จะเป็นปุถุชนธรรมดา ซึ่งแบ่งได้ 2 จำพวก คือ ปุถุชนผู้มีศีลและปุถุชนที่เป็นคนบาป คือไม่รักษาศีล
Q: อริยบุคคลจะมีติดแอบสายมูได้หรือไม่?
A: มูหรือไม่อยู่ที่การตั้งจิต แม้การกระทำเหมือนกัน อย่างเดียวกัน แบบเดียวกัน แต่หากตั้งจิตไว้โดยไม่สร้างเหตุ ไม่ได้เอาผลจริงจัง ไม่ได้เป็นไปเพื่อนิพพาน เช่น ขอให้รวย ขอให้ถูกหวย นี่เป็นลักษณะของสีลัพพตปรามาส แต่หากเราตั้งจิตไว้บูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นเทวตาพลี ท่านให้ทำได้ บูชาด้วยศรัทธาเป็นที่ตั้งจึงบูชา เราจึงควรตั้งจิตให้ถูก
Q: แล้วถ้าขอพรไปด้วยทำเหตุปัจจัยไปด้วยจะได้หรือไม่?
A: การขอด้วยความเป็นเหตุเป็นผล ขอด้วยสัมมาทิฏฐิขอได้ ไม่ใช่ขอแบบอ้อนวอนขอร้อง โดยไม่สร้างเหตุ แต่เราตั้งจิตอธิษฐานสร้างเหตุ แล้วผลจึงจะสำเร็จขึ้นได้ เช่น เราทำความดี มีการให้ทานเป็นต้น แล้วเราก็หวังจะบรรลุธรรม เราก็อธิษฐานได้ว่า “ด้วยเหตุแห่งการรักษาศีลภาวนา ขอนิพพานจงสำเร็จ”
Q: จากข่าวที่มีผู้พิการเสียแขนมาบวชพระนั้นผิดพระวินัยหรือไม่ เพราะเข้าใจว่าผู้ที่จะบวชได้ต้องมีอาการครบ 32
A: พุทธบัญญัติ เกี่ยวกับบุคคลที่จะบวชได้หรือไม่ คือ มีโรคติดต่อร้ายแรงหรืออวัยะบกพร่อง บิดามารดาไม่อนุญาต มีหนี้สินหรือต้องโทษทางอาญา ทั้งนี้ การทำความดีสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่การบวชอย่างเดียว
Q: จากคำว่า “สละสิ่งที่รักเพื่อสิ่งที่ตนรัก” อยากทราบว่าในภาษาบาลีเป็นอย่างใด มีการเปรียบเทียบยิ่งกว่าหรือไม่?
A: ไม่มี เพราะในคำสอนท่านให้ละฉันทะ ละความพอใจ ท่านไม่ใช้คำว่ารักหรือรักกว่า แต่จะใช้คำว่าความสุข ความสุขที่ปราณีตกว่า หรือใช้คำว่าการไม่รู้จักอิ่มจักพอในกุศลธรรมทั้งหลาย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 27 Jun 2026 - 55min - 467 - ทานกับมูลค่า [6925-7q]
Q: ปัจจัยกับบุญ
A:เรื่องปัจจัยกับบุญไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงิน ไม่จำเป็นต้องมีเงินมากแล้วจึงจะให้ทานได้ มีเงินน้อยก็ให้ได้ ดูที่ 4 หน้าที่ในการใช้จ่ายทรัพย์เป็นหลัก แล้วเราจะไม่ตกเป็นทาสของเงิน ระลึกถึงทานนั้นใจจะเป็นสุข
Q: เพศกับการเข้าวัด
A: ความสนใจน่าจะเท่ากัน แต่การกระทำได้อาจจะไม่เท่ากัน ไม่ควรสนใจที่เพศ ให้สนใจในปฏิปทา
Q: ความเพียรกับสมาธิ
A: ต้องมีกัลยาณมิตร และศรัทธา ทำสมาธิแล้วควรหวังผล 4 อย่าง เห็นว่าสมาธินี้มีประโยชน์มากกว่าความสุขทางโลก ศรัทธาความมั่นใจว่าทำแล้วได้ผล 4 อย่างแน่นอน จะเป็นกำลังให้ความเพียรให้เดินมารอย คือ มรรค 8 นี้ได้
Q: มารผู้ล้างผลาญความดี
A: มาร หมายถึง ล้างผลาญความดี ความดีถูกทำให้สิ้นลง มีหลายประเภท ที่เน้น คือ กิเลสมารที่อยู่ในใจเรา เอาชนะได้ด้วยมรรค 8, เวร คือ การผูกเวร ผูกโกรธ ประทุษร้ายกัน เจ้ากรรมนายเวรไม่มีในพุทธพจน์ จะละเวรได้ก็ด้วยการไม่ผูกเวร เอากุศลธรรมใส่ลงไปความดีจะปรากฏขึ้นแทน เอาชนะมารได้ เมื่อไม่มีตัณหาความทุกข์นั้นจะทำอะไรเราไม่ได้เลย
Q: ชั้นของสมาธิ
A: โดยพุทธพจน์มี 9 ขั้น ตามวิสุทธิมรรคแบ่งเป็น 3 คือ ขณิก อุปจาร และอัปปนา ความละเอียดไปตามขั้นตอนจะเห็นได้ก็ด้วยสติและปัญญา เป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยตน
Q: ทรงญาณ
A:โดยพุทธพจน์ไม่มี แต่ญาณมีอยู่ ญาณหมายถึงปัญญา การทรงญาณถ้าหมายความว่าทรงอยู่ในญาณได้ตลอดเวลานั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้มีตลอดเวลา
Q: สมาธิก่อนตาย
A: เราควรมีสมาธิตลอดเวลา เพราะความตายมาได้ทุกเมื่อ โดยกำหนดว่าคืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายไม่ลุกขึ้นมาอีก จะไม่เป็นผู้หลับใหล
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 20 Jun 2026 - 56min - 466 - เลือกสัมมาดีกว่ามิจฉา [6924-7q]
Q:การนั่งสมาธิแบบมิจฉาเป็นอย่างไร?
A : "มิจฉาสมาธิ"เริ่มจากการมีมิจฉาสติ คือการที่จิตไปจดจ่อระลึกถึงแต่เรื่องไม่ดี คิดเบียดเบียนผู้อื่น แล้วเกิดความรู้สึกสะใจหรือพึงพอใจแบบผิด ๆ จนจิตรวมเป็นสมาธิในทางอกุศล ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ"สัมมาสมาธิ"ที่เกิดจากการระลึกถึงสิ่งดีงาม จนจิตใจสงบและอิ่มเอิบ ผู้ที่หลงไปในทางมิจฉาสมาธิจะยิ่งเดินออกห่างจากนิพพานและตกเป็นทาสในห่วงโซ่อำนาจของมาร ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เจริญสัมมาสมาธิ ตามหลักทางสายกลาง ซึ่งเป็นหนทางแห่งการพึ่งพาตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้ใด และเป็นเส้นทางอันปลอดภัยที่มารไม่สามารถมองเห็นหรือเข้ามาครอบงำเราได้
Q:การตั้งใจนั่งสมาธิแล้วกลายเป็นมิจฉาสมาธิมีหรือไม่?
A : มี/ เป็นพวกองค์กร ที่มีวิธีการฝึกในแบบของเขา มีพิธีกรรมเฉพาะ พวกนี้เป็นวิชามารอย่าไปฝึก
Q: ผู้นำควรมีลักษณะอย่างไร?
A : ตามหลักธรรม ลักษณะของผู้นำสามารถแบ่งได้ 3 แนวทางหลัก ได้แก่
1) การเป็นแบบอย่างที่ดี คือมีคุณธรรมในสิ่งที่ผู้อื่นขาดแคลน เช่น มีความมั่นใจในยามที่ผู้อื่นลังเล เสียสละเมื่อผู้อื่นเห็นแก่ได้
2) การมีพรหมวิหาร 4 คือ ต้องมีเมตตาและกรุณาควบคู่ไปกับอุเบกขา รู้ว่าเรื่องใดควรช่วยเหลือ เรื่องใดต้องเด็ดขาด และรู้จักปล่อยวางโดยไม่จำเป็นต้องจับผิดในทุกเรื่อง
3) การใช้หลักสังคหวัตถุ4 คือ รู้จักสงเคราะห์ผู้คนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
Q: รู้สึกจัดการกับปัญหาในชีวิตได้ดีขึ้นจากการฟังนิทานพรรณา
A: ท่านผู้ถามใช้ธรรมเป็นเครื่องมือ ทำให้ปล่อยวางได้ดี จากการฟังธรรมแล้วได้ประโยชน์ ตัวเองไม่เบียดเบียนตัวเอง คนอื่นก็ได้ประโยชน์
Q: ธรรมะสำหรับผู้ที่หลอกลวงและผู้ที่โดนหลอก
A: สำหรับผู้หลอกลวง ที่ทำชั่วโดยไม่รู้สึกผิดนั้น ยากที่จะรับฟังคำสอน แต่หากเป็นการถูกบังคับให้ทำ ก็ต้องตระหนักว่าผลกรรมย่อมตกอยู่กับผู้กระทำเสมอ, ในส่วนของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ควรเปลี่ยนความสูญเสียทั้งทรัพย์สินภายนอกและบาดแผลในใจให้เป็นบทเรียน เพื่อทบทวนตนเอง เพราะเมื่อใดที่ยอมรับความจริงและปล่อยวางได้ ความสูญเสียและเจ็บปวดทั้งหมดก็จะแปรเปลี่ยนเป็นปัญญาในที่สุด
Q: ขอทราบวิธีแก้ไขเมื่อคิดวนไปวนมา
A: ให้ใช้สติ (สติปัฏฐาน 4) และความเพียร (สัมมัปปธาน 4) เป็นตัวบ่มอินทรีย์ 5 ของเรา ให้สติเรามีพลัง พอสติเรามีพลัง ก็จะทำให้เราสามารถสลัดความคิดและปล่อยวางได้รวดเร็วขึ้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 13 Jun 2026 - 56min - 465 - เผชิญหน้ากับความกลัว [6923-7q]
Q: เหตุใดพระภิกษุต้องใช้ผ้าย้อมน้ำฝาด?
A: เพื่อเป็น "ทางสายกลาง" ที่เรียบง่ายและต่างจากคฤหัสถ์ โดยผ้าผืนใหญ่สามารถใช้ประโยชน์อเนกประสงค์ได้ทั้งนุ่ง ห่ม และปูนอน ส่วนการย้อมน้ำฝาดธรรมชาติช่วยให้สีไม่ฉูดฉาดและดูแลรักษาง่าย เพื่อตัดความกังวลเรื่องรูปลักษณ์และให้พระภิกษุโฟกัสกับการปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่
Q: วิธีแก้ไขจิตที่ผูกโกรธ
A: ต้องตระหนักรู้ด้วยปัญญาว่า "ความโกรธเกิดจากภายในใจเราเอง ไม่ใช่เพราะคนอื่น" เปรียบเหมือนสนิมที่ผุดขึ้นมากัดกินเนื้อเหล็กจากข้างใน การผูกโกรธคือการเอาไฟเผาตัวเองเหมือนคนถูกยิงด้วยลูกศรพิษที่ต้องรีบถอนลูกศรออกทันทีเพื่อรักษาชีวิต ไม่ใช่มัวไปสืบหาตัวคนยิง โดยให้ใช้ "กรุณา" เจริญสติหยุดใจในจังหวะที่จะคิดแก้แค้น แล้วแผ่ความปรารถนาดีให้เขาพ้นทุกข์เพื่อคืนความสงบให้ใจตนเอง
Q: แก้ความกลัวได้อย่างไร?
A: ความกลัว แบ่งเป็น “ความกลัวแบบสมเหตุสมผล”ความกลัวแบบนี้ แก้ได้ด้วยการกล้ายอมรับผิด กล้ายอมรับความจริง การกระทำแบบนี้ แม้ความกลัวจะไม่ได้ลดลง แต่เราต้องยอมรับความจริง เราจึงจะหายจากความกลัวได้ “ความกลัวไม่สมเหตุสมผล” เช่น กลัวความมืด, โรค phobia พวกนี้เป็นความกลัวที่เป็นอกุศล ให้เราตั้งสติพิจารณาใคร่ครวญไปในอริยสัจสี่ พอเราเข้าใจความกลัว เราจะเห็นจะถอนจากมันได้ แล้วเราก็จะไม่เพลินไปในมัน ความกลัวนั้นก็จะหายไป
Q : หากพิจารณาว่าใครทำกรรมใดไว้ก็จะได้รับกรรมนั้นจะช่วยลดความโกรธได้หรือไม่ หรือควรวางจิตอย่างไร?
A: ให้เราอุเบกขาควบคู่ไปกับการแผ่เมตตากรุณาสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตนใครทำกรรมดีไว้ก็ตามใครทำกรรมชั่วไว้ก็ตามจะได้รับผลของกรรมนั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 06 Jun 2026 - 53min - 464 - ธรรมะแก้ซึมเศร้า [6922-7q]
Q: ธรรมะเยียวยารักษาผู้ป่วยซึมเศร้าได้อย่างไร?
A: โรคซึมเศร้าเกิดจากการหมกมุ่นในความทุกข์และยึดติดตัวตน การเยียวยาต้องใช้สัมมาสติ อย่าให้กำลังกับเรื่องที่ทำให้เราทุกข์ใจ และใช้ปัญญาในการพิจารณา เห็นว่าเราไม่ใช่ตัวตน เห็นด้วยความเป็นอนัตตา เพื่อดับความทุกข์ที่ต้นเหตุ
Q: เมื่อเราเมตตากรุณาจนเป็นทุกข์ ควรแก้ไขอย่างไร?
A: ความกรุณาเป็นสิ่งดี แต่หากมีมากเกินไปจนกลายเป็นความเศร้าโศกถือว่าเป็นอกุศลและสุดโต่งเกินไป ควรแก้ไขด้วยการมีสติสัมปชัญญะและใช้ “อุเบกขา” คอยกำกับเพื่อให้จิตกลับมาตั้งมั่นและรักษาจิตเราให้พอดีได้
Q: การเข้าสมาธิต้องมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมตลอดหรือไม่?
A: การตกภวังค์เกิดจากสมาธิมีกำลังมากกว่าสติ จนตกอยู่ในความง่วงซึม (ถีนมิทธะ) ให้มองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนา โดยปรับสมดุลด้วยการเจริญวิปัสสนาเพิ่มขึ้น เพื่อดึงสติให้กลับมามีกำลังเสมอกับสมาธิ
Q: การพิจารณาควรทำอย่างไร?
A: ดูจากคิวคือเครื่องหมาย หากวิปัสสนาแล้วฟุ้งซ่านให้กลับมาทำสมถะ หากทำสมถะแล้วง่วงให้กลับไปวิปัสสนา แต่ถ้าจิตคลายลง ละเอียดลง สงบเย็นเอง ก็ให้ประคองความนิ่งนั้นไว้ให้ดี แล้วเราจะกลับมาพิจารณาอีกก็ได้ ค่อย ๆ ทำไปจนมันพอดี อาสวะสิ้นก็จะปล่อยวางได้หมด
Q: การนั่งสมาธิแบบมิจฉาเป็นอย่างไร?
A: คือการมีสมาธิจดจ่อเพื่อนำไปทำสิ่งไม่ดี เช่น ขโมยของ ปล้นธนาคาร หรือทำสมาธิโดยมีความเห็นผิด เราจะไม่ให้มีมิจฉาสมาธิ เราต้องมีศีล มีความเข้าใจที่ถูกต้อง มีสัมมาทิฏฐิที่แวดล้อมไปด้วยมรรคอีก 7 ประการ เมื่อเราเข้าใจถูกต้อง เราจะหลุดพ้นได้
Q: ภิกษุสรงน้ำได้วันละกี่ครั้ง ถวายแป้งเย็นเพื่อคลายร้อนได้หรือไม่?
A: สรงน้ำได้ตามความเหมาะสม แป้งเย็นต้องพิจารณาก่อนจะทา หากทาเพื่อที่ระงับเวทนา ก็สามารถทาได้
Q: ทำบุญให้คนที่รักเป็นการหวังผลหรือไม่?
A: ไม่ผิดและเป็นหน้าที่ที่ควรทำ การทำดีย่อมได้ผลดีเสมอ การสร้างเหตุที่ดีอย่างแยบคายย่อมส่งผลลัพธ์ที่ดีงามตามมาอย่างแน่นอน ซึ่งดีกว่าการไม่ลงมือทำความดีอะไรเลย
Q: เทวดาประจำตัวมีจริงหรือไม่?
A: ไม่ใช่ทุกคนจะมีเทวดาคุ้มครอง เทวดาจะมาอนุโมทนาและอยู่ปกปักรักษาเฉพาะผู้ที่หมั่นทำบุญทำความดีเท่านั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 30 May 2026 - 54min - 463 - พ้นเหนือบุญเหนือบาป [6921-7q]
Q: ศีลห้าไม่ครบจะทำฌานได้หรือไม่ จะเข้าถึงธรรมได้หรือไม่?
A: สมาธิ คือ พละกำลังของจิต เมื่อศีลไม่ครบ จะมีความร้อนใจ ดังนั้นสมาธิ/ฌานอาจจะทำได้บ้างแต่ไม่เต็ม และไม่สามารถละกิเลสได้
Q: ทำอย่างไรให้ลูกสาวพูดความจริงกับพ่อ?
A: พ่อแม่ต้องมีจิตใจนุ่มนวลด้วยพรหมวิหาร 4 มีเวลาให้กัน สอนลูกให้ตั้งอยู่ในความดี และดูแลไม่ให้เงื่อนไขทางกามมาบีบคั้นการใช้ชีวิตของลูก
Q: กรรมที่ทำในชาตินี้ทำไมจึงไม่ให้ผลในชาตินี้?
A: การให้ผลของกรรมมีหลายระดับและเป็นอจินไตย ขอเพียงเชื่อมั่นว่ากรรมทุกอย่างย่อมส่งผลตามเหตุปัจจัยอย่างแน่นอน และจงตั้งมั่นดำรงตนในการทำกรรมดีต่อไป
Q: การฆ่าเพื่อป้องกันตัวนั้นบาปหรือไม่?
A: การฆ่าทุกชนิดถือว่าเป็นบาป แต่การผิดศีลและระดับความหนักเบาของบาปนั้นให้ประเมินที่เจตนาเป็นสำคัญ การฆ่าเพื่อป้องกันตัวจึงมีบาป ลดหลั่นไปตามเจตนานั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 23 May 2026 - 56min - 462 - ผู้ไม่ร้อนใจในภายหลัง [6920-7q]
Q: อริยบุคคลต้องบรรลุอรหันต์ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์นั้น ๆ เท่านั้น จริงหรือไม่?
A: พิจารณาจาก“มนุษย์โลก”จะไม่ข้ามสมัยของพระพุทธเจ้าคือคำสอน เมื่อคำสอนหมดไป พระธาตุอันตรธานหายไป จะเข้าสู่ในยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้า ก็จะมีเวลาที่ให้พระพุทธเจ้าองค์ต่อมาได้อุบัติขึ้น, หากพิจารณาจาก “พรหมโลก”อนาคามีชั้นสุทธาวาสนั้นมีอายุขัยยืนยาวมาก อยู่ข้ามยุคสมัยของพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ได้
Q: คำสอนในแต่ละพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนเดียวกันหรือไม่?
A: สิ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้คือสิ่งเดียวกัน
Q: อนาคามีจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อน พอได้ฟังธรรมขององค์พระพุทธเจ้าถัดมา มีสิทธิบรรลุธรรมต่อหรือไม่?
A: พระอนาคามีท่านพร้อมที่จะบรรลุอรหันต์อยู่แล้วและการที่ได้ฟังธรรม ก็อาจจะทำให้ท่านบรรลุธรรมได้เร็วขึ้น
Q: คนที่ฟังธรรมอยู่เป็นประจำถือว่ามีเหตุมาจากกาลก่อนหรือไม่?
A: อานิสงส์ของการฟังธรรม เมื่อเขาเกิดเป็นเทวดา แล้วเขาได้ฟังธรรม เขาจะระลึกธรรมได้ เป็นที่มาของคำว่าบุคคลเหล่านี้เคยสร้างบารมีมาก่อน ชาตินี้จะมีการฟังธรรมปฏิบัติธรรมต่อไปอีก
Q: ไม่ไปปฏิบัติธรรมในคอร์ส แต่ทำเองที่บ้านได้หรือไม่ มีผลต่างกันอย่างไร?
A: การปฏิบัติธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปแบบ สามารถทำที่ไหนก็ได้ ทำได้ในทุกอิริยาบถ ทำได้ทุกวัน ที่สำคัญคือนำธรรมมาใช้ นำมาทำ นำมาปฏิบัติ ทำอย่างต่อเนื่องจะพัฒนาขึ้นได้
Q: อริยบุคคลในสมัยพุทธกาลพาตนให้รอดพ้นจากภัยสงครามได้อย่างไร และการนำมาปรับใช้กับปัจจุบัน?
A: ท่านได้เคยเตือนไว้ถึงภัยในอนาคต เมื่อมีสงคราม ที่ไหนปลอดภัย อาหารหาง่าย คนก็จะมาอยู่ มีการคลุกคลีกัน ให้เราฝึกสติ สมาธิ ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล และพละ 4 ประการ เพื่อที่ยามที่โลกไม่ผาสุก เราจะยังเป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้
Q: นั่งสมาธิแบบมิจฉาเป็นอย่างไร?
A: ยกตัวอย่าง คนที่ปล้นธนาคาร เขาก็จะมีมิจฉาสมาธิ “มิจฉา” หมายถึงกิเลสเพิ่ม “สัมมา” หมายถึงกิเลสลด
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 16 May 2026 - 57min - 461 - ไปวัดกันทำไม [6919-7q]
Q: จิตกับใจต่างกันอย่างไร?
A: จิตกับใจเหมือนกัน คือเป็นนามเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ทำหน้าที่คนละอย่างกัน
Q: อยากให้จัดรายการต่อไป ความอยากนี้จัดเป็นกิเลสหรือไม่?
A: ต้องแยกแยะว่าเป็นความอยากแบบไหน ไม่ใช่ว่าความอยากทุกอย่างนั้นเป็นตัณหาเป็นกิเลสทั้งหมด ถ้าเป็นความอยากที่เป็นตัณหาเป็นสมุทัย จะต้องประกอบด้วย 3 อย่าง คือ 1) ยินดีในทางกาม 2) เป็นไปด้วยความเกิดใหม่คือความเป็นสภาวะ 3) เป็นไปด้วยความกำหนัดเพลิดเพลิน ถ้าไม่ได้เป็นไปด้วย 3 อย่างนี้ เป็นความเพียร คือกุศลเพิ่มขึ้น อกุศลลดลง
Q: เราไปวัดกันทำไม และการสมาทานศีลควรทำที่ใด?
A: คนโบราณมีกุศโลบาย คือไปวัดเพื่อพบเห็นสมณะ ได้กราบไหว้ ได้รับศีล ได้ฟังธรรม ได้ถวายทาน ครบในข้อของ“อุบาสกรัตนะ” ส่วนการสมาทานศีลนั้น อยู่ที่เราตั้งจิตและทำด้วยความเป็นปกติ
Q: ขอคำอธิบายเกี่ยวกับสวรรค์และพรหม?
A: สวรรค์มีแค่ 6 ชั้น สูงขึ้นไปคือชั้นพรหม แบ่งเป็น รูปพรหมและอรูปพรหม นอกจากนี้หากแบ่งตามเวทนา “สวรรค์และพรหมโลก” จะมีสุขมากทุกข์น้อย “นรก” จะมีทุกข์มากสุขน้อย “มนุษย์” จะมีสุขทุกข์พอ ๆ กัน หากแบ่งตามสภาวะความเป็นอยู่ “กามภพ” จะยังเกี่ยวเนื่องด้วยกาม ได้แก่ นรกไปจนถึงสวรรค์ชั้น 6 “รูปภพ” คือ รูปพรหม ไม่มีกามมีแต่รูป, “อรูปภพ” คือ สภาวะที่ไม่มีรูปมีแต่ใจ สื่อสารไม่ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 09 May 2026 - 58min - 460 - ปิยวาจาตามหลักสังคหวัตถุสี่ [6918-7q]
Q: คุณพ่อเสียชีวิตขณะหลับ คนปลุกขณะนั้นจะบาปหรือไม่?
A: เกณฑ์ที่ท่านให้ไว้คือเจตนา เรามีเจตนาดูแลท่าน ไม่ได้มีเจตนาอื่น ในการที่เราดูแลท่าน จนวาะสุดท้ายในอ้อมกอดเรา นั่นถือว่าเป็นบุญอย่างที่สุดแล้ว ให้สบายใจได้
Q: เมื่อยังมีชีวิต ทำความดีไว้มากแต่จบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย จะมีที่ไปเป็นเช่นไร?
A: พิจารณาเป็น 3 ประเด็น คือ “การฆ่าตัวตาย” การฆ่าตัวตายจะบอกว่าไปไม่ดีทั้งหมดเลยไม่ได้ เพราะในสมัยพุทธกาล มีกรณีที่พระท่านฆ่าตัวตาย ที่ไม่ก่อนไม่หลังการตายท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เป็นการตายที่ไม่น่าติเตียน, “จิตสุดท้ายก่อนตาย” หากจิตสุดท้ายไปข้องอยู่กับอะไร ก็มีแนวโน้มที่จะไปอย่างนั้น, “ที่ไป” ไปตามบุญกับบาปที่เราทำ บุญกับบาปจะหักลบกลบกันไม่ได้ แต่อาจจะช่วยเหลือสนับสนุนหรือหักล้างกันในบางกรณี สิ่งที่ผู้เป็นเพื่อนหรือญาติควรทำคือทำบุญอุทิศให้เขา
Q: ทำบุญและอุทิศให้แด่ผู้ที่ฆ่าตัวตาย วิธีไหนได้ผลเร็ว
A:“การให้ทาน” คือการใช้สิ่งของภายนอก โดยเฉพาะเจาะจงให้กับบุคคลนั้น ใส่ชื่อเขาในการทำทานนั้น, “การรักษาศีลภาวนา” คือ เรารักษาศีล ภาวนาทำสมาธิ แล้วอุทิศให้เขา, “การแผ่เมตตา” แผ่เมตตาออกไปโดยเอาตัวเขาเป็นอารมณ์ ส่งผ่านตัวเขาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งสามอย่างนี้ให้ผลแตกต่างกัน เราควรทำให้ครบทุกด้าน
Q: ปิยวาจาไม่จำเป็นต้องพูดความจริง ใช่หรือไม่?
A: ปิยวาจาหนึ่งในคุณธรรมของสังคหวัตถุ 4 คือธรรมะที่จะทำให้เกิดความสงเคราะห์กัน การพูดความจริงถ้ามันไม่เป็นปิยวาจา เราก็ไม่ควรพูด การที่เราไม่ได้พูดความจริงไม่ใช่ว่าโกหก แต่เรายังไม่ได้ให้ข้อเท็จจริงกับเขาในตอนนั้น ซึ่งเขาอาจจะยังไม่พร้อมที่จะรับฟัง ให้เราหาโอกาสที่เหมาะสม ทั้งนี้ ปิยวาจายังรวมในส่วนของสัมมาวาจาด้วย คือไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดให้เขาสะเทือนใจ ไม่พูดให้เขาเสื่อมศรัทธา และยังมีสังคหวัตถุ 4 คืออัตถจริยา เป็นการชี้ว่าทำแบบนี้จะดี ก็จะเป็นการให้เขาตั้งอยู่ในศีล ศรัทธา ประพฤติประโยชน์ได้
Q: เมื่อไม่อยากผสมโรงไปกับความเห็นที่ไม่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร?
A: ให้ดูว่าอยู่ในสถานะไหน ให้พิจารณาว่าจิตคนนั้นเขาจะรับได้ไหม ขัดเคืองไหม หากพิจารณาแล้วว่าพูดแล้วเขาจะเปลี่ยนแปลงได้ แม้ว่าเราจะลำบากก็ให้คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ให้บอกเขา แต่หากพิจารณาแล้วว่าพูดแล้วเขาก็จะขัดเคือง ไม่เปลี่ยนแปลง เราก็จะลำบาก ท่านให้อุเบกขา ให้เรานิ่ง ๆ อย่าไปขัดเคืองเขา
Q: ธรรมะข้อใดสามารถนำมาปรับใช้ได้ในผู้ที่ป่วยซึมเศร้า?
A: จิตเมื่อตริตรึกไปในสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง หากเราไม่ตริตรึกไปในสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง ให้เราพาตัวเองไปออกกำลังกาย ไปหาเพื่อน พาตัวเองออกจากจุดนั้น ไปทำอย่างอื่น พอเราไม่คิดถึงสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลังลง หรือฝึกสติ พิจารณาว่าความเสียใจมันไม่ได้มีอยู่ตลอด ให้เห็นว่าความเศร้ามีมาแต่มันก็มีดับไป พอเห็นตรงนี้บ่อย ๆ เราก็จะแยกแยะและออกจากความคิดนั้นได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 02 May 2026 - 56min - 459 - ปัญญาเครื่องตัดตัณหาและอวิชชา [6917-7q]
Q : กามตัณหาคืออะไร ถ้าหากเกิดขึ้นแล้วเราจะระงับได้อย่างไร?
A : ในการที่เราจะระงับจิตใจ ไม่ไปตามกามตัณหา คือเราต้องเห็นโทษของมัน ในกรณีพระสงฆ์ ท่านยกอุปมาดังนกแร้ง ที่คาบเนื้อมาแล้วมีนกตัวอื่นมาแย่งไป การภาวนาเช่นนี้จะช่วยได้ ส่วนกรณีฆราวาสผู้ครองเรือน ท่านให้เรารักษาศีล 5 ด้วยศรัทธา ให้มีหิริโอตับปะ มีความเพียร
Q : เมื่อประสบเหตุร้าย ๆ ในชีวิต แล้วเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา จะมีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้ใจของเราไม่ทุกข์ไปตามสิ่งร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น?
A : เราต้องทำปัญญาให้เกิด แล้วใช้ปัญญามาเป็นตัวตัดระหว่างตัณหาและอวิชชา โดยแนวทางที่จะทำให้เราเกิดปัญญาได้ ท่านอธิบายถึง “โลกธรรม 8” ว่าในขณะที่เรามีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของสิ่งนั้น เราไม่ควรจะไปยึดถือมัน ในขณะที่เสื่อมลาภ ยศ ทุกข์ ก็ให้เห็นว่ามันเป็นธรรมดา คือมันมีความเกิดขึ้น-ดับไป เป็นธรรมดา เช่นนี้แล้ววิชชาและความรู้จะเกิด อวิชชาจะดับ
Q : เมื่อเปิดเทปธรรมะให้ผู้ป่วยอาการหนักฟัง แล้วเขามีจิตใจสงบ จะสามารถไปสู่สุคติสัมปรายภพได้หรือไม่?
A : ได้แน่นอน อานิสงส์ของการฟังธรรมก่อนตาย คือจะทำให้ตรัสรู้ธรรมในปัจจุบันไม่ก่อนหรือไม่หลังจากการตายนั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 25 Apr 2026 - 55min - 458 - ธรรมะเบาใจยามภัยสงคราม [6916-7q]
Q: ธรรมะสำหรับรับมือช่วงภัยสงคราม
A: ถ้าเรากังวลใจ เครียด วุ่นวาย ไม่สงบ ไปตามผัสสะที่ผ่านเข้ามา เราจะอยู่ไม่ผาสุกเราจะทุกข์ หากเรามีเงื่อนไขของความสุขมาก เราจะทุกข์มาก เราจึงต้องฝึกสติ ใช้ปัญญา แยกแยะสุขเวทนา ทุกขเวทนา ผัสสะ ว่าไม่ใช่อย่างเดียวกัน ไม่ไปตามผัสสะที่เข้ามากระทบ ไม่ไปตามสิ่งที่เป็นอกุศล เราจะสามารถอยู่ผาสุกในทุกขเวทนาได้ ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าทุกข์มันหายไป แต่เราอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ คือเราจะอยู่ผาสุกได้
Q: เครื่องเบาใจสี่ประการเพื่อความผาสุก
A: ท่านได้ให้ “เครื่องเบาใจ” เอาไว้ สิ่งที่ถ้าเราคิดถึงระลึกถึง ทำอย่างถูกต้องแล้ว เราจะเบาใจสบายใจได้ผาสุกได้ นั่นคือ
1) การระลึกถึง “พระพุทธเจ้า” คือ ระลึกถึงการตรัสรู้ของท่าน “พระธรรม” คือ ธรรมะที่อยู่ในใจของเรา นำมาปฏิบัติแล้วเกิดผล “พระสงฆ์” คือ ระลึกถึงเหล่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
2) การระลึกถึงศีล คือศีล 5 อันเป็นศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ
3) การระลึกถึงการให้ทานการบริจาค
4) การระลึกถึงเทวดา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 18 Apr 2026 - 58min - 457 - นิโรธสู่นิพพาน [6915-7q]
Q: นิโรธคือนิพพานใช่หรือไม่
A : นิโรธคือความดับ อริยสัจคือความจริงอันประเสริฐ 4 อย่าง ในปฏิจจสมุปบาทท่านแบ่งเป็นสองส่วน ได้แก่ ในส่วนของการเกิดคือทุกข์กับสมุทัย และส่วนของการดับคือนิโรธกับมรรค นิพพานในนิโรธเป็นนิพพานที่อาศัยเหตุอาศัยปัจจัย นั่นคือมรรค ถ้าเหตุปัจจัยดับ ความดับนั้นความพ้นนั้นสภาวะนั้นก็หมดไป ยังกลับกำเริบได้ หรือที่เรียกว่านิพพานที่นี่เดี๋ยวนี้ แต่เมื่อใดที่ทำไป ๆ จะมีนิพพานชนิดที่ไม่กลับกำเริบ เป็นความพ้นที่มีนิพพานเป็นที่ไปสู่ นิพพานที่เหนือเหตุเหนือปัจจัย
Q: สังโยชน์เพื่ออุบติหรือภพ?
A : “อุบัติ” คือ การเกิด, “ภพ” คือ ความเป็นสภาวะ สังโยชน์อันเดียวกัน อยู่ที่ว่ามองจากมุมของการเกิด หรือมองจากภพที่ไปเกิด
Q: การทำโกฏิธาตุในทะเลพร้อมติดปะการัง
A : เมื่อตายไปแล้วก็เป็นเรื่องของคนเป็น ร่างก็เหมือนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่าหาประโยชน์ไม่ได้ ที่ควรทำคือทำความดีก่อนตาย ความไม่ประมาทคือการทำกาย วาจา ใจให้เป็นสุจริต อันนี้จะเป็นหลักประกันได้
Q: การบริจาคร่างกายดีหรือไม่?
A : ดีแน่นอน
Q: เคยเป็นคนผิดศีล จะตั้งจิตใหม่ควรทำอย่างไร
A :ความสัมพันธ์ชู้สาว เป็นหนึ่งในสามสิ่งที่เมื่อปิดบังแล้วความชั่วจะเจริญ แต่ถ้าเปิดเผยออกมาความชั่วจะถูกลดทอนลง ความดีจะเพิ่มขึ้น การที่เปิดเผยนั่นคือ การมีหิริโอตัปปะแล้ว ผิดศีลจึงทำให้ร้อนใจหรือการติเตียนคนก็ทำให้ศีล 7 ในข้อสัมมาวาจาบกพร่อง ทำให้การนั่งสมาธิจึงเป็นไปได้ยาก การตั้งสรณะใหม่จะช่วยได้ การเปิดเผยเป็นความดี แต่ต้องไม่ใช่การโฆษณา ต้องลงมือทำจริงทางกายวาจาใจ ส่วนการดลใจหรือเชิญชวนมีอิทธิพลมากน้อยไม่เท่ากัน เขาแค่กระซิบ แต่คนลงมือทำจริงคือตัวเรา เมื่อตกลงทำดีจะเจอแบบทดสอบในแต่ละขั้นที่แตกต่างกันไป
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 11 Apr 2026 - 50min - 456 - รับมือความป่วย [6914-7q]
Q: ทำอย่างไรจึงจะมีสติกำกับในทุกความคิดในทุกอิริยาบถ?
A : การที่จะทำให้มีสติอยู่ทุกขณะนั้น เป็นทักษะที่ฝึกได้ ยิ่งฝึกยิ่งดี โดยท่านให้เครื่องมือเอาไว้คือ “อนุสติ10”และสิ่งที่จะสนับสนุนให้เรามีสติ คือศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ การรู้ประมาณในการบริโภค การอยู่หลีกเร้น การเป็นผู้อยู่ง่ายกินง่ายสันโดษ การประกอบด้วยธรรมอันเป็นเครื่องตื่น ทั้งหมดนี้เป็นศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ จะทำให้เรามีสติอยู่ในทุกอิริยาบถ
Q: สอบถามเรื่องคอร์สปฏิบัติธรรม?
A : สถานที่ “วัดภูทอก จ.บึงกาฬ” วันที่ 28 พ.ย. 69 - 6 ธ.ค. 69 สมัครได้ที่ www.panya.org
สอนสมาธิ เพื่อสติสัมปชัญญะ, เพื่อความสุข/สมาธิกีฬา และเพื่อความสิ้นอาสวะ / สถานที่ “มูลนิธิอาศรมมาตา” อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา วันที่ 1 พ.ค. 69 - 7 พ.ค. 69 สมัครได้ที่ https://ashrammata.org/25690501-ven-aj-maha-phaibun/ เน้นเรื่องสมาธิกีฬาและการเจริญพรหมวิหาร 4
Q: บางครั้งเราก็โง่บางครั้งเราก็ฉลาด จะมีปัญญารับมือในแต่ละสถานการณ์อย่างไร?
A : ในตัวเรามีกิเลสอยู่แล้ว ให้เราฝึกสติในการรับมือ สติจะเป็นตัวกำหนด หากสมาธิมากเกินไปก็จะเกียจคร้าน หากความเพียรมากเกินไปก็จะฟุ้งซ่าน หากปัญญามากเกินไปก็จะยกตนข่มท่าน หากศรัทธามากเกินไปก็จะเป็นงมงายลุ่มหลง เราจึงต้องใช้สติเป็นตัวปรับ
Q: ถ้าตั้งจิตไว้ว่าเมื่อป่วยหนักไม่ต้องรักษา แบบนี้จัดเป็นสัมมาหรือมิจฉาทิฏฐิ?
A : การตั้งจิตไว้แบบนี้เป็นสัมมาทิฐิ เป็นการเตรียมกาย แต่เราก็ต้องเตรียมใจด้วย ซึ่งสำคัญมาก อะไรที่เราต้องทำให้ถึง ทำให้แจ้ง ทำให้บรรลุ คือ เราต้องเจริญกุศลธรรม เตรียมสติ สมาธิ ปิติ และอุเบกขาไว้ให้พร้อม เพื่อที่เวลาเราป่วยหนักแล้ว จิตใจของเราจะยังคงตั้งมั่นและอยู่อย่างผาสุกได้
Q: ขอทราบหลักธรรมเมื่อครอบครัวมีปัญหาทางความสัมพันธ์?
A : ใช้หลักพรหมวิหาร 4 เจริญเมตตา มุทิตา กรุณา และอุเบกขา ทั้งทางกาย วาจา และใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง จะได้ผล
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 04 Apr 2026 - 55min - 455 - เติมสมาธิให้บารมีเต็ม [6913-7q]
Q: ทำยังไงให้เลิกแฟนจ้าชู้ได้?
A : ให้เรามีสตมีปัญญาเห็นเป็นของไม่เที่ยง เห็นเป็นของปฏิกูล ยึดตรงไหนทุกข์ตรงนั้น ให้เราใช้ปัญญาในการถอนลูกศร เจ็บตรงไหนก็ต้องทำแผลตรงนั้นละตรงนั้น และให้ระมัดระวังจิตของเรา อย่าไปคิดร้ายต่อเขา เพราะจะทำให้มีความพยาบาทขุ่นเคืองขึ้นในจิตของเรา ให้เรามีเมตตา ทำจิตใจเราให้ผาสุก
Q: สมาธิทำให้เกิดปัญญาใช่หรือไม่ และสมาธิแบบไหนทำให้เกิดปัญญา?
A : สมาธิที่จะเกิดปัญญาได้ต้องมีสติสัมปชัญญะและไม่เพลินไปในสมาธินั้น เพราะถ้าเพลินพอใจ ความเพลินความพอใจนั้นคือ “อุปาทาน” จะเป็นมิจฉาสมาธิทันที ให้เราปรับด้วยสติ มีสติและเห็นด้วยปัญญา ให้เห็นว่าสมาธิเป็นของไม่เที่ยง
Q: คำว่า “บารมีเต็ม” เป็นอย่างไร แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเต็มแล้ว?
A : บารมีคือบุญที่สั่งสมและบ่มเพาะมาจนสุกงอม วิธีสังเกตคือให้ดูที่ "การปล่อยวาง"หากปล่อยวางได้เร็วแสดงว่าอินทรีย์แก่กล้าแล้ว และบารมีจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จากการเจริญทาน ศีล และภาวนา จากการทำความเพียร ทำความดีของเรา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 28 Mar 2026 - 52min - 454 - ศรัทธาคือสารตั้งต้น [6912-7q]
Q: เมื่อเบียดเบียนสำเร็จแล้ว ไปอ้อนวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลให้กระทำสำเร็จอีก จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่?
A: ความคิดในการเบียดเบียนเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่แล้ว เราจะดับความเบียดเบียนดับได้ต้องด้วยความกรุณา ส่วนความคิดที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มี 2 ขั้นตอน คือ เราต้องแยกแยะให้ได้ว่าอันไหนคือความเบียดเบียน ถ้าเรารู้แล้วเราละไม่ได้ แสดงว่าสัมมาทิฐิของเรายังไม่เต็ม ให้เราวิเคราะห์แยกแยะแล้วนำมาปรับใช้กับชีวิตเรา
Q: ปกตูปนิสสยปัจจัยและปัจจัย 24 เป็นมิจฉาทิฏฐิหรือไม่?
A : ท่านได้ให้คำตอบไว้แล้ว ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย ไม่มีสัตว์ ตัวตน บุคคล เรา เขา ทุกอย่างเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นเมื่อมีผัสสะมากระทบใจ เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เพื่อที่จะตัดสินใจได้ถูกต้องว่า ไม่ต้องยึดถือสิ่งใด ๆ ให้คิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตา
Q: เมื่อยังไม่ถูกใจแม้สิ่งนั้นจะถูกต้อง ควรทำอย่างไรให้เกิดปัญญา?
A : “ไม่ถูกใจ” ก็คือ มีผัสสะอันไม่น่าพอใจเกิดขึ้น เราต้องมีสติสัมปชัญญะ เห็นผัสสะที่ไม่น่าพอใจ เมื่อเห็นแล้วก็ให้รีบละเสีย ให้เห็นว่าความไม่พอใจความโกรธนั้นเป็นอกุศล เช่นนี้คือเรามีปัญญา
Q : สนทนาธรรมอย่างไรให้ได้ธรรม?
A : ให้ดูทั้งสองฝั่ง ถ้าความลำบากจะเกิดขึ้นแก่เราและความขัดเคืองใจจะเกิดขึ้นกับเขา เราอย่าพูด หรือถ้าพูดแล้วเราลำบากใจแต่จะทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้ เราควรบอกเขา ให้ถือการบอกที่เปลี่ยนแปลงแล้วเป็นกุศลเป็นสำคัญ
Q: Feedback เพื่อนร่วมงานอย่างไร ไม่ให้ใจกระทบกับผัสสะ?
A : ให้พิจารณาทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายเขาและฝ่ายเรา หากเขาพอจะเปลี่ยนได้ให้บอกเขา แต่หากเขาเป็นคนบอกยากก็ให้อุเบกขาเสีย ให้ถือว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นไปในทางกุศล เป็นเรื่องสำคัญ พยายามหาวิธีการที่เขาจะรับฟังในจุดที่เขาจะเกิดกุศลได้
Q: การเซ่นสรวงมีผลหรือไม่?
A : การเซ่นสรวง หมายถึง การบูชายัญ เป็นการบูชาด้วยสิ่งของและไม่มีผู้รับ ในมุมที่เป็นสัมมาทิฏฐิ คือการตั้งใจบูชาด้วยสิ่งของที่หามาได้ด้วยความบริสุทธิ์สุจริต ขอบูชาด้วยศีล บูชาความดีของท่าน บูชาด้วยคำพูดที่ดีทั้งกาย วาจา ใจ, ในมุมที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ บูชาด้วยสิ่งของแล้วอ้อนวอนขอร้อง โดยไม่ได้เข้าใจถึงเหตุและผล
Q: สัมมาทิฏฐิขึ้นอยู่กับกาลเวลาสังคมหรือไม่?
A:เป็น“อกาลิโก” คือ ไม่ประกอบด้วยกาล ไม่ว่าเมื่อไหร่กาลไหนก็ได้ผลเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องถูกผิดจะขึ้นอยู่กับสังคม วัฒนธรรม และกาลเวลา บางอย่างใช้ในสมัยนั้นถูก แต่ใช้ในสมัยนี้อาจจะไม่ถูกก็ได้ เพราะฉะนั้น ถูกผิดกับสัมมาหรือมิจฉา จึงต่างกัน
Q: ศรัทธาเป็นสารตั้งต้นของโยนิโสมนสิการใช่หรือไม่?
A:ทุกข์เป็นที่ตั้งอาศัยของศรัทธา เมื่อเราหาทางออกของทุกข์ เราจึงศรัทธาในคำสอน ทำให้เราเข้าไปหาเข้าไปนั่งใกล้ ได้ฟังธรรมแล้วคิดใคร่ครวญธรรมด้วยจิตที่เป็นสมาธิ คือโยนิโสมนสิการจนเกิดปัญญา เมื่อเราทำให้มากให้บ่อย ก็จะพัฒนาได้
Q: เห็นคนเจอเหตุการณ์ไม่ดี ควรวางจิตอย่างไร?
A: เราก็ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศล สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน ความตายไม่เที่ยง ตั้งตนอยู่ในกุศลธรรม
Q: อยู่กับคนไม่มีศีลห้า ควรปรับตัวอย่างไร?
A: เราไม่ควรผิดศีลตามเขา ให้เราตั้งสติมีความอดทนหรือเปลี่ยนคนนั้นให้เป็นคนมีศีล
Q: จะทราบได้อย่างไรว่าอินทรีย์แก่กล้าแล้ว?
A: อินทรีย์แก่กล้าดูที่ถ้ามีผัสสะมากระทบแล้วเราละได้ อุเบกขาได้ รวดเร็วเท่ากับกระทะร้อนที่ถูกหยดน้ำแล้วระเหยไปได้อย่างรวดเร็ว นี่คืออินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ
Q: ถ้าประโยชน์ของเราไปขัดกับผู้อื่น ควรทำอย่างไร?
A : ควรเอาประโยชน์สูงสุดโดยเอาประโยชน์ 3 อย่าง 2 นัยยะมาพิจารณา จะทำให้เราตัดสินใจได้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรเว้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 21 Mar 2026 - 57min - 453 - จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมยังประโยชน์ [6911-7q]
Q: จิตที่ฝึกหัดดีแล้วย่อมมีประโยชน์ยิ่งใหญ่หมายถึงอะไร และมีที่มาอย่างไร?
A : “จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมมีประโยชน์ใหญ่” เป็นภาษิตที่เป็นคำกล่าว แล้วก็แต่งขึ้นมา อาจจะเป็นคำที่ท่านอุทานออกมาบ้างหรือเป็นสาวกภาษิตบ้าง แต่ถ้าตามพุทธพจน์คือ “จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้” หมายถึง จิตที่อบรมดีแล้ว จะละราคะทำนิพพานให้แจ้งได้ จึงเป็นประโยชน์ใหญ่
“จิต” เป็นประภัสสรนั้น สามารถแทรกซึม เปลี่ยนแปลงตามที่มันซึมซาบไปได้ คล้อยไปตามผัสสะ ทำให้มีอาสวะสะสม เราจึงต้องฝึกสติ เพื่อไม่ให้จิตคล้อยไปตามผัสสะ ตามขันธ์ 5 เมื่อฝึกสติแล้วก็ต้องทำสมาธิ พอเข้าสมาธิก็ต้องเห็นจิตโดยความเป็นของไม่เที่ยง แล้ววางความยึดถือในจิตนั้น จิตไม่ใช่ของเรา ถ้าเราเห็นได้ว่าจิตไม่ใช่ของเรา คือจะถึงสภาวะที่ไม่มีเงือนไข ปัจจัย คือนิพพาน เพราะฉะนั้น นิโรธมี 2 ฝั่ง คือฝั่งที่เหนือสมมุติกับฝั่งที่ยังสมมุติอยู่ แต่ก็เรียกว่านิโรธเหมือนกัน นิพพานเหมือนกัน
Q: วิถีฝึกจิตสำหรับปุถุชน
A :เราต้องฝึกสติก่อนเพื่อที่จะแยกแยะ สิ่งที่เข้ามาในช่องทางใจ เราต้องแยกแยะได้ ว่าสิ่งไหนเป็นกุศลเข้าได้ อกุศลห้ามเข้า เมื่อมีสติ สมาธิ จิตเป็นอารมณ์อันเดียวมันก็จะรักษาจิตของเราไม่ให้สะดุ้งสะเทือนไปกับการเปลี่ยนแปลงของขันธ์ 5 เมื่อไม่สะดุ้งสะเทือนก็จะระงับอยู่ในภายใน มีปัญญาในการแก้ไขปัญหาต่อไป
Q: คนที่คอรัปชั่นจนมีผลแก่ชีวิตผู้อื่น จะตกนรกขุมไหน?
A : ไม่แน่ ถ้าปัจจัยเงื่อนไขในการทำอาสวะนั้นเปลี่ยนไป เช่น ท่านองคุลีมาลหรือพระเจ้าอาชาตศัตรูทำความดีเอาน้ำคือบุญ ล้างความเค็มคือความบาป เมื่อเจอให้น้อมว่าไม่ทำตามเขา ไม่พยาบาท วางอุเบกขา เป็นกัลยาณมิตร
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 14 Mar 2026 - 57min - 452 - ปัญญาในเวทนาเพื่อตัดอวิชชา [6910-7q]
Q: ทำไมสิ่งที่เป็น “อนัตตา” เราจึงเข้าใจว่าเป็น “อัตตา” และเราจะปล่อยวางมันได้อย่างไร?
A : การที่เราเผลอยึดสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นตัวตนนั้น เกิดจากอวิชชาและตัณหาทำงานคู่กัน เมื่อเรามีเวทนา แล้วเราเข้าไปเพลิดเพลินพอใจ จิตจะเกิดอุปาทานความยึดถือและจิตจะเศร้าหมอง วิธีปล่อยวางคือการใช้ "ปัญญา" เข้าไปพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง เมื่อเราไม่เพลินไปกับเวทนาที่มากระทบนั้น ตัณหาและอุปาทานก็จะดับลง
Q: ถ่ายรูปกับพระอย่างไรไม่ให้ผิดพระวินัย
A : พระวินัยท่านแบ่งไว้เป็น 2 อย่างคือ “ที่ลับหูแต่ไม่ลับตา” คือ มองเห็นอยู่แต่ไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน, “ที่ลับตาและลับหู” คือ มองไม่เห็นไม่รู้ว่าทำอะไรกัน อยู่ในที่ลับหูจะมีคนมาครหาได้ แต่หากเวลาถ่ายรูป มีคนอื่นอยู่ด้วยไม่ผิดพระวินัย
Q: เวลาใส่บาตรพระควรจะใส่หรือถอดรองเท้าหรือไม่?
A : ตามพระวินัยไม่ได้บังคับให้ฆราวาสต้องถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร แต่ตามธรรมเนียมไทยนิยมถอดเพื่อแสดงความเคารพและไม่ให้ยืนสูงกว่าพระสงฆ์ สำหรับการแสดงธรรมท่านจะไม่ให้พระสงฆ์แสดงธรรมต่อฆราวาสผู้สวมรองเท้า ผู้ที่ใส่หมวก ผู้ที่ยืน หรือผู้ที่ถืออาวุธ แต่ในปัจจุบันอาจจจะมีข้อยกเว้นทางสังคมบางอย่าง เช่น การสวมเครื่องแบบเต็มยศเพื่อความเคารพสูงสุด ซึ่งอาจต้องพิจารณาปรับใช้ตามความเหมาะสม
Q: 84000 มีความหมายอย่างไร?
A : เป็นสัญลักษณ์หรือตัวเลขที่ใช้เปรียบเพื่อแสดงถึง "จำนวนที่มากมายมหาศาล"
Q: มีอาการป่วยเป็นพาร์กินสันแล้วรับประทานยาซึ่งมีผลข้างเคียงต่อสติการตัดสินใจ มีธรรมะข้อใดนำมาปรับได้บ้าง?
A : เรายิ่งต้องฝึกสติสัมปชัญญะและความเพียรให้เพิ่มมากขึ้น เราต้องเห็นด้วยปัญญา พอเราเห็นความไม่เที่ยง ปัญญาเราจะเพิ่ม ยิ่งคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งปฏิบัติธรรมดี
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 07 Mar 2026 - 57min - 451 - เข้าใจโลกเข้าใจรัก [6909-7q]
Q: ธรรมใดที่เป็นเหตุให้ ไม่เร่ร่อนท่องเที่ยวไป เกิดแล้วเกิดอีก เจอทุกข์แล้วเจอทุกข์อีก วนไป?
A: ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติ เอาข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ เพราะจะดึงข้ออื่น ๆ ตามมาโดยอัตโนมัติ อาจจะสรุปเหลือแค่สมถะวิปัสสนา หรือเหลือแค่สติก็ทำให้พ้นทุกข์ได้ ประเด็น คือ ไม่ใช่มากหรือน้อย แต่อยู่ที่ทำได้ดับทุกข์ได้
Q: โลกเที่ยง หรือ ไม่เที่ยง?
A : โลกถ้าเป็นคำของปริพาชก ท่านหมายเอาพรหมโลกกับมนุษยโลก ซึ่งเชื่อว่าพรหมโลกเที่ยง แต่มนุษยโลกไม่เที่ยง ส่วนโลกตามความหมายของพระพุทธเจ้านั้น ท่านหมายถึง 4 นัยยะนี้ คือ นัยยะที่1 กายคือโลก นัยยะที่2 อายตนะภายในภายนอกคือโลก นัยยะที่3 โลกเป็นสภาวะใดสภาวะหนึ่ง เช่น มนุษย์โลก พรหมโลก นัยยะที่4 โลกในนัยยะของระบบสุริยะ ท่านกล่าวว่าอะไรๆ ก็ไม่เที่ยงทั้งนั้น
Q: ต้นกำเนิดโลกในปาฏิกสูตรหมายถึงอะไร?
A: ต้นกำเนิดของโลกเกิดจากพรหมเป็นผู้สร้าง ให้มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเล่าให้ฟังว่า เมื่อจักรวาลกำลังขยายตัว ทำให้มีภพใหม่ๆ เกิดขึ้น เมื่อมีพรหมโลกเกิดขึ้น มีมหาพรหมองค์แรกเกิดขึ้น อยู่มานาน จึงคิดว่าน่าจะมีคนมาอยู่ด้วย พอมีคนมาเกิดใหม่ จึงคิดว่าตนเป็นคนสร้าง ทั้งๆ ที่เขาเกิดมาเอง พอจุติจากชั้นพรหม มาอุบัติเป็นมนุษย์ ระลึกชาติได้ รู้ว่าเคยอยู่กับพรหมองค์นั้น จึงคิดว่าพรหมนั้นเที่ยง เพราะระลึกชาติได้แค่นั้น
Q: โลกอะไรที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ในโรหิตัสสสูตร 10
A: พูดถึงกายของเราว่าคือ โลก เพราะเวลาที่เราจะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ภายนอก ก็อาศัยกายของเรา
Q: พ่อแม่ป่วย ให้ทานยายาก ทำอย่างไรดี?
A: ในการแนะนำถ้าคนป่วยมีปัญญาให้เตือนเพื่อระลึกถึงโสตาปัตติยังคะ 4 ส่วนในผู้ที่ยังไม่มีปัญญาควรให้กำลังใจดูแลห่วงใย ทำหน้าที่ของลูก อดทน เมตตา รับภาระ ใช้โอกาสนี้ให้ดีจะไม่เสียใจ และปรึกษากัลยาณมิตร
Q: ความแตกต่างระหว่างวิปัสสนากับวิปัสสนาญาณ
A: ญาณไปประกอบกับอะไร หมายถึง ความรู้ในเรื่องนั้น มาในทางปัญญา วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง เป็นเรื่องของคำศัพท์
Q: ระหว่างนั่งสมาธิควรฟังธรรมหรือทำแยกกันไป
A: ควรฝึกให้ได้ทั้งสองแบบ อยู่ที่วัตถุประสงค์
Q: มโนมยิทธิคืออะไร
A: มโนมยิทธิ คือฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจยังเกี่ยวเนื่องกับโลก การเห็นองค์ปฐมนั่นอาจเป็นนิมิตของครูอาจารย์นั้น ๆ ส่วนพระพุทธเจ้านั้นยังอยู่ เพราะพระธรรมคำสอนยังอยู่เป็นศาสดาแทน
Q: ต้องการพ้นทุกข์จากอกหักควรทำอย่างไร?
A: ก็ต้องละฉันทะราคะในผู้หญิงคนนั้น ตั้งสติ พิจารณาความเป็นอสุภะ กรีดมีด คือ ปัญญาลงไปที่แผลรีดเอาหนองออกใส่ยา คือ มรรค 8 ไม่กินของแสลงดูแลแผลให้ดี เจ็บนี้จะจบได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 28 Feb 2026 - 57min - 450 - ปัญญาเพื่อโลกุตรธรรม [6908-7q]
Q: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตรงไหน?
A:อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมว่า “ไตรลักษณ์” เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง คือ สิ่งที่เป็นสมมุติทั้งหมด เรียกว่า “สังขตธรรม” คือธรรมอันเป็นเครื่องปรุงแต่ง ด้วยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ลักษณะของสังขตธรรม คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่มีภาวะอื่นปรากฏและขันธ์ 5 ก็เป็นสังขตธรรมด้วย เมื่อเรามีการรับรู้ผ่านอายตนะทั้ง 6 แล้ว เรามีความเพลิน ความ พอใจ แล้วเราไปยึดถือ ในความเพลินความพอใจนั้น ก็จะมีความเป็นตัวตน (อัตตา) เกิดขึ้น คิดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอด (นิจจัง) คิดว่าทำให้เราสุขไปตลอด (สุขขัง) จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ทำให้เราเข้าใจว่า สิ่งที่สุขนั้น มัน “เที่ยง” ด้วยความเข้าใจผิดของเรา ทำให้เราไม่เห็น ทำให้เราเข้าใจว่าเป็น นิจจัง สุขขัง อัตตา ในสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะอวิชชา บังไว้ เพราะฉะนั้น เราจะเข้าใจ จะรู้ว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ก็ต้องเกิดตรงที่ไม่รู้ เราจะเห็น ก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถืออยู่
Q: จะเห็นปัญญาแท้จริงได้ในสิ่งที่เรายึดถือ เราจะเห็นได้อย่างไรหรือใครเป็นผู้เห็น?
A: เราจะเห็นสิ่งที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้ด้วยปัญญา ด้วยการภาวนามยปัญญา / การพิจารณาสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ เห็นไปตามจริง ในสิ่งที่เรายึดถือ ว่า อะไรก็ตามที่อาศัยเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย แล้วเกิดขึ้น ถ้าเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย เปลี่ยนแปลงไป มันก็จะเปลี่ยนตาม เป็นธรรมดา จะขอให้คงอยู่อย่างเดิมไม่ได้ / การที่เราจะเห็นได้ เราก็ต้องเห็นตรงที่เรายึดถือ ในการภาวนานั้น เราต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน ให้เราตั้งสติขึ้น มีสมาธิ ทำความเพียร อาศัยการฟังอยู่ (สุตตมยปัญญา) การใคร่ครวญ (จินตมยปัญญา) เป็นประจำ มีศรัทธา ประคับประคอง ลักษณะเช่นนี้คือ มีอินทรีย์ 5 มีพละ5 คือ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ผลักดันกันทำให้เกิดปัญญา เราต้องทำตาม มรรค 8 เพื่อปัญญาที่เป็น “โลกุตรปัญญา” เกิดขึ้น เราจึงจะเห็นสิ่งที่เป็นนิจจังว่าเป็นนิจจัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นสุขขังว่าเป็นทุกขัง จึงจะเห็นสิ่งที่เป็นอัตตาว่าเป็นอนัตตา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 21 Feb 2026 - 55min - 449 - อุปาทานขันธ์ 5 [6907-7q]
Q: นอกจากมีอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นกัลยาณมิตรแล้ว สามารถที่จะเอาญาติธรรมมาเป็นกัลยาณมิตรได้อีกหรือไม่?
A: กัลยาณมิตร 4 ประการ ได้แก่
1) มรรค 8
2) คฤหัสถ์/ฆราวาส ที่มีคุณธรรม 4 ประกอบด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา
3) นักบวช/พระสงฆ์ ให้ดู 4 อย่าง คือ ดูที่ศีลจากการที่อยู่ร่วมกัน, ดูที่ความสะอาด, การพูดทั้งต่อหน้าและลับหลัง, ดูที่สมาธิ คือเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นแล้ว จะตกใจกลัวอารมณ์เสียหรือไม่ ดูที่ปัญญาว่าตอนอธิบาย สามารถชี้แจงได้ละเอียดหรือไม่
4) พระพุทธเจ้า คือเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร หากเราไม่มีใครเป็นกัลยาณมิตร ให้เราเอาพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตร
Q: อธิบายเรื่องขันธ์ 5 ใน 7 ประการ | ขันธ์แต่ละอย่างคืออะไร?
A: ขันธ์ (กอง) 5 ได้แก่
1) รูปขันธ์ ได้แก่ธาตุสี่
2) เวททนาขันธ์ คือความรู้สึกสุข ทุกข์ อทุกขมสุข
3) สัญญาขันธ์ คือความหมายรู้
4) สังขารขันธ์ คือการปรุงแต่งรูปอย่างหนึ่ง ให้สำเร็จรูปออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงรูปอย่างเดียว แต่เป็นการปรุงแต่งทางกาย วาจา ใจ
5) วิญญาณขันธ์ คือการรู้แจ้ง “อุปมาขันธ์ 5” รูป เปรียบดังฟองน้ำ, เวทนา เปรียบดังฟองน้ำก้อนใหญ่ๆ, สัญญา เปรียบดังพยับแดด, สังขาร เปรียบดังแก่นของต้นกล้วย, วิญญาณเปรียบดัง มายากล ไม่ใช่ของจริง
และ“สิ่งที่เราต้องรู้ในขันธ์ 5” ทั้ง 7 ประการ คือ รู้ตัวมัน รู้เหตุเกิด รู้ความดับ รู้วิธีที่จะปฏิบัติให้ถึงความดับ รู้รสอร่อย รู้โทษอันต่ำทรามและรู้อุบายเครื่องสลัดออก
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 14 Feb 2026 - 54min - 448 - จากปัญหาสู่ปัญญา [6906-7q]
Q: ธรรมะกับการเลือกตั้ง
A: เลือกคนดี เครื่องหมายของคนดี คือ ”การกระทำทางกาย” ไม่ผิดศีล ไม่ซื้อเสียง “การคิด” ไม่คิดเบียดเบียน ไม่พยาบาท “การพูด” มีสัมมาวาจา ให้คนดีมีอำนาจ
Q: ขุมทรัพย์แห่งใจ จุดแสงแห่งปัญญา
A : ปัญญา 3 อย่าง คือ
1) ปัญญาที่เกิดจากศรัทธา
2) ปัญญาที่เกิดจากสมาธิ มีส่วนที่เกิดจากการฟัง ทั้งส่วนมิจฉาและสัมมาแล้วนำมาพิจารณาเปรียบเทียบส่วนเหมือนส่วนต่าง เป็นส่วนของจินตมยปัญญา
3) ปัญญาที่เกิดจากญาณ คือการรู้ เป็นส่วนของภาวนามยปัญญา ทั้งหมดนี้จะเกิดได้ต้องมีอินทรีย์ 5 และส่วนที่จะทำให้หลุดออกนอกมรรค 8 คือมนต์เครื่องกลับใจ 12 อย่าง สิ่งที่ควรทำสิ่งที่ควรเว้น, มุมมองคู่ตรงข้ามไม่ควรทำ, 10 ประการที่เข้าใจผิดและทิฎฐิ 62
Q: เปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาให้กลายเป็นปัญญาในกรณีคุณแม่จากไป
A: เอาประโยชน์ 3 อย่าง มาพิจารณาก่อนที่เราจะเริ่มคิด ให้เราตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความผาสุกเกิดขึ้นกับชีวิตเราได้ให้เชื่ออย่างนี้ ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 ด้วยการลงมือทำ ทำสิ่งที่ควรทำเว้นสิ่งที่ควรเว้น เราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ไม่คิดถึงเรื่องที่ผิดพลาดไปแล้ว แต่เรียนรู้จากประสบการณ์ สิ่งที่ควรทำคือระลึกถึงความดีของท่าน ทำบุญให้ท่าน ให้อภัยตัวเองและผู้อื่นที่ช่วยคุณแม่ทุกคน ถ้าเราไม่ทำตามสิ่งที่ควรทำควรเว้น ปัญญาญาณจะไม่เกิด ความผาสุกจะไม่มา เมื่อเราลงมือทำกุศล อกุศลจะปรับไป ปรับมา จนกระทั่งลงตัว กระบวนการนี้เป็นภาวนามยปัญญา จนเว้นได้แล้วที่จะไม่คิดไม่ดีต่อตัวเอง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 07 Feb 2026 - 56min - 447 - ธรรมทาน ทำธรรมให้เห็น [6905-7q]
Q: ทานในอนุปุพพิกถาเป็นทานประเภทไหน?
A: อามิสทาน/เป็นลักษณะการสละออก ทานโดยใช้สิ่งของภายนอก ทั้งนี้ เราทำอะไรทางกาย ก็มีผลทางใจด้วย เพราะกาย วาจา ใจ มันเกี่ยวเนื่องกัน เราสละสิ่งที่เป็นอามิส กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ก็จะลดลงด้วย
Q: อภัยทานกับอโหสิกรรม เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?
A: ในความหมายของภาษาไทยนั้นนำมาใช้แทนกันได้ โดย อโหสิกรรม จะมีอุเบกขา นำ เน้นมาในทางไม่ผูกเวรต่อ อภัยทานมีเมตตากรุณานำ โดยทั้ง 2 อย่างนั้น สำคัญที่ใจต้องไม่ผูกโกรธ
Q: บุญที่เกิดจากอภัยทานกับธรรมทาน เหมือนหรือต่างจากบุญที่เกิดจากอามิสทานอย่างไร?
A: การให้ทานล้วนเป็นบุญทั้งสิ้น จะเหมือนหรือแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้สิ่งไหน อยู่ที่ผู้ทำและผู้รับด้วย
Q: อดทนต่อคำด่า ไม่โต้ตอบแล้วทำให้คนที่ด่าโกรธมากขึ้น จะเป็นการเพิ่มอกุศลกรรมให้กับคนที่ด่าหรือไม่ ควรทำอย่างไร?
A: สิ่งที่ควรทำ คือ อดทน ไม่โต้ตอบ ทำด้วยเจตนาที่ดี/คนไม่ดี พอเห็นความดีแล้วไม่พอใจ ก็เป็นธรรมดา ด้วยอำนาจโมหะเขาจึงโกรธมากขึ้น จะสุขหรือทุกข์เป็นผลที่เกิดจากโมหะของเขาเอง
Q: ลักษณะของวาจาด่าทอว่าร้าย 5 คู่
A: 1) ว่าด้วยเรื่องที่จริง-ไม่จริง 2) เป็นประโยชน์-ไม่เป็นประโยชน์ 3) คำอ่อนหวาน-คำหยาบคาย 4) จิตมีโทสะ-จิตมีเมตตา และ 5) ถูกเวลา-ไม่ถูกเวลา
Q: เพราะอยากดังจึงกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่าเป็นเรื่องไม่จริง บาปมากน้อยอย่างไร?
A: เขาจะพูดอย่างไร เป็นเรื่องของเขา แต่เราต้องรักษาตนเอง โดยให้มีเมตตา กรุณา อุเบกขา ให้เขามากขึ้น
Q: อุปกิเลส 16 ประการ
A: ตามนัยยะของ อุปมาว่าด้วยผ้า ”วัตถูปมสูตร”จิตจะมีเครื่องเศร้าหมอง 16 อย่าง คือ 1) โลภ เพ่งเล็งอยากได้ 2) พยาบาท 3) โกรธ 4) ผูกโกรธ 5) ลบหลู่คุณท่าน 6) ตีเสมอ 7) ริษยา 8) ตระหนี่ 9) มารยา 10) โอ้อวด 11) หัวดื้อ 12) แข่งดี 13) มานะ 14) ดูหมิ่น 15) มัวเมา 16)ประมาท
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 31 Jan 2026 - 57min - 446 - ธรรมะรับอรุณ Live : ตอบคำถามร่วมจุดแสงแห่งปัญญา [6904-7q_Live]
ธรรมะรับอรุณ Live : วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569 เป็นการตอบคำถามสดประจำปี ปูทางจากศรัทธา สมาธิ สู่ปัญญา
Q:สามารถถวายสังฆทานพระที่ผ่านหน้าบ้านได้หรือไม่
A:ทานคือการให้ สังฆทานคือการให้โดยไม่เจาะจง ควรตั้งจิตว่าทานนี้ถวายในสงฆ์ทั้งสี่ทิศ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน จะได้ทั้งพุทธ ธัม สงฆ์ บุญมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติผู้ให้และผู้รับ เมื่อตั้งจิตแบบนี้จะกว้างขวาง เพราะเราไม่ทราบคุณสมบัติผู้รับ
Q:อานิสงส์การธุดงควัตรคืออะไร
A:มาจากคำว่าธุตงฺค เป็นการขูดเกลากิเลสอย่างยิ่ง สามารถปฏิบัติได้ทุกที่ เป็นประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น และยังทำให้คำสอนนี้ตั้งอยู่ได้นาน
Q: วิธีขจัดความกลัวผีทำอย่างไร
A:ความกลัวมีสองอย่างคือที่เป็นกุศลและอกุศล ให้ตั้งสติในกุศล พราะผีคือกิเลส ขจัดอวิชชาออกไป
Q:การใส่บาตรหน้าบ้านมีผลดีอย่างไร
A:การให้ทานรูปแบบไหนดีทั้งนั้น การใส่บาตรคือการให้ชีวิต ต่ออายุ ผู้ให้อายุคือให้ความสุข ย่อมได้รับความสุขกลับคืน และเป็นการละความตระหนี่
Q:บุญที่ยกให้คนอื่น บุญเราจะหมดหรือไม่
A:ยิ่งให้ยิ่งได้ เป็นอริยทรัพย์
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 25 Jan 2026 - 59min - 445 - ผาสุกเพราะเข้าใจ [6903-7q]
Q: กรวดน้ำควรทำหรือไม่และมีที่มาอย่างไร?
A: บุญสำเร็จได้ที่ใจ สำคัญที่เจตนา ตั้งจิตให้ดี อย่าให้จิตเป็นอกุศล จะมีน้ำหรือไม่มี ก็ไม่เป็นไร
Q: ทำไมคนเราจึงโหยหาความรัก ทำอย่างไรจึงจะอยู่ด้วยตนเองได้?
A: ธรรมชาติของจิตที่ยังไม่ได้ฝึก มักจะไหลไปตามกระแส วิ่งเข้าหาสุข วิ่งหนีความทุกข์ ที่จิตเป็นอย่างนี้เพราะมีตัณหา พอมีตัณหาจึงมีอุปาทาน ความเพลินความพอใจเกิดตรงนี้ จึงมีคำว่า “รักสุขเกลียดทุกข์”พอเราถูกบีบคั้นกดดันจากตัณหาอวิชชา ก็จะทำให้เราโหยหาความรัก สภาวะแบบนี้เรียกว่าทุกข์สุข แบ่งเป็น “กามสุข” คือ สุขที่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก และ “เนกขัมมะสุข” คือ สุขที่เกิดจากในภายใน เช่น การนั่งสมาธิฯ พอเราแยกสุขที่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกและสุขที่เกิดจากในภายในได้ เกิดปัญญา มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา คือมีอินทรีย์ 5 พละ 5 รักตัวเอง ก็จะทำให้เราอยู่ผาสุกได้ แม้จะมีสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เราจะสามารถอยู่เหนือมันได้
Q: ความรักความยึดติดในสิ่งที่รักต่างกัน มีวิธีแก้ไขและช่วยอย่างไร?
A: ความยึดติดคืออุปาทาน ที่จำกัดมุมมองเราไว้เพียงจุดเดียว การแก้ไขคือการใช้ปัญญาแยกแยะสัมมาทิฎฐิกับมิจฉาทิฎฐิ เพื่อให้เห็นความจริง ไม่ได้เห็นเพียงแค่ตรงจุดที่ยึดถือ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 17 Jan 2026 - 57min - 444 - คลายปมด้วยพรหมวิหารสี่ [6902-7q]
Q: กรวดน้ำให้คนหมู่มาก ผลบุญที่ไปถึงจะน้อยลงตามจำนวนคนหรือไม่?
A: การแผ่เมตตาเป็นนาม เปรียบเหมือนการต่อเทียน ยิ่งต่อยิ่งสว่าง ไม่ได้คำนวณเหมือนคณิตศาสตร์ ที่เราแผ่เมตตานั้นดีแล้ว อย่าไปคิดว่ามากหรือน้อย ถ้าเราตั้งจิตไว้ด้วยดี คือดีอยู่แล้ว และนอกจากการให้ทานแล้ว ก็ยังมีบุญที่เกิดจากการรักษาศีลและการภาวนา ที่จะเป็นบุญที่ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก
Q: แผ่เมตตาให้แม่แล้วหงุดหงิด ควรแก้ไขอย่างไร?
A: การที่เรานั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตานั้นเรามาถูกทางแล้ว แต่ที่ยังไปต่อไม่ได้ เพราะยังคลายปมในใจยังไม่ได้ เราจะคลายปมได้ด้วยการตั้งจิตให้มีพรหมวิหาร 4 นึกถึงเรื่องที่ทำให้เรามีอารมณ์แบบนั้น เช่นนึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านเมตตาต่อสรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณหรือในหลวงที่ท่านเมตตากรุณาต่อราษฎร นึกถึงอย่างนี้แล้ว ให้เรา “ตั้งจิตไว้ด้วยกับกรุณา” หมายความว่า ถึงเขาจะทำไม่ดีกับเรา เราก็ไม่ปรารถนาให้เค้าได้ไม่ดี เราปรารถนาให้เขาพ้นจากทุกข์ “ตั้งจิตไว้ด้วยกับเมตตา” ระลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านมีเมตตาต่อสรรพสัตว์ “ตั้งจิตไว้ด้วยกับอุเบกขา”คือความวางเฉย เหมือนผืนดินผืนน้ำ ตั้งจิตไว้ด้วยกรุณา เมตตา มุทิตา อุเบกขา มาจ่อไว้ในจิตใจเรา เพ่งจดจ่อ แล้วแผ่ไปยังสัพสัตว์ทั้งหลายผ่านแม่ของเรา ทำบ่อย ๆ จะช่วยคลายปมได้แน่นอน
Q: เมื่อยังวิ่งหนีทุกข์ ไล่ตามสุขอยู่ ควรมีธรรมะข้อใด?
A: ในความหมายแบบธรรมะ “ทุกข์” หมายถึง ทุกขอริยสัจ “หนี” ในที่นี้หมายถึงกำจัดตัณหา “สุข” คือการพ้นจากการเกิด หรือมองในมุมที่ไปหาสุขในสมาธิ สุขในทางเนกขัมมะ ธรรมะที่จะช่วยเราปรับเปลี่ยนได้ ก็คือ “อริยสัจ 4” ความรู้ ความเข้าใจ มุมมองจากอริยสัจสี่คือปัญญา ที่จะช่วยให้เราหนีทุกข์ไปถึงสุขได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 10 Jan 2026 - 58min - 443 - ปัญญาญาณรู้ได้ด้วยตน [6901-7q]
Q: จิตที่คิดถึงกามสุขกับเนกขัมมสุข มีผลต่างกันอย่างไร?
A: จิตที่คิดถึง กามสุข เป็นสุขที่ต้องอาศัย หู ตา กาย ลิ้น ใจ ยังเกี่ยวเนื่องด้วยกาม มีความเสี่ยงสูงเพราะหากนึกถึงสิ่งที่ชอบแล้วไม่ได้ครอบครองจะกลายเป็นความเศร้าหมองทันที ต่างจากจิตที่คิดถึง เนกขัมมสุข ซึ่งเป็นสุขจากภายในที่เกิดจากการสละออกและการนึกถึงบุญกุศล ทั้งทาน ศีล ภาวนา ที่เราเคยทำ จะช่วยให้ใจละเอียดขึ้น สะอาดขึ้น การฝึกเปลี่ยนจากการยึดติดในบุคคลหรือทรัพย์สิน ก็ให้เราพิจารณาตามความเป็นจริง ว่าเราเอาอะไรไปไม่ได้ คนไหนทำกรรมอย่างไรเขาก็จะได้รับผลของกรรมอย่างนั้นอยู่แล้ว ให้ตัดความกังวล
Q: ศรัทธาหรือปัญญาจะหายไปก่อนกันเมื่อธรรมหายไปจากโลกเทียบตามนิคัณฐานาฏปุตตสูตร
A: จิตคหบดี เขาไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน เพราะทำได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะทำสมาธิแล้วฌานเกิด โดยเริ่มจากการพัฒนาอินทรีย์|พละ 5 การบ่มอินทรีย์|อินทรีย์ 5 ซึ่งปัญญาจะตามอยู่กับทุกส่วนตลอด ทั้งปัญญาที่เกิดจากการฟัง ปัญญาที่เกิดจากการพิจารณา และปัญญาที่ถึงแล้วจึงรู้ได้แล้วจึงรู้แจ้ง ตรงนี้คือ ญาณที่ถึงแล้วจึงรู้
Q: สภาวธรรมคืออะไร?
A: คำว่า "สภาวธรรม" ไม่มีปรากฏในพุทธพจน์โดยตรง แต่ในทางปฏิบัติหมายถึง "สิ่งที่จิตรับรู้ได้จริงในขณะนั้น" โดยเทียบเคียงได้กับเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิ เช่น เมื่อเข้าถึงฌานที่ 1 สภาวธรรมที่รับรู้ได้ ก็คือ วิตก วิจาร ปีติ และสุข ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้ปฏิบัติสามารถสัมผัสและยืนยันได้ด้วยตน
Q: ปัจจัยอะไรที่ทำให้มีมิจฉาทิฏฐิ และในทิฏฐิ 62 ทิฏฐิใดที่ร้ายแรงที่สุด?
A: มุมมองคือความเข้าใจ แล้วทำให้คิดต่อไปเป็นอย่างนั้น หากคิดแล้วทำไปแล้วเป็นอกุศล มุมมองนั้นเป็น ”มิจฉาทิฐิ” แต่หากมุมมองที่ทำให้คิดต่อไปทำต่อไปแล้วเป็นกุศล มุมมองนั้นเป็น “สัมมาทิฐิ” เพราะฉะนั้นเมื่อเรามองสิ่งใดก็ให้มีการทำในใจโดยแยบคาย ทำในใจด้วยความคิดที่เป็นระบบของอริยสัจสี่ เพราะถ้าคิดไม่เป็นระบบจะฟุ้งซ่าน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 03 Jan 2026 - 58min - 442 - สมาธิกีฬา [6852-7q]
Q: ฟังธรรมแล้วง่วงควรแก้ไขอย่างไร?
A: "จิตเมื่อตริตรึกสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง" หากเราง่วง แสดงว่าเราไม่ได้จดจ่อที่การฟังธรรม ก็ให้เราเปลี่ยนมาจดจ่อที่การฟังธรรมให้มากขึ้น หรือแก้ไขด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถ และอีกวิธีคือการทำสมาธิให้ลึกยิ่งขึ้น เมื่อเราไม่ใส่ใจกับความง่วง ความง่วงก็จะหายไป
Q: โลกนี้ โลกหน้า คืออะไร และการไปถึง
A: โลกหน้าเปรียบเสมือน "วันพรุ่งนี้" ที่แม้จะยังมาไม่ถึงหรือมองไม่เห็นในตอนนี้ แต่ก็มีอยู่จริง การเชื่อว่าโลกหน้ามีจริงเป็น "สัมมาทิฐิ" ที่ช่วยให้เราสำรวมระวังในการใช้ชีวิต เพราะถ้าเชื่อว่าโลกหน้ามี เราจะเร่งทำความดีในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลดีทันทีในชาตินี้ และเป็นหลักประกันหากมีชาติหน้าจริง ในทางกลับกันหากไม่เชื่อ (มิจฉาทิฎฐิ) เราอาจเผลอทำชั่ว เพราะคิดว่าไม่มีผลตามมา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 27 Dec 2025 - 58min - 441 - ผลของอิทธิบาท 4 [6851-7q]
Q: ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ มีการปลงอายุสังขาร แล้วมีผู้ที่มาอาราธนาทูลขอให้เจริญอิทธิบาท 4 เพื่อต่ออายุให้ยืนได้ถึง 1 กัป หรือไม่?
A: หากท่านได้ปลงอายุสังขารแล้ว แม้จะมีการอาราธนาทูลขอ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะท่านได้ปลงอายุสังขารแล้ว
Q: ถ้าบรรลุโสดาบันขั้นผลแล้ว จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? จะต่างกับปุถุชนที่มีความเลื่อมใสทั่วไปอย่างไร?
A: โสดาบันขั้นผล สามารถเร่งความเพียร ให้เป็นอริยะบุคคลที่สูงขึ้นไปอีกได้ ความต่างระหว่างโสดาบันกับปุถุชนคือ โสดาบันขั้นผลจะละสังโยชน์ 3 อย่างได้ เมื่อเกิด ราคะ โทสะ โมหะ จะไม่ทำผิดศีล ส่วนปุถุชนเมื่อไม่มีความเลื่อมใส ความละอายต่อบาป ก็จะล้นออกมา ทาง กาย วาจา ใจ ความเหมือนคือทั้งปุถุชนและโสดาบัน มีเวทนาเหมือนกัน
Q: การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช้กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติใช่ไหม หรือรวมถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วย
A: ใช้ได้กับทุกอย่าง สิ่งที่เป็นธรรมเครื่องปรุงแต่งทั้งหมด มีความเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา สิ่งที่สามารถยึดถือโดยความเป็นตัวตนได้ นั่นคือ มีคุณสมบัติของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Fri, 19 Dec 2025 - 57min - 440 - ผาสุกได้ด้วยแยกกายแยกจิต [6850-7q]
Q: เมื่อหมดสติ จิตรับรู้ได้หรือไม่ และมีทางช่วยให้ไปดีได้อย่างไร?
A: คนเรามี 2 ส่วน คือ นามกับรูป แม้กายจะรับรู้ได้ไม่เต็มร้อย แต่จิตรับรู้ได้ เพราะเขายังมีวิญญาณคือการรับรู้ทางใจ เขาจึงยังรับรู้กุศลและอกุศลได้อยู่แน่นอน สิ่งที่เราจะช่วยเขาได้ก็ด้วยการแผ่เมตตา ด้วยจิตที่เต็มไปด้วยกับเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา สัมผัสกายเขาไปด้วย พูดกับเขาด้วยจิตที่มีเมตตา เขาจะรับรู้ได้ สิ่งนี้คือการช่วย ในฐานะที่เป็นบุคคลใกล้ชิด ให้เขาพร้อมมีจิตใจที่ไปสู่ภพภูมิที่ดีได้
Q: มีวิธีเตรียมจิตรับมือเมื่อเกิดภาวะวิกฤติได้อย่างไร?
A: เราต้องฝึกสติ เมื่อมีสติเราก็จะสามารถสังเกต แยกแยะ แยกตัว แล้วจะแยกกายแยกจิตได้ พอเราฝึกบ่อย ๆ จนชำนาญ เราจะเลือกได้ว่าเราจะเอาจิตของเราไว้ตรงไหน หรือจะใช้วิธี “ทุกขาปฏิปทา” คือจี้จ่อลงไปตรงความปวด พิจารณาลงไป จนไม่เหลืออะไร ก็จะเห็นความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน หรืออีกวิธีหนึ่งคือ “สุขาปฏิปทา” คือ ตั้งสติให้เกิดสมาธิ พอมีสมาธิจิตเราจะไม่ไปข้องแวะกับความปวดนั้น จิตเรามาหาความสุขในสมาธิแทน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องหมั่นฝึกไว้ตั้งแต่ที่เรายังแข็งแรงอยู่
Q: สังขารคืออะไร พระอรหันต์พิจารณาแยกนามรูปอย่างไร?
A: สังขาร คือ “การปรุงแต่ง” ท่านอธิบายไว้ 3 นัยยะ คือ 1) กายสังขาร มโนสังขาร วจีสังขาร 2) สังขาร 6 คือ สังขารทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ และ 3) สังขารที่อยู่ในส่วนของปฏิจจสมุปบาท ทุกอย่างที่อยู่ในโลกนี้เป็นสังขารทั้งหมด
การพิจารณา โดย
นัยยะที่ 1 สร้างกรรมดีละเว้นกรรมชั่ว ทำตามมรรค 8
นัยยะที่ 2รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ตัวทุกข์ว่าตัวมันเป็นยังไง รู้ความดับไม่เหลือรู้ประโยชน์และโทษของมัน
นัยยะที่ 3 การปรุงแต่งทั้งหมดในโลกนี้เป็นสังขาร ความไม่รู้รอบทั้งหมดเรียกว่าอวิชชา จะดับอวิชชาได้ วิชชาต้องเกิด คือ รู้เข้าใจในเรื่องอริยสัจสี่ เมื่อวิชชาเกิดแล้วอวิชชาจะดับ สังขารก็จะดับได้
Q: สงสัยในนิกายที่ต่างออกไปและไม่เคารพอาจารย์อื่นจะบาปหรือไม่?
A: ความเคลือบแคลง เห็นแย้ง เป็นวิจิกิจฉา เป็นบาป แต่เราไม่ได้ผิดศีล ก็ให้ปรับจิตใจ ให้เอาตรงที่เหมือนกันก่อน ตรงที่เหมือนกันให้มีความมั่นใจ พอจิตเรามีสมาธิแล้ว เราจะไม่เป็นบาป และหากพูดถึงศรัทธา ให้ศรัทธาในระบบของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ใช่ศรัทธาที่ตัวบุคคล
Q: เหตุแห่งการได้อภิญญาคืออะไร?
A: ให้เริ่มลงมือทำจริงแน่วแน่จริง ให้มั่นใจว่าเราได้เคยทำมาแล้ว ที่เราสนใจนั่นแสดงว่าเรามีพื้นฐานทำมาก่อนแน่นอน ทุกคนต้องมีจุดเริ่ม ก็ให้เริ่มเลย
Q: ต้องการนั่งสมาธิให้ลึกต้องใช้เวลาฝึกมากน้อยแค่ไหน
A: ถ้าเราต้องการแบบไหนก็ฝึกแบบนั้น เช่น เราต้องการฝึกให้นั่งได้นาน ๆ เราก็ต้องนั่นนาน ๆ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 13 Dec 2025 - 57min - 439 - “สันทิฏฐิโก” รู้เห็นได้ด้วยตน [6849-7q]
Q: การศรัทธาในบางสิ่งแล้วบนบานได้ผล เป็นเพราะเหตุใด
A: ผลของการอ้อนวอนขอร้อง บางครั้งอาจเกิดจากเทพบันดาล บางครั้งอาจเกิดจากผลกรรมที่ทำมา ซึ่งเป็นไปได้ทั้ง 2 อย่าง ทั้งนี้ เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรมา ให้นำมาพิจารณาใคร่ครวญ ว่าสอดคล้องลงรับกับมรรค 8 หรือไม่ ให้เราตั้งปณิธานในการทำความดี ด้วยความดีของเรา แทนที่จะบนบานอ้อนวอนขอร้อง ก็ให้ “ตั้งจิตอธิฐาน”ให้เหมาะสม อธิฐานไม่ใช่ขอ แต่ “การอธิฐาน” หมายถึง การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้า ในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วให้บุญกุศลที่เราทำมาออกผล ในจุดที่เราอยากให้สำเร็จ อธิฐานอย่างนี้แล้วตั้งอยู่ในธรรม
Q: ศรัทธาที่ไม่เชื่อแม้พระศาสดาเช่นท่านพระสารีบุตร เป็นเช่นไร
A: ศรัทธาที่เกิดจากการปฎิบัติจนเป็นผลแล้ว รู้เองเห็นเองแล้ว จึงไม่เชื่อตามบุคคลอื่น ในคำสอนของศาสดาตน
Q: รู้อะไรเห็นอะไรถึงจะเรียกว่า “สันทิฏฐิโก”
A: เห็นประจักษ์ในสิ่งที่เราได้รับผล รู้ว่าสิ่งไหนเป็นกุศล สิ่งไหนเป็นอกุศล ไม่ต้องให้ใครมาบอกมาเตือน ถ้าทำไม่ดี ก็ได้ผลไม่ดี รู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น ในคำสอนของศาสดาตน
Q: อาจิณณกรรม กับ จิตสุดท้าย อะไรที่สำคัญกว่ากัน
A: “อาจินณณกรรม” คือ กรรมที่ทำเป็นประจำเป็นอาจิณ ส่วน “จิตสุดท้าย” คือ จิตตอนที่จะตาย ถ้าจิตสุดท้ายดีก็ไปสุขคติ ถ้าไม่ดีก็จะไปทุคคติ เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำกรรมดีเป็นอาจิณ จิตสุดท้ายก็มีแนวโน้มจะไปในทางดีได้ ถ้าเราทำอาจิณกรรมในทางไม่ดี ก็จะไปทางไม่ดีได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น จะมี“กรรมตัดรอน” คือ ลดผลของอาจิณกรรมนั้น และ “กรรมหนุนนำ” คือ เสริมผลของอาจิณกรรมนั้น ให้เราเป็นผู้ไม่ประมาท ปฏิบัติตามมรรค 8 จะเป็นไปเพื่อการสิ้นกรรมได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 06 Dec 2025 - 51min - 438 - หลักธรรมที่เอาชนะกิเลส [6848-7q]
Q: พระสงฆ์มีวิธีลดละกิเลสได้อย่างไร?
A: พระธรรม หมายถึง คำสอน, พระสงฆ์ หมายถึง หมู่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ให้เอาตัวอย่างพระสงฆ์ในเรื่องของการปฏิบัติ ส่วนเรื่องคำสอนเอาตัวอย่างจากพระธรรม สำหรับพระสงฆ์ วิธีที่ท่านใช้ ท่านก็ใช้มรรค8 เหมือนกัน และมีเครื่องมือในการกำจัดกิเลส เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบละเอียด ๆ คือ “ปัญญา” เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบกลาง ๆ คือ “สติ/สมาธิ” สติจะเป็นเครื่องมือให้เกิดสมาธิ จะทำให้สมาธิเพิ่มต้องเพิ่มสติ คือ สังเกตดูจิตของเรา สติจะเกิดได้ ต้องใช้อนุสติ 10 และเครื่องมือที่จะกำจัดกิเลสแบบหยาบ ๆ คือ “ศีล/สมาธิ”
Q: ใช้สติทบทวนตนว่าผิดพลาดได้หรือไม่?
A: ในกระบวนการทำความเพียร พอเราระลึกได้ว่าเราต้องทำความดี ความระลึกได้นั้นคือ “สติ” การลงมือทำคือความเพียร พอเรามีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ องค์อื่น ๆ ของมรรค จะตามมาหมด เราก็จะมาตามทางนั่นเอง
Q: สืบสานการปฏิบัติให้ต่อเนื่อง ทำอย่างไร?
A: ให้เราโยนิโสมนสิการตามระบบของ “อริยสัจ 4” ว่าเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำได้ และเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำไม่ได้ เมื่อพิจารณาแล้วก็ให้สร้างเหตุปัจจัยให้พอเป็นไปได้ พอทำได้ ทั้งนี้ การฟังธรรมเสมอ ๆ การมีกัลยาณมิตรจะช่วยได้ สำหรับนักบวช ท่านให้พิจารณาดังนี้ว่า “หากอกุศลกรรมที่ยังละไม่ได้ก็ละไม่ได้ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น ควรหนี ควรเลิก ไม่ควรคบ อย่าอยู่” แต่ถ้าอยู่ที่ไหนแล้ว “กิเลสที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น ให้อยู่ ให้ทำ ให้คบ ให้ปฏิบัติเลย”
Q: วิธีสร้างความมุ่งมั่นขยันมีกำลังใจให้ชนะกิเลส
A: การสร้างความมุ่งมั่นและกำลังใจเพื่อเอาชนะกิเลส ต้องอาศัยหลักธรรม คือ “อินทรีย์ 5” ซึ่งประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา คือเราต้องเริ่มจากศรัทธาก่อน เราต้องมีความมั่นใจเชื่อใจ แล้วเราลงมือทำจริงแน่วแน่จริง นั่นคือ “วิริยะ” วิริยะจะทำลายความขี้เกียจได้ ที่สำคัญคืออย่าหยุดอยู่แค่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง ทำซ้ำ ๆ วนไป ๆ จะบรรลุธรรมได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 29 Nov 2025 - 56min - 437 - ปฏิปทาถึงความสิ้นภพ [6847-7q]
Q: จิต กับ ธาตุรู้ คืออะไร อยู่ที่ไหน เหมือนและต่างกันอย่างไร?
A: เหมือนกัน คือ อยู่ในช่องทางใจและเป็นนามเหมือนกัน ต่างกัน คือ ธาตุรู้ มาจากคำว่า วิญญาณธาตุ ทำหน้าที่รับรู้เฉย ส่วน ”จิต” เป็นลักษณะภาวะของการสะสม เข้าไปเกลือกกลั้วและเสวยอารมณ์
Q: วิธีแก้โรควิตกจริต
A: เปรียบเหมือนตัดต้นไม้ ที่ตัดที่โคนต้น พอฝนผ่านมา ต้นไม้นั้นก็งอกขึ้นมาใหม่ เราต้องขุดรากถอนโคนต้นไม้นั้น นำมาตัด มาผ่า เผา จนเป็นถ่านเป็นขี้เถ้า บดให้ละเอียด แล้วโปรยในที่ลมพัดแรงหรือในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราด ในการขุดรากถอนโคนนั้น ต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณามรณสติ ทำซ้ำ ทำย้ำ อยู่เรื่อยๆ จะระงับความคิดนี้ได้
Q: กาม และ อกุศลธรรม มีซอฟต์พาวเวอร์ หรือไม่?
A: กาม (ราคะ โทสะ โมหะ) มีสภาวะบังคับ บีบคั้น ไม่ใช่ ซอฟต์พาวเวอร์ แต่เป็น ฮาร์ดพาวเวอร์ ทั้งหมด เพราะกาม บีบบังคับเราให้ต้องทำ ส่วน ธรรมะทั้งหมดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ เพราะไม่ได้ถูกบีบบังคับ ให้เป็นไปตามอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ คือ ทางสายกลางหรือมรรค 8 นั่นเอง
Q: ทุกข์สัมพัทธ์กับเวลาหรือไม่?
A: เวลาและสถานที่ เป็นลักษณะของภพ เพราะมีภพ จึงมีการเกิด เพราะมีการเกิด จึงมี ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ จึงเกิดขึ้น ครบถ้วน เพราะฉะนั้น “ทุกข์” ต้องมีเวลา ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ก็มีเวลาทั้งนั้น
Q: ความไม่เที่ยงและเวลาเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันหรือไม่?
A: เหตุปัจจัยของเวลา ในที่นี้หมายถึง ภพ (เวลา/สถานที่) เหตุปัจจัยของภพ คือ อุปาทาน (ความยึดถือ) ความยึดถือจึงเป็นเหตุเงื่อนไขของเวลาและสถานที่, อุปาทาน เป็นตัณหา ไม่ใช่มรรค, ความไม่เที่ยงเป็นเหตุให้ถึงความดับแห่งภพ จะดับภพได้ ก็เพราะความดับไม่เหลือของอุปาทาน จะดับอุปาทาน ก็ต้องปฏิบัติตามมรรค 8 ซึ่ง หน้าที่ ที่ทำต่างกัน, ความไม่เที่ยง ต้องทำให้มาก พัฒนาให้มี ทำให้เจริญ โยนิโสมนสิการตามหลักอริยสัจสี่ แล้วเราจะไม่หลงประเด็น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 22 Nov 2025 - 51min - 436 - เมื่อศรัทธาพัฒนาเป็นปัญญา [6846-7q]
Q: สัมมาทิฏฐิในระดับโลกุตระและโลกียะเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร?
A: “สัมมาทิฎฐิ”คือ ความเห็นที่ถ้ามีแล้วจะทำให้กิเลสลด แบ่งเป็นโลกุตระและโลกียะ, “สัมมาทิฐิแบบโลกุตระ” หมายถึง เหนือโลก มีความเห็นความเข้าใจในอริยสัจสี่ ตรงที่เห็นและเข้าใจ เกี่ยวเนื่องกันตรงที่เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นกับตัวเราเหมือนกัน ส่วน “สัมมาทิฐิแบบโลกียะ” หมายถึง ยังเนื่องด้วยโลก ยังอยากเกิด ลักษณะคือเริ่มด้วยความเชื่อ ความศรัทธาว่าบาป บุญมี โลกนี้มี โลกหน้ามี เข้าใจด้วยปัญญา ปัญญาที่เป็นโลกียะ จะรักษาเราให้อยู่ในทาง ไม่ให้ออกนอกทาง เราสามารถพัฒนาศรัทธา ลงมือปฏิบัติจริง ทำจริงแน่วแน่จริง จะทำให้เกิดปัญญา ที่เป็นปัญญาในระดับโลกุตระต่อไปได้
Q: ศรัทธากับปัญญาอย่างไหนประณีตมากกว่ากัน
A: ปัญญามีความปราณีตมากกว่า ท่านเปรียบเทียบไว้กับนม เมื่อผ่านกระบวนการหมักเคี่ยวจนในที่สุดจะได้เนยใส เพราะฉะนั้น เราต้องเปลี่ยนความเชื่อเป็นปัญญาด้วยการปฏิบัติ หากเพียงแค่ฟังเป็น “สุตตมยปัญญา” แต่พอเราใคร่ครวญเป็น “จินตมยปัญญา” เมื่อใคร่ครวญแล้ว ลงมือทำให้เห็นผลเป็น “ภาวนามยปัญญา”
Q: คนธรรมดาสามารถปฏิบัติจนถึงโลกุตตระได้หรือไม่?
A: ตราบใดที่คำสอนของพระพุทธเจ้ายังอยู่ และมี "ผู้ที่เคยทำได้" (พระพุทธเจ้าและพระอริยสาวก) เป็นเครื่องยืนยัน เราทุกคนก็สามารถทำได้เช่นกัน แม้ว่าหนทางอาจต้องใช้ความเพียรพยายาม แต่ก็เป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะลงมือทำ
Q: ถ้ายังสงสัยการมีของภพหน้าจัดว่าเป็นวิจิกิจฉาใช่หรือไม่?
A: ถ้ามีวิจิกิจฉาแสดงว่าไม่เชื่อ เราไม่ควรจะหยุดอยู่ที่แค่ความเชื่อ แต่ควรจะลงมือทำ ตั้งสติ ทำสมาธิ เราจะรู้ได้ด้วยปัญญา เมื่อรู้ได้ด้วยปัญญาแล้ว เราก็ไม่ต้องอาศัยความเชื่อตามคนอื่น แต่เรารู้เฉพาะตนว่ามันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรมา เราต้องโยนิโสมนสิการว่าตรงตามมรรค 8 หรือไม่ ถ้าใช่ให้ลงมือทำ ถ้าไม่ใช่อย่าทำ
Q: สัทธรรมปฏิรูปคืออะไรจะรู้ได้อย่างไร?
A: เมื่อได้ยินได้ฟังอะไรมาให้นำมาเทียบเคียงกับพระไตรปิฏก โดยท่านแบ่งสัทธรรมปฏิรูป ไว้เป็น 2 อย่างคือ “สัทธรรมปฏิรูปที่เป็นปริยัติ”ในส่วนนี้เป็นข้อมูลเนื้อหา ที่ไม่ได้อยู่ในส่วนสังคายนา และ “สัทธรรมปฏิรูปที่เป็นอธิคม” เช่น พอมีสถานการณ์เกิดขึ้น แล้วโกรธ เกลียด ไม่พอใจ ก็พอจะบอกได้ว่าเป็นสัทธรรมปฏิรูป เพราะแสดงความหวั่นไหวออกมา
Q: อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้มีมิจฉาทิฏฐิ และทิฏฐิอะไรร้ายแรงที่สุด?
A: สิ่งที่ร้ายแรงที่สุด คือไม่เชื่ออะไรเลย ไม่เชื่อว่าบาปมี บุญมี เพราะจะทำให้เขาจะทำชั่วยังไงก็ได้ ไม่เกรงกลัวอะไรเลย สิ่งที่ร้ายแรงรองลงมา คือเชื่อแต่มีที่พึ่งไม่ถูกต้อง เช่น พึ่งท้องฟ้า ภูเขา ให้เราไตร่ตรองโดยแยบคายแล้วจึงเชื่อ จะทำให้เราละมิจฉาทิฏฐิ มีสัมมาทิฏฐิ สามารถที่จะบรรลุธรรมได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 15 Nov 2025 - 52min - 435 - สติแก้จิตกระเพื่อม [6845-7q]
Q: โจทก์ภิกษุด้วยอาบัติปาราชิกในการอวดอุตริมนุษยธรรม
A: “ภิกษุใดอวดอุตริมนุสธรรม ที่ไม่มีในตน เป็นปาราชิก เว้นไว้แต่เข้าใจผิด” เป็นแม่บทที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเอาไว้
“อุตริมนุษธรรม” คือ ธรรมที่เหนือมนุษย์ ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์เป็นอุตริมนุสธรรม ส่วนธรรมของมนุษย์ทั่วไปคือศีล 5
“อวด” คือ พูดว่าตัวเองทำได้ แต่ไม่ได้แสดงให้ดู หากอวดอุตริมนุษธรรมที่ไม่มีจริง ไม่มีแล้วบอกว่ามี พระท่านจะอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ ยกเว้นเข้าใจผิดว่ามี แต่ความจริงไม่มี
Q: เมื่อรู้ว่าถูกหลอกเอาทรัพย์ไปเป็นจำนวนมาก เราควรวางจิตอย่างไร?
A: ถ้าเป็นพระภิกษุ ท่านไม่มีสมบัติอะไรนอกจากบาตรและจีวร ท่านพูดได้แค่ว่ามีของหาย หากพระไปแจ้งตำรวจว่ามีคนมาขโมยของแล้วตำรวจจับโจรเข้าคุก ท่านจะปาราชิก กรณีญาติโยมทั่วไป ถ้าของหายจะตามเอาก็ตามได้ แต่ขอให้ใจของเรา ไม่ควรจะเคียดแค้น ไม่ผูกเวร เพราะมันไม่คุ้ม เพราะความเคียดแค้น ผูกเวรจองเวร จิตใจเราจะไม่เป็นสุข
Q: นั่งสมาธิแล้วจิตกระเพื่อม ส่ายไปมาขวาซ้าย ๆ มีวิธีแก้อย่างไร?
A: หากมั่นใจว่าไม่ใช่อาการทางกาย การที่จิตกระเพื่อมนั้น คือ การปรุงแต่งของจิต ให้เราตั้งสติขึ้น โดยใช้อนุสติ 10 อย่าง อันใดอันหนึ่ง ในที่นี้ใช้อานาปานสติ เมื่อเรามีสติระลึกรู้อยู่กับลมหายใจ ไม่ตามการปรุงแต่งทางกายนั้นไป การปรุงแต่งทางกายก็จะระงับ จิตตริตรึกอยู่กับลม อาการทางกายนั้นก็จะอ่อนกำลัง ทำให้มากพัฒนาให้มาก
Q: ผู้ร่วมทำการสังคายนาพระไตรปิฎกต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้นหรือ?
A: การสังคายนาครั้งแรกมีขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน โดยจะมีเฉพาะเหล่าภิกษุขีณาสพ ทั้งหมด 500 รูป “การสังคายนา” เป็นการนำคำสอนของท่านมาพูด เมื่อเข้าใจตรงกันก็สวดขึ้นพร้อมกัน และท่านได้จัดหมวดหมู่ เพื่อสะดวกในการจดจำ ให้เป็นรูปแบบของภาษาที่จะรักษาคำสอน เรียกระบบนี้ว่า “ระบบพระไตรปิฎก”
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 08 Nov 2025 - 57min - 434 - ทุกข์ที่เป็นไปสามรอบ [6844-7q]
Q: “ความทุกข์ที่เป็นไปสามรอบ” เป็นอย่างไร?
A: ข้อความนี้มาในปฐมเทศนา พระสูตรที่ชื่อว่า “ธรรมจักรกัปวัฒนสูตร”ท่านได้ตรัสถึงอริยสัจสี่ที่มีรอบ 3 อาการ 12 ก็คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พิจารณาทั้ง 4 อย่าง ๆ ละ 3 รอบ
รอบที่ 1 รู้ว่า “นี้คือทุกข์”
รอบที่ 2 รู้หน้าที่ที่ต้องทำกับทุกข์ ตัณหาต้องละ คือ การตระหนักว่าหน้าที่ต่อทุกข์ คือ “ต้องกำหนดรู้”
รอบที่ 3 รู้ว่า “ได้ทำหน้าที่เสร็จแล้ว”
Q: วิมุตกับนิพพาน ต่างกันอย่างไร?
A: “วิมุต”คือพ้น / เหนือ แยกจากกัน ท่านเปรียบเทียบกับ ใบบัวกับน้ำ โดนกันอยู่ก็จริงแต่มันไม่เนื่องกัน , ส่วน “นิพพาน”แปลว่า ดับ ใช้ในลักษณะดับจากกิเลส ดับไปในธรรมะของข้อใด ๆ เช่น เปลวไฟดับ คือดับไป
Q: เมื่อเข้าใจสภาวะของจิตแล้ว จะหลุดพ้นได้อย่างไร?
A: จิตยึดถือโดยความเป็นตัวตน ว่าเป็นตัวเราของเรา เป็นจิตของเรา จิตจึงมีตัวตน พอจิตไปรับรู้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร ผ่านวิญญาณ ก็ไปยึดสิ่งต่าง ๆ ผ่านวิญญาณ ว่านี่รูปของฉัน เวทนาของฉัน ซึ่งเข้าใจผิดมันจึงทุกข์ คือพอเราเพลินเราพอใจ นั่นคือ “อุปาทาน” คือความยึดถือ คือ “ตัณหา” เป็นเหตุแห่งทุกข์ มันจึงทุกข์ แต่พอเราเข้าใจสภาวะของจิตใหม่ให้ถูกว่า สิ่งทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของฉัน ไม่ใช่ตัวฉัน ไม่ใช่ตัวตนของฉัน ไม่ใช่อัตตาของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่เป็นตัวตนของเรา มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามสภาวะของมัน ความยึดถือมันจะอยู่ไม่ได้ พอมันอยู่ไม่ได้ มันก็ไม่ทุกข์ เพราะความยึดถือคือเหตุของทุกข์ ถ้าเราไม่มีเหตุของทุกข์ เราก็ไม่ทุกข์
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 01 Nov 2025 - 57min - 433 - วินัยของพระสงฆ์ที่ญาติโยมควรทราบ | การฝาก ถวาย ของให้พระ [6843-7q]
Q: ทำไมจึงต้องมีการเอื้อเฟื้อพระวินัย?
A: พระวินัยและสิกขาบทมีไว้สำหรับภิกษุสงฆ์ (หมู่ภิกษุ) เพื่อเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติภาวนาให้จิตใจละเอียดและสูงขึ้น ไม่ได้มีไว้สำหรับพระพุทธเจ้า หัวใจสำคัญคือการมีความตั้งใจที่จะศึกษาและปฏิบัติตามเพื่อควบคุมกาย วาจา ใจ
Q: ทำไมไม่ควรฝากของมีค่าไว้กับพระ?
A: เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับพระได้ และถ้าหากของหายหรือมีโจรปล้น พระก็จะถูกครหา เพราะฉะนั้น เงินทองและของมีค่าไม่ควรแก่สมณะไม่ว่าประการใดทั้งสิ้น รวมไปถึงไม่ควรฝากของที่เป็นวัตถุอนามาสด้วย
Q: ความแตกต่างระหว่างถวายพระกับถวายสงฆ์
A: การถวาย "พระ|ภิกษุ” คือ การเจาะจงให้พระรูปใดรูปหนึ่ง แต่การถวาย "สงฆ์" คือการถวายให้หมู่คณะทั้งหมด กรณีถวายแด่สงฆ์ หากพระบอกว่าถวายให้อาตมาก็ได้ แบบนี้ ผู้ถวายไม่ต้องทำตาม เพราะท่านจะผิดพระวินัย ทั้งนี้ ท่านมีวิธีแบ่งของที่ถวายแด่สงฆ์ ดังนี้
- แบ่งแบบวัดป่าทั่วไป: พระผู้มีพรรษามากที่สุดเลือกก่อนแบ่งแบบจับสลาก/สลากภัต คือ ใช้วิธีจับสลากว่าใครจะได้อะไรเก็บเข้าคลังกลาง: เก็บไว้เป็นของส่วนรวม ใครต้องการก็มาเบิกใช้
Q: วิธีการปลงอาบัติ? พระปลงอาบัติซ้ำ ๆ ได้หรือไม่อย่างไร?
A: คำว่า “ปลง” คือเปลื้อง หมายถึง ประกาศความผิดของตนเองออกมา ต้องมีภิกษุอีกองค์หนึ่งมารับฟังรับทราบว่ามีความผิดอะไร ข้อไหน พระสงฆ์จึงมีการปลงอาบัติ เพื่อให้พัฒนาและปรับปรุงตัว แต่หากผิดซ้ำซากพระอุปัชฌาย์ต้องไปเตือน เพราะการผิดซ้ำซากจะทำให้ยิ่งมีความผิดมากยิ่งขึ้นอีก ในพระพุทธศาสนาจึงมีการให้แก้ไขตั้งตัวใหม่ได้
Q: บทบัญญัติ: อย่าออกเสียงแข่งกันเวลาเรียนธรรมะ
A: มีสิกขาบทที่บอกว่า เวลาที่ออกเสียงในการเรียนธรรมะ อย่าไปออกเสียงพร้อมกับพระสงฆ์ อย่าไปออกเสียงดังแข่งกัน ถ้าพระสงฆ์สอนในขณะที่เรียนธรรมะด้วยกัน แล้วเกิดกล่าวสอนให้ผู้ที่เรียนธรรมะออกเสียงพร้อมกันไป การออกเสียงพร้อมกันไป ถือว่าเป็นอาบัติ คำว่า “กล่าวแข่งกัน” คือ พูดบาลี ท่านจึงไม่ให้กล่าวพร้อมกันในบริบทที่ว่าแข่งกัน เพราะฉะนั้น คำพูดที่ว่า “อย่าออกเสียงพระธรรมพร้อมกับพระสงฆ์” หมายถึงบาลี ก็คือจุดนี้
Q: ลักษณะของการกล่าวธรรมแสดงธรรม
A: ลักษณะการแสดงธรรม การกล่าวธรรม มี 3 รูปแบบ คือ 1) การบอกพุทธพจน์ที่เป็นบาลี 2) การแสดง คืออธิบายที่บอกนั้น 3) การท่องตามออกเสียงตามที่บอก (ออกเสียงบาลีตามข้อที่ 1) ก็คือการสวดมนต์นั่นเอง
Q: การพักร่วมกันกับพระภิกษุ
A: ห้ามฆราวาสที่เป็นผู้ชายหรือสามเณรนอนที่ในมุมบังหรือนอนที่เดียวกับพระเกิน 3 คืน เพื่อรักษาพระวินัยของพระสงฆ์ ถ้าเกินเป็นอาบัติ
Q: การใช้คำพูดที่สมควรแก่ภิกษุ (กัปปิยโวหาร) ในการใช้ฆราวาสไปขุดดินหรือตัดต้นไม้
A : มีสิกขาบทที่พระห้ามสั่งโยมไปขุดดิน พระท่านจึงต้องใช้คำพูดที่เป็น “กัปปิยโวหาร” (คำพูดที่สมควรแก่ภิกษุ) ในการที่จะให้ฆราวาสไปขุดดินหรือตัดต้นไม้ ยกตัวอย่าง “ต้องการหลุมตรงนี้”ซึ่งการที่ท่านบัญญัติข้อนี้ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งศรัทธา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 25 Oct 2025 - 56min - 432 - ธรรมมะที่ใช้เตือนตน [6842-7q]
Q: ถ้าเป็นคนที่เรียนมาสูง มั่นใจตนมาก ควรใช้ธรรมะข้อใดเตือนตนไม่ให้หลงไปในตน
A: ปัญหาของคนลักษณะนี้คือ “ทิฏฐิมานะ”หรือความยึดมั่นในความคิดเห็นของตนเอง ไม่ฟังผู้อื่น ธรรมะสำคัญที่ควรนำมาเตือนตนคือ“หิริโอตตัปปะ” ซึ่งหมายถึงความละอายและเกรงกลัวต่อบาป หากมีหิริโอตตัปปะมาก ก็จะสามารถเตือนตนด้วยตนได้ แต่หากมีน้อยก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตรหรือบทเรียนจากผลของการกระทำมาช่วยเตือนสติ ส่วนการปริญญาการศึกษานั้นเป็นเรื่องของปริยัติ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่มีความรู้ปริยัติมาก จะมีปัญญาในการพ้นทุกข์เสมอไป
Q : นั่งสมาธิทบทวนทุกคืนจะช่วยแก้ไขในกรณีนี้ได้มากน้อยเพียงใด
A : การนั่งสมาธิเป็นสิ่งดี ทำให้จิตใจสงบและเป็นสมาธิ เมื่อจิตสงบลง กิเลสต่าง ๆ รวมถึงทิฏฐิมานะจะลดน้อยลง และอาจเกิดช่วงเวลาที่ทำให้เราฉุกคิดและสลัดความเห็นที่ผิด ๆ หรือความยึดมั่นถือมั่นในตนเองออกไปได้
Q: สันโดษพอใจตามฐานะเป็นอย่างไร
A: “สันโดษ” คือความพอใจในสิ่งที่ตนมีและได้มาโดยชอบธรรม, “การพอใจตามฐานะ”หมายถึงการปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสถานภาพของตนเอง ไม่ฟุ่มเฟือยเกินควร เช่น กรณีของพระสงฆ์ ควรปฏิบัติตนให้สมกับสมณสารูป (เหมาะสมกับความเป็นสมณะ) แม้จะได้รับของที่มีมูลค่าสูง ก็ต้องพิจารณาถึงเจตนาของผู้ให้และความเหมาะสมก่อนนำมาใช้ โดยยึดหลักการที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ คือรับสิ่งของเพื่ออนุเคราะห์และรักษาศรัทธาของผู้ให้ โดยพิจารณาว่าสิ่งนั้นไม่ก่อให้เกิดคำติเตียนและเหมาะสมกับธรรมวินัย
Q: จำนวนภิกษุในวันมาฆบูชานั้นเท่าไหร่กันแน่
A: แม้เราจะคุ้นเคยกับตัวเลข 1,250 รูป แต่เมื่อคำนวณจำนวนพระอรหันต์ทั้งหมดนับตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้จนถึงวันมาฆบูชาแล้ว จะมีจำนวนประมาณ 1,345 รูป ตัวเลขที่แตกต่างกันนี้อธิบายได้ว่า ในวันนั้นมีพระอรหันต์บางส่วนที่ไม่ได้มาประชุมด้วย เช่น คณะพระภิกษุ 60 รูปแรกที่พระพุทธเจ้าส่งไปประกาศศาสนาในทิศทางต่างๆ ดังนั้น ตัวเลข 1,250 รูป จึงอาจเป็นจำนวนที่นับเฉพาะผู้ที่เดินทางมาประชุม หรือเป็นตัวเลขโดยประมาณ
Q: ความทุกข์ที่เป็นไปสามรอบเป็นอย่างไร
A:"ความทุกข์ที่เป็นไปในสามรอบ" คือขั้นตอนการทำความเข้าใจในเรื่อง "ทุกข์" ตามหลักอริยสัจ 4 ซึ่งมี 3 ระดับ ดังนี้
รอบที่ 1 คือการเข้าใจว่า "ทุกข์" คืออะไร เข้าใจว่าทุกข์มันทนอยู่ได้ยาก เป็นสภาพวะที่เป็นอนัตตา ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนรอบที่ 2 คือ รู้หน้าที่ที่ต้องทำกับทุกข์ ต้องเข้าใจ รอบรู้ รู้ว่าเราควรทำอะไรกับทุกข์ ซึ่งหน้าที่นี้ต่างจากสาเหตุของทุกข์ (ตัณหา) ตัณหาต้องละ คือ “ทุกข์ควรรอบรู้ ตัณหาควรละ”รอบที่ 3 การรู้ว่าทำเสร็จแล้ว คือ รู้ว่าเราได้ทำความเข้าใจทุกข์อย่างสมบูรณ์แล้ว ผลคือเราจะ "อยู่กับทุกข์ได้โดยที่ใจไม่เป็นทุกข์" เหมือนน้ำที่กลิ้งบนใบบัว คือสัมผัสกับสภาวะต่างๆ แต่ใจไม่เปียกหรือเศร้าหมองไปกับมันHosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 18 Oct 2025 - 53min - 431 - หยุดคิดอกุศลได้ด้วยการตั้งสติ [6841-7q]
Q: เมื่อมีความคิดในทางลบ ความคิดในทางอกุศล เกิดขึ้นมาจะทําอย่างไรดี?
A: ธรรมชาติของจิตที่มีกิเลสทำให้เศร้าหมอง คือเมื่อมีผัสสะผ่านเข้ามาจะทำให้มีกิเลสเกิดขึ้นในช่องทางใจ แสดงออกมาเป็นราคะ โทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่ง กิเลสจะเอาสองทางเสมอ คืออยากได้มาก (ภวตัณหา) และอีกข้างหนึ่งคืออยากให้ไม่มี (วิภวตัณหา) เราจึงต้องฝึกตั้งสติให้มีกำลังด้วยการเจริญสติปัฎฐาน 4 และอนุสติ 10 และฝึกเห็นตามความเป็นจริง ทั้งนี้ จิต ความคิด ใจ เป็นคนละอย่างกัน เราต้องเลือกให้จิตของเราคิดหรือไม่คิดได้ ถ้าสติเรามีกำลังมากขึ้น ๆ เราเห็นโทษของความเพลิน จิตที่มีกำลังสติจะเป็นเกราะให้ความคิดอยู่ในกุศลธรรม มันจะทำให้ความคิดที่ผ่านเข้า-ออกถูกป้องกัน ถูกกำจัด ให้อยู่ในกุศลธรรมได้ดีมากขึ้น
Q: โลกียฌานกับโลกุตรฌานเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?
A: เหมือนกันตรง ฌานของทั้ง 2 อย่าง ต้องใช้สมาธิเหมือนกัน ต่างกันตรง “โลกิยะ” ยังเกี่ยวเนื่องด้วยโลก ของหนัก อาสวะ มีทั้งสัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิ, ส่วน “โลกุตรฌาน”คือ นำสมาธินั้นมาใช้ให้อยู่ในลักษณะเหนือบุญเหนือบาป คือการเพ่งเห็นโดยความเป็นของปฏิกูล เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นตามอริยะสัจสี่ แบบนี้คือจะไปสู่ระดับเหนือโลก พ้นจากโลก เป็น “สัมมาสมาธิ”
Q: จิตตั้งมั่น = สติสัมปชัญญะ = สติปัฏฐาน 4 ความเข้าใจนี้ถูกต้องหรือไม่?
A: สมาธิ คือ จิตที่ตั้งมั่น จิตที่เป็นอารมณ์อันเดียว ต้องอาศัยสติ มีสัมมาสติแล้วจึงจะมี สัมมาสมาธิได้ สติปัฎฐานสี่คือกาย เวทนา จิต ธรรม คือสัมมาสติ สัมมาสติจะทำให้เกิด สัมมาสมาธิ “สติสัมปชัญญะ” นัยยะแรก คือสติกับสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวรอบคอบในทุกอิริยาบถ อีกนัยยะหนึ่งคือสติกับปัญญา คือสติปัญญา สติปัญญาจึงคือสติสัมปชัญญะ จะมีสติปัญญาได้ก็ต้องอาศัยสมาธิ มันก็จึงรวมเป็นก้อนเดียว มหาสติ มหาปัญญา อยู่ในสติสัมปชัญญะ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 11 Oct 2025 - 53min - 430 - มุมมองพุทธศาสนาต่อสตรี [6840-7q]
Q: ทำสังฆทานชุดเล็กไปถวายแยกแต่ละรูปจากชุดใหญ่ได้หรือไม่?
A: “สังฆทาน” คือ ทานที่ให้กับหมู่ไม่เจาะจง คือผู้ให้เตรียมของไว้แล้วตั้งจิตว่า“จะถวายแก่หมู่สงฆ์โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน” ส่วนการให้โดยเจาะจงจะตั้งจิตว่า จะถวายสิ่งนี้ให้กับพระรูปนี้ ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ให้ ส่วนผู้รับ นิยามสังฆทานของพระพุทธเจ้า มันต้องมีการ “อุปโลกน์” หมายถึง ตั้งเป็นญัตติว่าของนี้ผู้ให้ไม่ได้ถวายแบบเจาะจง พระท่านก็จะพูดประกาศในที่นั้น จึงจะเรียกว่าเป็นสังฆทานได้ตามพระวินัย ส่วนจะได้บุญจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับศรัทธาของผู้ให้และผู้รับมีราคะ โทสะ โมหะน้อย ที่สำคัญคือเราต้องตั้งศรัทธาไว้ให้ถูก
Q: อยากทราบว่าเมื่อสมัครไปปฏิบัติธรรมแล้วจะทราบได้อย่างไรว่ามีการตอบรับหรือไม่?
A: ทุกท่านที่สมัครมาจะได้รับอีเมล์ตอบกลับ และหากท่านใดที่ต้องการสมัคร สามารถสมัครได้ที่ https://panya.org/course/phuthok
Q: มีหนี้สินติดตัวจะสามารถบวชได้หรือไม่?
A: บวชไม่ได้หากมีหนี้, มีงานที่ต้องทำตามพระราชาสั่ง, มีคดีความที่ยังไม่สิ้นสุด และมีโรคที่ท่านได้ห้ามไว้ แต่หากมีหนี้แล้วมีคนรับหนี้แทนสามารถบวชได้
Q: เมื่อภิกษุอาพาธมีระบบอะไรช่วยดูแลหรือไม่อย่างไร?
A: ที่โยมควรทำ คือถวายปัจจัยสี่อันควรแก่สมณะจะบริโภค ต้องมีคนอุปัฏฐากปวารณาเอาไว้ในการที่จะไปหาหมอ ไม่ใช่เอาเงินให้พระไปหาหมอ สิ่งที่ท่านสามารถฉันได้เลยโดยไม่ต้องมีคนประเคน เช่น มะขามป้อมแช่เกลือ และหากท่านจะฉันเพื่อรักษาโรค เช่น เนยใส น้ำผึ้ง ก็ฉันได้ แต่ต้องมีคนประเคน หรือหากมีผู้นำมายามาถวายไว้แล้ว ก็สามารถฉันยานั้นได้เลย และท่านสามารถบอกกับเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ได้
Q: โยมยังสามารถติดต่อกับพระหลังบวชได้มากน้อยแค่ไหน?
A: ให้พิจารณาความเข้ากันได้หรือความขัดกันกับที่ท่านเคยอนุญาตไว้หรือห้ามไว้ (ไม่ให้ทำ) แล้วนำมาเทียบเคียง หากเข้ากันกับที่ท่านห้ามเอาไว้ก็ไม่ควรทำ หากเข้ากันได้กับสิ่งที่อนุญาตไว้ก็ทำได้
Q: มุมมองของพระพุทธเจ้าต่ออิสตรี
A: แท้จริงแล้ว สตรีมิใช่ศัตรูของพรหมจรรย์ ความด่างพร้อยมิได้เกิดขึ้นเพราะสตรีโดยตรง แต่เกิดจากจิตใจของผู้ที่ขาดหิริโอตตัปปะ หากทั้งพระสงฆ์และสตรีไม่มีหิริโอตตัปปะก็อาจนำไปสู่ความหม่นหมองได้ เพราะฉะนั้น ทั้งสองฝ่ายควรสำรวมระวังในการอยู่ร่วมกัน หากมีการคลุกคลีก็ควรคลุกคลีด้วยเรื่องธรรม มิใช่เรื่องฆราวาส ที่นำไปสู่ความใกล้ชิดเกินควร โดยท่านได้วางแนวทางป้องกันไว้อย่างรอบคอบแล้ว หากรู้จักนำมาใช้ก็จะป้องกันได้
Q: ขอทราบความคิดเห็นกรณีโทษที่ควรได้รับทางโลกทั้งฝ่ายสีกาและนักบวชที่ประพฤติผิดศีลธรรม
A: พระพุทธเจ้าไม่ได้ลงโทษด้วยอาชญา ศาสตรา ถ้าเขาลาสิกขาไปแล้ว ท่านก็ไม่ได้ลงโทษใดอีก
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 04 Oct 2025 - 57min - 429 - การพูดกับพระอย่างเหมาะสม [6839-7q]
Q: การปวารณา มี 2 แบบ
A: “ปวารณาระหว่างพระสงฆ์”กระทำในวันออกพรรษา เปิดโอกาสให้พระสงฆ์ตักเตือนกันในด้านวัตรปฏิบัติ, “คฤหัสถ์ปวารณาต่อพระ” เป็นการออกตัวให้พระสงฆ์สามารถ ขอปัจจัยสี่ได้และควรกำหนด สิ่งของหรือมูลค่าไว้ให้ชัดเจน แต่หากปวารณาไว้แล้ว ไม่สามารถให้ได้ตามที่ถูกขอ ก็สามารถถอนหรือเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งนี้หากพระจะขอโดยไม่ปวารณา จะต้องขอกับญาติเท่านั้น
Q: ความหมายของคำว่า “กัปปิยโวหาร” ?
A: กัปปิยโวหาร แปลว่า คำพูดที่จะทำให้เหมาะสม ใช้ระหว่างพระและญาติโยม คำพูดที่ญาติโยมควรพูดกับพระคือ “ข้าพเจ้าถวายปัจจัยสี่อันควรแก่สมณะจะบริโภค มูลค่าเท่านี้ ได้มอบไว้กับไวยาวัจกรชื่อนี้ ถ้าท่านต้องการปัจจัยสี่อันใด ท่านสามารถไปขอกับไวยาวัจกรคนนั้นได้” ญาติโยมจึงควรนำเงินไปให้ไวยาวัจกร ไม่ใช่ให้พระโดยตรงและไม่ควรเอาเงินใส่ซองหรือย่ามพระ
Q: ไวยาวัจกรคือใคร ?
A: ไวยาวัจกร คือ ผู้รับผิดชอบจัดหาปัจจัยสี่แทนพระ และผู้ที่จะเป็นไวยาวัจกรก็ต้องปวารณากับพระด้วยว่ายินดีทำหน้าที่เป็นไวยาวัจกรให้ท่าน แล้วจึงจะกำหนดให้บุคคลนั้นเป็นไวยาวัจกรได้
Q: พระสงฆ์สามารถครอบครองที่ดิน รถยนต์ ได้หรือไม่ ?
A: การบวชเป็นไปเพื่อการกำจัดกิเลส สละโภคะน้อยใหญ่ ไม่ยินดีในการรับเงิน ทอง ที่ดิน ทาสหญิงหรือชาย หากท่านมีทรัพย์มาตั้งแต่ก่อนบวชแล้ว ก็ให้ตั้งจิตว่าจะสละทรัพย์เหล่านี้ ส่วนเรื่องเอกสารสามารถทำตามทีหลังได้
Q: กัปปิยโวหารเมื่อนิมนต์พระไปฉันที่บ้าน
A: กล่าวแค่ว่านิมนต์ไปฉันเช้าหรือฉันเพล เวลาไหน ไปรับหรือให้มาเอง ไม่ต้องบอกว่าจะถวายอะไร เมนูไหน ถึงแม้จะปวารณาว่าให้พระขอได้ ว่าต้องการฉันอะไร พระก็ไม่ควรขอ แต่หากเป็นกรณีที่พระเจ็บป่วย ขออาหารเพื่อระงับเวทนา ถึงแม้ผู้ถูกขอไม่ได้ปวารณาไว้ ก็ควรให้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 27 Sep 2025 - 52min - 428 - ศีลข้อเดียวก็มีค่า [6838-7q]
Q: ตั้งจิตอธิษฐานต่างกับอ้อนวอนขอร้องอย่างไร?
A: ท่านตรัสไว้ว่า “ถ้าจะสำเร็จอะไรได้ด้วยการอ้อนวอนขอร้อง ในโลกนี้จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร”, การอธิษฐาน คือ การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ เป็นการตั้งใจทำด้วยตัวเอง ไม่มีการอ้อนวอนขอร้อง ส่วนการอ้อนวอนขอร้องนั้นเป็นเพียงการอ้อนวอนขอร้องแต่ไม่ได้ลงมือทำ
Q: ศีลแปดกับศีลอุโบสถต่างกันอย่างไร?
A: เหมือนกันคือรักษาศีล 8 ทุกข้อเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่“ศีลอุโบสถ” จะรักษาแค่วันหนึ่งคืนหนึ่ง พอเช้าก็ออกได้เลย กลับบ้านได้เลย ไม่จำเป็นต้องสมาทานศีล 5 อีก ส่วน “ศีล 8” ไม่มีเงื่อนไขเรื่องเวลา
Q: “ศีล” ถ้ารักษาได้ไม่ครบก็ไม่ควรรับศีล จริงหรือ?
A: รักษาศีล ดีกว่าไม่รักษาเลย แม้จะทำได้ไม่ครบ 5 ข้อ แต่ตั้งใจที่จะรักษาแม้เพียงหนึ่งข้อ ก็เป็นสิ่งดี ถ้าเราขอศีลซึ่งเป็นการตั้งเจตนาด้วยการกล่าวออกมา แล้วพระท่านให้ศีล เราควรตั้งเจตนาไว้ว่าเราจะทำให้ได้ หากเรารับศีลมาแล้วไม่คิดว่าจะทำจะรักษา รับแต่ไม่ทำ การกระทำเช่นนี้ไม่ควรทำ หากเรารับศีลมาแล้ว เราควรปรับจิตของเรา ให้ตั้งจิตไว้ว่าจะทำให้เต็มที่ แม้เพียงครึ่งวันก็ได้หรือทำข้อที่ทำได้จึงจะถูก แต่ก็ไม่ใช่ว่าฉันรักษาศีลไม่ได้ ฉันจะไม่ขอ ก็อย่าคิดอย่างนั้น การที่เรารักษาศีลไว้ได้แม้เพียงหนึ่งข้อ แม้เพียงหนึ่งช่วงเวลา ยังดีกว่าไม่รักษาเลย
Q: เมื่อต้องทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินแล้วยิงศัตรูเสียชีวิตผิด ศีลหรือไม่?
A: องค์แห่งการผิดศีลคือ 1) เจตนา 2) กระทำลงไป 3) มีคนตาย ถ้าไม่มีคนตาย ก็ไม่เจตนา อันนี้ไม่ผิดศีล ซึ่งถ้าครบองค์ 3 อย่างนี้ คือผิดศีล หากเขาไม่ตายแต่เราเจตนาจะฆ่าเขา เช่นนี้ก็เป็นบาปแต่อาจไม่ผิดศีล
Q: จะมีปัญญาเท่าทันความงมงายได้อย่างไร?
A: ศรัทธาต้องประกอบด้วยปัญญาจึงจะไม่งมงาย การอ้อนวอนขอร้องเป็นศรัทธาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เราต้องมีปัญญาในการแยกแยะว่า สิ่งไหนผิด สิ่งไหนถูก สิ่งที่ถูกคือเมื่อทำแล้วกิเลสลด สิ่งที่ผิดคือเมื่อทำแล้วกิเลสเพิ่ม และเราควรตั้งศรัทธาไว้ให้ถูกที่ ไม่ยึดติดในตัวบุคคล แต่ศรัทธาในระบบ ศรัทธาใน “พุทโธ” คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า “ธัมโม” คือพระธรรมคำสั่งสอน“สังโฆ”คือหมู่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 20 Sep 2025 - 57min - 427 - การทดลองของพระเจ้าปายาสิ [6837-7q]
Q: การกระทำที่เกิดขึ้นในอดีตชาติมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้อีก และคนเรามักจะทำแบบเดิม ใช่หรือไม่?
A: ไม่ใช่จะเป็นแบบนั้นทั้งหมด ทุกอย่างอยู่ที่เหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนอดีตกาล ทั้งนี้หากมีความเชื่อที่ว่า อดีตเป็นมาอย่างไร อนาคตก็เป็นอย่างนั้น การประพฤติพรมจรรย์จะไม่ปรากฏ ดังนั้น เมื่อเราฟังธรรมแล้ว ควรจับใจความให้ได้ ถึงหมวดธรรมะและคุณธรรมต่าง ๆ ที่ท่านยกมา
Q: เทวดามีกายทิพย์จะปวดเมื่อยได้ไหม?
A: เทวดากายละเอียด มนุษย์กายหยาบ ไม่ปวดเมื่อยเหมือนมนุษย์ แต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือ ศีล สมาธิ ปัญญา และการบรรลุธรรม เพราะว่ามีจิตเหมือนกัน แต่ความยากง่ายจะต่างกัน เพราะจุดเริ่มต้นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
Q: เทวดาสิ้นอายุได้ใน 4 ลักษณะ
A: 1) ลืมทานอาหาร เล่นเพลินจนลืมทานอาหาร 2) บุญเพิ่มขึ้น คือเคลื่อนไปสวรรค์ชั้นที่สูงขึ้นไป 3) มีความโกรธ ทำให้บุญลดลง เศร้าหมอง 4) หมดอายุบุญ คือ ครบอายุบุญ
Q: เทวดาที่ไม่มีรูป (อรูป) รู้สึกได้ด้วยอะไร?
A: ท่านมีจิต นิ่ง ๆ อยู่อย่างเดียว ไม่สามารถติดต่อสื่อสารใดได้ เป็นดวงจิตนิ่ง ๆ เป็นพรมลูกฟัก จนกว่าจะหมดอายุไปเอง
Q: มองชีวิตหลังความตายด้วยทิฏฐิที่ถูกต้อง
A: ชาติหน้าจะมีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย ถ้าเหตุปัจจัยให้มีชาติหน้าก็มี ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยให้มีชาติหน้า ชาติหน้าก็ไม่มี เกิดได้ ดับได้
Q: การทดลองของพระเจ้าปายาสิ | ปายาสิราชัญญสูตร
A: พระเจ้าปายาสิ ได้ทดลองนำคนมาผ่ามาหาจิตว่า จิตอยู่ตรงไหน ก็หาไม่เจอ บอกคนที่ทำความดีคิดว่าเขาจะไปสวรรค์แล้วกลับมาบอก ก็ไม่มีใครมา จึงมีความเชื่อว่า “แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี” ความเชื่อเช่นนี้เป็น "มิจฉาทิฎฐิ" เป็นการหาจิตโดยไม่แยบคาย
Q: คำตอบจากพระกุมารกัสสปะ วิธีหาจิตให้แยบคาย
A: จะหาจิตโดยใช้เครื่องมือที่เห็นได้ด้วยตา หูฟังได้ด้วยเสียงไม่ได้ เพราะจิตเป็นนาม เปรียบดังเคาะสังข์แล้วจะออกให้เป็นเสียง มันไม่ได้ วิธีหาจิตนั้นมีอยู่ คือใช้การตรวจสอบด้วยตาทิพย์ โดยเราจะต้องมีปัญญา หากเราไม่มี ก็ให้อาศัยความเชื่อ อาศัยคนที่มีปัญญา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 13 Sep 2025 - 57min - 426 - จิตที่เหนือเวทนา [6836-7q]
Q: วิธีพิจารณาเวทนาขณะเจ็บป่วย
A: คนเราตายได้ง่าย เป็นข้อที่เราต้องตระหนัก ความกลัวตายมี 2 แบบ คือ ความกลัวที่เป็นอกุศล ก็คือความกลัวที่จะตาย และความกลัวที่เป็นกุศล คือกลัวตกนรก ความกลัวตกนรกนี้เป็นกุศล เพราะจะทำให้เราตระหนักว่าเรายังมีบาปอกุศลกรรมใดหรือไม่ ที่จะทำให้ไปตกนรก ถ้ามีต้องรีบละ หากเคยทำผิดศีล ก็ให้สมาทานศีลขึ้นมาใหม่ เราต้องเข้าใจว่าสิ่งใดที่ทำไปแล้ว ก็ล่วงไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขสิ่งที่เคยทำผิดไม่ได้ “อย่ากระนั้นเลย เราจะละสิ่งนั้นเสียเราจะตั้งใจทำใหม่”หากละได้แล้ว ก็ให้อยู่ด้วยปิติและปราโมทย์
Q: วิธีพิจารณาความกลัวการพลัดพราก
A: 1) พิจารณาจากของ เช่น ข้าวของเงินทอง ว่าสิ่งเหล่านี้เมื่อเราตายไปแล้วเอาไปด้วยไม่ได้ แต่หากเราตายแล้วไปเกิดเป็นเทวดา เมื่อเทียบทรัพย์ของเทวดากับเงินทอง เงินทองค่ามันน้อยมาก ๆ
2) พิจารณาจากคนคนที่เรารักมากที่สุดต่อให้เราตายไป โลกก็ต้องเป็นไปตามกรรม ใครทำกรรมดีก็ได้รับผลดี ใครทำกรรมชั่วก็ได้รับผลชั่ว
Q: วิธีตัดความกังวลใจ
A: วิธีที่ 1 เข้าสมาธิให้ลึก เราจะเข้าสมาธิที่ลึกได้ เราต้องตั้งสติ อย่ากังวลใจ อย่าเพลินไปตามอาการ เมื่อเราตัดได้จิตเราจะเป็นสมาธิ จิตจะแยกจากกายได้ ร่างกายก็จะได้พัก
วิธีที่ 2 ฟังบทโพชฌงค์และสติปัฎฐาน 4การฟังธรรมะ จะทำให้เราจิตสงบเป็นสมาธิพอเรามีปิติ มีสุข มันก็จะส่งผลให้กายมีปิติ มีสุข ไปด้วย จะทำให้ร่างกายหายได้โดยควรแก่ฐานะหรือถ้าไม่หายแล้วตาย ก็ทำให้ไปดี ไปสวรรค์และถ้าเห็นความเกิดขึ้น เห็นความดับไป จะไปนิพพานได้ ไม่ก่อน ไม่หลังจากการตาย
Q: วิธีให้จิตอยู่เหนือกาย
A: การแยกจิตกับกาย ทุกขเวทนาอยู่ที่กาย รับรู้สุขทุกข์อยู่ที่จิต เราจะแยกจิตให้อยู่เหนือจากกาย เหนือจากเวทนาที่เกิดขึ้นในกาย เราต้องเห็นว่ากายนี้เป็นของไม่เที่ยง เวทนาเป็นของไม่เที่ยง เวทนาทั้งสุขและทุกข์นั้นไม่เที่ยง เห็นบ่อย ๆ จะเกิดความหน่ายคลายกำหนัด ปล่อยวางได้ในเวทนาทั้งสุขและทุกข์ เข้าใจว่าทั้งสุขและทุกข์นั้นไม่เที่ยง ไม่ยึดถือในทั้งในสุขและทุกข์ พอเข้าใจอย่างนี้ จิตของเราก็จะเหนือจากสุขและทุกข์ทางกาย เหนือโรคภัยไข้เจ็บ เหนือจากผัสสะที่เข้ามากระทบได้
Q: รักษาใจอย่างไรดีเมื่อเพิ่งรู้ว่าทำบุญกับอลัชชี?
A: ให้ตั้งจิตไว้ว่า “ถวายแด่สงฆ์ คือหมู่แห่งผู้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า หมายเอาผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โดยมีภิกษุรูปนี้เป็นตัวแทน”ให้ตั้งจิตไว้แบบนี้ แม้ผู้ที่รับจะเป็นภิกษุทุศีล แต่ด้วยความที่เราตั้งเจตนาไว้ดี บุญก็จะส่งผลมหาศาล ซึ่งทานที่ให้ไปนั้น มันจะส่งผลทั้งก่อน ระหว่าง และหลัง ให้เราตั้งศรัทธาให้ถูก โทษของศรัทธาคือที่ศรัทธาในตัวบุคคลนั้นมีอยู่ ท่านจึงให้เราตั้งศรัทธาไว้ที่ “พุทโธ”คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ตัวพระพุทธเจ้า, “ธัมโม”คือพระธรรมไม่ใช่ตัวหนังสือแต่หมายถึงองค์ความรู้, “สังโฆ” หมายถึง หมู่ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เช่นนี้จึงจะเป็นการตั้งศรัทธาไว้อย่างถูกต้อง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 06 Sep 2025 - 56min - 425 - ปัญญาในการเห็นไตรลักษณ์ [6835-7q]
Q: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตรงไหน?
A: อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกรวมว่า “ไตรลักษณ์” เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นระบบสมมุติทั้งหมด เรียกว่า “สังขตธรรม” ลักษณะ คือ มีการเกิดปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ มีภาวะอื่น ๆ ปรากฏ ก็คือธรรมที่มีการปรุงแต่งด้วยเหตุเงื่อนไขปัจจัย ถ้าคุณไม่เห็นว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตน มันก็จะทำให้คุณ ยินดี พอใจ ยึดถือ เข้าใจว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ไปตลอด จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ พอมันเปลี่ยนแปลงไป เราจึงทุกข์ทันที ทุกข์เพราะไม่เป็นตามที่หวัง ที่เราไม่เห็น เพราะอวิชชาทำให้เราไม่เห็น เพราะพอเราเพลินพอใจ ตัณหา อวิชชา ทำงานคู่กัน ทำให้เราไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตัณหาอวิชชาทำงานคู่กัน ทำให้เราเห็นว่าเป็นนิจจัง สุขขัง อัตตา ในสิ่งที่มันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราจะรู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ ต้องเกิดตรงที่เราไม่รู้
Q: ใครเป็นผู้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
A: เราจะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ด้วยปัญญาระดับ “ภาวนามยปัญญา” เราจะมีปัญญาที่เป็นภาวนามยปัญญาได้ ต้องทำตามมรรค 8 มีศรัทธา สติ สมาธิ ความเพียร ฟังธรรมใคร่ครวญธรรมอยู่เนือง ๆ ภาวนามยปัญญาจึงจะเกิดจึงจะเห็น สิ่งที่เราเข้าใจว่านิจจัง แท้จริงเป็น “อนิจจัง” เข้าใจว่าสุขแท้จริงคือ “ทุกขัง” เข้าใจว่าเป็นตัวตนแท้จริงนั้นมันเป็น “อนัตตา”
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 30 Aug 2025 - 55min - 424 - จัดสมดุลระหว่างธรรมกับหน้าที่ [6834-7q]
Q: จะทำจิตให้สมดุลได้อย่างไรระหว่างธรรมกับหน้าที่ ?
A: เราต้องตั้งจิตให้เป็นสัมมาทิฐิก่อน ท่านให้เกณฑ์ของศีลไว้ คนที่ผิดศีล ฆ่าคน ต้องไปตกนรก การที่เราเข้าใจว่า ฆ่าคนแล้วไปสวรรค์ นั่นเป็นมิจฉาทิฐิ คนที่มีมิจฉาทิฐิแม้ตัวเองจะไม่ได้ไปออกรบเองก็จะมีคติที่ไป คือไปเกิดในนรกหรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน และการเข้าใจว่าคนที่เป็นมิจฉาทิฐิทั้งหมด ต้องไปนรกทั้งหมดนั้นมันไม่แน่ อย่าเหมา มิจฉาทิฐินั้นจะมีสุดโต่ง 2 ข้าง ข้างหนึ่ง คือ เข้าใจว่า ที่จริงต้องไปนรกแต่เข้าใจว่าไปสวรรค์ สุดโต่งอีกข้างหนึ่ง คือเข้าใจว่า ทั้งหมดต้องไปนรก ให้เรามาตรงกลาง คือ สัมมาทิฐิ ว่าอกุศลที่เราทำไปมีอยู่ มิจฉาทิฐิกับทำผิดศีลนั้นไม่ดี “อย่ากระนั้นเลย เราจะละความเข้าใจผิดนั้นเสีย แล้วเราก็จะละการผิดศีลนั้นเสีย ละการฆ่าคนนั้นเสีย ก็จะทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น”
Q: อะไรคือสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น?
A: “สิ่งที่ควรเว้น”คือ เว้นการผิดศีล เว้นมิจฉาทิฎฐิ เว้นการฆ่าคน เว้นการกระทำที่กระตุ้นราคะ โทสะ โมหะ ให้มากขึ้น “สิ่งที่ควรทำ” คือ ตั้งจิตให้อยู่ในแดนกุศล เข้าใจว่าศีลคือสิ่งที่ต้องรักษา เข้าใจว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เมื่อเคยทำผิดศีลแล้วต่อมาเข้าใจถูก ก็เลิกพูดในสิ่งที่ผิด (ในที่นี้คือ เลิกพูดว่าฆ่าคนแล้วได้ไปสวรรค์) เมื่อทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้นอย่างนี้แล้ว นั่นคือช่องทางที่เราจะดำเนินชีวิต ก็จะสามารถที่จะถึงกระแสพระพุทธเจ้า เป็นโสดาบันได้
Q: แล้วควรจะทำอย่างไร?
A: ให้เข้าใจว่าเราไม่ได้ทำกิจนั้นตลอดเวลา ให้ตั้งจิตให้เป็นกุศล ทำจิตไว้ให้ดี ตั้งเจตนาให้ถูก ให้เข้าใจว่าถึงยังไงก็แก้ไขได้ ไม่ใช่ว่าผิดศีลแล้วคือผิดหมด ให้เข้าใจว่าแม้ผิดศีลก็แก้ไขได้
Q: วางจิตทำหน้าที่ต่างกัน ผลต่างกันหรือไม่?
A: ท่านอุปมาไว้ดังรอยกรีด หากวางจิตเพื่อป้องกัน ไม่ได้มุ่งทำร้าย ก็อุปมาดังรอยกรีดบนน้ำ หากวางจิตที่หมายจะเอาชีวิต ฆ่าฟัน ก็อุปมาดัง รอยกรีดบนหิน ที่จะให้ผลหนัก
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 23 Aug 2025 - 55min - 423 - เหนือโลกแบบไม่หลุดโลก [6833-7q]
Q: วิธีเจริญสติในเวลาทำงานทำอย่างไร?
A: เราต้องมีเครื่องระลึกถึงคือ “สติ” ในทุก ๆ อิริยาบถ ไม่ขัดเคือง มีเมตตาให้คนอื่น เวลาทำงานถ้ากิเลสเพิ่ม นั่นคือไม่มีสติในการทำงาน เวลาทำงานถ้ากิเลสลด นั่นคือมีสติในการทำงาน
Q: พระเครื่องไม่มีในพระพุทธศาสนาใช่ไหม?
A: มีหลังจากที่พระพุทธเจ้าท่านปรินิพพาน สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณของท่าน โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราควรทำ คือเดินตามทางมรรค 8 ไม่ใช่ห้อยพระ เพื่ออยากให้บันดาลสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้
Q: “สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ที่คิดได้รู้สึกได้ว่าเป็นตัวตน” และ “สิ่งที่ถูกหลอกว่าเป็นตัวตน” นั้นคือสิ่งใด?
A: สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนคือ“ขันธ์ 5” สิ่งที่ถูกหลอกว่าเป็นตัวตนคือ “จิต” จิตหลอกตัวเองว่าจิตเป็นของเรา แล้วจิตก็หลอกตัวเองไปยึดถือขันธ์ 5 โดยความเป็นตัวตน ว่านั่นเป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา มันล๊อกกันอยู่ 2 ชั้น ให้เราพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน เมื่อเห็นตรงนี้จะคลายความยึดถือและปลดล๊อกได้ ให้เรารักษาจิต ด้วยสติ ศีล สมาธิและปัญญา เมื่อความจริงปรากฏว่าจิตก็ไม่เที่ยง เมื่อเห็นความไม่เที่ยง จิตก็จะละเอียดลงๆ หลุดพ้นจากความยึดถือ อวิชชาที่อยู่ที่จิตก็จะดับไป และสิ่งเหลืออยู่ ก็คือจิตที่บริสุทธิ์นั่นเอง
Q: การใช้ชีวิตตอนอยู่นอกคอร์สปฏิบัติธรรม ?
A: เมื่อเรายังต้องอยู่ในสังคม สิ่งที่สำคัญ คือ “จิตใจ” ให้อยู่เหนือโลก เหนือผัสสะที่จะมาทำให้เราสุข ทุกข์ ขัดเคือง ลุ่มหลง ให้เหนือจากสิ่งเหล่านี้ด้วยสติสัมปชัญญะ เหนือด้วยสติปัญญา อย่าทำตัวเป็นคนหลุดโลกคือไม่สนคนอื่นหรือทำตัวประหลาด ให้ดูว่าเพื่อนที่ไปด้วยว่าเป็นกัลยาณมิตรไหม ชวนคุยเรื่องธรรมะหรือหากคุยเรื่องงานก็ให้คุยด้วยสัมมาวาจา หากคำพูดใดที่จะทำให้อกุศลเกิดก็อย่าพูด
Q: คนเลือกเกิดได้หรือไม่ ?
A: ทั้งได้และไม่ได้ หากเราทำดีรักษาศีล ก็เลือกเกิดไปสวรรค์ได้ หากเราผิดศีล ก็คือเลือกเกิดไปนรก หากจะเลือกไม่เกิดเลย ก็ต้องปฏิบัติตามรรค 8 จะไปนิพพานได้ หรือหากหมายถึงเลือกเกิดได้ แบบอยากรวย สวย หล่อ ต้องตั้งจิตอธิฐาน ซึ่งอาจจะได้หรือไม่ได้ก็ได้ ไม่แน่นอน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 16 Aug 2025 - 56min - 422 - อุปสมบทวิบัติ [6832-7q]
Q: ถ้าอุปัชฌาย์ปาราชิกจะมีผลต่อการบวชอย่างไร?
A: ท่านบัญญัติไว้ว่าเหตุที่จะบวชไม่สำเร็จ คือ “วิบัติ 4 ประการ”
1) วัตถุวิบัติ คือ คนที่บวช พ่อ แม่ไม่อนุญาตให้บวช อายุต่ำกว่า 20 ปี เป็นโรคเรื้อน โรคมงคร่อ โรคลมบ้าหมู อวัยวะไม่สมประกอบ เคยถูกหลวงลงอาญาและไม่ใช่คน จึงต้องมีการไต่ถาม ตรวจสอบ ถ้ารู้ก่อนไม่ให้บวช คือ คนที่ไม่มีบาตร มีหนี้ ติดคดีความ ถ้ารู้ภายหลังต้องให้สึก คือเคยทำอนันตริยกรรม มีอวัยวะสองเพศ กะเทย ขันที การที่มารู้ทีหลัง คนที่บวชให้จะอาบัติ แต่พระที่บวชมาแล้วไม่อาบัติ
2) บริษัทวิบัติ ในหมู่พระขณะที่บวชนั้น จะต้องมีพระที่ไม่ปาราชิกเกิน 5 รูป ของพระที่อยู่ในในหัตถบาท และหากมีคนที่ไม่ใช่พระอยู่ในนั้น ก็วิบัติเช่นกัน
3) สีมาวิบัติ สถานที่ที่ใช้ในการบวชต้องได้รับการสมมติสีมาขึ้นอย่างถูกต้อง พระที่อยู่ในเขตสีมา ต้องอยู่ในหัตถบาส แต่ถ้าอยู่ในเขตสีมา แต่อยู่นอกหัตถบาสถือว่าบริษัทไม่บริสุทธิ์
4) กรรมวาจาวิบัติ ถ้าคนที่จะมาบวช กล่าวไม่ถูก กล่าวผิด ถือว่าวิบัติ
Q: ใครคืออุปัชฌาย์?
A: อุปัชฌาย์ หมายถึง ผู้นำเข้าหมู่ ตอนแรกกฎยังไม่มาก ภายหลังพอกฏระเบียบมากขึ้นก็ต้องมีผู้แนะนำสั่งสอน ผู้สั่งสอนและนำเข้าหมู่จึงเรียกว่า “พระอุปัชฌาย์” แต่บางทีพระอุปัชฌาย์อาจจะไม่ได้สอน ก็จะมีพระอาจารย์เป็นผู้สอน
Q: การจัดคอร์สในปัจจุปันมีที่ไหนบ้าง?
A: สถานที่จัด: วัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) จ.บึงกาฬ วันที่ 6-14 ธันวาคม 2568และวันที่ 21 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2569การเดินทาง : เดินทางได้ด้วยรถทัวร์และเครื่องบิน ลงที่สนามบินอุดรธานี มีรถไปรับ (นัดเวลากันอีกครั้ง) ท่านสามารถสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.panya.org
Q: ธรรมะข้อใดที่สามารถนำมาใช้ในช่วงสงครามนี้
A: ให้จิตของเราไปตามกระแสของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วรักษาจิตเราให้ดี รักษาศีลให้ดี ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 09 Aug 2025 - 55min - 421 - อาชีวะของภิกษุ [6831-7q]
Q: อาชีวะของภิกษุ เรื่องการซื้อการขาย
A: พระห้ามซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนของด้วยตัวเอง เพราะผิดพระวินัย แต่หากมีไวยาวัจกร ทำหน้าที่ซื้อขายแทน สามารถทำได้
Q: วัตถุอนามาส วัตถุที่ไม่ควรแตะต้อง
A: วัตถุอนามาส เป็นของที่พระไม่ควรแตะต้องเพราะจำทำให้เกิดกิเลสได้ง่าย ได้แก่ 1) ศาสตราวุธ 2) เครื่องดักสัตว์ 3) วัตถุของมีค่า 4) เครื่องประโคมดนตรี 5) สัตว์เดรัชฉานตัวเมีย รวมถึงกะเทย ผู้หญิง เครื่องแต่งกายหญิง ตุ๊กตาที่เป็นผู้หญิง 6) ข้าวเปลือกหรือผลไม้ที่ออกรวงออกผลแล้ว
Q: ภิกษุกับการขับรถยนต์
A: ไม่มีระบุไว้ในพระวินัย แต่ความเห็นของอรรถกถาจารย์ในประเทศไทยห้ามพระขับรถ
Q: การดูแลบิดามารดาที่แก่เฒ่า
A: ท่านอนุญาตเรื่องการดูแล คือ การอำนวยความสะดวก เช่น หาคนมาดูแลท่าน การนำอาหารที่บิณฑบาตมาด้วยปลีแข้งของตัวเองเอาไปให้ ท่านอนุญาตให้เท่านี้ เกินกว่านี้จะอาบัติ
Q: เมื่อพระป่วยจะฉันอย่างไร?
A: สิ่งที่ท่านฉันได้หลังเที่ยง คือ น้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านความร้อนไม่เติมน้ำตาลและน้ำเปล่า ท่านสามารถฉันได้โดยไม่ต้องมีเหตุ แต่ถ้าจะฉันเพื่อระงับเวทนา ท่านก็ให้พิจารณาก่อนค่อยฉัน ได้แก่ เภสัช5 น้ำต้มเนื้อเอาแต่น้ำ ข้าวยาคูแค่น
Q: ที่นอน
A: ที่นอนเตียงตั่งพระห้ามสูงเกินเอว ห้ามนอนเตียงตั่งยกสูง ห้ามไม่ให้เท้าของตั่งหรือเตียงเป็นรูปสัตว์หรือประดับด้วยทอง ฟูกต้องเป็นขนาดที่นอนได้คนเดียวห้ามหนาเกินคืบ หมอนต้องเป็นหมอนที่หนุนได้คนเดียว ห้ามมีหมอนข้าง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 02 Aug 2025 - 56min - 420 - พิจารณาถูกไม่หลงทาง [6830-7q]
Q : วิธีเช็คจรรยาบรรณจริยธรรมในจิตเป็นอย่างไร?
A : ใช้มรรค 8 เป็นเกณฑ์ ท่านให้พิจารณาไตร่ตรอง ใคร่ครวญ โยนิโสมนสิการ ด้วยจิตที่เป็นสมาธิถึงความไม่เที่ยงอยู่เนือง ๆ เมื่อเราพิจารณาอยู่เนือง ๆ ความเข้าใจบางประการจะเกิดขึ้น แจ่มแจ้งขึ้นว่า เราไม่ควรทำอย่างนั้น แล้วเราจะกลับตัวได้ เราจะเตือนตนด้วยตนได้ ยิ่งเรากลับตัวได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ถ้าหากเราเตือนตนด้วยตนไม่ได้ก็ต้องให้คนอื่นเตือน สังคมเตือน การลงโทษหรือตกนรก
Q : การพยากรณ์ต่อวัสสการพราหมณ์จะเป็นใครในอนาคต
A : วัสสการพราหมณ์ ในโคปกโมคคัลลานสูตร ในอรรถกถาเขียนไว้ว่าพราหมณ์ท่านนี้ปรากฏว่าไปเกิดเป็นลิง เพราะเหตุที่สมัยหนึ่งเดินลงมาจากเขาคิชฌกูฏ เห็นพระมหากัจจายนะแล้วบอกว่าเหมือนลิง พระพุทธเจ้าท่านได้กล่าวว่า “ถ้าขอขมาจะเป็นการดี ถ้าไม่ได้ขอขมาหลังจากตายแล้วจะไปเกิดเป็นลิง” แต่เขาไม่ทำตาม
Q : วางจิตอย่างไรต่อข่าวในทางไม่ดีของพระ
A : “สงฆ์” แปลว่าหมู่ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรเหมา การเหมาว่าพระทุกรูปจะเป็นแบบนี้ จะทำให้สรณะของเราเศร้าหมอง ให้เราขอขมาพระรัตนตรัย ด้วยการตั้งจิตแล้วขอขมาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอตั้งจิตเราต่อสรณะ 3 อย่างนี้ ไม่ควรติเตียนใคร ใครทำกรรมก็ได้ผลของกรรมนั้นไป
Q : ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแสดงให้ใครฟัง แสดงที่ไหน?
A : แสดงไว้ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี แสดงธรรมให้แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 และเทวดาท่านก็ได้ยืนฟังด้วย
Q : อนาถบิณฑิกเศรษฐีทุบศาลพระภูมิมาจากสาเหตุใด?
A : อาจจะเป็นตอนที่จากเศรษฐีเป็นยาจก เรื่องราวทีสอดคล้องคือมาในนิทานธรรมบท ที่มีเทวดาตนหนึ่งอยู่ที่ซุ้มประตูบ้านของท่านบอกว่า ถ้าท่านยังให้ทานอยู่ท่านจะจนลงไปอีก ท่านเศรษฐีจึงทุบซุ้มประตูทิ้ง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 26 Jul 2025 - 59min - 419 - ศาสนาเสื่อมได้เจริญได้ [6829-7q]
Q : พุทธศาสนาในปัจจุบันนี้เจริญขึ้นหรือเสื่อมลง?
A : คำสอนหากมีคนนำมาทำนำมาปฏิบัติย่อมเจริญ แต่หากไม่มีคนนำมาทำนำมาปฏิบัติ คำสอนก็จะเสื่อมลง เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับการนำมาใช้งาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำสอน ท่านกล่าวไว้ว่า “ธรรมะที่จะทำให้เจริญได้ คือ ความไม่ประมาท”เป็นประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและต่อไป ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
Q : ศาสนาเดียวกันแต่ทำไมปฏิบัติต่างกัน
A : ความแตกต่างกันมีอยู่แล้ว เพราะท่านสอนไว้หลายอย่าง ครูบาอาจารย์แต่ละท่าน ท่านชำนาญด้านไหนท่านก็สอนด้านนั้น
Q : หลักการในการพิจารณาว่าอะไรเป็นธรรมวินัยตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
A :หากเราได้ยินได้ฟังจากใครก็ตาม แล้วเขาบอกว่านี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เรารับฟังไว้ก่อน แล้วกำหนดบทอรรถและพยัญชนะให้ถูกต้อง จากนั้นนำไปเทียบเคียงในพระสูตรและพระธรรมวินัย ว่าเข้ากันได้ลงรับกันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ให้ละทิ้งคำเหล่านั้นเสีย ถ้าได้คำสอนนั้นก็สามารถนำมาปฎิบัติได้
Q : สายมูกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
A : เราต้องรู้จักใคร่ครวญ พิจารณา แยกแยะ คือ โยนิโสมนสิการ พิจารณาตามมรรค 8 ตามหลักอริยสัจสี่ เราจะสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนดีเป็นกุศลหรือสิ่งไหนไม่ดีเป็นอกุศล
Q : ทำพิธีแก้กรรม แก้กรรมได้จริงหรือไม่?
A : ทำให้สิ้นกรรมทำได้ แต่เราต้องทำด้วยตัวเอง คนอื่นจะทำให้ไม่ได้ การที่เราจะทำให้สิ้นกรรมได้ คือ การทำกรรมดี ทำตามระบบของมรรค 8 เราจะอยู่เหนือกรรมดีกรรมชั่วได้ เรียกว่า “สิ้นกรรม”
Q : ทำไมในสมัยปัจจุบันจึงมีผู้บรรลุพระอรหันต์ได้น้อยกว่าสมัยพุทธกาล
A : ท่านเปรียบดัง ทองคำแท้ คือ “สัทธรรม”และ ทองคำปลอม คือ ”สัทธรรมปฏิรูป”เมื่อไหร่ที่มีทองคำปลอมเกิดขึ้น ทองคำแท้ก็จะลดลง ที่เรารู้สึกลดลงเพราะมีทองคำปลอมอยู่มาก ดังนั้นเราจะรักษาสัทธรรมได้ด้วยการกลับมาที่คำสอนโยนิโสมนสิการด้วยปัญญา ด้วยการใช้มรรค 8 เป็นตัวตรวจสอบ
Q : วิธีดูที่พึ่งที่แท้จริง / ทองคำแท้ ทองคำปลอม
A : ใช้มรรค 8 เป็นเครื่องมือตรวจสอบ พิจารณาใคร่ครวญด้วยปัญญา ประกอบด้วยการทำการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่อยู่แล้ว เราต้องเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 19 Jul 2025 - 58min - 418 - ปรับมุมมองเปลี่ยนชีวิต [6828-7q]
Q: ไม่ควรไว้ใจในคนไม่คุ้นเคย แม้คนคุ้นเคยก็ไม่ควรไว้ใจ หมายความเช่นไร?
A: หมายความว่า ไม่ประมาทแม้ในคนที่คุ้นเคยหรือไม่คุ้นเคย คือให้เราระมัดระวัง ทั้งทาง กาย วาจา ใจ ก่อนที่เราจะคิด พูดหรือทำสิ่งใด กับทั้งคนที่คุ้นเคยหรือไม่คุ้นเคย เช่น หากเรามีความคุ้นเคยกับเพื่อนของเรา ก็ไม่ใช่ว่าเราจะถือวิสาสะ พูดไม่ถนอมน้ำใจเขา หรือ เรื่องของศรัทธา ศรัทธานั้นดีแต่โทษของศรัทธาก็มี คือในข้อดีก็มีข้อที่ต้องระวัง ให้รักษาความไม่ประมาทด้วยสติ รักษากันด้วยธรรมะ เราก็จะอยู่ได้กับทั้งคนที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคย
Q: ขอทราบวิธีรับมือกับบุพการีที่มีอารมณ์แปรปรวน
A: ให้อดทน ให้มีเมตตา มุทิตา กรุณาและอุเบกขาต่อท่าน นึกถึงตอนที่ท่านเลี้ยงเรามา หน้าที่ ที่เราต้องกระทำต่อท่าน คือ ประดิษฐานให้ท่านมีศีล ศรัทธา จาคะและปัญญา ถ้าท่านยังไม่มี ต้องทำให้มี หาโอกาสเมื่อท่านพร้อมรับฟัง ท่านอารมณ์ดีตอนไหนก็ทำตอนนั้น
Q: นั่งสมาธิแล้วเกิดไอเดียดี ดีหรือไม่อย่างไร?
A: คำว่า ”ดี” ในที่นี้ไม่ใด้หมายถึงสุขเวทนา แต่หมายถึงความคิดที่ไม่ได้เป็น กาม พยาบาท เบียดเบียน คือถ้าคิดเรื่องที่เป็นกุศลสามารถคิดได้ เราสามารถใช้ประโยชน์จากสมาธิกับการเรียนหรือการทำงานก็ได้ แต่ที่ท่านเน้นสอนคือใช้มาในแนวทางของการพิจารณาความไม่เที่ยง การหลุดพ้น จะได้ประโยชน์สูงสุด
Q: สติคือการระลึกได้แล้วสติใช่ความคิดหรือไม่?
A: สติ คือ“ระลึกถึงที่ทำ จำคำที่พูดแล้วแม้นานได้” ส่วนความคิดไม่ใช่สติ แต่การระลึกถึงความคิดได้นั้นคือ “สติ”
Q: เมื่ออายุมากขึ้นควรปรับการนั่งสมาธิอย่างไร?
A: การปฏิบัติธรรมอยู่ที่จิต ไม่ได้ติดอยู่กับรูปแบบ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ปฏิบัติได้หมด
Q: เมื่อป่วยจนต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต ธรรมะข้อใดสามารถนำมาใช้ได้
A: ให้เราเปลี่ยนทิฏฐิคือมุมมอง ให้มองไปในทางที่จะทำให้เกิดประโยชน์ เกิดธรรมะ พอเราเปลี่ยนมุมมอง เราจะพัฒนาไปต่อได้
Q: กายคตาสติคือการน้อมไปคิดเหมือนจินตนาการใช่หรือเปล่า?
A: เราจะมีสติอยู่กับอะไรก็ตาม ต้องมีอยู่ 2 ส่วน คือ สติและเรื่องที่เราจะไปมีสตินั้น ในที่นี้เราคิดไปในกายคตาสติ คือการเห็นกายเป็นของไม่สวยงาม เป็นของปฏิกูล แนวทางการคิดที่ท่านสอนไว้ คือการคิดแบบโยนิโสมนสิการ คือการคิดด้วยจิตที่เป็นสมาธิเป็นอารมณ์อันเดียว แต่ถ้าจิตไม่เป็นอารมณ์อันเดียว ความคิดนั้นคือฟุ้งซ่าน
Q: ใช้บทสวดมนต์แทนการนึกภาพ ในการสร้างวิตกวิจารหรือสัมมาสังกัปปะได้หรือไม่?
A: ได้ การที่เราใช้บทสวดมนต์เป็นที่ระลึกถึงนั้นเป็นธัมมานุสติ จะทำให้เรามีความดำริ ที่เป็น“สัมมาสังกัปปะ”การที่เราระลึกถึงบทสวดมนต์ เป็นการระลึกชอบ เป็นสัมมาสติ มีความเพียรเป็นกำลังที่เรามาใส่ในความระลึกถึงก็เป็นสัมมาวายามะ เพราะฉะนั้นเราจะใช้เครื่องมืออะไรก็ได้ ตามที่ท่านได้ให้แนวทางไว้ เพื่อที่จะให้จิตเรามีที่ตั้ง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 12 Jul 2025 - 55min - 417 - กำจัดความไม่รู้ด้วยความรู้ [6827-7q]
Q: อะไรเป็นผู้ที่คิดนึกปรุงแต่ง?
A: ไม่มีอะไรเข้าไปปรุง จิตเป็นกระแสต่อเนื่องกันมา ๆ มีสภาวะเป็นภาพลวงตา การที่เราเข้าใจว่าจิตเข้าไปปรุงแต่งนั้น เราเข้าใจผิด เพราะเราไม่รู้ว่าถูกคืออะไร ซึ่งความเข้าใจผิดนั้นความไม่รู้นั้น คืออวิชชา เราจะดับอวิชชาได้ เราต้องเห็นความไม่เที่ยง เห็นกฎของไตรลักษณ์ เข้าใจว่าสังขารการปรุงแต่งทั้งหมดคืออวิชชา พอเราเห็นความไม่เที่ยง ละอวิชชาได้ รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ควรยึดถือแล้ว เราก็วางละความยึดถือในสิ่งนั้น เราก็จะพ้นทุกข์ได้
Q: ทำไมจึงอยากพ้นทุกข์ ทั้งที่ก็ยังทำกิจที่เป็นทุกข์อยู่?
A: กิจที่ควรทำกับทุกข์ คือทำความเข้าใจในทุกข์และยอมรับมัน ไม่ใช่ว่าหนีจากมัน หนีจากทุกข์ แต่สิ่งที่ไม่ดีที่เราต้องหนีต้องละ นั่นคือตัณหา พอเราละตัณหา เข้าใจทุกข์ยอมรับทุกข์ ทุกข์ก็จะไม่มาเป็นทุกข์ เรียกว่า “พ้น” จากกัน
Q: ข้าวหมากถวายพระได้ไหม?
A: ถวายได้และรับได้ ส่วนการฉัน ท่านได้บัญญัติไว้ว่า “ห้ามดื่มสุรา” แต่ก็มีข้อยกเว้น ในกรณีที่พระท่านอาพาธ ท่านให้ฉันได้ โดยให้พิจารณาว่าฉันเป็นยา เจตนาคือฉันเพื่อระงับเวทนา
Q: ทำดีจะสามารถลบล้างความชั่วได้หรือไม่?
A: ถ้าทำกรรมดีในลักษณะที่เป็นมรรค 8 มรรค 8 จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้สิ้นกรรม เข้าสู่นิพพานได้ ทั้งนี้จะต้องไม่เคยทำอนันตริยกรรมมาก่อน เพราะหากเคยทำจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นก่อนจึงจะค่อยเหนือความชั่วอื่น ๆ ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 05 Jul 2025 - 54min - 416 - ทุกข์เพราะพลัดพราก [6826-7q]
Q: ทำบุญ/แผ่เมตตาอย่างไรคนตายจึงจะได้รับและเมื่อตายจะได้เจอกันหรือไม่?
A: ท่านได้กล่าวไว้ว่า“เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา” เราจึงต้องพิจารณาไว้ก่อนแล้ว แม้เขาจะตายจากเราไป แต่ความดีเขายังอยู่ เมื่อการร้องไห้คร่ำครวญไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เราจึงควรหาทางอื่นที่เป็นทางออก เราควรทำความดีทั้งทาน ศีล ภาวนา พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เข้าใจตามความเป็นจริง เราก็จะพ้นจากทุกข์ได้
Q: ปัจจัยสี่ประการที่จะทำให้ได้เจอกัน
A: ท่านได้ตรัสไว้ถึงเหตุปัจจัย 4 ประการ คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ต้องเสมอกัน ถ้าไม่เสมอกันจะไม่เจอกัน คือสิ่งที่จะทำให้เกิดบุญและให้ไปอยู่คนละที่ นั่นเอง
Q: พระโพธิสัตว์จากนิทานธรรมบทมีในดินแดนอื่นนอกเหนือชมพูทวีปหรือไม่?
A: ในหลักฐานตามตำราคัมภีร์ไม่ได้กล่าวถึงบริเวณอื่นนอกจากชมพูทวิป
Q: เราใส่เหรียญลงในบาตรประจำวันเกิดกันทำไม?
A: เป็นวัฒนธรรมของคนไทยที่หล่อหลอมรวมกันกับพุทธศาสนา ที่เพิ่งมีในสมัยนี้ ที่ได้ทำบุญด้วยการให้ทาน
Q: ธรรมะข้อใดสำหรับคนที่กำลังตกงาน?
A: สังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย 1) ทาน คือการให้ทั้งสิ่งของและความรู้ คำแนะนำ 2) ปิยวาจา คือไม่นินทา พูดจาไพเราะ 3) อัตถจริยา คือประพฤติประโยชน์คือขวนขวายช่วยเหลือ และ 4) สมานัตตตา คือเสมอต้นเสมอปลาย วางตนให้เหมาะสมกับฐานะ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 28 Jun 2025 - 55min - 415 - สมาธิชนิดที่เกิดปัญญา [6825-7q]
Q: ปฏิบัติธรรม ร้องเพลงได้ไหม ?
A: สำหรับผู้ที่รักษาศีล 5 ร้องเพลง ฟังเพลงได้ แต่หากเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่รักษาศีล 8 ท่านห้ามเอาไว้ สำหรับนักบวช การที่มีเสียงขึ้นลงนั้นท่านให้ได้มากที่สุดคือการสวดทำนองสรภัญญะ ส่วนเนื้อเพลงท่านให้ได้แค่แต่งกลอน ที่ท่านห้ามไว้เพราะหากฟังเพลงร้องเพลงแล้ว ความเพลินความพอใจ มันจะมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่ท่านสอนคือให้เราลดกามลง
Q: อรูปราคะในสังโยชน์เบื้องสูงหมายถึงอะไร?
A: ภพ แบ่งเป็น “กามภพ”คือ สภาวะที่ชุ่มอยู่ด้วยกาม หากละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 อย่างได้ จะเป็นพระโสดาบัน เกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ แต่ยังอยู่ในกามภพ, “รูปภพ”คำว่า รูปในที่นี้หมายถึง รูปฌาน คือสมาธิขั้นที่ 1-4 หากยังยินดีในฌานสมาธินั้นอยู่ นั่นคือรูปราคะ, “อรูปภพ”คือ ตั้งแต่สมาธิขั้นที่ 5 ขึ้นไป ซึ่งก็คือ อรูปฌาน และถ้าเรายังมีความยินดีพอใจในสมาธิขั้นสูงนี้ นั่นคืออรูปราคะ
Q: สมาธิแบบไหนทำให้เกิดปัญญา?
A: สมาธิชนิดที่เป็นสัมมาสมาธิ หมายถึง มีองค์ 7 อย่าง แวดล้อมจิตที่เป็นหนึ่งอยู่ จิตที่เป็นหนึ่งนั้นเรียกว่า สัมมาสมาธิ ซึ่งจะมีปัญญาอยู่ในนั้น มีสมาธิ มีปัญญา จะเป็นที่ตั้งของวิชชาและวิมุตหลุดพ้นได้
Q: คนที่เนรคุณผิดศีลหรือไม่?
A: ถ้าเขาเนรคุณแล้วไม่ได้ทำผิดศีล เขาก็ไม่ผิดศีล แต่เนรคุณเป็นบาปที่ละเอียด เราต้องใช้เครื่องมือที่ละเอียดจึงจะกำจัดได้ จะกำจัดเนรคุณได้ ก็ด้วยความรู้คุณ
Q: ความแตกต่างของสีลัพพตปรามาส กับ สีลัพพัตตุปาทาน?
A: “สีลัพพต” คือ ศีล (ความเป็นปกติ) และ พรต (ข้อปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งของนักบวช), “ปรามาส” คือ การจับต้อง ยึดมั่น ลูบคลำ, “อุปาทาน” คือ ความยึดถือ เมื่อยึดถือในศีลและพรต นั่นคือ “สีลัพพตตุปาทาน” เมื่อนำยึดมั่นในศีลและพรต นั่นคือ “สีลัพพตปรามาส”
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 21 Jun 2025 - 54min - 414 - พิจารณากายเพื่อละกาย [6824-7q]
Q: ควรวางจิตอย่างไรเมื่อจิตติดในการพิจารณากาย?
A: ในการพิจารณากาย ท่านเปรียบไว้กับคนฆ่าโค ที่เขาจะแบ่งเนื้อออกเป็นส่วน ๆ แล้วเปรียบมาที่ตัวเราว่า เมื่อแยกตัวเราออกแล้ว แล้วตัวเราอยู่ตรงไหน หากขณะที่เราแยกออก แล้วเราสงสารวัว เรายังข้ามจุดนี้ไปไม่ได้ ก็อย่ากินสัตว์ใหญ่ พิจารณาว่าเขาฆ่าเจาะจงเพื่อเราหรือไม่ หากเห็น ได้ยิน และสงสัยว่าเขาจะฆ่าเจาะจงเพื่อเรา ก็อย่ากิน พิจารณาว่าการที่เรามีกรุณาต่อมันนั้นดีแล้ว ให้ใช้อุเบกขาเพื่อไม่ให้จิตเราเศร้าหมอง
Q: ศีลอุโบสถรักษาอย่างไรที่ไหน?
A: สามารถทำที่ไหนก็ได้ เพราะศีลอยู่ที่กาย วาจา โดยมีเจตนาเป็นตัวนำ โดยตั้งจิตไว้ว่า พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์ท่านรักษาศีลไว้ดีแล้วตลอดชีวิต เราจะเอาวันหนึ่งคืนหนึ่ง เช่นนี้ เราก็ได้ชื่อว่าได้อยู่ใกล้ท่านวันหนึ่งคืนหนึ่ง จะเป็นการปฏิบัติบูชาที่ดีมาก
Q: การพิจารณากายคตาสติ ทำไมต้องเห็นกายเป็นปฏิกูลและไม่ปฏิกูล?
A: หนึ่งในการพิจารณากายคือ การพิจารณาโดยความเป็นของทั้งปฏิกูลและไม่ปฏิกูล โดยท่านให้แนวทางพิจารณาไว้ คือ เห็นว่าสิ่งปฏิกูลไม่ปฏิกูล, เห็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลเป็นปฏิกูล, เห็นสิ่งที่ปฏิกูลโดยทั้งเป็นปฏิกูลและที่ไม่ปฏิกูล, เห็นสิ่งที่ไม่ปฏิกูลโดยทั้งเป็นปฏิกูลและที่ไม่ปฏิกูลและไม่เห็นทั้ง 2 อย่าง แต่เห็นโดยความเป็นอุเบกขา เราพิจารณาเพื่อให้เห็นตามจริง เพื่อละราคานุสัย เพื่อละปฏิฆานุสัย เพื่อกำจัดอวิชชาให้หมดไป
Q: เข้าสมาธิแล้วมีอาการเจ็บหน้าอกควรแก้ไขอย่างไร?
A: ควรปรึกษาแพทย์ก่อน หากตรวจแล้วร่างกายปกติ ค่อยมาพิจารณาว่าการเจ็บเป็นอาการอย่างหนึ่ง เป็นสภาวะจิตที่เราข้องอยู่ จะข้ามปัญหานี้ได้ คืออย่าไปใส่ใจมัน เพราะจิตเราเมื่อน้อมไปในสิ่งไหนสิ่งนั้นจะมีพลัง ถ้าเราไม่น้อมไปในสิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง เราก็จะข้ามตรงนี้ไปได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 14 Jun 2025 - 56min - 413 - พระวินัยพระกับสตรี [6823-7q]
Q: สตรีควรปฏิบัติตนกับพระภิกษุอย่างไรจึงถูกต้องเหมาะสมตามหลักพระวินัย
A: สำหรับพระภิกษุท่านสอนว่า อย่าไปพูด คุยหรือมองสตรี หากต้องพูดคุย ต้องทำอย่างมีสติ ทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ สำหรับสตรีไม่ควรเข้าไปใกล้พระ
Q: เรื่องของสัมผัสทางกาย
A: พระและสตรี ไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกัน ทั้งกายและของที่เนื่อง ด้วยกายคือของที่ต่อจากตัว เช่น เส้นผม เสื้อผ้า ทั้งนี้ หากท่านไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้มีจิตกำหนัด ท่านไม่ผิด สำคัญที่เจตนา แต่หากท่านมีจิตกำหนัด แปรปรวน รักใคร่ ทั้งทางกายและทางใจ ถือว่าเป็น “อาบัติสังฆาทิเสส” นอกจากนี้พระยังไม่ควรแตะต้องเงินทอง อัญมณีและสิ่งของที่มีมูลค่ามาก เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นวัตถุอนามาสพระสงฆ์ไม่ควรแตะต้อง
Q: การนั่งอยู่ในที่เดียวกัน
A: พระและสตรีไม่ควรนั่งหรือนอนในที่เดียวกัน ไม่ว่าที่แห่งนั้นจะมีสตรีคนเดียวหรือหลายคนก็ตาม หากมีพระอยู่รูปเดียวโดยไม่มีชายที่รู้เดียงสาหรือมีพระอื่นอยู่ด้วย ถือว่าอาบัติปาจิตตีย์ แต่หากท่านยืนขึ้น ท่านจะพ้นจากอาบัติข้อนี้ได้
Q: การเดินทางไกลด้วยกัน
A: พระกับสตรี ห้ามเดินทางด้วยกันลำพัง ต้องมีผู้ชายหรือพระรูปอื่นไปด้วย
Q: การถ่ายรูปคู่กัน
A: ตอนถ่ายรูปให้มีคนอื่นอยู่ด้วย คือการถ่ายรูปไม่ผิดธรรมวินัยอยู่แล้ว
Q: การพูดการฟังที่ปรารภเรื่องที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม และสถานที่พูด
A: การพูด ไม่พูดคำพูดที่ทำให้มีจิตกำหนัด ไม่พูดชักสื่อให้ชายหญิงอยู่ร่วมกัน ไม่พูดกระซิบข้างหู สถานที่ แบ่งเป็นที่สาธารณะ (เช่น สนามบิน ศาลาปฏิบัติธรรม คือเป็นสถานที่ที่ใครจะเข้ามาก็ได้) และที่ลับหูลับตา, ที่ไม่ลับตาแต่ลับหู(เห็นอยู่ไกลคนอื่นไม่ได้ยินว่าพูดอะไรกัน) ซึ่งสถานที่แบบนี้มักจะมีปัญหา เพราะคนมองไม่เห็น บางทีมีการสัมผัสกัน อาจมีคำพูดที่ไม่เหมาะสม เช่น การยั่วเย้าไปในทางเพศสัมพันธ์ อาจจะมีอาบัติและถูกโจษได้
Q: การแสดงธรรมแก่มาตุคาม
A: ห้ามแสดงธรรมกับผู้หญิงเกิน 5-6 คำ (หมายถึงพระบาลี) แต่ถ้าแสดงเพื่ออธิบายธรรม ไม่ได้มีสิกขาบทห้ามไว้ หากแสดงธรรมที่มากกว่านี้ต้องมีชายรู้เดียงสาหรือคนอื่นอยู่ด้วย
Q : การพูดจาชักสื่อ
A: ห้ามพระเป็นพ่อสื่อแม่ชัก ให้ชายหญิงแต่งงานหรืออยู่ร่วมกัน รวมถึงการบอกฤกษ์ยามแต่งงาน หรือยุให้แตกกัน
Q: การแต่งกาย
A: สตรีให้ระมัดระวังการแต่งกาย แต่งกายให้สุภาพ ไม่วาบหวิว
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 07 Jun 2025 - 56min - 412 - ผู้ชื่อว่าสุปฏิปัณโณ [6822-7q]
Q: เหตุใดอุบาสก อุบาสิกา จึงนิยมสวมใส่ชุดขาวมาปฏิบัติธรรมและอุบาสก อุบาสิกา ในสมัยพุทธกาลได้แต่งชุดขาวหรือไม่อย่างไร?
A: สันนิษฐานว่า อาจจะเกี่ยวกับคืนวันที่ท่านจะตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ท่านได้ฝันคือมหาสุบิน ในฝันนั้นท่านเห็นหนอนตัวสีขาวหัวดำ คลานมาจากทุกทิศทุกทางทุกวรรณะ และในมหาประนิพพานสูตร ตอนที่มารมาขอให้ท่านปรินิพพาน หนึ่งในเหตุผลที่ท่านกล่าวกับมาร คือท่านจะยังไม่ปรินิพพานตราบใดที่อุบาสก อุบาสิกา ผู้ที่นุ่งขาวห่มขาว ประพฤติพรหมจรรย์ (ถือศีล 8) และอุบาสก อุบาสิกา ผู้นุ่งขาวห่มขาวที่ยังบริโภคกาม (รักษาศีล 5) ยังไม่แกล้วกล้า ยังไม่สามารถแสดงธรรม ข่มขี่ ปรัปวาทให้ราบคาบโดยธรรม แล้วแสดงธรรมพร้อมทั้งความน่าอัศจรรย์ได้ ถ้ายังไม่ได้ยังไม่ปรินิพพาน
Q: อะไรคือการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
A: “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” แปลว่า การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม อีกคำหนึ่งที่ใช้คือ “ทำให้เป็นบริกรรม”หมายความนัยยะแรกคือปฏิบัติต่อเนื่องเหมาะสม และทำจนกว่าจะถึงจุดที่สำเร็จขึ้นมา นัยยะที่สองคือการใช้ธรรมะให้ถูกเหมาะสมกับเรื่องราว
Q: เราสามารถดูได้อย่างไรว่า พระภิกษุผู้ใดเป็นผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ?
A: ดูที่พระวินัยคือศีลของพระ ถ้าไม่มีศีลแม้จะโกนผมห่มเหลืองก็ไม่ใช่พระ ถ้ามีศีลต่อให้ไม่โกนผมไม่ห่มเหลืองก็เป็นพระได้
Q: พระที่เรียกว่า "พระสุปฏิปันโน" มีลักษณะอย่างไร?
A: ในบทสังฆคุณ 9 เริ่มจากสุปฏิปันโน คือปฏิบัติดี เริ่มจากศีล สมาธิ และปัญญา หมายถึง การปฎิบัติตามมรรค 8 ปฏิบัติตามทางสายกลาง ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง มีศีลเป็นพื้นฐาน ศีลจะรู้ได้ด้วยตา ฟังได้ด้วยหู สมาธิจะรู้ได้ด้วยเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าพอใจแล้วยังดีเช่นเดิมได้ ปัญญาดูได้จากการสนทนา ศีล สมาธิ ปัญญา จะเป็นตัวบ่งบอกได้
Q: ผู้ที่บวชมาเป็นพระในพุทธศาสนาแล้ว แต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิเดินจงฺกมเลย ท่านจะบาปหรือไม่?
A: ดูที่พระวินัยที่ศีล ท่านไม่ได้ทำผิดศีลท่านไม่บาป หากแต่ท่านจะไม่มีสมาธิ ปัญญา บรรลุถึงพระนิพพานได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 31 May 2025 - 56min - 411 - มหาโจรในคราบผ้าเหลือง [6821-7q]
Q: วิเคราะห์กรณีพระมหาเถระติดการพนัน
A: ท่านบัญญัติศีลไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาล คนทำผิดศีล จึงไม่ได้มีเฉพาะในสมัยนี้เท่านั้น “พระ” หากขึ้นชื่อว่าโกง ก็อาบัติปาราชิกแล้ว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินว่ามากหรือน้อย ท่านถูกกิเลสภายในหลอก ถูกหลอกให้เข้าใจว่าสิ่งที่ผิด ว่าไม่ผิด ให้เข้าใจว่าที่ไม่ดีเป็นดี ถ้าเรากำจัดกิเลสในตัวเราออกไปได้เราจะไม่ถูกหลอก ให้เรารักษาจิตใจเราให้ดี รักษาศีล มีพรหมวิหาร 4 คิดดี ทำดี เราก็จะสามารถประคองรักษาตนให้กิเลสออกไปจากจิตใจเราได้
Q: วิเคราะห์ตามหลักธรรม : “มหาโจรที่แท้จริง”
A: ในทางพุทธศาสนา มหาโจรที่แท้จริง คือผู้ที่อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ไม่ใช่พระอรหันต์แต่หลอกคนอื่นว่าเป็นพระอรหันต์ (เว้นแต่เข้าใจผิดว่าตัวเองเป็น) เพราะมันตรวจสอบไม่ได้ และการบิดเบือนคำสอนซึ่งเป็นการทำลายศาสนา
Q: พระพุทธเจ้าทรงห้ามการบวชของกะเทยหรือไม่?
A: พุทธพจน์ “บัณเฑาะก์ ไม่ให้บวช” / อรรถกถาได้แบ่งบัณเฑาะก์ออกเป็น 5 ประเภท ประเภทที่บวชได้ คือกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง ประเภทอื่นบวชไม่ได้
Q: ปิติสุขเกิดจากวิตกวิจารใช่หรือไม่? ถ้าไม่เกิดปิติสุขเป็นเพราะทำวิตกวิจารไม่ถูกใช่หรือไม่?
A: ใช่ ปิติสุขเป็นสุขประเภทที่อาศัยเหตุคือวิตกวิจาร ที่ไม่เกิดปิติสุขเพราะวิตกวิจารมันไม่ต่อเนื่องจนไปถึงปิติสุขได้ เพราะมีกระแสของอกุศลมาตัดรอน คือนิวรณ์ 5 เราจึงควรยับยั้งไม่ให้สติไปในทางอกุศลด้วยการฝึกสติให้มีพลัง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 24 May 2025 - 57min - 410 - พิชิตงานด้วยอิทธิบาทสี่ [6820-7q]
Q: เมื่อหมดไฟจากการทำงานในระบบราชการ เกิดความเบื่อเซ็งควรทำอย่างไร?
A : การที่เราเบื่อเซ็งแล้วหาทางออกของปัญหา นั่นคือเรามีสติ หลักธรรมที่จะแก้ความเบื่อเซ็งได้คือ “อิทธิบาท4”ให้เราตั้งธรรมเครื่องปรุงแต่งขึ้นมา (งาน) และใช้สมาธิเพื่อเชื่อมธรรมเครื่องปรุงแต่งกับอิทธิบาท 4 เข้าด้วยกัน คือเวลาเราทำงานก็จดจ่อในงาน ตั้งฉันทะไว้ด้วยจิตเป็นสมาธิ เราก็จะมีการคิดพัฒนาปรับปรุงคือวิมังสา แล้วก็ใส่ความเพียรเข้าไปคือวิริยะ เกิดความเอาใจใส่คือจิตตะ โดยให้เริ่มทำจากตรงที่เราทำได้ เช่น ตอนที่เราทานอาหารหรือออกกำลังกาย ค่อย ๆ พัฒนาขึ้น ๆ แล้วจึงฝึกที่หน้างาน คือเมื่อเราอยู่ที่ทำงาน ให้ฝึกสังเกต เมื่อเราสังเกตเห็นอารมณ์นั้น สติก็จะมา เมื่อเรามีสติ จิตก็จะน้อมไปในทางแก้ปัญหา ไม่น้อมไปในทางเบื่อเซ็ง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 17 May 2025 - 52min - 409 - วิธีละสักกายทิฏฐิ [6819-7q]
Q: ความหมายของศีล 8 ในข้อ 7 และ ข้อ 8
A: ศีลข้อ 7 คือ เว้นจากดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ การตกแต่งร่างกายในฐานะที่จะแต่งให้สวยงาม, ศีลข้อ 8 คือ เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่ ยัดด้วยนุ่นและสำลี ลักษณะคือเตียงสูง ต้องขึ้นบันได มีเสาสูง
Q: ผลกรรมที่ทำผิดศีล 5
A: ไม่ว่าจะอดีต อนาคต ปัจจุบัน ศีลก็จะให้ผลเหมือนกัน เพราะธรรมะเป็นอกาลิโก คือไม่เนื่องด้วยกาล ตัวอย่างเช่น คนโกหก ไม่ว่าจะพูดที่ไหนก็จะไม่มีใครเชื่อ
Q: ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นจะนรกหรือสวรรค์เดียวกันกับผู้ที่นับถือพุทธหรือไม่?
A: ไม่ว่าจะเป็นคนที่ไหน ก็ล้วนแต่มี หู ตา จมุก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกัน มีผัสสะ มีตัณหา มีอุปาทานเหมือนกัน ศาสนาพุทธที่ท่านสอนเรื่องนรกสวรรค์ เพราะมีผู้เห็นเปรต เทวดา แล้วมาเล่าให้ท่านฟัง ท่านจึงได้สอน แจกแจง บัญญัติ ซึ่งศาสดาแต่ละท่าน ๆ ก็สอนตามที่ท่านรู้ แต่ในพุทธศาสนานั้น คำสอนมีความบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ทั้งอรรถะและพยัญชนะ เบื้องต้น ท่ามกลาง ืและที่สุด รัดกุมรอบคอบ ไม่หละหลวม ซึ่งคนที่ไม่ใช่สัมมาสัมพุทธะจะทำแบบนี้ไม่ได้ ศาสนาพุทธเท่านั้นที่สอนจนถึงนิพพาน
Q: สัดส่วนของความสุขความทุกข์ในนรกและสวรรค์
A: นรกและสวรรค์ มีทั้งทุกข์และสุข สวรรค์จะสุขมากกว่าทุกข์ นรกจะมีทุกข์มากกว่าสุข
Q: การละสักกายทิฏฐิ
A: คนที่มีสักกายทิฏฐิ เขาจะเข้าใจว่านี่เป็นตัวตนของเรา พอมีความเพลินพอใจ มีความกำหนัดยินดี เขาก็จะยึดถือในสิ่งนั้นทันที เราจะละสักกายทิฏฐิได้ เราต้องมีสัมมาทิฏฐิ คือเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน พอเราเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นอนัตตา อวิชชาจะดับ วิชชา วิมุตจะเกิดได้ ก็ต้องอาศัยโพชฌงค์ 7 อาศัยสติปัฏฐาน 4 เจริญสติขึ้นมา สักกายทิฏฐิก็จะละไป ปัญญาจะเกิดตรงนี้
Q: ทำสมาธิ พิจารณาร่างกาย แต่ใจเศร้าหมองไม่เบิกบาน แก้ไขอย่างไรดี?
A: จะทำวิชชาให้เกิด ก็ต้องทำโพชฌงค์ 7 ให้เกิดก่อน จึงมีการเจริญโพชฌงค์ตามกาลตามสภาวะของจิต โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน เอาสติไว้ตรงกลาง ฝ่ายที่ทำให้จิตฮึกเหิม คือ วิริยสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์, ฝ่ายที่ทำให้จิตสงบลง คือ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ท่านเปรียบดังเปลวไฟ ถ้าอากาศหนาวแล้วไฟริบหรี่ ก็ให้ใส่ฟืนแห้ง เพื่อให้ไฟลุกโพรงขึ้นมา เราก็ต้องดูแลจิตของเรา ให้มีความเพียรสม่ำเสมอ พอดี ๆ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 10 May 2025 - 56min - 408 - ปัจจัยการให้ผลของกรรม [6818-7q]
Q: ครอบครัวเจ็บป่วยบ่อย เป็นเพราะประกอบธุรกิจที่เบียดเบียนสัตว์ใช่หรือไม่และควรทำอย่างไร?
A: การให้ผลของกรรมนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ให้เราเอาศีลเป็นหลักว่า เราได้ทำผิดศีลหรือไม่ ท่านได้กล่าวถึง“อาชีพที่ไม่ควรทำ 5 อย่าง”คือ ค้าอาวุธ ค้าสัตว์เป็น ค้าสัตว์ตาย ค้าสุรา และค้ายาพิษ การค้าหนังสัตว์ก็มีส่วนอยู่ แต่ไม่หนักเท่ากับการฆ่าสัตว์ ให้เราหมั่นทำความดี เข้าใจว่า บุญมีบาปมี มนุษย์มีสุขมีทุกข์ พอๆ กัน สุขทุกข์เกิดจากกรรมเก่าก็ส่วนหนึ่ง เกิดจากดินฟ้าอากาศก็ได้ เกิดจากการเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอก็ได้ ที่สำคัญคือเมื่อเรามีทุกข์ เราต้องหาที่พึ่งที่ถูกต้อง คือ เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง เข้าใจว่าทุกข์มีเหตุมีปัจจัย ถ้าเราเข้าใจข้อนี้ ก็ได้ชื่อเป็นผู้มีปัญญา ได้ชื่อว่ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
Q: ถ้าในอดีตได้ฆ่าสัตว์ จะทำอย่างไรกับบาปที่ผิดพลาดนั้น?
A: ให้เราหมั่นทำความดี ท่านเปรียบไว้กับเกลือ 1 ช้อน ละลายในแก้ว กับเกลือ 1 ช้อน ละลายในแม่น้ำ ผลของความเค็มคือผลของกรรมที่จะเกิดขึ้น หากมีน้ำมาก น้ำเปรียบดังความดี ผลของความเค็มก็จะน้อย หากมีน้ำน้อย ผลของความเค็มก็จะเค็มมาก
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 03 May 2025 - 47min - 407 - วิบากกรรม [6817-7q]
Q: ใครที่ไม่มีโรคทางใจ?
A: พระอรหันต์เท่านั้นที่ท่านไม่มีโรคทางใจ ยาคือมรรค 8 ปฏิบัติตามทางมรรค 8 ทำให้มากเจริญให้มาก เปรียบดังเราต้องการหายจากโรค ถ้าเราทานไม่ครบโดส อาการก็อาจกลับมากำเริบใหม่ได้ แต่หากเราทานยาจนครบโดสแล้วเราก็จะหายจากโรคที่เป็นอยู่ได้ และเมื่อเราหายจากโรคแล้ว (บรรลุพระอรหันต์แล้ว) เราก็ยังต้องรักษาตน ไม่ไปทานของแสลง ให้ทานแต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพ คือเมื่อบรรลุพระอรหันต์แล้ว ก็ยังต้องปฏิบัติตามมรรค 8 อยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะหมดชีวิตของเรา
Q: กรรมอะไรที่มาก่อน?
A: ท่านกล่าวไว้ว่า ผัสสะต่าง ๆ มีใจเป็นที่แล่นไปสู่ ความคิดเป็นสัญญาที่เกิดในช่องทางใจ ใจจึงเป็นใหญ่ แต่ไม่รวมกับมโนสังขาร
Q: เจตนาของกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม คืออะไร?
A: สัญญาการปรุงแต่งเกิดจากจิตของเรา เพราะฉะนั้นเจตนาของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็คือการที่จิตของเรามีการกระทำออกไป
Q: กรรมอะไรที่ให้ผลทันที?
A: กรรมจำแนกตามผลได้ 3 ลักษณะ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน กรรมที่ให้ผลในเวลาถัดมา และกรรมที่ให้ผลในเวลาถัดมาและถัดมาอีก
Q: การทำสมาธิ ต้องนั่งทำเสมอไปหรือไม่?
A: สามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ ทั้งเดิน ยืน นั่ง นอน
Q: ชาติก่อน ชาติหน้า มีจริงหรือ?
A: ที่สำคัญคือปัจจุบันนี้ ตอนนี้เราคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา คิดถึงเรื่องอนาคต เราก็คิดตอนนี้ เรื่องชาติหน้าเอาไว้ก่อน ให้เราแก้ปัญหาตรงความไม่เที่ยงก่อน เริ่มจากตอนนี้ ตั้งสติขึ้น เห็นตามความเป็นจริง ปฏิบัติให้มาก ทำให้เจริญ เมื่อได้ญาณหยั่งรู้ ค่อยจะยังกันและกัน ให้พอใจได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 26 Apr 2025 - 56min - 406 - บาปจากกลลวง [6816-7q]
Q: สอบถามช่องทางการรับฟัง
A: สามารถรับฟังวิทยุทางคลื่น AM 819 KHZ
Q: ถูกหลอกให้ทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยจำใจทำ แบบนี้บาปหรือไม่? เมื่อเทียบกับติตติรชาดก
A: “ติตติรชาดก” เป็นเรื่องเกี่ยวกับนกกระทาที่นายพรานนำมาขังไว้เพื่อที่ว่า เมื่อมันร้องแล้วเพื่อนของมันที่ได้ยินจะออกมา นกกระทาตัวนั้นไม่ได้มีเจตนาเบียดเบียนหรือประทุษร้าย ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เพื่อนตัวเองต้องตาย หากแต่เสียใจเพราะนกด้วยกันตาย บาปเกิดขึ้นอยู่แต่น้อย ต่างจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกคนอื่นให้หลงเชื่อ มีเจตนาเบียดเบียนคิดประทุษร้าย ต้องการให้เขาได้ทุกข์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นบาป
Q: มีปิติแล้วทำไมจึงปวดขาอยู่?
A: ปิติจะมี 2 ส่วนคือทางกายและใจ การที่จะมีปิติทั่วทั้งตัวคือทั้งกายใจได้นั้น เราต้องตริตรึกในเรื่องที่เป็นกุศลธรรม เรียกว่า“วิตกวิจาร” ให้ต่อเนื่อง ผลอานิสงส์คือจะได้ความสุขที่อาศัยปิติ เรียกว่า “นิรมิต” เป็นปิติที่ไม่ต้องอาศัยเครื่องล่อ เกิดขึ้นในภายใน เป็นปิติสัมโพชฌงค์
Q: อะไรคือวิตก อะไรคือวิจาร ?
A:“วิตก” คือ ตริตรึกน้อมจิตไปคิด, “วิจาร” คือ ตรึกตรองลงรายละเอียดลึกลงไป
Q: พุทโธคือวิตกใช่หรือไม่?
A : ใช่
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 19 Apr 2025 - 58min - 405 - สมาธิที่เคียงคู่ด้วยสมถะและวิปัสสนา [6815-7q]
Q: ขณะนั่งสมาธิ รู้สึกเคลิ้ม ๆ ลืมคำภาวนา ลืมลมหายใจ
A : ในการภาวนา หากเราเห็นอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป คือมีสติ หากเราไม่เห็น หรือเห็นเกิดแต่ไม่เห็นดับ นั่นคือเผลอสติ
Q: ขณะกำหนดจิตบริกรรมพุทโธอยู่ ระหว่างนั้นครูบาอาจารย์ท่านก็พูดสอนอยู่ด้วย เราจะเอาสติไปจับอยู่กับอะไร?
A: สติตั้งไว้ตรงช่องทางที่เสียงจะเข้ามาคือหู และเอาจิตไว้ที่ “โสตวิญญาณ”
Q: ถ้าปฏิบัติดี มีศีล สมาธิ ปัญญา มั่นคงแล้ว ถึงที่สุดแห่งทุกข์ (หลุดพ้น) ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอีก ถูกต้องหรือไม่?
A: ท่านไม่ต้องปฏิบัติเพื่อหวังเอาผล เพราะพ้นได้แล้ว แต่ยังต้องปฏิบัติและรักษาศีล เพื่อดำรงอยู่ เพื่อรักษาสภาวะนี้ เพื่อให้ดำรงอยู่ในมรรค
Q: เวลาเข้าฌาน 1 แล้วพิจารณากายนี้ ถือว่าเป็นวิตกวิจารณ์หรือไม่ หรือเป็นวิปัสสนาแล้ว?
A: ในสมาธิ “วิปัสสนา” อยู่ตรงที่เราเห็นความไม่เที่ยง “วิตกวิจาร” เป็นความคิดที่เป็นภาพ คำพูด การพิจารณากายในลักษณะที่เป็นภาพก็เป็นวิตกวิจาร
Q: มีวิธีอย่างไร ที่จะต่อสู้กับกิเลส ที่เมื่อตื่นนอนขึ้นมาควรลุกทันที แต่ทำไม่ค่อยได้
A : ก่อนนอนให้ตั้งสติไว้ว่า “รู้สึกตัวเมื่อไหร่ จะลุกขึ้นทันที จะไม่ยินดีในการเคลิ้มหลับ จะไม่ยินดีในการนอน” แล้วน้อมจิตไปเพื่อการนอน ตั้งสติไว้ว่า “บาปอกุศลอย่าตามเราไป ผู้ที่นอนหลับอยู่” ทำเช่นนี้จะเป็นการนอนที่ได้ตั้งสติไว้
Q: ทุกข์ของพระพุทธเจ้าคืออะไร แล้วทุกข์ที่เราเจอใช่ตัวเดียวกันหรือเปล่า?
A: ทุกข์ของพระพุทธเจ้า ตอนที่เป็นโพธิสัตว์นั้นเป็นทุกข์เดียวกันกับเรา ตอนที่ท่านเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนั้น ท่านทรงพ้นจากทุกข์แล้ว เพราะท่านค้นพบทางพ้นทุกข์ ทุกข์จึงดับไป
Q: เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้ว คน ๆ นั้นจะไปดีหรือเปล่า?
A: ผู้ที่จะรู้ข้อนี้ได้ต้องมีจุตูปปาตญาณ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 12 Apr 2025 - 59min - 404 - ความต่างแผ่เมตตากับแผ่บุญ [6814-7q]
Q : ขอทราบรายละเอียดคอร์สปฏิบัติธรรม
A : คอร์สหลีกเร้นปฏิบัติ“ใต้ร่มธรรมกุลเชฎโฐ” ณ วัดภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ วันที่ 6-14 ธ.ค. 68 และ คอร์ส“สมาธิกีฬา” ณ มูลนิธิอาศรมมาตา อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา วันที่ 3-7 พ.ค. 68 (เหมาะสำหรับผู้ที่เคยปฏิบัติธรรมแล้ว) สามารถสมัครทั้ง 2 คอร์ส ได้ที่แถบเมนู "สมัครปฏิบัติธรรม"https://panya.org
Q : รับศีลควรรับด้วยคำว่าอะไร?
A : “สาธุ” แปลว่าดีล่ะ, “สาธุ ๆ” แปลว่าดีแล้ว, หากรับมาปฏิบัติใช้คำว่า “อามะ”
Q : การเจริญเมตตาจิตทำอย่างไร แตกต่างจากจิตเมตตาหรือไม่?
A : การที่เราจะเจริญเมตตานั้น เราต้องตั้งจิตไว้กับด้วยเมตตา ท่านให้นึกถึงแม่ที่รักลูก เป็นความรักที่ไม่มีประมาณ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีขอบเขต แล้วจึงค่อยแผ่เมตตาออกไป ซึ่งคำว่าแผ่เมตตาจิตนั้นคือ “การเจริญภาวนา”
Q : จะแผ่เมตตาได้ต้องมีสมาธิหรือบุญหรือตั้งจิตก่อนหรือไม่?
A : ต้องมีสมาธิและตั้งจิตที่ประกอบไว้ด้วยเมตตา ไม่มีประมาณ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีขอบเขต แล้วค่อยแผ่เมตตาออกไป การแผ่เมตตาไม่ใช่แผ่บุญ การแผ่เมตตา คือการที่เรากำหนดจิตที่ประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปทุกทิศทุกทาง ไม่ว่าผัสสะใดเข้ามา จิตเราก็จะเมตตาไป ไม่ไปตามผัสสะที่เข้ามากระทบ
Q : การไหว้เชงเม้งกับคำสอนทางพุทธขัดกันหรือไม่?
A : ท่านกล่าวถึง “ทาน” และ “ยันต์” การนำอาหารไปวางไว้หน้าหลุมศพ เป็นการให้โดยไม่มีผู้รับ เรียกว่าบูชายันต์ ซึ่งท่านไม่ได้ติเตียนยันต์ แต่ท่านจะชี้แจงแจกแจงว่า อันไหนตระเตรียมน้อยกว่าได้บุญมากกว่า มีผลอานิสงส์มากกว่า
Q : ฤกษ์ยามในความหมายของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร?
A : ท่านให้เอากุศลธรรมเป็นหลัก ไม่ว่าเมื่อใดเวลาใดก็ตาม ที่ทำแล้วเกิดกุศล เมื่อนั้นคือ “ฤกษ์ดี”
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 05 Apr 2025 - 56min - 403 - หนทางดับอวิชชา [6813-7q]
Q: ชาติ-การเกิด มีความหมายอย่างไร?
A: “ชาติ”หมายถึง การเกิด “การเกิด”หมายถึง การกำเนิด การเกิดโดยยิ่ง การก้าวลงสู่ครรภ์ ความปรากฏแห่งอายตนะของสัตว์ทั้งหลาย และยังมีการเกิดในบริบทอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับว่า จะกำหนดบริบทอย่างไร ซึ่งชาติคือการเกิดไม่เหมือนการเกิด-ดับ หากเป็นการเกิด-ดับ ท่านใช้คำว่า อุบัติ (เกิด) - นิโรธ (ดับ) ปัญญาเป็นส่วนของมรรค ในขณะที่ชาติคือการเกิดเป็นส่วนของทุกข์ หน้าที่ที่ต้องทำไม่เหมือนกัน ทุกข์ต้องยอมรับ มรรคต้องทำให้เจริญ ความเกิดของปัญญาเราใช้คำว่า“อุบัติ” เป็นการอุบัติแห่งปัญญา เพราะไม่ได้ใช้อายตนะให้มันเกิดขึ้น สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจ คือเราจะดับชาติ คือการเกิดได้ ความยึดถือต้องดับ การเกิดจึงจะดับไปด้วย
Q: คนประเภทไหนเหมาะในการทำงาน?
A: ใช้ทั้งสองกลุ่ม หน้าที่ของผู้นำ คือ ให้ทำงานตามกำลังที่เหมาะสม
Q: ปฏิจจสมุปบาทมีกี่รูปแบบ?
A ให้เราเข้าใจหลักการคือ “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะความดับไปของสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับ”ใช้หลักการนี้ในการเข้าไปจับกับทุกสิ่ง จะเกิดปัญญาได้
Q: ดับอวิชชา ทำอย่างไร?
A: เมื่อเห็นความไม่เที่ยง อวิชชาจะดับไป จะเห็นความไม่เที่ยงได้ ต้องอาศัยอนุสติ 10 สติปัฎฐาน 4 โพชฌงค์ 7 พอวิชชาเกิด เห็นความไม่เที่ยง อวิชชาก็จะดับ
Q: ทำอย่างไรเมื่อไม่รู้ว่าสิ่งนี้มาจากเหตุปัจจัยอะไร?
A: พระพุทธเจ้าบัญญัติว่า อวิชชามีอยู่ ซึ่งแต่ก่อนมีพระพุทธเจ้าเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอวิชชามีอยู่ เมื่อรู้แล้วค่อยไปทำให้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้ให้รู้ขึ้นมา ทำวิชชาให้เกิดด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 แล้วอวิชชาจะดับไป
Q: บารมี มีกี่อย่าง?
A: ตามพุทธพจน์มี 10 บารมี 30 นั้นมาจากคัมภีร์พุทธวงศ์ แต่ทั้งนี้อย่าเพิ่งปฏิเสธควรแยกทำความเข้าใจ
Q: อโหสิกรรมคืออะไร?
A: คำว่า“อโหสิกรรม” ท่านหมายถึงผูกเวร แต่ที่คนไทยเอามาใช้ คำว่า “อโหสิ” คือ กรรมที่ได้ทำไปแล้ว แนวทางที่จะทำให้เราไม่ผูกเวรกับใคร คือให้มีพรหมวิหาร 4 ปฏิบัติตามมรรค 8
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 29 Mar 2025 - 57min - 402 - บาลีกับการสืบต่อพระศาสนา [6812-7q]
Q : เป้าหมายของการบวชพระคืออะไร?
A : ไม่ว่าก่อนที่จะบวช จะบวชด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เมื่อบวชมาแล้วนั่นเป็นเรื่องดี ที่สำคัญคือเมื่อบวชมาแล้ว ตั้งจิตตั้งเป้าหมายชัดเจน ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ทั้งนี้รูปแบบการบวช มีหลายรูปแบบ ทั้งการโกนผมห่มเหลือง การรักษาศีลแปด ได้หมด เพราะการบวชคือการบรรพชา คือการประพฤติพรมจรรย์คือถือศีลแปด เป็นต้นไป
Q : ปฏิบัติที่บ้านหรือไปเข้าคอร์สดีกว่ากัน?
A : ตรงไหนที่ปฏิบัติแล้วกุศลธรรมเกิด ให้ปฏิบัติตรงนั้น
Q : สันโดษในปริยัติหมายความว่าอย่างไร?
A : ในปริยัติ คำว่า“มักน้อย” คือ ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้คุณวิเศษตน มักน้อยในปริยัติกับการที่จะไม่พูดคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคนละอย่างกัน คนที่ไม่มักน้อยในปริยัติ จะมีพฤติกรรมออกมาในลักษณะที่อยากพูดอวดว่าตนรู้เรื่องนี้ ในขณะที่ถ้ามีความมักน้อยในปริยัติ ในสถานการณ์ที่ต้องบอกต้องสอนก็พูดได้ ถ้าเขาถามผิวเผิน เราก็ตอบนิดหน่อย ถ้าเขาถามมากก็พูดมากได้ แบบนี้เป็นการเผยแผ่คำสอน ไม่ได้เป็นการปกปิดคำสอน เพราะการปกปิดคำสอนคือจะไม่พูดเลย คำสอนท่านจึงเป็นทางสายกลางเพราะเหตุนี้
Q: การเข้าใจภาษาบาลีต่อพุทธศาสนาสำคัญอย่างไร?
A : คนไทยเรียกว่า ปาฬิภาษา ว่า “บาลี” ปาฬิภาษาเป็นลักษณะที่ร้อยเรียงคำสอนของท่านให้ไม่กระจัดกระจาย เป็นการมองการไกลของพระพุทธเจ้า ให้รักษาคำสอนด้วยรูปแบบภาษานี้เท่านั้น ที่คำสอนของท่านยังอยู่ถึงทุกวันนี้ ก็เพราะมีครูบาอาจารย์ที่ท่านได้ทรงจำบาลีและสืบทอดต่อกันมา ที่ท่านรับภาระหน้าที่นี้ก็เพราะท่านคิดถึงคนรุ่นหลัง หากเขาไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่เข้าใจธรรมะคำสอน เขาจะเสื่อมจากธรรม เราจึงควรช่วยกันรักษาคำสอนไว้ คำสอนจึงจะตั้งอยู่ได้
Q: ปัญญากับทิฏฐิแตกต่างกันอย่างไร?
A : กองของปัญญา ประกอบด้วยสัมมาทิฐิและสัมมาสังกัปปะ หากความเห็นใดความคิดใดที่ประกอบด้วยกาม พยาบาท เบียดเบียน นั่นทรามปัญญา แต่หากความเห็นความคิดนั้น หลีกออกจากกาม ไม่พยาบาทเบียดเบียน คิดให้เขาพ้นทุกข์ แบบนี้คือคิดแบบมีปัญญา
Q: ธรรมะข้อใดที่จะช่วยให้ผ่านความหดหู่กังวลใจไปได้?
A : จิตที่หดหู่ ท่านให้เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ และธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ หากจิตเราฟุ้งซ่านไม่สงบ ท่านให้เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ จิตจะระงับเย็นลงมาได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 22 Mar 2025 - 55min - 401 - ปาฏิหาริย์ที่ทรงสรรเสริญ [6811-7q]
Q: ความแตกต่างระหว่างความอาจหาญในธรรมกับทิฏฐิมานะ
A: ความอาจหาญ คือความกล้า (วิริยะ) ไม่สะดุ้ง ไม่หวั่นไหว ไปตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ มีโยนิโสมนสิการ มีปัญญา เข้าใจความจริงตามอริยสัจสี่ แล้วปล่อยวางได้ ต่างกับทิฏฐิมานะ คือมีความอาจหาญที่เป็นไปในลักษณะที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็นความกล้าบ้าบิ่น ไม่รู้ไม่เข้าใจ
Q: ทำไมอุรุสกชฏิลจึงไม่ปลงใจเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ แต่กลับปลงใจเมื่อตรัสว่า"ท่านยังไม่ได้เป็นอรหันต์ แม้ทางที่จะไปถึงอรหันต์ก็ไม่มี"
A: เพราะคิดว่าอิทธิปาฏิหาริย์ไม่มีจริง เป็นเพียงกลลวงเท่านั้น และคิดว่าตนเป็นอรหันต์จริง ๆ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า"ท่านยังไม่ได้เป็นอรหันต์ แม้ทางที่จะไปถึงอรหันต์ก็ไม่มี" ตรัสจี้ไปที่ทิฏฐิมานะของเขา เมื่อเขาได้ยินดังนั้น จึงเกิดความสลดใจ ท่านใช้วิธีแก้ทิฏฐิมานะด้วยทิฏฐิมานะ ว่าทิฏฐิมานะที่เขามีนั้นไม่ถูก
Q: ความหมายในอาทิตตปริยายสูตรเป็นอย่างไร?
A: ราคะ โทสะ โมหะ เกิดจากผัสสะ ท่านเปรียบผัสสะไว้ดั่งของร้อน ผัสสะเป็นเหตุเกิดของกิเลส เมื่อมีผัสสะแล้วจึงมีเวทนา ทั้งเวทนาที่เป็น สุข ทุกข์ และอทุกขมสุข เวทนาที่เป็น “สุข” ก็จะทำให้เกิดความเพลินได้ เวทนาที่เป็น “ทุกข์” ก็จะทำให้เกิดความไม่พอใจได้ เวทนาที่เป็น “อทุกขมสุข” ก็จะเป็นที่ตั้งแห่งความหลงได้ ในทางตรงข้ามกัน เวทนาที่เป็นสุข ก็ทำให้เกิดความหลง เกิดความโกรธ ได้เหมือนกัน คือ หากเราสูญเสียความสุขไป ก็เกิดความโกรธได้ เพราะฉะนั้น ความโลภ โกรธ หลง เกิดได้จากทั้ง สุข ทุกข์ และอทุกข์ขมสุข ขึ้นอยู่กับเหตุ เงื่อนไข ปัจจัย
Q: ความหมายของ "อัตตมนา" เป็นเช่นไร?
A: นัยยะหนึ่งแปลว่า ชื่นชม ยินดี พอใจในภาษิตของพระพุทธเจ้า อีกนัยยะหนึ่งแปลว่า มีใจเป็นของตน คือไม่ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่สะดุ้งไปตามอำนาจของกิเลส คือตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป
Q: ขอทราบ วิธีนำธรรมะมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
A: ให้ฝึกเจริญพรหมวิหาร 4 มีเมตตา มุทิตา กรุณา และอุเบกขา ทำจิตให้สงบ เจริญพรหมวิหาร 4 อยู่เป็นประจำและทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 15 Mar 2025 - 53min - 400 - รักษาใจไม่เพ่งโทษ [6810-7q]
Q: แบ่งอาหารที่พระบิณฑบาตมาครึ่งหนึ่งจะผิดศีลหรือไม่?
A: เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำ ได้มีข้อตกลงอะไรกันหรือไม่ สิ่งที่ควรทำคือ อย่าไปเพ่งโทษเขา อย่าเพ่งว่าเขาจะผิดศีลหรือไม่ ให้เรามีอุเบกขาและมีเมตตาต่อเขา ให้เห็นว่าเขามีทุกข์และอยากให้เขาพ้นทุกข์ นั่นคือ “เมตตา” แล้วก็ประกอบด้วย “อุเบกขา”ไปด้วย เราจะไม่มองเห็นใครโดยความเป็นศัตรูเลย ในขณะเดียวกัน เราก็จะเห็นสัตว์โลกทั้งหลายโดยความเป็นมิตร
Q: พระอาพาธที่โดนดูแลโดยเพศหญิง ท่านจะผิดวินัยหรือบาปหรือไม่ อย่างไร?
A: พระจะมีอาบัติข้อหนึ่ง คือ ภิกษุใดถูกต้องกายหญิงแล้วมีจิตกำหนัดจะอาบัติ ในข้ออาบัติสังฆาทิเสส คือถ้าท่านมีจิตกำหนัดหนัดท่านก็จะอาบัติ ถ้าท่านไม่มีจิตกำหนัด ท่านมีสติอยู่ตลอด ก็ไม่อาบัติ พระในประเทศไทย ท่านจึงหลีกเลี่ยง การรับของด้วยมือจากหญิง ด้วยการรับผ่านผ้าแทน
Q : แล้วในกรณีกลับกันผู้หญิงดูแลภิกษุอาพาธโดนตัวกัน ผู้หญิงบาปหรือไม่?
A: ท่านให้เอาศีล เอาความร้อนใจเป็นเกณฑ์ ถ้าเราไม่ผิดศีลก็ไม่ต้องร้อนใจ ส่วนบาปหรือไม่บาปนั้น ศีลของฆราวาสคือศีล 5 หากทำผิดศีล เช่น คิดนอกใจสามีหรือภรรยา แค่คิดก็บาปแล้ว
Q: การที่กล่าวว่าได้พบพระพุทธเจ้าแล้วนิพพานไม่ใช่ดับจิตและธาตุขันธ์หรือ?
A: ท่านกล่าวไว้ว้า“พอกายแตกทำลายไป เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะไม่เห็นเราเลย”การที่ว่าได้พบ ก็เป็นนิมิตของท่าน เป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้า เป็น“พุทธานุสติ”
Q: ปล่อยปลาชนิดไหนห้ามรับประทานปลาชนิดนั้น เชื่อแบบนี้ผิดถูกอย่างไร?
A : คนเรามีความเห็น ความเชื่อ แตกต่างกัน การทำบุญนั้น ไม่ว่าจะทำบุญในรูปแบบไหน ก็จะให้ผลเป็นความสุข ให้เราดูความเห็นของท่าน ท่านกล่าวไว้ว่า “ศีล สมาธิ ปัญญา มีการจัดเตรียมน้อยกว่า ใช้ทุนทรัพย์น้อยกว่า ได้ผลมากกว่า”
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 08 Mar 2025 - 55min - 399 - ปรับอินทรีย์ด้วยสติ [6809-7q]
Q: ความต่างระหว่างขันติกับอุเบกขา?
A: “ขันติ” คือ ความอดทน ท่านนิยามไว้ดังนี้ คือ อดทนต่อความร้อน ความหนาว ความหิวกระหาย อดทนต่อเหลือบ ยุง ลมแดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย อดทนต่อทุกขเวทนาอันกล้าแข็งเจ็บแสบเผ็ดร้อน อดทนต่อวาจาอันหยาบคาย “อุเบกขา” คือการวางเฉย เมื่อมีสิ่งมากระทบเราแล้ว เราสามารถวางเฉยได้ ทั้งขันติและอุเบกขาจะต้องประกอบด้วยปัญญา จึงจะกำจัดอกุศลออกไปได้
Q: ติดสมาธิทำให้ไม่ก้าวหน้า
A: เราต้องมีความแยบคายในการปฏิบัติ คือต้องรู้จักปรับอินทรีย์ รู้จักสังเกตคือสติ มีสติคอยปรับทุกสิ่งทุกอย่าง ปรับให้เสมอ ๆ กัน เพราะถ้าทำความเพียรอย่างเดียว ก็จะเป็นไปด้วยความฟุ้งซ่าน ถ้าทำสมาธิ (หมายถึงความสงบ) อย่างเดียว ก็จะเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ถ้าทำอุเบกขาอย่างเดียว ก็จะไม่ทำให้สิ้นอาสวะโดยชอบได้ สติจึงเป็นเครื่องหมาย เป็นกำลัง ให้ระลึกได้ จึงต้องฝึกสติให้มีกำลังและรู้จักปรับอินทรีย์ให้เสมอ ๆ กัน
Q: เพราะไม่รู้จึงไปต่อไม่ได้
A: พอเราเพลินไปในสมาธิ ก็คือเราเผลอสติแล้ว สติเราไม่มีกำลัง เราต้องฝึกสติเพื่อให้ตนเตือนตน เมื่อเรามีสติก็จะระลึกได้และเห็นด้วยปัญญาว่า สมาธิไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ควรหรือที่เราจะยึดถือว่าสมาธิเป็นตัวเราของเรา เราควรปล่อยวาง ไม่ยึดถือในมัน เห็นตรงนี้ด้วยปัญญา ทำบ่อย ๆ เข้าและออกบ่อย ๆ จะพัฒนาไปต่อได้
Q: กรรมเกิดจากอะไร?
A: กรรมคือเจตนาอันมีเหตุเกิดจากผัสสะ
Q: ถ้ากรรมเกิดจากผัสสะแล้วกรรมจะส่งผลได้อย่างไร?
A: ถ้าเจตนาที่เราทำทางกาย วาจา ใจ เป็นฝ่ายของบาป จะให้ผลเป็นทุกข์ ถ้าเจตนาที่ทำเป็นฝ่ายของบุญ ก็จะให้ผลเป็นสุข แต่ถ้าเจตนาที่เราทำเป็นส่วนแห่งอเนญช คือไม่ใช่ทั้งบุญ ไม่ใช่ทั้งบาป ก็จะเป็นส่วนแห่งการที่จะไม่ให้เราได้มารับว่าเป็นสุขหรือทุกข์ ก็จะเป็นการสิ้นกรรมได้ ซึ่งเราจะรับรู้ทุกข์สุขได้ ก็ด้วยการรับรู้ผ่านทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา
Q: แก้กรรมหรือสิ้นกรรม
A: ท่านใช้คำว่า “สิ้นกรรม” และปฏิปทาที่จะทำให้ถึงความสิ้นกรรมได้คือมรรค 8
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 01 Mar 2025 - 54min - 398 - ทางแก้ความกลัวตาย [6808-7q]
Q: ถ้าเราพิจารณากายดั่งถุงหนัง แล้วทำไมหมอที่ผ่าตัดจึงไม่บรรลุธรรม?
A: เห็นสิ่งเดียวกันแต่เห็นไม่เหมือนกัน หมอเขาก็เห็นไปตามวิธีคิดของเขา การพิจารณาคือเห็น เราต้องเห็นด้วยปัญญาอันชอบ คือ เราต้องมีจิตที่เป็นสมาธิและคิดอย่างมีระบบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือโยนิโสมนสิการ ปัญญาอันชอบจึงจะเกิด (ปัญญาในที่นี้คือปัญญาในการบรรลุธรรม ปัญญาชอบคือสัมมา หมายถึงกิเลสลด) ท่านกล่าวไว้ว่า “เห็นกายนี้ด้วยปัญญาอันชอบจึงจะหลุดพ้นได้”
Q : ทำไมคนเราจึงกลัวความตาย
A: คนเรากลัวความพลัดพราก กลัวที่ต้องจากไป กลัวเพราะไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปไหน กลัวเจ็บ ทางแก้คือให้เราเกิดความเข้าใจว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา ให้หมั่นทำความดี สร้างกุศลให้มาก ทั้งทาน ศีล ภาวนา ทำให้บ่อยทำให้ต่อเนื่อง เพื่อที่ว่าเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วจะไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ให้เรามีความมั่นใจคือศรัทธา ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
Q: พระกลัวตายไหม?
A: พระที่ท่านเป็นพระอริยแล้วท่านไม่กลัว แต่หากพระที่ท่านยังเป็นปุถุชนอยู่ก็กลัวตายเหมือนปุถุชนทั่วไป
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 22 Feb 2025 - 58min - 397 - รอยต่อของสมาธิ [6807-7q]
Q: ขณะฟังธรรมต้องแยกจิตเพื่อไปดูจิตที่เป็นกุศลธรรมนั้นด้วยหรือไม่?
A: ถ้าทำหลายอย่างจะสับสน ให้เอาสติไว้เป็นสิ่งแรก ถ้าจิตยังไม่สงบ ต้องอาศัยการสังเกตคือสติ เอาจิตจดจ่อลงไป เมื่อมีสติ จิตระงับลง ๆ จิตสงบ ก็ฟังเทศน์ไปด้วย คิดใคร่ครวญไปด้วย แต่หากเราจดจ่อเรื่องใดมากเกินไป เราจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ก็จะไม่ได้ฟังเทศน์ เพราะฉะนั้นให้เอาตรงที่การรับรู้คือวิญญาณของเรา เอาตรงการรับรู้ของจิตของเรา
Q: นั่งสมาธิ มีคำบริกรรมดีหรือไม่มีดีกว่ากัน?
A: ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่จุดไหน ถ้าเรายังไม่ได้สมาธิ การมีคำบริกรรมจะช่วยได้ แต่ถ้าทำสมาธิได้ชำนาญแล้วไม่ต้องมีคำบริกรรมจะดีกว่า เพราะการที่ยังมีวิตกวิจารนั้นเป็นสมาธิขั้นต้นแต่ถ้าทำสมาธิได้ลึกขึ้นแล้วจะสงบ วิตกวิจารจะหายไป ไม่มีคำบริกรรม
Q: จุดเริ่มของการปฏิบัติคืออะไร?
A: เริ่มจากจุดที่เรามีอยู่แล้วคือ “ศรัทธา” พอเราตั้งไว้ซึ่งศรัทธา จะทำให้มีการทำจริงแน่วแน่จริง คือวิริยะ คือจะทำให้เรามีศีลแล้วสติจะเกิดขึ้น ตั้งเจตนาไว้ในศีล 5 เป็นสีลลานุสสติ ให้เริ่มจากจุดที่เราทำได้
Q: ทำอินทรีย์ 5 ให้แข็งแกร่งได้อย่างไร?
A: เริ่มจาก “ศรัทธา” ในที่นี้หมายถึงศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นใจในวิธีการที่จะทำให้ถึงการตรัสรู้นั้น และมั่นใจในการปฏิบัติว่าถ้าใครปฏิบัติแล้วก็จะทำได้เหมือนกัน พอเรามีความมั่นใจคือศรัทธา เกิดการลงมือทำจริงแน่วแน่จริงคือ“วิริยะ”หากศรัทธา วิริยะ หย่อนหรือเกินไปมาก ก็ปรับให้สมดุลกัน การปรับนี้คือ“สติ” เมื่อสมดุลกันแล้วจะทำให้เกิด “สมาธิ” เกิดความเข้าใจเฉพาะอย่างคือ“ปัญญา” พอเกิดปัญญาก็จะยิ่งทำให้เรามั่นใจมากขึ้น ๆ ทำวนไป ๆ สมาธิละเอียดลง ๆ ปัญญาจะละเอียดลง ๆ ก็จะพัฒนาก้าวหน้าแข็งแกร่ง ขึ้นอย่างนี้
Q: เมื่อนั่งสมาธิจนไม่มีความคิดควรทำอย่างไรต่อ?
A: สำหรับคนที่ตรัสรู้ธรรมเมื่อมาถึงจุดนี้ จะเอาความสงบนั้นเป็นวิหารธรรมก็ได้ สำหรับคนที่ยังไม่ตรัสรู้ ต้องการทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป การพัฒนาตรงนี้จะทำให้เราจะไปต่อได้ เราต้องคอยสังเกตให้ดี ถ้าไม่เห็นรอยต่อมันจะไปต่อไม่ได้ รอยต่อระหว่างสิ่งต่าง ๆ ในช่องทางใจมันคือผัสสะ ถ้ามีผัสสะที่ไหน มีรอยต่อตรงนั้น เพราะฉะนั้นให้หารอยต่อตรงที่เห็นความไม่เที่ยงของความสงบ เช่นเดียวกันสมาธิก็เป็นของไม่เที่ยง จะเห็นโทษของสมาธิขั้นก่อนก็ได้ หรือเห็นความเกิดดับของสมาธิขั้นปัจจุบันก็ได้ ที่ไม่เห็นเพราะเราเพลินไป พอเราเข้าสมาธิลึก ๆ ให้เห็นว่าตรงนี้มันไม่เที่ยง ทำซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ นี่คือจุดที่เราจะไปต่อ มันก็จะละเอียดลงๆ สมาธิเราจะลึกขึ้น ๆ หรือเป็นอนาคามี อรหันต์ เห็นความไม่เที่ยงแล้วปล่อยวางได้ ละอาสวะได้
Q: วิตกและวิจารต่างกันอย่างไร?
A: ในภาษาบาลี ถ้าเป็นความคิดที่โผล่ขึ้นมาเอง เรียกว่า “สังกัปปะ” ถ้าเป็นความคิดที่ต้องตริตรึกไป นึกน้อมไป เรียกว่า “วิตกวิจาร” วิตกแปลว่าความตรึก คือเรื่องราวที่คุณคิด วิจารแปลว่าความตรอง คือเรื่องที่ลงรายละเอียดลึกลงไป เพิ่มลงไป
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 15 Feb 2025 - 57min - 396 - ขจัดคำหยาบขณะภาวนา [6806-7q]
Q : เมื่อมีความคิดหยาบที่เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ควรแก้ไขอย่างไร?
A : เมื่อเราพูดคิดหรือทำไปในสิ่งใดมากๆ จิตก็จะสั่งสมการกระทำอย่างนั้นๆ จึงทำให้ช่องทางใจมีความคิดอย่างนี้อยู่มาก ซึ่งความคิดหยาบก็บาปอยู่แล้ว ส่วนจะบาปมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของเจตนาและขึ้นอยู่กับว่าทำกับใคร ถ้าทำกับคนที่มีคุณมาก บาปก็จะมากได้ วิธีการแก้ไข คือ ฝึกคิดพูดทำในสิ่งดี ๆ ให้มาก ปฎิบัติตามมรรค 8
Q : การขอขมาพระรัตนตรัยและพระเถระ จะช่วยแก้ไขความผิดบาปในการคิดหยาบนี้ได้หรือไม่?
A : ลักษณะการขอขมา คือการเห็นโทษโดยความเป็นโทษ มี 2 กระบวนการ คือเห็นโทษโดยความเป็นโทษและกระทำคืนตามธรรม คือรู้ว่าธรรมะนั้นจะเป็นอันตรายก็ไม่ทำ รู้ว่าธรรมะนั้นจะทำให้เกิดประโยชน์ได้ก็ให้ทำ เพราะฉะนั้นการตั้งสติไว้จะเกิดประโยชน์ได้ ให้เราระลึกถึงศีล ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตั้งสติขึ้นเอาตรงนี้เป็นที่ตั้ง ไม่ให้ความคิดนี้มาอีก หากความคิดนี้มาอีกก็ให้กลับมาอยู่กับสติ ทำให้มากจะดีขึ้นได้
Q : ผัสสะ อารมณ์ สัญญา เวทนา เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
A : เพราะมีเสียงและหูกระทบกัน จึงมีการรับรู้เสียงในใจคือโสตวิญญาณ วิญญาณเป็นตัวเชื่อมระหว่างนามรูป กายใจ เกิดอารมณ์คือเวทนาในช่องทางใจ ซึ่งเป็นผลของผัสสะ (เสียงเป็นอายตนะภายนอก + หูเป็นอายตนะภายใน + วิญญาณ เรียกว่า “ผัสสะ”) แล้วจะเกิดสัญญาคือความหมายรู้ เกิดเวทนาไปตามอารมณ์นั้น
Q : ระหว่างสวดมนต์ มีอาการดิ่งวูบ อาการนี้คืออะไร?
A : เป็นการปรุงแต่งทางกาย ให้เรารู้พร้อมเฉพาะซึ่งการปรุงแต่งทางกาย รู้อยู่กับลมหายใจ ตั้งสติไว้ รับรู้เฉย ๆ ไม่ตามไป พอเราไม่สนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลังลง กายก็จะระงับลง ๆ
Q : นิกายอื่นทั้ง 18 นั้น มีทางบรรลุอรหันต์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด?
A : การบรรลุธรรมอยู่ที่คำสอน ต้องเป็นศีล สมาธิ ปัญญา และมี “มรรค 8” จึงจะสามารถบรรลุธรรมได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 08 Feb 2025 - 55min - 395 - วิธีที่ทำให้มีอำนาจเหนือจิต [6805-7q]
Q: ทำอย่างไรให้มีอำนาจเหนือจิต
A : ผู้ที่มีอำนาจเหนือจิต คือ “ต้องการตริตรึกเรื่องใดก็ตริตรึกได้ ไม่ต้องการให้ตริตรึกเรื่องใดก็ไม่ตริตรึกได้ ต้องการให้ดำริเรื่องใดก็ดำริได้ ไม่ต้องการดำริเรื่องใดก็ไม่ดำริได้” (ตริตรึก คือ คิดแบบวิตกคือน้อมจิตไปคิด/ดำริคือความคิดที่มันโผล่ขึ้นมาเอง) ลักษณะของจิต เมื่อมันไปอยู่กับสิ่งไหนก็จะเป็นไปตามสิ่งนั้น เราจึงต้องรักษาจิตของเราให้ได้ ด้วยเครื่องมือแห่งสมาธิ 5 ประการ คือ สติและพรหมวิหารสี่ สติจะคอยสังเกตแยกแยะ พรหมวิหารสี่เป็นเครื่องมือของพรหมที่จะทำให้จิตอยู่เหนือโลกที่เป็นกามได้ ลักษณะคือไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณ ไม่เว้นใครไว้คือไม่ผูกเวร ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องมาด้วยกัน พอเราไม่มีเงื่อนไข เราทำความดี กิเลสก็จะใช้โอกาสนี้ไม่ได้ บีบคั้นจิตเราไม่ได้ เราก็จะไม่ตกเป็นเครื่องมือของกิเลส จิตเราก็จะผ่องใส ก็จะทำดีได้โดยไม่มีเงื่อนไข มีอำนาจเหนือจิตได้
Q : น้อมจิตอย่างไรให้กายจิตระงับ?
A : เราต้องตั้งสติมีสติอยู่กับลมหายใจ (ในที่นี้ใช้อานาปานสติ) คอยสังเกตดูเฉย ๆ ไม่ตามไป ตรงไหนเป็นการปรุงแต่งทางกาย เราอย่าเอาจิตไว้ตรงนั้น แต่ให้เอาสติจดจ่อไว้กับลม พยายามทำจิตให้สงบไม่บังคับ พอเราไม่ไปตามการปรุงแต่งทางกาย การปรุงแต่งทางกายก็จะระงับลง ๆ การปรุงแต่งทางจิตก็ทำเช่นเดียวกัน
Q: “ฌานกับสมาธิ” ถ้าเปรียบเหมือน “สมถะกับวิปัสสนา” ถูกต้องหรือไม่?
A: “สมาธิ” จะใช้ใน 2 บริบท คือ จะใช้กับสมถะหรือจะใช้กับทั้งสมถะและวิปัสสนาก็ได้ (สัมมาทิฎฐิ) “สมถะ”คือความสงบอย่างเดียว (เจาะจงในเรื่องของฌานทั้ง 4) “วิปัสสนา” หมายถึงการเห็นตามความเป็นจริง เห็นการเกิดการดับ ความไม่เที่ยง ทั้งสมถะและวิปัสสนา จะทำให้เกิดวิชชาคือความรู้ และวิมุตคือความหลุดพ้น ถ้าจะเปรียบสมาธิเหมือนกับสมถะวิปัสสนาพอได้อยู่ บางทีสมาธิจะหมายถึงสมถะอย่างเดียวก็มี แต่จะไม่มีปรากฏว่าสมาธิและวิปัสสนา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 01 Feb 2025 - 57min - 394 - เทคนิคการแผ่เมตตา Live [6804-7q]
Q : การแผ่เมตตาให้กับผู้ที่เราขุ่นเคือง
A : อานิสงส์ของการแผ่เมตตา จะทำให้คนรอบข้างได้รับกระแสแห่งความรัก ความปรารถนาดี เมตตาเป็นหนึ่งในพรหมวิหารสี่ เป็นเมตตาที่ไม่มีเงื่อนไข การแผ่เมตตาให้กับคนที่เราขุ่นเคืองนั้น เราต้องตั้งจิตให้มีเมตตาแล้ว 1) แผ่เมตตาให้กับจิตของเราที่ขุ่นเคือง 2) ส่งต่อไปยังบุคคลที่เราขุ่นเคืองนั้น 3) แผ่ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย
Q : ทำสมาธิไม่ได้หรือได้ไม่นาน?
A : การที่เรามีจิตสงบนั้น นั่นคือจิตเราเป็นสมาธิแล้ว และการที่เราอาจจะวอกแวกไปบ้าง แล้วกลับมาก็ถือว่าเราทำสมาธิได้ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ถือว่าเราทำได้ ซึ่งสมาธิขั้นต้นนั้น เป็นสมาธิที่ยังมีความคิด การที่ทำสมาธิแล้วไม่ได้ยินอะไรเลยนั้นเป็นสมาธิขั้นสูง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราทำสมาธิไม่ได้ ให้เราพิจารณาตรงจุดไหนที่เราทำแล้วจิตสงบก็ให้พิจารณาตรงนั้น เอาจิตจดจ่อไว้ตรงนั้น จิตเราเมื่อจดจ่อในสิ่งไหนสิ่งนั้นก็จะมีพลัง ให้เราฝึกทำให้บ่อย ให้มาก สมาธิเราก็จะพลังกว้างขวางขึ้น
Q : ผู้พิการทางสายตาสามารถเป็นพิธีกรในกิจกรรมทางศาสนาได้หรือไม่?
A : ท่านไม่ได้บัญญัติไว้ ที่สำคัญคือเรามีศีล มีศรัทธา ทั้ง 2 สิ่งนี้ เป็นเสาหลักสำคัญ หากเรามีศีล มีศรัทธา ถือว่าเรามีดวงตาแล้ว
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 25 Jan 2025 - 53min - 393 - เมตตาคือคำตอบ [6803-7q]
Q : เมื่อพ่อแม่ติดโซเชี่ยลมีเดียควรจัดการและวางใจอย่างไร?
A : ตราบใดที่อกุศลธรรมยังไม่เกิด ไม่เป็นปัญหา ให้คุยกับท่านด้วยเหตุผล ให้เรามีเมตตา มีพรหมวิหารสี่ คือ มีทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เมตตาที่เปรียบดังมารดาที่รักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะยิ่งเรามีเงื่อนไขแห่งความสุขมาก เราก็จะยิ่งทุกข์มาก ถ้าเราบอกแล้วท่านไม่ฟัง ก็ให้เรามีอุเบกขา อย่าให้จิตเราขัดเคือง ให้เราแผ่เมตตา แผ่ให้กับจิตของตัวเราที่มีความขัดเคือง ไปยังจุดที่ขัดเคืองนั้น ผ่านไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย พอเรามีจิตเมตตา จะทำให้คนรอบข้างรู้สึกได้
Q : พอเข้าใจไตรลักษณ์ จะนิพพานเลยหรือไม่?
A : การจะบรรลุนิพพานมันต้องเป็นไปตามลำดับขั้น เริ่มต้นจากสติและต้องมีสติอยู่ตลอดทั้งสาย สติเป็นหนทางเครื่องไปทางเดียว ที่จะทำให้ถึงนิพพานได้ คือ บรรลุเป็นขั้น ๆ ไปจนถึงนิพพาน ซึ่งการเข้าใจไตรลักษณ์นั้นเป็นส่วนสูงสุด และปัญญาที่จะเข้าใจนั้น แบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ “สุตตมยปัญญา”คือปัญญาที่อาศัยการฟังคนอื่น“จินมยปัญญา” คือปัญญาที่เกิดจากการคิดตริตรึกในสมอง “ภาวนามยปัญญา” คือปัญญาที่เกิดจากการฝึกลงมือปฏิบัติ
Q : อริยสัจสี่เกี่ยวข้องกับไตรลักษณ์หรือไม่?
A : ไตรลักษณ์คือส่วนของทางแก้ปัญหา เป็นส่วนของเหตุให้เกิดการพ้นทุกข์ เป็นส่วนของมรรคในอริยสัจ 4
Q : การดับทุกข์ในอริยสัจสี่กับการดับอวิชชาคือสิ่งเดียวกันหรือไม่?
A : “ทุกข์” คือขันธ์5 “อวิชชา” คือเหตุของทุกข์คือตัณหา ทั้งสองอย่างนี้อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ถ้าอันหนึ่งดับอีกอันหนึ่งก็ดับด้วย หากเราจะแยกขันธ์ 5 ออกจากตัณหา เราต้องเข้าใจ ยอมรับ และรอบรู้ในขันธ์ 5 แต่ถ้าจะแยกตัณหาออกจากขันธ์ 5 เราต้องละตัณหา อยู่ที่ว่าจะมองจากด้านไหน และการที่เราจะทำอย่างนั้นได้ เราต้องปฏิบัติตามมรรค 8 ตามทางของศีล สมาธิ และปัญญา
Q : พระพุทธเจ้าค้นพบอะไรเป็นลำดับแรก
A : ท่านค้นพบสติก่อนเป็นอันดับแรก โดยมีศีลเป็นพื้นฐาน คอยสังเกตด้วยสติ คิดพิจารณาด้วยระบบของอริยสัจสี่ บวกกับจิตที่เป็นสมาธิคือโยนิโสมนสิการ พอโยนิโสมนสิการแล้วจึงเกิดปัญญาเป็นอันดับสูงสุด
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 18 Jan 2025 - 57min - 392 - โพชฌงค์กับการป่วยไข้ [6802-7q]
Q : ทำไมเวลาไปกราบสี่สังเวชนียสถานหรือกราบพระบรมสารีริกธาตุจึงทำให้ใจสงบได้เร็ว เป็นเพราะพุทธคุณใช่หรือไม่?
A : “พละ 5” เริ่มต้นด้วยศรัทธา เมื่อเรามีศรัทธาที่เป็นพละคือกำลัง มีจิตที่สงบและน้อมจิตลงมือทำในสิ่งที่ท่านสอน เรียกว่า“ปาฎิหาริย์” เกิดขึ้นอาศัยพุทธคุณเรียกว่า “อนุสาสนีปฏิหาริย์” ซึ่งเครื่องมือที่จะทำให้เกิดศรัทธาได้ คือน้อมจิตไปในการฟัง น้อมจิตไปในพระพุทธรูป พระธาตุ น้อมจิตไปในธรรม และถือเอาความเศร้าหมอง ความขูดเกลาตนเป็นประมาณ ก็จะทำให้มีจิตเลื่อมใส ศรัทธา เกิดพละ 5 ทำไป ๆ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งเหมือนอยู่ใกล้ท่าน อยู่ไกลแค่ไหนก็เหมือนอยู่ใกล้
Q: เจริญอุเบกขาแล้วใจแห้งแล้ง เกิดจากอะไร?
A : อุเบกขาถ้าเกินกำลังของสติไปจะกลายเป็นอัญญานุเบกขา ส่วนที่เกินกำลังสตินี้มันมีกิเลสเข้ามาแทรก เราจึงต้องมีสติอยู่ตลอด ให้เรามีพรหมวิหารสี่ ทั้งเมตตา มุทิตา กรุณาและอุเบกขา ผสมกันให้เหมาะด้วยสติสัมปัชชัญญะ การที่เรารู้ว่าตรงไหนผิด ตรงนั้นจะเป็นโอกาสที่เราจะแก้ไขและพัฒนาตนต่อไปได้
Q : เพราะเกิดปิติในโพชฌงค์จึงทำให้หายป่วยใช่หรือไม่?
A : เมื่อฟังบทสวดโพชฌงค์แล้วจิตใจเรามีศรัทธา เกิดปิติขึ้น ทุกขเวทนาทางกายก็จะระงับไปโดยควรแก่ฐานะ (หมายถึงความเจ็บปวดทางกาย ก็จะหายเท่าที่มันจะหายได้ เท่าที่มันจะพอเป็นไปได้)
Q : พิจารณาทุกข์ด้วยใจสุขผิดหรือไม่?
A : เมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บก็จะมีทุกขเวทนา โพชฌงค์เป็นลักษณะที่เห็นด้วยปัญญา ปัญญามันจึงเป็นการพิจารณาคือคิดที่เป็นระบบ เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” คิดด้วยจิตที่เป็นสมาธิ เมื่อพิจารณาแล้วเกิดปัญญา เห็นความไม่เที่ยง เห็นด้วยปัญญา ก็จะมีสุขอันเกิดจากปัญญาขึ้นมาใหม่ สุขเวทนานี้มันละเอียดกว่าเวทนาทางกาย มันจึงซึมซาบจากใจไปสู่กายได้ มันก็จะระงับเวทนาที่หยาบนั้นได้ ตามฐานะที่ควรจะเป็น
Q : อัปปณิหิตสมาธิ อัปปณิหิตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ สุญญตวิโมกข์ คืออะไร?
A : สมาธิ คือ ความตั้งมั่น รวมกันไม่มีสิ่งอื่นมาเจือปน อัปปณิหิตสมาธิ คือไม่ตั้งปรารถนา / วิโมกข์ คือ ความหลุดพ้น ความแยกจากกัน แบ่งตามประเภทของการหลุดพ้น คำว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ คือไม่ปรารถนาในสิ่งนั้น สุญญตวิโมกข์ คือไม่ยึดถือ ไม่ปรารถนาในนามรูปนั้น อนิมิตตวิโมกข์ คือไม่ทำเครื่องกำหนดหมายในนามรูปนั้น จิตก็จะหลุดพ้นจากนามรูปนั้น เพราะคุณไม่ทำความปรารถนา ไม่ทำความยึดมั่น ไม่ทำความกำหนดหมายในนามรูปนั้น มันอยู่ที่ว่าจะเอาเครื่องมืออะไรมาปลดปล่อยจิตเราจากนามรูปนั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 11 Jan 2025 - 58min - 391 - ปัจจัยที่ทำให้จิตเกิดวิชชา [6801-7q]
Q : มีวิธีสร้างพลังใจให้เข้มแข็งได้อย่างไร?
A : การที่เราจะทำให้ใจของเราให้มั่นคงเข้มแข็งได้ ลักษณะความเข้มแข็งแน่วแน่ตรงนี้คือ “อินทรีย์พละ” มี 5 อย่าง เริ่มด้วย พลังศรัทธา พลังวิริยะ พลังสติ พลังสมาธิ และพลังปัญญา ทั้ง 5 อย่างนี้ต้องมาด้วยกัน หากมีแค่ศรัทธาและความเพียร เราจะต้านกระแสได้ไม่นาน สติ สมาธิ และปัญญา จะเป็นตัวประกอบที่จะทำให้สม่ำเสมอต่อเนื่องไปได้
ที่สำคัญคือเราอย่าไปผิดทาง เราต้องตั้งศรัทธาไว้ให้ถูกต้อง คือตั้งศรัทธาไว้ในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในคำสอน ในการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และในเรื่องกรรม ว่าทำกรรมดีได้ดี ทำกรรมชั่วได้ชั่ว ทำกรรมอย่างไรจะได้รับผลของกรรมอย่างนั้น หลักการนี้จะทำให้จิตเรามีพลังใจที่เข้มแข็งมั่นคงไม่ไปตามกระแสที่ผ่านเข้ามา
Q : ความสงบใจเกิดขึ้นได้อย่างไร?
A : ลักษณะของจิตคือเศร้าหมองได้ ผ่องใสได้ ตามแต่ผัสสะที่ผ่านเข้ามาในช่องทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อมีผัสสะมากระทบแล้ว จิตคล้อยตามไป ก็จะปรุงแต่งออกมาเป็น ราคะ โทสะ โมหะ ตามแต่สิ่งที่เข้าไปเสวยอารมณ์นั้น ซึ่งจิตไม่รู้ว่าไม่ต้องปรุงแต่งก็ได้ การที่จิตไม่รู้ ว่ามันไม่ต้องปรุงแต่งก็ได้ นั่นคือ“อวิชชา” คือความไม่รู้ ถ้าจิตรู้ว่าไม่ต้องไปเสวยอารมณ์นั้นก็ได้ เขาก็จะไม่คล้อยไปตามผัสสะที่ผ่านเข้ามา
การที่จะทำ “วิชชา” ให้เกิดขึ้นได้ ต้องมีองค์ประกอบแห่งการตรัสรู้ธรรมคือ “โพชฌงค์ 7” เหตุของโพชฌงค์ คือ “สติปัฎฐาน 4” เราต้องตั้งสติขึ้น เหตุของสติคือ การมีศรัทธาที่ถูกต้อง มีความเชื่อความมั่นใจ มีการลงมือทำจริงแน่วแน่จริง ตั้งสติไว้ แล้วปรุงแต่งแบบนี้ คอยสังเกต เราจะค่อยแยกแยะ แยกตัวออกจากการปรุงแต่งที่ไม่ดี สติ สมาธิของเราก็จะมีกำลังมากขึ้น เป็นไปตามกระบวนการของโพชฌงค์ เป็นกระบวนการทำงานที่จะทำให้จิตสงบ
Q : ลักษณะผู้ได้ฌานและฌานสำคัญอย่างไร?
A : “ฌาน” คือ การเพ่งจดจ่อตรงที่เป็นกุศลธรรมโดยไม่บังคับ มีความหยาบละเอียดไม่เท่ากัน เรียงจากหยาบไปละเอียดก็คือ ฌาน 1-4 และในฌานทั้ง 4 ระดับ ในแต่ละระดับยังมีความมั่นคงลงไป 3 ลักษณะ คือ 1) “ขณิกะ” คือจดจ่อได้ชั่วขณะ 2) “อุปจาร” คือเป็นพื้นฐานได้ และ 3) “อัปปนา” คือลึกมั่นคงแน่วแน่
ทั้ง 3 แบบสามารถเกิดขึ้นได้ในทั้ง 4 ฌานนี้ ซึ่งไม่ว่าจะขั้นใดให้เอาให้ลึกถึงที่สุด จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ได้ฌาน ท่านกล่าวไว้ว่า “ธรรมทั้งปวงมีสติเป็นอธิบดี มีสมาธิเป็นหัวหน้า มีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด มีวิมุตเป็นแก่น มีอมตะเป็นที่หยั่งลง มีนิพพานเป็นที่สุดจบ” เพราะฉะนั้น ฌานคือสมาธินั้นสำคัญมาก เราจึงต้องฝึก ถ้าไม่มีต้องทำให้มี เพราะเมื่อฝึกแล้วทำแล้วจะมีนิพพานเป็นที่สุดจบ
Q : ประชาสัมพันธ์งาน ขุมทรัพย์แห่งใจ
A : กิจกรรมพบปะผู้ฟังประจำปี “ขุมทรัพย์แห่งใจ” เพื่อเป็นมงคลปีใหม่ เพิ่มพูนความหวังและปัญญา วันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 68 เวลา 09.00-15.30น. (เริ่มลงทะเบียน 8.00น.) ณ. ศูนย์ปฏิบัติการแพร่ภาพออกอากาศฯ ชั้น 4 สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ถ.วิภาวดีรังสิต ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ http://panya.org/newyear
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 04 Jan 2025 - 59min - 390 - เบื้องต้นเบื้องปลายของวัฏฎะ [6752-7q]
Q : ตอบคำถามที่ทำให้เข้าใจในปฏิจจสมุปบาท
A : หากฟังแล้วไม่เข้าใจนั่นเพราะสัญญายังไม่เป็นญาณ ญาณแปลว่าความรู้ หมายถึงปัญญา สัญญาเกิดก่อนญาณเกิดทีหลัง ในที่นี้สัญญาหมายถึงความหมายรู้ สัญญาจะเปลี่ยนเป็นญาณได้ก็ต่อเมื่อมีสมาธิ คือมีจิตจดจ่อเป็นอารมณ์อันเดียว
Q : ทำไมพระโพธิสัตว์จึงตั้งจิตปรารถนาให้ได้ภรรยาของพี่ชาย?
A : จาก “กุสชาดก” เป็นเรื่องย้อนหลังกลับไปชาติก่อน ตอนพระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ ในชาตินั้นพี่สะใภ้อฐิษฐานว่า ไม่อยากเจอพระโพธิสัตว์อีก แต่ด้วยความที่พระโพธิสัตว์ เห็นจิตใจที่ดีงามของพี่สะใภ้ จึงอฐิษฐานจิตเช่นนี้ เพื่อแก้กัน เพื่อไม่ให้ผูกเวรกัน
Q : วัฏฏะเริ่มที่ไหน อะไรคือจุดเริ่มต้น?
A : พระพุทธเจ้าท่านมีญาณพิเศษที่จะมีเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น ท่านสามารถเห็นอดีตย้อนไปได้อย่างไม่มีอะไรข้องขัด แต่ท่านก็หาจุดที่่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่เจอ และในการเห็นนี้ ท่านได้เห็นกระบวนการทั้งหมดของมัน ว่ามันปรุงแต่งมาทั้งหมด เป็นทุกข์ทั้งหมด ท่านจึงหาวิธีดับทุกข์ เกิดความรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง มันมีเหตุมีปัจจัย ท่านจึงพบว่า ต้องเดินตามมรรค 8 ปฎิบัติตามอริยสัจสี่ ก็พ้นทุกข์ได้ กำจัดอวิชชาให้สิ้นได้ โดยที่ไม่ต้องรู้เบื้องต้นเบื้องปลาย
Q : ตารางการปฏิบัติธรรมมีที่ไหนบ้าง?
A : วันอาทิตย์ที่ 26 ม.ค. 68 งานขุมทรัพย์แห่งใจ จัดที่หอประชุม (Auditorium) ชั้น 4 อาคารศูนย์ปฏิบัติการแพร่ภาพออกอากาศการกระจายเสียงวิทยุและการให้บริการข้อมูลข่าวสารภาครัฐ สถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ถ.วิภาวดีรังสิต และในวันที่ 25-27 ม.ค. 68 จัดรายการสด ทาง สวท. / คอร์สปฏิบัติธรรม จัดที่ วัดภูทอก จ.บึงกาฬ เดือน มี.ค. และ ธ.ค. 68 สามารถลงทะเบียนและติดตามข่าวสารได้ที่เว็บไซต์ panya.org
Q :ความสงสารจัดอยู่ในธรรมะข้อไหน?
A : “สงสาร” เป็นอกุศล “ดี” เป็นกรุณา คือ เห็นคนเป็นทุกข์แล้วอยากให้เขาพ้นทุกข์ กรุณามีข้อควรระวังทั้ง 2 ด้าน ด้านหนึ่ง คือถ้าไม่กรุณาก็จะคิดเบียดเบียนกัน อีกด้านหนึ่ง ก็จะเป็นความสงสาร ความเศร้าโศกเสียใจ ที่เขาได้รับทุกข์ ซึ่งไม่ใช่สังเวช “สังเวช” คือความสลดที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ตรงหน้า สังเวชเป็นกุศลธรรม ส่วนความสงสารความเสียใจ คือกรุณาที่เกินกำลังของสติไป ทำให้ตัวเรามีทุกข์ไปด้วย ให้เราตั้งสติ รักษาสติไว้ อย่าให้เกินไปถึงตรงนั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 28 Dec 2024 - 58min - 389 - เทคโนโลยีกับวิกฤตศรัทธา [6751-7q]
Q : สวดมนต์เยอะและนานดีหรือไม่อย่างไร?
A : ที่สำคัญคือเมื่อสวดมนต์แล้วจิตสงบหรือไม่ หากสวดมนต์แล้วจิตสงบมีปิติสุข จิตเป็นสมาธิ นั่นจะเป็นทางที่ไปสู่วิมุตคือหลุดพ้นจากกิเลสได้ ซึ่งทางไปสู่วิมุตยังมีทางอื่น ๆ ทั้งการนั่งสมาธิ การฟังธรรม การสอนธรรมะ การใคร่ครวญธรรม ก็ล้วนแล้วแต่เป็นทางที่ไปสู่วิมุตได้
Q : นั่งสมาธิได้ไม่นาน แค่ไหนจึงจะเพียงพอ
A : สมาธิอยู่ที่จิตสามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ สิ่งที่สำคัญคือจิตเราต้องเป็นสมาธิ ไม่เกี่ยวกับเวลา ท่านสอนไว้ 2 วิธี คือ“ทุกขาปฏิปทา”หมายถึง พิจารณาความไม่เที่ยง เห็นถึงความไม่เที่ยง เห็นเป็นของไม่น่ายินดี เป็นสิ่งปฏิกูล ไม่ใช่ว่าทุกขาปฏิปทาคือความทุกข์ วิธีนี้คนที่มีราคะ โทสะ โมหะกล้า จิตจะสงบค่อนข้างยาก ก็ให้พิจารณาตรงที่ไม่สงบ ให้เห็นเป็นความของไม่เที่ยง เห็นเป็นของไม่ใช่ตัวตนด้วยความเป็นทุกข์ และ “สุขาปฏิปทา”หมายถึง ได้ความสุขจากสมาธิ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อิริยาบถใดก็ได้สุขจากสมาธิ คนที่มีราคะ โทสะ โมหะ เบาบางจะใช้วิธีนี้ได้ดี เพราะจิตเขาจะฟุ้งซ่านน้อยจิตสงบได้ง่าย
Q : ปฏิบัติที่บ้านได้หรือไม่?
A : ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ ในอิริยาบถใดก็ได้ ไม่จำกัดด้วยกาล ไม่จำกัดด้วยเวลา แต่จะมีที่อโคจรที่เราไม่ควรไป เพราะจะทำให้จิตสงบได้ยาก ได้แก่ โรงสุรา ที่เล่นการพนัน ซ่องโสเภณี หรือบ้านของคนที่ไม่มีศรัทธา ท่านให้เกณฑ์การเลือกสถานที่ไว้ดังนี้ คือ 1) หากอยู่ที่ไหน จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังละไม่ได้ก็ยังละไม่ได้ อย่าอยู่ให้รีบไปเดี๋ยวนั้นทันที 2) หากอยู่แล้วการภาวนายังไม่ดี แต่อาหารบิณฑบาตหาได้ง่าย ทำมาหากินดี ให้วางแผนว่าจะย้ายเมื่อไหร่ 3) หากสถานที่ไหนที่อยู่แล้วจิตสงบ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น ก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ ถึงแม้สถานที่นี้ การทำมาหากินจะฝืดเคือง บิณฑบาตหายาก ลาภปัจจัย 4 น้อย เดินทางลำบาก ก็ให้อยู่ไปเรื่อย ๆ ให้เอาการภาวนาเป็นหลัก 4) หากสถานที่ไหนอยู่แล้วจิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ อาหารการกินดี เดินทางสะดวก ให้อยู่ไปตลอดชีวิต
Q : เทคโนโลยีกับการปฏิบัติธรรม
A : กระแสของโลกที่พัดเข้ามาตลอดไม่หยุดนั้นเรารับรู้ได้ผ่านทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา การปฏิบัติตามมรรค 8 จะทำให้จิตไม่พัดไปตามกระแส ยิ่งกระแสพัดเข้ามาแรง เราก็ยิ่งต้องปฏิบัติให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ซึ่งการที่จิตเราจะทวนกระแสได้นั้น เราต้องมี “ศรัทธา” เราต้องตั้งศรัทธาไว้ให้ถูก “อย่าตั้งศรัทธาไว้ในบุคคล แต่ให้ตั้งศรัทธาไว้ในระบบ” ระบบคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อเราตั้งศรัทธาไว้ถูกต้อง เราก็จะไม่ได้รับโทษของศรัทธา ถ้าเรารู้จักแยกแยะเห็นได้ด้วยปัญญา ศรัทธาเราก็จะมั่นคงขึ้น หนุนศรัทธาได้ด้วยปัญญา พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ก่อนที่ท่านจะตรัสรู้ธรรมว่า “ท่านไม่สันโดษเลย ไม่รู้จักอิ่มจักพอเลยในกุศลธรรมทั้งหลาย” การที่เราจะสันโดษได้แทนที่เราจะตั้งไว้ในเรื่องกาม เราก็มาตั้งไว้ในธรรมะแทน เป็นการปรารถความเพียร เป็นหนึ่งในอิทธิบาท 4
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 21 Dec 2024 - 57min - 388 - อัญญาณุเบกขา อุเบกขาที่ไม่ฉลาด [6750-7q]
Q : การวางจิตขณะเดินจงฺกม?
A : ตอนนั่งทำอย่างไรตอนเดินก็ทำอย่างนั้น ทำในทุก ๆ อิริยาบถ มีความเพียร ทำอย่างต่อเนื่อง อานิสงฆ์คือจะไปสู่ความเป็นอมตะ | นิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้า
Q : ความสงบใจเกิดขึ้นได้อย่างไร?
A : หลักการคือเราจะรู้ถึงความสงบได้เราก็ต้องรู้ว่าที่ไม่สงบเป็นอย่างไร เมื่อรู้แล้วก็ไม่ทำอย่างนั้น คือถ้าหากเรายินดียินร้าย สะดุ้งไปตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ แล้วทำให้เราไม่สงบ เกิดอกุศล นั่นเป็นการปรุงแต่งที่เป็นโทษ แต่หากปรุงแต่งแล้วเกิดประโยชน์เกิดกุศล การปรุงแต่งนั้นเป็นประโยชน์ ซึ่งก็คือการปรุงแต่งด้วยมรรค8 ท่านได้กล่าวว่าในบรรดาธรรมทั้งหลาย มรรค 8 เป็นการปรุงแต่งที่ยอดเยี่ยม เพราะเมื่อปรุงแต่งแล้วทำให้กุศลเกิด อกุศลลด
Q : ความอยากทุกประเภทเป็นกิเลสหรือไม่?
A : ความอยาก แปลมาจากคำว่า “ตัณหา” คือเหตุแห่งความทุกข์ คือความทะยาน ท่านอธิบายไว้ว่า “ตัณหานี้ใด 1) ทำการเกิดใหม่ให้เป็นปกติ 2) เป็นไปด้วยกับกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน 3) เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ถ้าเป็นความอยากใน 3 ลักษณะนี้นั่นคือ “ตัณหา” ถ้าไม่ใช่ความอยาก 3 ลักษณะนี้ “ไม่เป็นตัณหา” คือดูว่ากิเลสเพิ่มหรือลด ซึ่งหากเราปฏิบัติตามมรรค 8 แล้ว จะทำให้อกุศลลดลง กุศลเพิ่มขึ้น
Q : อุเบกขาและอัญญานุเบกขามีอาการอย่างไร?
A : “อุเบกขา” เป็นหนึ่งในพรหมวิหารสี่ แปลว่าการวางเฉย ลักษณะของพรหมวิหารสี่ มีคุณสมบัติ 3 อย่างนี้ คือ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณและไม่เว้นใครไว้ ให้เราปฏิบัติตามพรหมวิหารสี่ กระทำทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งทาง กาย วาจาและใจ เราจะอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีความสุข เพราะมันประกอบด้วยความไม่มีเงื่อนไข ดังนั้น หากเรามีเงื่อนไขของความสุขน้อย เราก็จะมีความสุขมากขึ้น “อัญญานุเบกขา” คืออุเบกขาแบบไม่ฉลาด เช่น ตากผ้าไว้ฝนตกแต่ไม่เก็บผ้าบอกว่าอุเบกขาใส่ผ้าเปียกก็ได้ ซึ่งความจริงเราจะต้องเก็บผ้าไม่ใช่ว่าอุเบกขาแบบไม่ฉลาด
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 14 Dec 2024 - 56min - 387 - กระบวนการของปฏิจจสมุปบาท [6749-7q]
Q: “เรา” อยู่ตรงไหนในปฏิจจสมุปบาท?
A: ปฏิจจสมุปบาท คือ ธรรมะที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ลักษณะกระบวนการของมันคือ “เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดสิ่งนี้จึงเกิด เพราะความดับไปของสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป”ทั้งคู่เกิดและคู่ดับ เป็นคู่ ทีละคู่ จะเอาคู่ไหนมาพิจารณาก็ได้ จิตของเรามันมีอวิชชา มันจึงไม่รู้ว่าไม่ต้องปรุงแต่งก็ได้ จิตเมื่อมีการปรุงแต่งก็จะทำให้เกิดการรับรู้คือวิญญาณ รับรู้ในสิ่งที่เป็นนามและรูปได้เท่านั้น / จิตอยู่ตรงกลางของคู่แต่ละคู่ที่มันจะเกิดดับ ที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวเราของเราเพราะเรายึดถือ ถ้าเราดับความยึดถือได้ นั่นเป็นปัญญา ถ้าเราคลายความยึดถือตรงนี้ได้จะเกิดวิชชา ความยึดถือก็จะดับลง “เรา” เป็นของไม่จริง ปฏิจจสมุปบาทคือสัจจะความจริง เราจึงไม่เห็นว่าตัวเราอยู่ตรงไหนของปฏิจจสมุปบาท
Q: อวิชชาทำให้เกิดสังขารได้อย่างไร?
A: สังขาร หมายถึง การปรุงแต่งให้สำเร็จรูป มีหลายนิยาม นิยามแรก หมายถึง การปรุงแต่งทางกาย วาจา ใจ นิยามที่ 2 หมายถึงการปรุงแต่งให้สำเร็จรูปโดยความเป็นรูป ที่มันปรุงแต่งเพราะว่ามันไม่รู้ว่ามันไม่ต้องปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงก็ได้ มันจึงปรุงแต่งคือสังขาร จึงทำให้ท่านบัญญัติว่า “เพราะมีอวิชชาจึงมีสังขาร” นั่นเอง
Q: ความต่างระหว่างเวทนาวิปัสสนากับสังขารวิปัสสนา
A: เหมือนกันในความที่เป็นวิปัสสนา เห็นความไม่เที่ยงในสิ่งต่างๆ เหมือนกัน อาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้นเหมือนๆ กัน ต่างกันที่เวทนาคือความรู้สึก สุข ทุกข์ อทุกขมสุข ส่วนสังขารคือการปรุงแต่ง
“อดโทษ” ในความหมายที่ลึกซึ้งท่านสารีบุตรเป็นผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนมาก ตอนที่ท่านจะปรินิพพาน ท่านได้กล่าวกับลูกศิษย์ทั้งหลายว่า “ขอให้ท่านทั้งหลาย อดโทษให้ข้าพเจ้าด้วย ถ้าข้าพเจ้าได้ทำสิ่งใดที่ให้ท่านไม่พอใจ อย่ายกโทษของข้าพเจ้าขึ้นมาว่าเป็นโทษของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้โทษเป็นของข้าพเจ้าคนเดียว อย่าเอาโทษนี้ทำให้เกิดความเคลือบแคลงในมรรค ในข้อปฏิบัติ อย่าเอาโทษข้อนี้มาทำให้เคลื่อนจากธรรมะ”
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 07 Dec 2024 - 56min - 386 - อุปกิเลสอยู่ฝ่ายอกุศล [6748-7q]
Q: อุปกิเลส 16 มีปฏิสัมพันธ์กับทาน ศีล และภาวนาอย่างไร?
A: แบ่งเป็นฝ่ายกุศลกับอกุศล อุปกิเลสอยู่ฝั่งอกุศล ทั้งสองฝ่ายจะแปรผกผันกัน ถ้ามีทาน ศีล ภาวนามาก ตัณหา อวิชชา กิเลสก็ลดลง แต่ถ้ามีตัณหา อวิชชา กิเลสมาก การภาวนาก็จะลดลง ทาน ศีล ภาวนา เป็นกระบวนการที่ช่วยกำจัดกิเลสจากหยาบไปละเอียด หรืออีกนัยยะคือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือมรรค 8 เราต้องทำกระบวนการทั้งหมดให้มันเข้ากัน เปรียบดังการปรุงอาหาร
Q: ผู้ที่ประพฤติแต่อุปกิเลส 16 จะไม่บรรลุมรรคผลและไปสู่อบาย?
A: เราต้องสร้างเหตุ เงื่อนไข ปัจจัยให้ถูก จะเห็นธรรมได้ก็ต้องมีทาน ศีล ภาวนา จะบรรลุธรรมได้ก็ต้องกำจัดอุปกิเลส 16
Q: ท้อแท้เพราะปฏิบัติไม่ก้าวหน้า
A: ปฏิบัติก้าวหน้าหรือไม่ อยู่ที่เงื่อนไขปัจจัย พละ 5 มีหรือไม่ ความเพียรทำตรงไหนก็สำเร็จอยู่ตรงนั้น ส่วนสมาธิอาจจะยังไม่ออกผลตามที่คุณอยาก ความอยากทำให้ท้อแท้ ถ้าไม่อยากแต่สร้างเหตุก็จะได้ ทำไปตามระบบของการปฏิบัติ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา บรรลุเร็วช้าอยู่ที่อินทรีย์ 5 ถ้าไม่อยาก ความท้อแท้ก็เกิดไม่ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 30 Nov 2024 - 55min - 385 - หมายรู้ในทุกข์ [6747-7q]
Q : อนิจเจทุกขสัญญาและสัญญา 10 คืออะไร?
A : อนิจเจทุกขสัญญา คือ เห็นความเป็นของไม่เที่ยงในความทุกข์นั้น สามารถมองได้หลายมุม คือ หมายเอาทุกขสัญญาเป็นหลักแล้วเห็นความไม่เที่ยงในทุกข์นั้น หมายเอาคุณสมบัติของความที่เป็นทุกข์ที่ทนได้ยาก หมายเอาความไม่เที่ยงของสภาวะนั้น หมายเอาความที่ไม่ใช่ตัวตนต้องขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองจากมุมไหน ซึ่ง ในกระบวนการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ก็คือไม่เที่ยงอยู่แล้ว ไม่ใช่ตัวของมัน ต้องอาศัยสิ่งอื่น เปลี่ยนแปลงตามสิ่งนั้น ๆ นี่คือ “ทุกข์” เราต้องเห็นทั้งหมดในกระบวนการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เข้าใจทั้งสายเกิดและสายดับ เราจึงจะสามารถเข้าใจว่า แม้กรรมเก่าก็ดับได้ เราจะเข้าใจแบบนี้ได้ ด้วยมรรค 8 / สัญญา (ความหมายรู้) 10 ประการ อยู่ในส่วนของมรรค เป็นธรรมะที่ท่านให้พระอานนท์เทศน์ให้พระคิริมานนท์ฟังในขณะที่ป่วย เมื่อได้ฟังแล้ว ก็เกิดปิติปราโมทย์ ทำให้โรคภัยของท่านหายไป ทั้งนี้ในสัญญา 10 ประการ จะไม่มีอนิจเจทุกขสัญญา
Q : หมายรู้ที่เป็นมรรคและส่วนที่เป็นทุกข์
A : สัญญาคือหมายรู้ แบ่งได้เป็น 2 ส่วน ส่วนของมรรค คือ หมายรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วกิเลสมันลดได้ ความหมายรู้นั้นเป็นมรรค ส่วนของทุกข์ คือ หมายรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วความยึดถือเกิดได้ ความหมายรู้นั้นคือหนึ่งในขันธ์ 5
Q : กรรมติดจรวดเป็นอย่างไร?
A : คือ ไม่ว่าจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่วให้ผลทันที เกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 23 Nov 2024 - 53min - 384 - ด้วยอำนาจของการผูกเวร [6746-7q]
Q : ลอยกระทงกับศาสนา
A : ลอยกระทงเป็นประเพณีวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับแนวทางคำสอน คือท่านได้บัญญัติการจำพรรษาของพระภิกษุจะมี 2 ห้วงเวลา คือ 3 เดือนแรกของสี่เดือนฤดูฝน เริ่มจากวันเข้าพรรษาถึงวันออกพรรษา หรือ 3 เดือนท้ายของสี่เดือนฤดูฝน เริ่มจากหนึ่งเดือนหลังจากเข้าพรรษาถึงวันลอยกระทง ซึ่งเป็นวันออกพรรษาของพรรษาหลัง
Q : ผูกเวร ผูกใจ ตัดขาดไม่ข้ามชาติได้หรือไม่?
A : สิ่งที่จะติดตัวเราไปข้ามภพชาติได้คือบุญและบาป ทรัพย์สินเงินทองไม่สามารถข้ามภพชาติได้ ส่วนจะมีภพหน้าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย หากมีเหตุปัจจัยให้เกิดก็เกิด หากมีเหตุปัจจัยให้ไม่เกิดก็ไม่เกิด (พระอรหันต์) การผูกเวร แม้เราจะทำดีแล้วปฏิบัติดีแล้ว เขาก็ยังผูกเวรกับเรานั้น นั่นเป็นเรื่องของวัฏฏะ สิ่งที่เราควรทำ คือเดินตามมรรค 8 รักษาจิตให้เป็นกุศล หากเรายังมีความอยากที่จะไม่เจอเขาอีก นั่นแสดงว่าเรามีตัณหาแล้ว
Q : ฟังธรรมกับการทำมาหากินเกี่ยวกันอย่างไร?
A : ท่านพูดถึงดวงตา 3 ดวง คือ 1) มีดวงตาเห็นช่องทางในการหาทรัพย์ 2) ดวงตาที่หาทรัพย์ด้วยความสุจริต 3) มีดวงตาที่จะเห็นอริยสัจสี่ หากเราเห็นแค่ดวงใดดวงหนึ่งก็ไม่ได้แปลว่าผิด เพียงแต่เป็นการที่เห็นไม่รอบด้าน ซึ่งการทำมาหากินกับการฟังธรรมสามารถทำไปด้วยกันได้ อันไหนที่เราทำได้ให้ทำก่อนแล้วค่อย ๆ ทำเพิ่ม
Q : สมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรคืออย่างไร?
A : คือสมัยที่บำเพ็ญเพียรแล้วจะได้ผลน้อย คือ 1) ความแก่ชรา 2) ความอาพาธ 3) อาหารหาได้ยาก คือคนก็จะไปตามที่ที่มีอาหารหาง่าย คนก็จะปะปนกันมาก การจะทำความเพียรทำในใจซึ่งคำสอนก็จะทำได้ยาก 4) มีภัยกำเริบ คือมีกบฏโจรปล้นเมือง 5) การที่มีสงฆ์แตกกัน ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะเอาข้อเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างในการทำความเพียร ที่ท่านพูดคือเพื่อเตือนถึงภัยในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ให้เราเร่งความเพียรในตอนนี้ เพื่อที่เมื่อเกิดภัยนั้นขึ้นแล้ว เราจะยังเป็นผู้อยู่ผาสุกได้
Q : ทำไมคนดีตายง่าย คนชั่วตายยาก?
A : มันเป็นเรื่องของกรรม หากเราคิดให้เขาได้ไม่ดี เป็นความคิดที่ไม่ดี ให้เราคิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 16 Nov 2024 - 57min - 383 - สัมมาทิฐิที่เนื่องด้วยโลกและเหนือโลก [6745-7q]
Q : ความหมายและความต่างระหว่างโลกวัชชะและปัณณัตติวัชชะ
A : เป็นอาบัติเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ “โลกวัชชะ” คือ อาบัติที่เมื่อทำผิดพระวินัยแล้วจะเกิดอกุศลในจิตแน่นอน ส่วน “ปัณณัตติวัชชะ” คือ อาบัติทางพระบัญญัติ ที่อยู่ที่จิตขณะนั้น หากจิตขณะนั้นเป็นอกุศลจึงจะมีโทษ
Q : ความหมายของ “พระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติดีแล้วโดยชอบนั้น ย่อมเห็นพระนิพพานใดด้วยญาณ เป็นของหมดจดวิเศษแล้วพระนิพพานนั้นอันบัณฑิตพึงรู้แจ้งด้วยใจ”
A : พระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติดีแล้วโดยชอบ หมายถึง สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ / ย่อมเห็นพระนิพพานใดด้วยญาณ หมายถึง หมู่ผู้ที่ปฏิบัติดีแล้ว ย่อมเห็นนิพพานด้วยญาณคือปัญญา / พระนิพพานอันบัณฑิตพึงรู้แจ้งด้วยใจ หมายถึง บัณฑิตทั้งหลายเขาจะเห็นอย่างนี้เหมือนกัน
Q : เปรียบเทียบการให้ทานด้วยอาหารกับ ศีล สมาธิ ปัญญา?
A : การให้ทานด้วยอาหารให้ผลน้อยเพราะไม่สามารถทำได้ตลอด ไม่เหมือนกับการรักษาศีล ภาวนา ที่สามารถทำได้ตลอดเวลา ทำได้ในทุกอิริยาบถ
Q : ศรัทธากับสัมมาทิฐิอันไหนมาก่อนกัน
A : ทั้งศรัทธาและสัมมาทิฐิ ต่างเกื้อกูลส่งเสริมซึ่งกันและกัน หากเรามีศรัทธาที่เป็นสัมมาทิฐิ เราก็จะเกิดการลงมือทำจริง แน่วแน่จริง มีความเพียร ก็จะเกิดปัญญาขึ้นมาได้
Q : การวางจิตเมื่อแสดงธรรมแก่ผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่า
A : การที่เราแสดงธรรมไปตามเนื้อหาที่ท่านประกาศไว้ เราไม่ต้องกังวล ถ้าเราศึกษามาเป็นอย่างดี เพียงแต่ระวัง ไม่พูดผิด ไม่พูดกระทบตนเอง ไม่พูดกระทบผู้อื่น ไม่ว่าจะพูดให้ใครฟังก็สามารถทำได้
Q : พระอรหันต์ทำผิดได้หรือไม่?
A : ท่านไม่ได้รู้ทุกเรื่อง เราสามารถแสดงความเห็นต่อท่านได้ ถ้าเราเป็นผู้น้อยก็ขอโอกาสท่าน พูดด้วยจิตที่มีเมตตา ด้วยความเคารพ นอบน้อม สิ่งไหนควรติเตียนก็ติเตียน สิ่งไหนควรยกย่องก็ยกย่อง ให้ดูที่พฤติกรรมไม่ใช่ที่ตัวบุคคล รักษาจิตของเราให้ตั้งอยู่ในกุศล
Q : NO PAIN NO GAIN
A : มี 2 พุทธพจน์ คือ “เห็นทุกข์จึงจะเห็นธรรม” และ “ขึ้นชื่อว่าความสุขความสำเร็จแล้ว ใครๆจะบรรลุได้โดยง่ายเป็นไม่มี ความสุขความสำเร็จเป็นสิ่งที่ใครๆ บรรลุได้ด้วยความลำบาก” การเห็นโทษเป็นการเห็นทุกข์ ถ้าเราเห็นโทษของสิ่งใด เราจะพ้นจากสิ่งนั้นได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sat, 09 Nov 2024 - 55min
Podcasts semelhantes a 7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)
ธรรมะสะกิดใจ 072
นิทานชาดก 072
พี่อ้อยพี่ฉอด พอดแคสต์ CHANGE2561
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม dhamma.com
People You May Know FAROSE podcast
คืนเผาผี Ghost Night Ghost Night
รอบโลก by กรุณาบัวคำศรี karunabuakamsri
Mission To The Moon Mission To The Moon Media
ธรรมนิยาย หลวงพ่อจรัญ (สัตว์โลกย่อมเป็นไปตา Ploy Techa
SONDHI TALK sondhitalk
คุยให้คิด Thai PBS Podcast
หน้าต่างโลก Thai PBS Podcast
The Secret Sauce THE STANDARD
นิทานลุงเหมียน นิทานขำขัน Uncle M.
Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล) watpasukato
1 สมการชีวิต ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
2 จิตตวิเวก ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
3 ใต้ร่มโพธิบท ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
4 คลังพระสูตร ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
5 นิทานพรรณนา ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
6 ขุดเพชรในพระไตรปิฎก ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
พุทธทาส อินทปัญโญ พุทธทาส อินทปัญโญ
พุทธวจน พุทธวจน
หลวงพ่อจรัญ ทักขญาโณ หลวงพ่อจรัญ ทักขญาโณ
Outros Podcasts de Sociedade e Cultura
Humor Voz Populi BLU BluRadio
Oculto tras la sombra Juan Jesús Vallejo Juan Jesús Vallejo
Noche de Misterio con Juan Jesús Vallejo Juan Jesús Vallejo
Noche de Misterio Caracol Pódcast
Documentales de Historia TV ⚡️Juanra⚡️
Enigmas sin resolver Uforia Podcasts
Código Misterio Código Misterio
Música Cristiana Mx Música Cristiana Mx
Javeriana Estéreo 91.9 FM Javeriana919fm
Noticias de la mañana Noticias Telemundo
EXPEDIENTES PARANORMALES de Esteban Cruz, @Cruzescribiente Cruz Escribiente
VOS PODÉS Tatiana Franko
Observador Paranormal Addiction House
Terror en blanco RNE Audio
LEGEND Guillaume Pley
Relatos Eróticos KillerDread PRO
En Caso de que el Mundo Se Desintegre El Pirata y El Sr. LagarTija
Cuentos de medianoche Radio Nacional Argentina
HISTORIAS PARANORMALES con Esteban Cruz Esteban Cruz Niño
Trasnoche Paranormal Trasnoche Paranormal