Filtrar por gênero
เรียนรู้หัวข้อธรรมะ ที่เป็นแผนที่แม่บท เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ด้วยสูตร 15+45 คือนั่งสมาธิ 15 นาที แล้วตามด้วยการอธิบายหัวข้อธรรมะ 45 นาที เพื่อให้ตกผลึกความคิดเป็นสัมมาทิฏฐิ มีปัญญาเดินทางแผนที่คำสอนได้. New Episode ทุกวันพุธ เวลา 05:00, Podcast นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการธรรมะรับอรุณ ออกอากาศทุกวันทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) มีคำถาม/ข้อเสนอแนะ หรือสมัครติดตามฟังทั้ง 7 รายการ ที่ panya.org
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
- 642 - หลักธรรมสู่ความเจริญ [6920-3d]
หลักธรรมสู่ความเจริญประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 3 ชุด คือ ภัพพตาธรรม 6 เพื่อเตรียมตนให้พร้อมรับความดีและรักษาความดีนั้นไว้ด้วยความฉลาดในอุบายและความต่อเนื่อง เวปุลลธรรม 6 เพื่อความงอกงามไพบูลย์ด้วยปัญญา ความเพียร ความเบิกบาน และการไม่หยุดพัฒนาในกุศลธรรม และ วัฒนมุข 6 ซึ่งเป็นประตูสู่ความสำเร็จ ได้แก่ การไม่มีโรค มีศีล ศึกษาแบบอย่างที่ดี หมั่นเรียนรู้ ทำงานสุจริต และมีความกล้าหาญไม่ย่อท้อ หากปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง มีความสุขภายใน และมีความมั่นคงรอบคอบ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 12 May 2026 - 56min - 641 - คำพูดที่ควรกล่าว [6919-3d]
คำพูดเป็นสิ่งสำคัญ ท่านพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไว้ถึง ‘กถาวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ควรพูด นอกเหนือจาก คำพูดที่เว้นขาดจากการพูดโกหก ส่อเสียด หยาบคาย และพูดเพ้อเจ้อ
และ ‘อักโกสวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ไม่ควรพูด เพราะไม่มีประโยชน์ และทำความเจ็บช้ำน้ำใจแก่ผู้อื่น ได้แก่ ชาติกำเนิด ชื่อ โคตร อาชีพ ศิลปะ (ฝีมือ) โรค รูปพรรณสัณฐาน กิเลส อาบัติ และคำสบประมาทอื่น ๆ
ส่วน ‘กถาวัตถุ 10’ เรื่องที่สมควรพูด ได้แก่ ถ้อยคำให้เกิดความมักน้อย คือ ไม่โอ้อวด ความสันโดษ เกิดความสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร ให้ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ
ซึ่งการพูด ‘กถาวัตถุ 10’ ให้ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลาได้นั้น นอกจากจะเป็นสัมมาวาจาแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างสัมมาสติ สัมมาวายามะ และสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ ไปตามทางมรรค 8 พร้อมกันอีกด้วย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 05 May 2026 - 56min - 639 - เวสารัชชกรณธรรม : ธรรมที่ให้เกิดความกล้าหาญ [6918-3d]เวสารัชชกรณธรรม คือหลักธรรมที่ช่วยให้เราเอาชนะความกลัว ความวิตกกังวล และความครั่นคร้าม เพื่อเปลี่ยนคุณให้เป็นคนที่มีความกล้าหาญอย่างถูกต้องและอยู่อย่างผาสุก ประกอบด้วย 5 ประการสำคัญ ได้แก่ ศรัทธา ศีล พาหุสัจจะ วิริยารัมภะ ปัญญา หากนำธรรมทั้ง 5 ข้อนี้มาปรับใช้ คุณจะกลายเป็นผู้ที่มีความแกล้วกล้าและไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 28 Apr 2026 - 59min - 638 - อปัณณกปฏิปทา ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 อย่าง [6917-3d]อปัณณกปฏิปทา ธรรม 3 อย่าง ได้แก่ 1) เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ 2) เป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคทั้งหลาย 3) เป็นผู้ประกอบความเพียรในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น เป็นรรมที่จะปฏิบัติเวลาไหนก็ได้ทั้งนั้น เป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติแล้วจะไม่ผิด และเมื่อปรารภอยู่เรื่อย ๆ แล้ว จะเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 21 Apr 2026 - 57min - 637 - พละ 4 ประการ [6916-3d]
ในยุคที่โลกผันผวนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เราต้องเผชิญกับภัยต่างๆในชีวิต พระพุทธองค์ทรงเตือนให้ระวัง ภัย 5 ประการ ได้แก่ ภัยจากการเลี้ยงชีพ (อาชีวิกภัย), ภัยจากการถูกติเตียน (อสิโลกภัย), ภัยจากความประหม่าในสังคม (ปริสสารัชชภัย), ภัยจากความตาย (มรณภัย) และภัยจากการไปสู่ภพภูมิที่ไม่ดี (ทุคติภัย)
เราสามารถก้าวข้ามความกลัวเหล่านี้ได้ด้วย พละ 4
1. ปัญญาพละ: รอบรู้เหตุผลและกุศลกรรม
2. วิริยะพละ: เพียรละชั่วทำดี
3. อนวัชชพละ: ประพฤติกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ไร้โทษ
4. สังคหพละ: ช่วยเหลือและผูกไมตรีต่อผู้อื่น
เมื่อมีกำลังทั้งสี่นี้ เราจะใช้ชีวิตได้อย่างผาสุกและไม่หวั่นเกรงต่อภัยใด ๆ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 14 Apr 2026 - 59min - 636 - วิธีละความอาฆาต [6915-3d]
จิตที่สะสมอารมณ์โกรธ อาฆาต พยาบาท ขุ่นแค้น จนเกิดเป็นสนิมเกาะใจ หาความสุขไม่ได้ด้วยแรงของพยาบาท อาฆาต ด้วยภัยของความอาฆาตนี้ พระสารีบุตรได้กล่าวถึงวิธีการระงับความอาฆาต ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในจิต ดังนี้ แม้ความอาฆาตพึงเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญกรุณาในบุคคลนั้น เปรียบดังเหมือนสงสารคนป่วยไม่สบาย พึงเข้าไปตั้งความกรุณา ความเอ็นดู ความอนุเคราะห์ ในบุคคลนั้นเสีย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 07 Apr 2026 - 54min - 635 - อธิฐานธรรม 4 ประการ [6914-3d]
อธิษฐานธรรม 4 ไม่ใช่การอ้อนวอนขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่คือการสร้างฐานใจที่มั่นคงเพื่อบรรลุเป้าหมายด้วยวิธีที่ถูกต้อง ประกอบด้วย
1. ปัญญา: ไม่ละเลยการใช้เหตุผลเพื่อเข้าถึงความจริง
2. สัจจะ: จริงใจ พูดจริง ทำจริง และรักษาสัจจะ
3. จาคะ: สละกิเลสและนิสัยที่ผิดพลาด
4. อุปสมะ: ฝึกใจให้สงบระงับจากความวุ่นวาย
นี่คือหลักการประดิษฐานความมั่นคงไว้ในใจ หากคุณเปลี่ยนจากการ "บนบาน" มาเป็นการใช้ "พลังใจ" ตามหลักอธิฐานธรรมนี้ ความสำเร็จที่ยั่งยืนย่อมอยู่ไม่ไกล
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 31 Mar 2026 - 58min - 634 - ฐานะที่พึงพิจารณาด้วยกำลังของบัณฑิต [6913-3d]
เมื่อต้องพบเจอสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ คนพาลย่อมไม่รู้ชัดซึ่งประโยชน์ แต่บัณฑิตจะสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์หรือมีโทษ แล้วกระทำในสิ่งที่ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์นั้น
ได้กล่าวถึงฐานสูตรต่างๆ กล่าวคือ
ฐานะแห่งความเสื่อมและความเจริญ 4 ประการ คือ ทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจและน่าพอใจเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อโทษหรือประโยชน์
บุคคลมีศรัทธาเลื่อมใส โดยฐานะ 3 ประการ คือ เป็นผู้ใคร่จะเห็นท่านผู้มีศีล ปรารถนาจะฟังพระสัทธรรม ปราศจากความตระหนี่
ฐานะที่ใครๆ ไม่พึงได้ 5 ประการ คือ ขอสิ่งที่มีความแก่, ความเจ็บ, ความตาย, ความสิ้นไป, ความฉิบหายเป็นธรรมดา ว่าอย่าแก่…ฯ เป็นฐานะที่ใครๆ ไม่พึงได้
ฐานะที่ควรพิจารณาเนืองๆ 5 ประการ คือ พิจารณาเนื่องๆว่า เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากของรัก เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นไปได้ เรามีกรรมเป็นของตน เราทำกรรมใดไว้ ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 24 Mar 2026 - 59min - 633 - ทิฎฐิ 62 ตอนที่ 2 [6912-3d]
ทิฏฐิ 62 คือมิจฉาทิฏฐิที่เกิดจากความหลงผิดในขันธ์ 5 โดยมี "ผัสสะ" เป็นเหตุปัจจัย สามารถจัดกลุ่มตามลักษณะจิตได้ 6 รูปแบบ ดังนี้
1. ผู้ที่ชอบคาดเดา คาดคะเน คิดไปเองโดยไม่ทดลอง เชื่อว่าโลกเที่ยง หรือกายไม่เที่ยงแต่จิตเที่ยง
2. ผู้มีสมาธิและปัญญาโลกียะ รูปแบบการไปยึดถือคือว่าหลังตายมีสัญญา ไม่มีสัญญา หรือเชื่อว่าตายแล้วสูญ
3. ผู้ที่มีสมาธิคือได้เฉพาะเจโตสมาธิ รูปแบบการไปยึดถือคือเห็นว่าโลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ยึดติดในกามหรือฌานเป็นนิพพาน
4. ผู้มุ่งเน้นกาม: จิตผูกพันอยู่กับกามทางโลก
5. ผู้ที่มีความกลัวต่อภัย คือกลัวจะผิด กลัวว่าจะถูกซักถามทำให้ปฏิเสธไปหมด
6. ผู้โง่เขลา ขาดความรู้ความเข้าใจจนปฏิเสธความจริงทุกอย่าง
ทิฏฐิเหล่านี้เป็นกับดักที่ทำให้สัตว์โลกยังติดอยู่ในวัฏสงสาร การจะหลุดพ้นได้ต้องอาศัยการมองเห็นความ "ไม่เที่ยง" เพื่อถอนความยึดมั่นถือมั่นและเกิดปัญญาในการบรรลุธรรม
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 17 Mar 2026 - 57min - 632 - ปฏิจจสมุปบาทสายดับ "นิรุชฌติ" [6911-3d]
“ทุกข์เท่านั้นที่เกิด และทุกข์เท่านั้นที่ดับ นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ”
ปฏิจจสมุปบาทสายดับ “นิรุชฌติ” คือ ธรรมในการอธิบายความเสื่อม และความสลาย เหตุเพราะความเสื่อมและความสลายนั้น ตนกระทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นกระทำให้เสื่อมสลายก็หาไม่ ทั้งตนกระทำเองทั้งผู้อื่นกระทำให้ก็ไม่ใช่ เกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้กระทำเอง ผู้อื่นไม่ได้กระทำให้ก็ไม่ใช่
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 10 Mar 2026 - 58min - 631 - ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด "อุปปัชชติ" [6910-3d]
ความทุกข์ที่รุนแรงที่สุดในชีวิตคนหนึ่ง ๆ ก็คือ ความตาย นั่นเอง ดังนั้นเราจะสามารถรับมือกับความตายได้ก็ด้วยการทำให้การเกิดสิ้นไป รายละเอียด และวิธีการสามารถศึกษาได้จากธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าต้องอาศัยการใคร่ครวญโดยแยบคายเป็นอย่างดี จึงจะกลั่นกรองออกมาเป็นธรรมะได้ ถือเป็นสัจจะความจริงสำหรับทุกกรณี ทุกคน ทุกเวลา และทุกสถานที่ เป็นอกาลิโก และทนต่อการเพ่งพิสูจน์ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 03 Mar 2026 - 57min - 630 - วิญญาณฐิติ และ จิต [6909-3d]
ความหลากหลายและแตกต่างของสัตว์โลกที่มีภพภูมิต่างกัน ทั้งกายต่างกัน เหมือนกัน หรือสัญญาต่างกัน เหมือนกัน ไม่ว่าจะเกิดในภพใดก็ตาม ก็ยังไม่สามารถพ้นไปจากทุกข์ได้ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ย่อมมีที่ตั้งของปฏิสนธิ ที่เป็น วิญญาณฐิติ การอบรมเจริญปัญญา สะสมความเข้าใจถูก เห็นถูกไปตามลำดับ ความไม่ประมาทในการเจริญกุศล คือ การดับแห่งเหตุของกิเลสทั้งปวง เรามักจะคุ้นเคยหรือได้ยินได้ฟังบ่อยครั้งกับคำว่า “จิตวิญญาณ” จึงควรทำความเข้าใจเพื่อให้จิตไปเกิดในภูมิที่ต้องการ สืบเนื่องจากการเป็นกระแสต่อ ๆ กันไปในความยึดถือสิ่งต่าง ๆ ด้วยความเป็นตัวตน วิญญาณก้าวลงไปยึดถือ เพราะมีตัณหาเป็นเหตุ “วิญญาณฐิติ” หรือฐานที่ตั้งแห่งวิญญาณ ถูกเข้าไปยึดถือโดยวิญญาณจนกลายเป็นจิตขึ้นมา ให้เห็นด้วยปัญญาว่าตัวตนไม่ใช่ตัวตน ไม่มีสาระแก่นสาร ไม่มีค่าที่จะยึดถือเอาไว้ เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และปล่อยวางได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 24 Feb 2026 - 58min - 629 - เสนามาร 10 ประการ [6908-3d]
พระพุทธองค์ทรงเปรียบกิเลสเป็น "กองทัพมาร 10 กอง" ที่คอยประหารบุคคลผู้มีจิตมืดบอดและขัดขวางการเข้าสู่พระนิพพาน ไว้ดังนี้ 1.กิเลสกาม 2.ความไม่ยินดีในธรรม 3.ความหิวกระหาย 4.ตัณหา 5.ความหดหู่เซื่องซึม 6.ความกลัวไร้เหตุผล 7.ความลังเลสงสัย 8.ความลบหลู่และหัวดื้อ 9.ลาภยศที่ผิด 10.การยกตนข่มผู้อื่น การจะหลุดพ้นจากสังสารวัฏนั้นไม่อาจอาศัยความอยากได้ แต่ต้องใช้ "ความกล้าหาญและความเพียร" เพื่อเอาชนะทัพมารเหล่านี้ แม้ความยากง่ายของแต่ละคนจะต่างกัน แต่หากชนะได้ย่อมพบความสุขอันเกษมคือนิพพาน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 17 Feb 2026 - 58min - 628 - เหตุให้อายุยืน 5 ประการ [6907-3d]
เหตุปัจจัยแห่งการมีอายุยืน ได้แก่
1. รู้จักทำความสบายแก่ตนเอง คือรู้จักสิ่งที่เป็นสัปปายะ รู้จักสิ่งที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตน
2. รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย
3. บริโภคอาหารที่ย่อยง่าย รวมถึงการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดด้วย
4. ประพฤติเหมาะสมในเรื่องเวลา คือ ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับเวลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น นอนให้เป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา ออกกำลังให้สม่ำเสมอเป็นเวลา
5. การประพฤติพรหมจรรย์ฝึกจิตให้สงบระงับจากการเสพกาม เพื่อพบความสุขเย็นจากภายในซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออายุที่ยืนยาว
6. มีศีล ผู้ที่มีศีลถือว่าเป็นผู้ไม่ประมาท จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่างๆลงได้
7. มีกัลยาณมิตร การมีมิตรดีจะช่วยดูแลอันตรายต่างๆให้แก่กัน
นอกจากนี้ การเจริญ อิทธิบาท 4 และ อารยวัฒิ 5(ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา) ล้วนเป็นเหตุปัจจัยเสริมที่ช่วยให้ชีวิตยืนยาวและมั่นคงยิ่งขึ้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 10 Feb 2026 - 55min - 627 - ญาณ 3 อย่าง ในชีวิตประจำวัน [6906-3d]
ญาณ คือปัญญาหยั่งรู้ที่ลึกซึ้งถึงความจริง ในชีวิตประจำวันเราสามารถฝึกฝนเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญได้
ญาณ 3 อย่างในชีวิตประจำวันได้แก่
วิญญาณ (การรับรู้แจ้ง): คือการรู้ผ่านประสาทสัมผัสและการลงมือทำจริง เช่น การรู้รสชาติอาหารเมื่อได้กิน หรือการรู้วิธีขับรถจากการฝึกปฏิบัติ ซึ่งต่างจากการจำเพียงทฤษฎี
สติ (การระลึกรู้): คือการใช้สติและสมาธิเป็นฐานเพื่อหยั่งรู้ความจริงของสิ่งต่างๆ เช่น มีสติกำกับขณะขับรถเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและรู้เท่าทันสภาวะรอบตัว
ญาณ (ความรู้แจ่มแจ้ง): คือความรู้ที่พ้นจากขั้นพื้นฐานสู่ความเชี่ยวชาญจนสอนผู้อื่นได้ เช่น หมอที่ผ่าตัดจนชำนาญ หรือนักกฎหมายที่เข้าใจข้อกฎหมายอย่างทะลุปรุโปร่ง
กระบวนการพัฒนาจากวิญญาณสู่ญาณจะรวดเร็วเพียงใดขึ้นอยู่กับความแก่กล้าของ อินทรีย์ 5โดยมีหัวใจสำคัญคือการปฏิบัติให้อยู่ใน ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เคยชิน เพื่อนำไปสู่ สัมมาญาณะ และความหลุดพ้นจากปัญหาทั้งปวง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 03 Feb 2026 - 58min - 626 - "ภควา" ผู้จำแนกแจกธรรม [6905-3d]"ภควา"คือพระนามของพระพุทธเจ้าในฐานะ "ผู้จำแนกแจกธรรม" ที่ทรงเปลี่ยนสิ่งที่เข้าใจยากให้เป็นเรื่องง่าย ผ่านคุณสมบัติผู้สอนที่เมตตาและลีลาการสอน 4 ลักษณะ คือ ชัดเจน, ชักจูง, เร้าใจ และร่าเริง อีกทั้งยังมีกลวิธีในการตอบและถามคำถามที่แยบคายและชาญฉลาด อีกทั้งการสอนที่เน้นความพอเพียง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติตามได้รับผลอันประเสริฐและสามารถส่งต่อปัญญาแก่ผู้อื่นได้จริง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 27 Jan 2026 - 57min - 625 - มรรคสมังคี:การรวมกันของ มรรคทั้งแปด [6904-3d]
มรรคสมังคี คือภาวะที่องค์ประกอบของ อริยมรรคมีองค์แปด รวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในขณะจิตเดียวขณะปฏิบัติธรรม เปรียบเสมือน "มรรคสามัคคี" ที่ทุกองค์ทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์เพื่อนำไปสู่การบรรลุธรรม
มรรคมีองค์ 8 คือหนทางแห่งการดับทุกข์ ซึ่งย่อลงได้เป็น ไตรสิกขา ได้แก่:
1. ศีล: การเจรจาชอบ, การปฏิบัติชอบ, และการเลี้ยงชีพชอบ
2. สมาธิ: ความพยายามชอบ, ความระลึกชอบ, และความตั้งใจมั่นชอบ
3. ปัญญา: ความเห็นชอบ (เข้าใจอริยสัจ 4) และความดำริชอบ
การเกิดมรรคสมังคีเกิดขึ้นเมื่อองค์มรรคทั้ง 7 สนับสนุนให้เกิด สัมมาสมาธิ ที่บริสุทธิ์ เมื่อรวมกับปัญญาญาณและความหลุดพ้น องค์มรรคทั้งหมดจะรวมเป็นหนึ่งเดียว มักเกิดในขณะที่จิตรวมลงเป็นหนึ่ง มีอารมณ์เดียว แล้วละวางเข้าสู่ความว่าง หรือในขณะที่บรรลุธรรมระดับต่างๆ โดยการรวมตัวของมรรคมีองค์ 8 นี้ยังมีลำดับ 3 ระยะ คือ เริ่มจากศรัทธาในพระรัตนตรัย นำไปสู่สมาธิ และลงท้ายด้วยปัญญา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 20 Jan 2026 - 56min - 624 - ทิฏฐิ 62 [6903-3d]
ทิฏฐิ 62 คือ "กับดักทางความคิด" ที่ถักทอจากผัสสะและตัณหาจนกลายเป็นเครือข่ายความเห็นผิดที่กักขังเราไว้จากความจริง มาร่วมเจาะลึกกลไกที่ทำให้จิตหลงทาง เพื่อถอดรหัสว่าความยึดติดแบบไหนที่กำลังขวางกั้นคุณจากปัญญาที่แท้จริง
ทิฏฐิ ในทางพระพุทธศาสนาคือความเห็นหรือความเข้าใจ หรือจะเรียกว่าทัศนคติ(มุมมอง)ก็ได้ แบ่งเป็น 2 อย่างคือ
สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ถูกต้องตามจริง เป็นปัญญาอันประกอบด้วยอริยสัจเป็นมุมมองที่จะทำให้กิเลสลดลง
มิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด ความเห็นที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงเป็นมุมมองที่จะทำให้กิเลสเพิ่มขึ้น
มิจฉาทิฏฐินี้เองเป็นทิฏฐิที่ขวางการบรรลุธรรม ซึ่งในตอนนี้จะนำเอาทิฏฐิ 62 มากล่าว
ทิฏฐิ 62 คือ เครือข่ายความเห็นผิดหรือความเห็นที่คลาดเคลื่อนจากความจริง 62 ประการ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร จำแนกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1.ความเห็นปรารภอดีต(18 ประการ) เช่น เห็นว่าโลกเที่ยง(4), เห็นว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง(4), เห็นว่าโลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด(4), การพูดซัดส่ายไม่ฟันธง(4)และเห็นว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย(2)
2.ความเห็นปรารภอนาคต(44 ประการ) เช่น ความเห็นเรื่องสภาพหลังความตายว่ามีสัญญา(16), ไม่มีสัญญา(8), หรือกึ่งมีกึ่งไม่มี(8), ความเห็นว่าตายแล้วสูญ(7) และการเข้าใจผิดว่ากามคุณหรือฌานคือการบรรลุนิพพานในปัจจุบัน(5)
พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่าความเห็นเหล่านี้มีความคลาดเคลื่อนและสุดโต่ง ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ทรงเน้นย้ำให้ละมิจฉาทิฏฐิเพื่อเข้าสู่ สัมมาทิฏฐิ ซึ่งคือการรู้แจ้งในอริยสัจ 4 อันเป็นทางสายกลางที่ถูกต้อง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 13 Jan 2026 - 57min - 623 - ธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุให้ได้ปัญญา [6902-3d]
ปัญญา ในพุทธศาสนาไม่ใช่แค่ความฉลาดทางโลก แต่คือการเข้าใจธรรมชาติของทุกสิ่งตามความเป็นจริง เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่ถูกต้องและนำไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงเหตุปัจจัยที่ให้ได้ปัญญาที่ยังไม่ได้และเพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้วไว้ 8 ประการได้แก่
1. มีครูบาอาจารย์ เข้าหาด้วยความเคารพ รัก และเกรงกลัว เพื่อเรียนรู้จากครูผู้เป็นกัลยาณมิตร
2. รู้จักตั้งคำถาม ไต่ถามในเวลาที่เหมาะสมเพื่อคลายความสงสัยและทำความเข้าใจเนื้อหาธรรมที่ลึกซึ้ง
3. ความสงบกายใจ นำธรรมที่ฟังมาปฏิบัติจนเกิดความสงบทั้งกายและจิต
4. เป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในสิกขาบทและเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย
5. เป็นพหูสูต ฟังมาก สั่งสมความรู้ ทรงจำธรรมให้คล่องปากและขึ้นใจ
6. ปรารภความเพียร มุ่งมั่นละอกุศลและหมั่นทบทวนเพื่อเพิ่มพูนกุศลธรรม
7. สนทนาธรรม พูดคุยแต่เรื่องธรรมวินัยที่เป็นประโยชน์ ไม่พูดเรื่องไร้สาระ และรู้จักนิ่งอย่างพระอริยเจ้า
8. ปล่อยวางขันธ์ 5 พิจารณาเห็นความเกิด ดับ และความเสื่อมใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
การปฏิบัติครบทั้ง 8 ข้อนี้ จะช่วยให้ตระหนักรู้ถึงธรรมชาติที่แท้จริง นำไปสู่ความสงบเย็นและความสุขอันยั่งยืน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 06 Jan 2026 - 57min - 622 - เครื่องมือแห่งการรู้แจ้ง [6901-3d]
หลักคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นท่านสอนเรื่อง"สัจจะ" หรือความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ อริยสัจ ซึ่งถือเป็นความจริงอันประเสริฐที่มีความลึกซึ้งและเป็นสากล ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ความจริงนี้ก็ยังคงเป็นจริงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือตัดสินความจริงตามที่ปรากฏในเกสปุตตสูตร และ จังกีสูตร ได้ระบุถึงสิ่งที่ไม่ควรนำมาเป็นเครื่องมือหลักในการพิสูจน์หรือตัดสินความจริงเพียงอย่างเดียว มีทั้งหมด 12 ประการ ได้แก่ 1.ความเชื่อ 2.ความชอบใจ 3.ฟังตามกันมา 4.ถือสืบกันมา 5.ข่าวเล่าลือ 6.มีในตำรา 7.คิดตริตรึกอยู่เป็นตรรกะ 8.ด้วยการอนุมาน 9.ตริตรึกตามลักษณะอาการที่ปรากฏ 10. ตรงกับความคิดของตน 11.ดูน่าเชื่อถือ 12.ผู้พูดเป็นครูของตน
เครื่องมือทั้ง 12 อย่างนี้เป็นเครื่องมือที่ใช้เป็นหลักในการตามหาความจริงเพียงอย่างเดียวไม่ได้
การตามหาความจริงตามหลักคำสอนพระพุทธเจ้าคือ การลงมือทำและพิสูจน์ด้วยตนเอง ดังตัวอย่างของบุคคล 2 ท่าน คือ:
· ท่านจิตตคหบดี: ท่านเข้าถึงความจริงได้ด้วยการใช้ "ญาณ" เป็นเครื่องมือ ซึ่งเกิดจากการลงมือปฏิบัติจนเกิดความรู้แจ้งด้วยตนเอง โดยไม่ได้อาศัยเพียงความเชื่อแค่เพียงอย่างเดียว
· ท่านสารีบุตร: ท่านใช้เครื่องมือที่เรียกว่า อินทรีย์ 5 และ พละ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) เพื่อนำไปสู่ความจริง ท่านได้ยืนยันไว้ในปุพพโกฏฐกสูตรว่า การที่จะหมดความสงสัยได้อย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่แค่การเชื่อตามกันมา แต่คือการลงมือศึกษาและพิจารณาให้เห็นความจริงด้วย “ปัญญา” ของตนเอง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 30 Dec 2025 - 58min - 621 - ความเบาใจ 4 ประการ [6852-3d]
ความเบาใจ คือ ความสบายใจ ความไม่หนักใจ สิ่งที่ตรงข้ามกับความเบาใจคือความหนักใจ กลุ้มใจ เครียด วุ่นวายใจ เหตุแห่งความหนักใจนั้นมีหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ภาระหน้าที่ โรคภัยไข้เจ็บ และผัสสะต่างๆ
ความเบาใจ 4 ประการที่จะกล่าวถึงในดอนนี้แยกไว้ 3 นัยยะคือ
นัยยะที่ 1 มาในพระสูตรคิลายนสูตรนำไปใช้ในลักษณะที่เกี่ยวกับความเจ็บป่วย พูดถึงเรื่องพระพุทธ พระธรรม และศีล คือการมีศรัทธาที่มั่นคงในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อย่างไม่หวั่นไหวและมีศีลที่ไม่ทะลุ ไม่ด่างไม่พร้อย เมื่อใช้หลัก 4 ประการนี้เป็นที่พึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดความเบาใจ
นัยยะที่ 2 กุศลกรรมบถ 10 และ อกุศลกรรมบถ 10 ทำให้เกิด พรหมวิหาร 4 คือให้เป็นผู้มีกุศลกรรมบถ 10 อย่าง และเป็นผู้ละอกุศลกรรมบถ 10 อย่าง จะส่งผลให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในความเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา เมื่อเป็นผู้ที่ตั้งพรหมวิหาร 4 ไว้ในใจก็จะเป็นเหตุให้เกิดความเบาใจขึ้นมาได้
นัยยะที่ 3 อราคะ อโทสะ อโมหะ ทำให้เกิด พรหมวิหาร 4 คือเมื่อเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะจะส่งผลให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในความเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขาได้ เมื่อเป็นผู้ที่ตั้งพรหมวิหาร 4 ไว้ในใจก็จะเป็นเหตุให้เกิดความเบาใจขึ้นมาได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 23 Dec 2025 - 58min - 620 - ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ [6851-3d]
ธรรมของสัตบุรุษมี สัทธรรม 3 อย่างคือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ปริยัติ คือการศึกษาเล่าเรียนในระบบคำสอนที่เรารวบรวมมาโดยรอบแล้วนั่นคือคำสอนของพระศาสดามีองค์ 9 (นวังคสัตถุศาสน์)ได้แก่ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูติธรรม เวทัลละ
ปริยัติแบ่งตามรูปแบบการศึกษาได้ 3 อย่างดังนี้
1.อลคัททูปริยัติ การศึกษาแบบเป็นงูพิษคือศึกษาธรรมเพื่อลาภสักการะ เพื่อข่มผู้อื่น
2.นิสสรณัตถปริยัติ การศึกษาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการออกไปจากทุกข์ คือศึกษาเจาะจงลงไปในเรื่องที่จะออกจากทุกข์ได้
3.ภัณฑาคาริกปริยัติ การศึกษาแบบขุนคลังคือการศึกษาเพื่อที่จะเก็บรักษาองค์ความรู้เหล่านั้นไม่ให้เสื่อมสูญไป
ปฏิบัติ คือ นำความรู้มาลงมือทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างที่ต้องการ การลงมือทำนั้นต้องไม่ยกตนข่มผู้อื่น การปฏิบัตินั้นมีได้หลายรูปแบบ การปฏิบัติต้องถูกต้องกับสิ่งนั้นๆ
ปฏิเวธ คือการรู้ธรรมเป็นขั้นๆไป รู้ว่าธรรมนี้เป็นอย่างนี้ รู้แทงตลอดในธรรมเป็นขั้นเป็นขั้นขึ้นไป ในส่วนของปฏิเวธนี้ก็จะหมายถึงการบรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่งด้วย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 16 Dec 2025 - 53min - 619 - รู้ด้วยปัญญาญาณ [6850-3d]“รู้แต่ไม่รู้ คนที่จะถึงจึงรู้" นำอุปมาอุปไมยมาอธิบายธรรมะ ทำให้เข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยจัดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
- กลุ่มแรก นำอุปมา 5 นัยยะ คือ เมฆ หนู หม้อ ห้วงน้ำ และมะม่วง มาใช้อธิบายเพื่อความเข้าใจในองค์ธรรม 3 ส่วน แบ่งเป็น สังเกตจากภายนอก 2 ส่วน คือจากการเรียนหรือไม่เรียน เรียนสูงหรือไม่สูง เป็นการรู้จากความจำ และความน่าเลื่อมใสหรือไม่น่าเลื่อมใส นำมาเปรียบกับอุปมาข้างต้น เช่น เมฆมีเสียงหรือไม่มีเสียง หนูขุดรูแต่ไม่อยู่ ห้วงน้ำลึกหรือตื้น เป็นต้น จากส่วนที่เป็นภายใน 1 ส่วน เป็นการรู้ด้วยปัญญาญาณ รู้แจ้งในภายใน มีความรู้ในอริยสัจสี่ เป็นอริยบุคคลที่พัฒนามาตามลำดับ คนที่ถึงแล้วจึงรู้ มีการนำไปโยงกับอุปมาในส่วนที่สังเกตจากภายนอก เช่น หม้อที่เต็มและปิดฝาคือบุคคลที่รู้อริยสัจมีความน่าเลื่อมใส ห้วงน้ำตื้นมีเงาตื้น คือบุคคลที่ไม่รู้อริยสัจทั้งยังไม่น่าเลื่อมใส เป็นต้น
จากการเชื่อมอุปมาเหล่านี้กับองค์ธรรมทั้งสามเข้าด้วยกันทำให้เราไม่อาจสรุปว่าไม่เรียนคือไม่รู้ อย่าเหมา เพราะเมฆอาจจะรอคำรามหรือฝนรอตกอยู่ คนที่กำลังบรรลุธรรมหรือบรรลุธรรมแล้วท่านจึงจัดไว้ด้วยกันเนื่องจากมาตามทาง อย่างไรก็ถึงจุดหมาย จะรู้ประมาณว่ามากหรือน้อย สัดส่วนเป็นเท่าใด มองได้ครอบคลุม ไม่ด่วนตัดสิน
-ในกลุ่มที่สองใช้อุปมาของวัวที่ข่มเหงหรือไม่ข่มเหงฝูงตนฝูงอื่นหรือทั้งสอง ต้นไม้เป็นไม้เนื้อแข็งหรืออ่อนคือคนมีศีลหรือทุศีลอยู่ร่วมกัน อสรพิษคือความโกรธมีพิษแล่นหรือไม่แล่น พิษร้ายหรือไม่มีพิษ การอุปมาในข้อนี้จะช่วยให้เข้าใจในกลุ่มแรกมากขึ้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 09 Dec 2025 - 56min - 618 - กามโภคีบุคคล: บุคคลผู้บริโภคกาม [6849-3d]
กามโภคีบุคคล:บุคคลผู้บริโภคกามเป็นผู้ที่ยังอยู่ในกระแสโลก และเป็นผู้ที่ถูกแบบคั้นด้วยกามเสมอ ในการกล่าวถึงเรื่องของทางโลกนั้นก็ใช้คำว่ากามมาอธิบายเป็นหลักโดยในที่นี้จะกล่าวถึง กาม 2 อย่าง กาม 5 อย่าง และกามโภคีบุคคล 10 อย่าง
กาม 2 อย่าง คือ กิเลสกามและวัตถุกาม และกามคุณ 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
กามโภคี 10 แบ่งกลุ่มตามการแสวงหา ดังนี้
1. กลุ่มแสวงหาโดยไม่ชอบธรรม (ประเภทที่ 1-3) และ กลุ่มที่แสวงหาโดยชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง (ประเภทที่ 4-6): คือผู้ที่ได้ทรัพย์มาผิดวิธี หรือถูกบ้างผิดบ้าง โดยแบ่งย่อยตามการใช้จ่ายว่าเลี้ยงตนให้เป็นสุขหรือไม่ และมีการแบ่งปันทำความดีหรือไม่
2. กลุ่มแสวงหาโดยชอบธรรม (ประเภทที่ 7-10): คือผู้ที่ได้ทรัพย์มาถูกวิธี
ประเภทที่ 7-8: ไม่แบ่งปันทำความดี (ต่างกันที่การเลี้ยงดูตนเอง)
ประเภทที่ 9: เลี้ยงตนเป็นสุขและแบ่งปัน แต่ยังขาดสติปัญญา ยังหลงมัวเมาติดในทรัพย์
ประเภทที่ 10 (ผู้ประเสริฐที่สุด): คือผู้ที่แสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรม นำมาเลี้ยงตนให้เป็นสุข เผื่อแผ่แบ่งปันทำความดี และที่สำคัญคือ ไม่ลุ่มหลงมัวเมา มีสติปัญญารู้เท่าทันเห็นทั้งคุณและโทษของวัตถุ ทำให้จิตใจเป็นอิสระอยู่เหนือโภคทรัพย์นั้น
ผู้บริโภคกามที่เลิศที่สุดคือผู้ที่หาทรัพย์ชอบธรรม ใช้จ่ายเพื่อตนและผู้อื่น และมีปัญญาเป็นนายเหนือวัตถุ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 02 Dec 2025 - 58min - 617 - ธรรมุทเทศ 4 [6848-3d]
ธรรมุทเทศมาจากธรรมะ+อุเทศ อุเทศคือสิ่งที่ยกขึ้นแสดง รวมกันหมายถึง ธรรมที่แสดงไว้ คือธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ในตอนนี้เป็นเรื่องราวที่พระเจ้าโกรัพยะ ได้ตรัสถามกับท่านพระรัฐปาละถึงความเสื่อม 4 ประการที่เมื่อบุคคลบางพวกประสพแล้วจึงออกบวชคือ
- ความเสื่อมเพราะชราความเสื่อมเพราะความเจ็บไข้ความเสื่อมจากโภคสมบัติความเสื่อมจากญาติ
ส่วนพระรัฐปาละยังไม่ได้เผชิญกับความเสื่อมทั้ง 4 ประการนี้เลยท่านเห็นสิ่งใดจึงก็ออกบวช ท่านพระรัฐปาละจึงได้ยกถึงธรรมุทเทศ 4 ประการที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้มากล่าวดังนี้
ธรรมุทเทศ 4 ประการ
1. โลกอันชรานำไปไม่ยั่งยืน: สัตว์โลกต้องแก่ชราไปตามกาลเวลา
2. โลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน: สัตว์โลกไม่สามารถต้านทานความแก่ ความเจ็บ ความตายได้ และไม่เป็นอิสระเฉพาะตน
3. โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป:ทรัพย์สินและทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ ตายแล้วก็ไปด้วยไม่ได้
4. โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป้นทาสแห่งตัณหา:มนุษย์มีความต้องการไม่สิ้นสุด เป็นทาสของตัณหา
เมื่อผู้ใดเพ่งลงไปให้เห็นโทษภัยของความเสื่อมนั้น จะทำให้มองเห็นทางออกแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์ของความเสื่อม 4 ประการนี้ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 25 Nov 2025 - 55min - 616 - โทษของความโกรธ [6847-3d]
ในมุมมองของคนที่มักโกรธ พอโกรธหรือไม่พอใจใครแล้ว ก็จะมองคน ๆ นั้นด้วยความเป็นศัตรูทันที คนมักโกรธจะมีความมุ่งหมายร้าย 7 ประการต่อศัตรู (เช่น ขอให้ผิวพรรณทราม, เป็นทุกข์, เสื่อมลาภยศ) แต่ผลร้ายเหล่านั้นกลับย้อนมาทำลายผู้โกรธเสียเอง ทำให้ชีวิตตกต่ำ จิตใจมืดบอดเหมือนไฟไหม้ และไม่เห็นธรรม
พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ถึงสาเหตุของความโกรธไว้ใน "มหานิทานสูตร" ว่าความโกรธมีรากฐานมาจาก "ตัณหา" หรือความยึดติด พอใจสิ่งใดก็เกิดความหวงกั้น เมื่อกระทบกระทั่งจึงพัฒนาจากความขัดเคือง (ปฏิฆะ) กลายเป็นความโกรธ (โกธะ) และลุกลามเป็นการประทุษร้าย (โทสะ)
แนวทางแก้ไขคือการเจริญเมตตาภาวนาและดูพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่างในการไม่โกรธตอบ แม้จะมีเหตุผลให้โกรธเพียงใดก็ตาม เพื่อตัดวงจรการจองเวรที่จะเกิดขึ้นจากความโกรธนั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 18 Nov 2025 - 56min - 615 - การแสดงธรรมที่บริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ [6846-3d]
"ธรรมเทศนา" คือการแสดงธรรมในพระพุทธศาสนาเพื่ออธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวไว้กับพระมหากัสสปะว่า การแสดงธรรมมีทั้งแบบบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์
· การแสดงธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ คือการแสดงโดยมีเจตนาหวังลาภ สักการะ หรือคำสรรเสริญ ซึ่งจะนำไปสู่สัทธรรมปฏิรูป (การเลียนแบบธรรมะ)
· การแสดงธรรมที่บริสุทธิ์ ต้องอาศัย 5 ประการ คือ 1. มีเจตนาให้ผู้ฟังเกิดศรัทธาและปัญญา 2. อาศัยธรรมะเป็นธรรมอันดี 3. อาศัยความกรุณา 4. อาศัยความเอ็นดู และ 5. อาศัยความอนุเคราะห์
การแสดงธรรมที่บริสุทธิ์ แบ่งเป็นกลุ่มได้ 3 กลุ่ม
· ผู้ฟังปฏิบัติได้ แล้วเกิดผลจริง
· ธรรมะที่แสดงดีมีประโยชน์มาก
· จิตใจของผู้แสดงธรรมประกอบด้วยพรหมวิหาร 4
การจะพิจารณาว่าผู้แสดงธรรมบริสุทธิ์หรือไม่ ให้ดูที่การเป็นอยู่ การพูดจา ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิจารณา
ปัจจัยที่จะทำให้พระสัทธรรมยั่งยืนคือการที่พุทธบริษัท 4 มีความเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ ในสิกขา สมาธิ และเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงการเล่าเรียนให้ถูกต้อง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 11 Nov 2025 - 52min - 614 - ธรรมเพื่อการพัฒนาตนเอง [6845-3d]
“ภาวนา” คือ การพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นทุกด้าน มนุษย์จำเป็นต้องพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าและเจริญงอกงามอยู่เสมอ ในตอนนี้จะกล่าวถึงธรรมะ 3 หมวดที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาตนเอง ได้แก่
1.วุฑฒิธรรม 4 (ธรรมเป็นเครื่องเจริญแห่งปัญญา) : ประกอบด้วย การคบหาสัตบุรุษ (สัปปุริสังเสวะ) , การเอาใจใส่เล่าเรียนฟังธรรม (สัทธัมมัสสวนะ) , การคิดวิเคราะห์อย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) , และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม (ธัมมานุธัมมปฏิบัติ)
2.วัฒนมุข 6 (ประตู 6 ประการสู่ความเจริญงอกงามของชีวิต) : ประกอบด้วย ความไม่มีโรค (อาโรคยะ) , ความมีระเบียบวินัย (ศีล) , การศึกษาแนวทางจากบัณฑิต (พุทธานุมัต) , การใฝ่ฟังศึกษาหาความรู้ (สุตะ) , การดำเนินชีวิตในทางที่ชอบธรรม (ธรรมานุวัติ) , และความเพียรพยายามไม่ย่อหย่อน (อลีนตา)
3.อธิษฐานธรรม 4 (ธรรมที่เป็นฐานที่มั่นคงเพื่อความสำเร็จ) : ประกอบด้วย ปัญญา (การหยั่งรู้เหตุผล) , สัจจะ (การพูดจริงทำจริง) , จาคะ (การสละสิ่งไม่ดีออกไป) , และอุปสมะ (ความสงบ)
ธรรม 3 หมวดนี้เป็นธรรมที่เป็นไปในแนวเดียวกัน ที่เมื่อได้นำไปประพฤติปฏิบัติแล้วก็จะเกิดการพัฒนา ก้าวหน้า และนำไปสู่ความเจริญงอกงามในชีวิตได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 04 Nov 2025 - 56min - 613 - อินทรีย์ : ความเป็นใหญ่ [6844-3d]
อินทรีย์หมายถึง ความเป็นใหญ่มีการใช้อยู่ในหลายๆนัยยะ ที่จะนำมากล่าวในที่นี้มี 22 ข้อ ตามที่รวบรวมไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งรวบรวมตามพระสูตรที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ ได้แก่
อินทรีย์ 6: คืออายตนะหรือประสาทสัมผัสทั้ง 6 (ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ) ซึ่งแต่ละอย่างมีความเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน (เช่น หูเป็นใหญ่ในการได้ยินเสียง)
อินทรีย์ 3 (นัยยะที่ 1): เกี่ยวข้องกับภาวะเพศและการเวียนว่ายตายเกิด ได้แก่ ปุริสินทรีย์ (ภาวะชาย), อิตถินทรีย์ (ภาวะหญิง), และ ชีวิตินทรีย์ (ภาวะชีวิต)
อินทรีย์ 3 (นัยยะที่ 2): เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ (โลกุตตระ) ได้แก่
1.อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ คืออินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าจะรู้สัจธรรม
2.อัญญินทรีย์ คือ ปัญญาอันรู้ทั่วถึง
3.อัญญาตาวินทรีย์ คือปัญญาอันรู้ทั่วถึงแล้ว
อินทรีย์ 5 (นัยยะที่ 1) ได้แก่ ความสุขกาย ความทุกข์กาย ความสุขใจ ความทุกข์ใจ อุเบกขา
อินทรีย์ 5 (นัยยะที่ 2) เป็นนัยยะที่เราสามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นธรรมที่เหมือนกันโดยองค์ธรรมกับพละ5
พละ 5 ได้แก่ 1)ศรัทธา คือ ความมั่นใจ 2)วิริยะ คือ ความเพียร 3)สติ คือ ความระลึกได้ 4)สมาธิ คือ จิตเป็นอารมณ์อันเดียว 5)ปัญญา คือ ความเห็นตามความเป็นจริง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 28 Oct 2025 - 58min - 612 - อปริหานิยธรรม : ธรรมะอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม [6843-3d]
"อปริหานิยธรรม" คือ ธรรมะอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม ซึ่งจะนำมาซึ่งความเจริญเพียงฝ่ายเดียว หลักธรรมนี้มีหลายนัยยะ
นัยยะแรกมี 7 ประการ ได้แก่ 1) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ 2) พร้อมเพรียงกันประชุม 3) ไม่ล้มล้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ 4) เคารพภิกษุผู้ใหญ่ 5) ไม่ตกอยู่ในอำนาจตัณหา 6) ยินดีในเสนาสนะป่า 7) ตั้งสติระลึกถึงเพื่อนพรหมจารี
นัยยะอื่น ๆ ที่นำไปสู่ความเจริญและป้องกันความเสื่อม ได้แก่
· คุณธรรมในตน 7 ประการ: เช่น ไม่ยินดีการคุย, ไม่ปรารถนาลามก, ไม่คบมิตรชั่ว
· อริยทรัพย์ 7: เช่น ศรัทธา, หิริ, โอตตัปปะ, สติ, ปัญญา
· โพชฌงค์ 7: เช่น สติ, วิริยะ, สมาธิ, อุเบกขา
· สัญญา 7: เช่น อนิจจสัญญา, อนัตตสัญญา, อสุภสัญญา
· สาราณียธรรม 6
หากรักษาธรรมเหล่านี้ไว้ได้ ความเสื่อมจะไม่ปรากฏขึ้นเลย แต่จะมีความเจริญรุ่งเรืองเท่านั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 21 Oct 2025 - 58min - 611 - ธรรมเป็นเครื่องบ่มวิมุตติ [6842-3d]
ธรรมเป็นเครื่องบ่มวิมุตติคือธรรมที่บ่มให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง เป็นธรรมะที่กล่าวไว้ในส่วนของอถกถา ประกอบด้วยธรรม 5 หมวด หมวดละ 3 อย่าง รวมเป็น 15 อย่าง ได้แก่
นัยยะแรกคือนัยยะของอินทรีย์ 5 ดังนี้
ศรัทธา คือความเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้แก่ 1)ไม่เสพ คบ บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา 2)ให้เสพ คบ บุคคลผู้มีศรัทธา 3)พิจารณาตามนัยยะสัมปสาทนียสูตร
วิริยะ คือความเพียรในการละความชั่วและทำความดีได้แก่ 1)ไม่เสพคบบุคคลผู้เกียจคร้าน 2)เสพคบเข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้มีความเพียร 3)พิจารณาตามสัมมัปปธานสูตร
สติ คือความระลึกรู้เท่าทันกายและใจได้แก่ 1)ไม่คบบุคคลผู้มีสติหลงลืม 2)ให้คบเข้าไปนั่งใกล้บุคคลผู้มีสติตั้งมั่น 3)พิจารณาสติปัฎฐาน4
สมาธิ คือความมีจิตตั้งมั่นได้แก่ 1)ไม่คลุกคลีกับบุคคลผู้มีใจไม่มั่นคง 2)ให้คบหา นั่งใกล้กับบุคคลที่มีใจมั่นคง 3)พิจารณาฌานและวิโมกข์อยู่เป็นประจำ
ปัญญา คือความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาพความเป็นจริง โดยเฉพาะความเกิด-ดับ เพื่อชำระล้างกิเลสได้แก่ 1)เว้นการคบหากับผู้มีปัญญาทราม 2)ให้คบกับผู้มีปัญญา มีแนวโน้มที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆได้ 3)พิจารณาญาณจริยาการบำเพ็ญญาณอันลึกซึ้ง
และยังมีธรรมเป็นเครื่องบ่มวิมุตตินัยยะที่ 2 คือสัญญา 5 ได้แก่ อนิจจสัญญา อนิจเจทุกขสัญญา ทุกเขอนัตตสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา และนัยยะที่ พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ กับ พระเมฆิยะคือ การมีมิตรดี ความสำรวมในศีล ความเป็นผู้ขัดเกลาอย่างยิ่ง ความปรารภความเพียร และปัญญาอันเป็นไปในส่วนแห่งการตรัสรู้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 14 Oct 2025 - 56min - 610 - นาถกรณธรรม 10 [6841-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถึงการ พึ่งตน พึ่งธรรม ซึ่งหมายถึงการพึ่งพาธรรมะของพระองค์ ธรรมะที่เป็นที่พึ่ง หรือคุณธรรมที่ทำให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้ เรียกว่า นาถกรณธรรม 10 ประการ ดังนี้
1. ศีล: ความประพฤติดีงามสุจริต มีระเบียบวินัย
2. พาหุสัจจะ (พหูสูต): ศึกษาเล่าเรียนมาก มีความรู้ลึกซึ้งในธรรม
3. กัลยาณมิตตตา: มีมิตรที่ดี หรือให้ มรรค 8 เป็นกัลยาณมิตร
4. โสวจัสสตา: เป็นผู้ว่าง่าย สอนง่าย รับฟังเหตุผล
5. กิงกรณีเยสุ ทักขตา: ไม่เกียจคร้าน เอาใจใส่ในกิจและจัดการให้สำเร็จเรียบร้อย
6. ธัมมกามตา: ใคร่ธรรม รักความรู้ ชอบศึกษาหลักธรรมวินัย
7. วิริยารัมภะ: ปรารภความเพียร ละชั่ว ทำดี ไม่ทอดทิ้งธุระ
8. สันตุฏฐี (สันโดษ): ยินดีพอใจในปัจจัย 4 ที่หามาได้โดยชอบธรรม
9. สติ: ระลึกได้ ไม่เผลอ ไม่ประมาทไปตามผัสสะที่เข้ามากระทบ
10. ปัญญา: มีปัญญาหยั่งรู้เหตุผล กำจัดกิเลส และเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 07 Oct 2025 - 57min - 609 - ว่าด้วยเรื่องการโจทก์ 2 [6840-3d]
การโจทก์ในทางพุทธศาสนาหมายถึงการกล่าวหาหรือการตำหนิผู้อื่น คุณสมบัติของผู้โจทก์และผู้ถูกโจทก์ได้กล่าวไว้แล้วในตอนที่ผ่านมา ในตอนนี้จะกล่าวถึงการที่จะไปโจทก์ผู้ใดนั้นพระพุทธเจ้าได้ให้หลักพิจารณาไว้ในพระสูตรที่ชื่อว่า “กินติสูตร” โดยในตอนนี้จะกล่าวถึงตอนที่พระพุทธเจ้าได้สอนถึงการที่จะโจทก์กันนั้นให้ใคร่ครวญพิจารณา ตามหลัก 5 ประการ ดังนี้
1. พิจารณาความลำบากหรือไม่ลำบากของผู้เป็นโจทย์ โดยผู้เป็นโจทย์ต้องมีวาจาบริสุทธิ์
2. พิจารณาความขัดเคืองหรือไม่ขัดเคือง ของผู้ถูกโจทย์
3. พิจารณากุศลและความดีที่จะเกิดกับผู้ถูกโจทย์ คือหากโจทก์แล้วก่อให้ความดีกับผู้ถูกโจทย์ก็ควรโจทก์
4. พิจารณาผู้เป็นโจทย์ลำบาก และผู้ถูกโจทย์ขัดเคือง ให้ยึดกุศลธรรมที่จะเกิดขึ้นเป็นเกณฑ์
5. พิจารณาแล้วว่าผู้ถูกโจทย์เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็ให้วางเฉย
นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังให้หลักในการพิจารณาความเห็นต่างกันในเรื่องธรรมะที่พระองค์ได้ทรงบอกกล่าวไว้ โดยส่วนมากจะเห็นแย้งกันใน 2 เรื่องคือ เรื่องอรรถ และพยัญชนะ โดยให้เข้าหาชี้แจงแก่กลุ่มภิกษุที่ว่าง่ายก่อนแล้วค่อยๆขยายให้เกิดความสามัคคีกันอย่างกว้างขวางขึ้นและสามารถใช้หลักการนี้พิจารณาการโจทก์กันในด้านการครองเรือนได้ด้วย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 30 Sep 2025 - 54min - 608 - ว่าด้วยเรื่องการโจทก์ [6839-3d]
โจทก์ คือ ผู้ยื่นฟ้องคดีต่อศาล ที่เชื่อว่าตนเองได้รับความเสียหาย หรือถูกละเมิด และต้องการการเยียวยาจากฝ่ายที่ถูกฟ้อง ซึ่งเรียกว่า "จำเลย" โจทก์มีหน้าที่นำเสนอหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้าง
การโจทก์ในทางพุทธศาสนาหมายถึงการกล่าวหาหรือการตำหนิผู้อื่น ในที่นี้จะเทียบเคียงให้เข้าใจในนัยยะทางพุทธศาสนาหากมีการโจทก์หรือถูกโจทก์ในชีวิตประจำวันจะต้องทำอย่างไร โดยจะแบ่งไว้ 2 ส่วนคือส่วนของผู้โจทก์ และผู้ถูกโจทก์ ดังนี้
ผู้โจทก์ต้องมีข้อพิจารณา 5 ประการ ดังนี้
- ต้องมีกายบริสุทธิ์ต้องมีวาจาบริสุทธิ์ต้องมีจิตเมตตาต้องมีความเป็นพหูสูตต้องจำและวินิจฉัยบทสวดพระปาติโมกข์ได้ถูกต้อง(ในทางโลกต้องรู้กฎหมายอย่างละเอียดรอบคอบ)
คุณสมบัติของผู้โจทก์ต้องตั้งอยู่ในธรรม 5 ประการนี้คือ
- กล่าวโดยกาลอันควร ไม่กล่าวด้วยกาลไม่ควรกล่าวด้วยคำจริง ไม่กล่าวด้วยคำไม่จริงกล่าวด้วยคำสุภาพ ไม่กล่าวด้วยคำหยาบกล่าวด้วยคำที่ก่อประโยชน์ ไม่กล่าวด้วยคำที่ไร้ประโยชน์มีเมตตาจิตกล่าว ไม่มุ่งร้ายแล้วกล่าว
หากผู้โจทก์มีคุณสมบัติตาม 10 ประการข้างต้นนี้จะไม่เดือดร้อนจากการโจทก์ของตน
คุณสมบัติของผู้ถูกโจทก์ต้องตั้งอยู่ในธรรม 5 ประการนี้คือ
- ความจริง คือตั้งไว้ในความจริงความไม่ขุ่นเคือง คือถ้าเราถูกโจทก์ก็อยู่ขุ่นเคือง
การโจทก์นั้นหากผู้โจทก์และผู้ถูกโจทก์ตั้งอยู่ในธรรมทั้ง 2 ฝ่ายก็จะนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงแก้ไขในสิ่งที่ทำไม่ถูกให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องขึ้นมาได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 23 Sep 2025 - 58min - 607 - เบญจศีลและเบญจธรรม [6838-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงหลักคำสอนและวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ สรุปเป็นใจความสำคัญไว้ 3 ขั้น คือ ให้ละเว้นความชั่ว ให้ทำความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ นี่คือเส้นทางที่จะนำไปสู่ทางหลุดพ้นได้
ซึ่งในครั้งนี้จะกล่าวถึงหลักธรรมที่เป็นขั้นของการชี้แนวทางแห่งโลกุตระ นั่นคือเบญจศีลและเบญจธรรม
เบญจศีลและเบญจธรรม เป็นธรรมคู่กัน คนที่มีเบญจธรรมจึงจะเป็นผู้มีเบญจศีล ซึ่งหากคนมีศีลและธรรมดังกล่าวแล้ว จะเว้นจากการทำความชั่ว รู้จักควบคุมตนให้ตั้งอยู่ในความดี ไม่เบียดเบียนตนและคนอื่น และประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ
เบญจศีล คือ ศีล 5 ข้อ เป็นการรักษาเจตนาที่จะควบคุมกาย และวาจาให้เป็นปกติ คือ ไม่ทำบาป โดยการละเว้น 5 ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักขโมย ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ละเว้นจากการพูดปด ละเว้นจากการเสพสุรา
เบญจธรรม เป็นหลักธรรมที่ควรปฏิบัติ มี 5 ประการ ได้แก่
1. เมตตากรุณา คือ บุคคลใดที่มีเมตตาย่อมไม่ฆ่า หรือเบียดเบียนสัตว์ เมตตากรุณาจึงเป็นจิตที่สามารถเพิ่มพูนพัฒนาได้จากการเว้นจากการฆ่า
2. สัมมาอาชีวะ คือ ประกอบอาชีพที่สุจริต มีรายได้ รู้จักใช้จ่าย และที่สำคัญรู้จักคำว่าพอดี และมีหิริโอตตัปปะ คือ ความละอาย และเกรงกลัวต่อผลของบาป จึงทำให้ไม่ลักขโมยของผู้อื่น
3. กามสังวร คือ ความสำรวมอินทรีย์ ระมัดระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทำให้ ความใคร่ในกามคุณ คือ การติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลดน้อยลง เมื่อความสำรวมเกิดขึ้น จึงทำให้ไม่ประพฤติผิดในกาม
4. สัจจะ คือ การพูดความจริง เป็นสิ่งที่ทำให้ไม่เกิดการมุสาวาท
5. สติสัมปชัญญะ คือ การรู้สึกตัว การไม่ประมาท เพราะรู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว ทำให้ไม่เกลือกกลั้วกับสิ่งที่จะทำให้ชีวิตตกต่ำ เช่น สุราเมื่อคนดื่มกินก็ทำให้มึนเมาและขาดสติ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 16 Sep 2025 - 57min - 606 - สติปัฏฐาน 4 [6837-3d]
สติหมายถึงความระลึกได้ คือระลึกถึงสิ่งที่ทำ จำคำที่พูดแล้วแม้นานได้ สติมีทั้งมิจฉาสติและสัมมาสติ หากระลึกถึงเรื่องไม่ดีทำให้กิเลสเกิดนั่นคือมิจฉาสติ แต่หากระลึกถึงเรื่องที่ดีๆเรื่องที่ก่อให้เกิดกุศลก็คือสัมมาสติ สติต้องมีปัญญาประกอบควบคู่ไปด้วย จึงจะทำให้ใช้สติอย่างถูกต้องก่อให้เกิดประโยชน์ สตินั้นมีอานิสงส์มาก การที่เราจะเข้าสมาธิได้เป็นสัมมาสมาธิก็ต้องอาศัยสัมมาสติ และในสัมมาสติเจาะลงไปก็คือสติปัฏฐาน4การเจริญสติปัฏฐานสี่นั้นเป็นเหตุให้เกิดวิชชาและวิมุติได้
สติปัฏฐาน เป็นธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ การตั้งสติไว้โดยปัญญาพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง และการมีสติกำกับดูสิ่งต่างๆ และความเป็นไปทั้งหลาย โดยปัญญารู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย ที่ทำให้มองเห็นเพี้ยนไปตามอำนาจกิเลส มี 4 อย่าง คือ กาย เวทนา จิต ธรรม
1. กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันกายและเรื่องทางกาย เช่นนึกถึงกระดูก หนังเอ็น ความเป็น อสุภะ
2. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันเวทนา การใช้ความรู้สึกเป็นฐานที่ตั้งของการมีสติ พิจารณาทุกขเวทนาและสุขเวทนาอย่างสติ
3. จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต คือถ้าจิตฟุ้งก็รู้ จิตสงบก็รู้
4. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันธรรม คือการนำธรรมะมาพิจารณาใคร่ครวญอย่างแยบคายจนเห็นทุกข์
จะเห็นว่าสติปัฏฐาน4 นี้คือ กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นหนึ่งในโพธิปักขิยธรรม37 อย่าง สามารถแจกแจงออกให้ละเอียดได้ถึง 10 อย่างเรียกว่า อนุสติ10 คือสิ่งที่จะทำให้สติตามมาได้ 10 ประการได้แก่
1.พุทธานุสสติ การตามระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า
2.ธัมมานุสสติ การตามระลึกถึงพระธรรม
3.สังฆนุสสติ การตามระลึกถึงคุณพระสงฆ์
4.สีลานุสสติ การตามระลึกถึงศีลที่เรารักษา
5.จาคานุสสติ การตามระลึกถึงผลของทานการบริจาค
6.เทวตานุสสติ การตามระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา
7.อุปสมานุสสติ การตามระลึกถึงความว่าง ความพ้น นิพพาน
8.มรณานุสสติ การตามระลึกถึงเหตุปัจจัยแห่งความตายนั้นมีมาก
9.อานาปานานุสสติ การตามระลึกถึงลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
10.กายคตานุสสติ การตามระลึกถึงอาการ32
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 09 Sep 2025 - 56min - 605 - อาวาสิกธรรม [6836-3d]
อาวาสิโกคือผู้อยู่ประจำอาวาสภิกษุผู้อยู่ประจำอาวาส และอีกหนึ่งนัยยะ อาวาสิโก ยังหมายถึงเจ้าอาวาส ซึ่งในภาษาไทยได้นำมาใช้ในบริบทที่ว่าคือผู้นำผู้ปกครองของวัดนั้น
อาวาสิกธรรมคือธรรมของผู้ที่อยู่ประจำถิ่น เป็นหลักธรรมของภิกษุผู้อยู่ประจำอาวาส การอยู่ประจำอาวาสอย่างไรที่จะทำให้ดีให้งาม ให้มีการเกิดประโยชน์เกิดบุญที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้ไปดีได้ในภพต่อๆไป ในตอนนี้ได้รวบรวมเนื้อหามาสรุปให้เป็นกลุ่ม โดยแบ่งตามคุณธรรมของผู้อยู่ประจำถิ่น ดังนี้
กลุ่มที่1 เป็นผู้มี ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติดังนี้
1)ถึงพร้อมด้วยมารยาทและวัตร
2)เป็นพหูสูต ทรงความรู้
3)เป็นผู้ยินดีในการขัดเกลากิเลส ยินดีในความสงบ ยินดีในการที่จะไม่คลุกคลี
4)มีปัญญา เฉลียวฉลาดเห็นความเกิดขึ้นและดับไปอย่างแยบคายในการปฏิบัติ
5)แคล่วคล่องในการเข้า-ออกฌานทั้ง4
6)สามารถใช้ปัญญาและสมาธิที่มีนั้นในการที่จะบรรลุธรรม
กลุ่มที่2 เป็นผู้มีสัมมาวาจา ดังนี้
1)มีกัลยาณวาจาคือวาจางาม รู้จักพูด รู้จักเจรจาให้เป็นผลดี
2)สามารถกล่าวธรรมะให้ผู้มาหาเห็นแจ่มชัด ยอมรับไปปฏิบัติ เร้าใจให้แกล้วกล้า และเบิกบานใจ
กลุ่มที่3 เป็นผู้ทำการงานดี ดังนี้
1)รู้จักปฏิสังขรณ์เสนาสนะสิ่งของที่ชำรุดหักพัง ตามเหตุตามปัจจัย
กลุ่มที่4 เป็นผู้จักปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลรอบข้าง ดังนี้
1)ชักนำคฤหัสถ์ให้ถือปฏิบัติในอธิศีล
2)ยังคฤหัสถ์ให้ตั้งอยู่ในธรรมทัศนะ คือรู้เห็นเข้าใจธรรม
3)ไปเยี่ยมให้สติคนเจ็บไข้
4)เมื่อมีสงฆ์หมู่ใหญ่มาจากต่างถิ่น ขวนขวายบอกชาวบ้านผู้ปวารณาไว้ให้มาทำบุญ
5)เมื่อรับทานใดๆมาแล้ว จะเลวหรือดี ก็ใช้ด้วยตนเอง ไม่ยังศรัทธาให้ตกไป
กลุ่มที่5 เป็นผู้รู้จักยกย่องหรือติเตียน ดังนี้
1)พิจารณาใคร่ครวญโดยรอบคอบแล้ว จึงกล่าวตำหนิติเตียนบุคคลที่ควรตำหนิติเตียน
2)พิจารณาใคร่ครวญโดยรอบคอบแล้ว จึงกล่าวยกย่องสรรเสริญบุคคลที่ควรยกย่องสรรเสริญ
3)พิจารณาใคร่ครวญโดยรอบคอบแล้ว จึงแสดงความไม่เลื่อมใส ในฐานะอันไม่ควรเลื่อมใส
4)พิจารณาใคร่ครวญโดยรอบคอบแล้ว จึงแสดงความเลื่อมใส ในฐานะอันควรเลื่อมใส
กลุ่มที่6 เป็นผู้ไม่มีความตระหนี่ ดังนี้
1)ไม่ตระหนี่หวงแหนที่อยู่อาศัย
2)ไม่ตระหนี่หวงแหนตระกูลอุปฐาก
3)ไม่ตระหนี่หวงแหนลาภ
4)ไม่ตระหนี่วรรณะคือหวงคุณความดีไม่อยากให้เขาได้ดี
5)ไม่ตระหนี่ธรรมะคือหวงวิชาความรู้ไม่ยอมสอนใคร
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 02 Sep 2025 - 53min - 604 - สาราณียธรรม [6835-3d]
บทสวด สาราณียะธัมมะสูตตัง เป็นบทที่กล่าวถึงธรรมอันเป็นไปเพื่อความระลึกถึงกันและกัน คือธรรมแห่งการสร้างความสามัคคี เป็นบทสวดที่มาจากพระสูตรที่พระภิกษุจะมักสวดกันในวันเข้าพรรษา บทสวดนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับภิกษุไว้ที่เมืองสาวัตถี ณ วัดเชตวัน โดยกล่าวถึงธรรม 6 ประการ ที่เมื่อนำไปปฏิบัติแล้วจะเป็นธรรมเครื่องก่อให้เกิดอานิสงส์ 7 ประการ คือ
1.สาราณียา (ระลึกถึงกัน)
2.ปิยะกะระณา (เป็นเครื่องกระทำให้เป็นที่รักกัน)
3.คะรุกะระณา (เป็นที่เคารพซึ่งกันและกัน)
4.สังคะหายะ (เป็นไปเพื่อ ความสงเคราะห์ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล)
5.อะวิวาทายะ (ไม่วิวาทกัน)
6.สามัคคิยา (เกิดความพร้อมเพรียงกัน)
7.เอกีภาวายะ(ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน)
โดยองค์ประกอบของสาราณียธรรม 6 ประการที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงคือ
1.เมตตาทางกายทั้งต่อหน้าและลับหลัง
2.เมตตาทางวาจาทั้งต่อหน้าและลับหลัง
3.เมตตาทางใจทั้งต่อหน้าและลับหลัง
4.การแบ่งปันลาภที่ได้มาโดยธรรม
5.มีศีลเสมอกัน ศีลไม่ทะลุไม่ด่างพร้อย
6.มีทิฏฐิอันประเสริฐ คือรู้เจาะจงในอริยสัจ 4
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 26 Aug 2025 - 57min - 603 - ธรรมที่สงฆ์ควรพิจารณาเนือง ๆ [6834-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงให้เกณฑ์ในการปฏิบัติให้การประพฤติพรหมจรรย์นั้นบริสุทธิ์บริบูรณ์อย่างสิ้นเชิง ไว้เป็นขั้นเป็นลำดับอย่างชัดเจน ในที่นี้จะนำเสนอในหัวข้อของ อภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตรคือ ธรรมที่บรรพชิตพึงพิจารณาเนือง ๆ 10 ประการได้แก่
1. พิจารณาถึงเพศที่แตกต่างจากคฤหัสถ์
2. พิจารณาถึงการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ด้วยผู้อื่น
3. พิจารณาถึงอากัปกิริยาทางกายทางวาจา
4. พิจารณาถึงการติเตียนตนเองด้วยเรื่องของศีล
5. พิจารณาถึงการติเตียนเรื่องของศีล ด้วยผู้อื่น
6. พิจารณาถึงการพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
7. พิจารณาเรื่องของ กรรม
8. พิจารณาถึงเวลาที่ล่วงไป
9. พิจารณาถึงการยินดีด้วยเสนาสนะอันสงัด
10. พิจารณาถึงคุณวิเศษ
การพิจารณาธรรมเหล่านี้เนืองๆอย่างเป็นประจำจะช่วยให้เกิดความเข้าใจในสัจธรรมของชีวิต นำไปสู่การปล่อยวาง การดำเนินชีวิตอย่างมีสติ และจะทำให้เป็นหนทางเข้าสู่ความเป็นอริยบุคคลได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 19 Aug 2025 - 55min - 602 - “ขันติ” ความอดทนคือทุกสิ่ง [6833-3d]
ปฏิปทาอันยิ่งยวดอย่างหนึ่งใน “ทศบารมี” นั้นก็คือ “ขันติ” คือ ความอดทนอดกลั้น เป็นตบะแผดเผากิเลสอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่งด้วยสิ่งอันเป็นที่พึงปรารถนา หรือไม่พึงปรารถนาก็ตาม จะสามารถรักษาความเป็นปกติเอาไว้ได้ ผู้ที่ผ่านการฝึกฝนปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 ย่อมทำคุณธรรม “ขันติ” ให้ปรากฏขึ้นเป็นของแจ่มแจ้งแก่ตนเองได้ด้วย “ปัญญา” และถ้าพิจารณากันให้ดี ๆ จะเห็นว่า คุณธรรมที่ทำให้มีความอดทนนั้น มีอยู่มากมาย จึงอาจกล่าวได้ว่า “ขันติ” ความอดทนคือทุกสิ่ง
ความอดทนแบ่งตามเหตุที่มากระทบ ได้แก่ อดทนต่อความลำบากตรากตรำ อดทนต่อทุกขเวทนาทางกายและทางใจ อดทนต่อกิเลส เปรียบความอดทนไว้กับทางไปสู่นิพพาน ถ้าคุณเจอสิ่งกระทบในระหว่างทาง คุณยังจะอดทนรักษามรรคไว้ได้อยู่ไหม? หรือจะเลือกเดินออกนอกมรรคไปไม่ถึงนิพพาน
ขันติแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. อธิวาสนขันติ คือ ยังมีอารมณ์โกรธอยู่ แต่อดกลั้นไว้ได้ ไม่แสดงสิ่งที่เป็นอกุศลทางกาย วาจา ใจ ออกไป
2. ตีติกขาขันติ คือ ปฏิบัติได้เป็นปกติใน ศีล สมาธิ และปัญญา เพราะผ่านการฝึกฝน ทำซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ อยู่บ่อย ๆ ในขั้น “อธิวาสนขันติ”
คุณธรรมความอดทน ตัวอย่างในเรื่องของท่านพระปุณณะ พระสารีบุตร และท้าวสักกะ เป็นคุณธรรมที่แสดงให้เห็นการบ่มอินทรีย์ พละ ศีล สมาธิ ปัญญา พรหมวิหาร
อานิสงส์ของความอดทน คือ ย่อมเป็นที่รักของคนเป็นอันมาก เป็นผู้ไม่มากด้วยเวรไม่มากด้วยโทษ เป็นผู้ไม่หลงกระทำกาละ ตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 12 Aug 2025 - 56min - 601 - นักรบในธัมม์ [6832-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงบอกสอนธรรมะไว้อย่างมากมาย การนำคำสอนไปปฏิบัติกับการศึกษาคำสอนนั้น เป็นคนละอย่างกัน พระพุทธเจ้าได้ทรงบอกสอนไว้อย่างรัดกุมหลายนัยยะ โดยการเปรียบเทียบอุปมาอุปไมยไว้หลายข้อธรรมดังนี้
1) อุปมาอุปไมยเรื่องทะเลพระพุทธเจ้าได้ทรงเปรียบเทียบไว้ถึง 8 ประการ ในที่นี้จะกล่าวถึงประการที่ว่า มหาสมุทรไม่อยู่รวมกับซากศพ เพราะคลื่นจะซัดเอาซากศพเข้าฝั่งเสมอ เปรียบเทียบกับการผู้ที่ทุศีล ปรารถนาลามก สุดท้ายจะถูกเปิดเผยทำให้อยู่ร่วมกับผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่ได้
2) อุปมาอุปไมยภิกษุกับนักรบอาชีพ 5 จำพวกคือ:
- นักรบที่หวั่นไหวเพียงเห็น ฝุ่นฟุ้งก็ถอยเปรียบกับ ผู้เริ่มปฏิบัติที่ใจยังอ่อน เจอเรื่องเล็กน้อย เช่น ง่วง เบื่อ หิว ก็ท้อนักรบที่ทนฝุ่นได้ แต่แพ้เมื่อเห็นยอดธงข้าศึกก็กลัวเปรียบกับ ผู้ฝึกปฏิบัติระดับหนึ่ง แต่ยังแพ้ต่ออารมณ์ เช่นโกรธ หลงนักรบที่ทนฝุ่น ทนธงได้ แต่หวั่นเมื่อได้ยินเสียงข้าศึก มีผัสสะกระทบแรง ๆ เช่น คำด่า ลาภ เสียงนินทาเปรียบกับ ผู้ที่ยังหวั่นไหวต่อกระแสโลก ไม่สามารถวางเฉยได้จริงนักรบที่ทนทุกอย่างได้ แต่ยังกลัวการปะทะสุดท้าย เปรียบกับ ผู้ใกล้หลุดพ้น แต่ยังติดดี ติดสงบ หวงอัตตานักรบที่กล้าเผชิญทุกอย่าง ชนะได้ทุกด่านเปรียบกับ พระอรหันต์ ผู้สิ้นสงครามใจ ชนะกิเลส ละนิวรณ์ ข้ามพ้นวิจิกิจฉาเห็นอริยสัจสี่ บรรลุ วิมุตติ (ความหลุดพ้น)
เปรียบเทียบภิกษุในธรรมวินัยนี้ต้องต่อสู้กับภัย 4 อย่างของผู้ออกบวชคือ 1) ภัยเพราะปลาร้ายคือผู้หญิง 2) ภัยเพราะจระเข้ คือเรื่องปากท้อง 3) ภัยเพราะคลื่น คือความเกิดความคับแค้น 4) ภัยเพราะน้ำวนคือข้องอยู่กับเรื่องกาม เช่น การที่ต้องดูแลครอบครัวสมบัติ หากหลีกพ้นจากภัยเหล่านี้ได้ก็จะยังเป็นภิกษุที่ยังครองตนอยู่ในธรรมวินัยของพุทธศาสนานี้ได้
3) อุปมาอุปไมย เรื่องหนู
- หนูที่ขุดรูแต่ไม่อยู่ เปรียบเหมือนผู้ที่ศึกษาธรรมะ แต่ไม่ได้นำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันหนูที่อยู่แต่ไม่ขุดรู เปรียบเหมือนผู้ที่ปฏิบัติตามธรรมะ แต่ไม่ได้ศึกษาธรรมะให้เข้าใจอย่างถ่องแท้หนูที่ไม่ขุดรูและไม่อยู่ เปรียบเหมือนผู้ที่ไม่ศึกษาธรรมะและไม่ได้ปฏิบัติตามธรรมะหนูที่ทั้งขุดรูและอยู่ เปรียบเหมือนผู้ที่ศึกษาธรรมะและนำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน
ยังมีอุปมาที่คล้ายกับเรื่องหนูคือ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบภิกษุทั้งหลายเหมือนเมฆ 4 ชนิด
4) อุปมาอุปไมย เรื่องหม้อและห้วงน้ำ
- หม้อเปล่าปิดฝา เปรียบเหมือนภิกษุที่ภายนอกดูเหมือนสงบสำรวม แต่ภายในใจยังเต็มไปด้วยกิเลสและความมืดบอดหม้อเต็มเปิดฝา เปรียบเหมือนภิกษุที่ภายนอกดูไม่น่าเลื่อมใส แต่ภายในใจเต็มไปด้วยธรรมะและความรู้หม้อเต็มปิดฝา เปรียบเหมือนภิกษุที่ภายนอกและภายในเต็มไปด้วยธรรมะและความรู้หม้อเปล่าเปิดฝา เปรียบเหมือนภิกษุที่ภายนอกและภายในว่างเปล่าจากธรรมะและความรู้
และยังมีอุปมาที่เปรียบเทียบกับห้วงน้ำที่คล้าย ๆ กันด้วย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 05 Aug 2025 - 58min - 600 - วิธีพิจารณาหลักธรรมคำสอนเพื่อสุขในปัจจุบัน [6831-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมไว้อย่างมากมายแสดงไว้อย่างดี รัดกุม รอบคอบ ไม่หละหลวม ในที่นี้จะนำธรรมมะที่กล่าวถึงวิธีคิดวิธีไตร่ตรองพิจารณาในแนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อนำทางแห่งความสุขในปัจจุบัน โดยจะนำธรรมะหลายหัวข้อมากล่าวดังนี้
ประการแรก เป็นธรรมง่ายๆย่อๆที่พระพุทธเจ้าบอกแก่นางโคตรมี กล่าวไว้ใน “โคตรมีสูตร” เป็นข้อธรรมที่นางโคตรมีจะนำไปปฏิบัติเมื่ออยู่คนเดียว หลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้คือ 1.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด 2.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อละเครื่องร้อยรัดความยึดถือ 3.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความไม่สั่งสมกิเลส 4.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความมักน้อย 5.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความสันโดษ 6.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความสงัด 7.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความเพียร 8.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย ลักษณะคำสอนของพระพุทธเจ้าต้องมีทั้ง 8 ประการนี้เป็นเกณฑ์ แต่ต้องไม่ยึดถือในหลักเกณฑ์ พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่ชาวกาลามโคตร ใน “เกสปุตตสูตร” ไว้ว่าอย่าได้ยึดถือโดยได้ยินได้ฟังมา, โดยอ้างตำรา, โดยคาดคะเน, โดยความตรึกตามอาการ แต่หลักการที่ถูกต้องให้ดูว่า กุศลเพิ่ม อกุศลลด หรือไม่
ประการที่สอง กล่าวถึงการพิจารณาถึงพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ควร-ไม่ทำ โดยจะนำ “เตวิชชสูตร” มากล่าวโดยกล่าวถึงข้อปฏิบัติของพราหมณ์ที่จะให้ได้ไปอยู่กับพรหม ให้พิจารณาว่าพิธีกรรมที่ทำนั้นเป็นไปอย่างไร เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวร้อยรัดหรือไม่ จองเวรหรือไม่ เบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่ เศร้าหมองหรือไม่ ฟุ้งซ่านหรือไม่ หากพิธีกรรมต่างๆเป็นไปเพื่อสิ่งเหล่านี้ก็ต้องเว้นการปฏิบัติเสีย
ประการที่สาม ข้อปฏิบัติอันใดที่เราควร-ไม่ควรกระทำ สูตรที่จะนำมากล่าวคือ “อนุมานสูตร” กล่าวถึงอุปกิเลส 16 ประการ ที่มาประกอบในการพิจารณาที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ พิจารณาถึงคนอื่น ว่าหากเราทำสิ่งไม่ดีกับบุคคลอื่น เขาคงจะไม่ชอบ แล้วมองกลับกันว่าหากเขาทำสิ่งนี้กับเรา เราก็คงจะไม่พอใจ ดังนั้นเราก็ต้องพิจารณาว่าเราไม่ควรทำอย่างนั้นกับคนอื่น พิจารณาที่ตัวเองว่าเรามีอกุศลธรรมเกิดขึ้นในใจตนหรือไม่ หากมีแล้วจะทำสิ่งที่เป็นอกุศลนั้นกับคนอื่น ก็จงรีบละมันเสีย
ประการที่สี่ วัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ควร-ไม่ควรทำ นำหลักธรรมจาก สาเลยกสูตร มาพิจารณาเป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวกับชาวบ้านสาเลยกะ เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติทาง กาย วาจา ใจ จะทำให้เข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาตนรกหรือสุคติโลกสวรรค์ เกณฑ์ที่ท่านได้นำมาพิจารณาคือใช้เกณฑ์ความดีของวิญญูชน คนดีทั่ว ๆ ไปที่เขาเป็นกัน โดยนำเรื่องศีล ทิฐิความเห็นต่างมาพิจารณา ว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 29 Jul 2025 - 58min - 599 - รุ่งอรุณแห่งอริยมรรคมีองค์แปด [6830-3d]
เมื่อดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้นจะมีแสงสีเงิน แสงสีทอง มาให้เห็นก่อน เรียกว่ารุ่งอรุณ อุปไมยองค์ประกอบ 8 อย่างอันประเสริฐ (มรรค 8) จะเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ใด สิ่งที่มาก่อนเป็นนิมิตให้เห็นในผู้นั้น คือ
1. เป็นผู้มีกัลยาณมิตร (กัลลยาณมิตตตา) นัยยะที่หนี่งคือเพื่อนผู้ที่จะนำความดีมาให้เป็นผู้ที่มีศีล มีศรัทธา มีจาคะและมีปัญญา นัยยะที่สองกัลยาณมิตรอาจจะเป็นครูอาจารย์ พระสงฆ์หรือผู้มีคุณงามความดีเป็นแบบอย่างที่ดี นัยยะที่สามเราอาจจะเอามรรคแปดเป็นกัลยาณมิตรก็ได้ยิ่งจะส่งเสริมให้เราอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องไม่ออกนอกเส้นทาง ในที่นี้จะกล่าวถึงคุณสมบัติของกัลยาณมิตร 7 ประการได้แก่
เป็นผู้มีความน่ารักใคร่พอใจ (ปิโย)คือเป็นลักษณะมีความเมตตาเป็นที่น่าเคารพ (ครุ)คือเป็นผู้ที่มีความหนักแน่น มีหลักเกณฑ์หลักการ คุ้มครองให้ในทิศทั้งปวงเป็นผู้น่ายกย่อง (ภาวนีโย) คือ เป็นผู้รู้จักจุดอ่อนของตนเองมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอควรเอาเป็นแบบอย่างเป็นผู้ฉลาดพูด (วตฺตา) คือรู้จังหวะรู้เวลาที่จะพูดที่จะสอนได้ และเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่ดีได้เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ (วจนกฺขโม) คืออดทนที่จะพูดซ้ำๆในเรื่องเดิมๆได้โดยไม่เบื่อหน่ายเป็นผู้สามารถแจกแจงคำสอนได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง (คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา)เป็นผู้ไม่ชักนำไปในเรื่องที่เสื่อมเสีย (จฎฺฐาเน นิโยชเย)2. เป็นผู้มีความถึงพร้อมด้วยศีล (สีลสัมปทา) คือเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ ทำให้ศีลที่มีดีขึ้นเรื่อยๆ ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ
3. เป็นผู้มีความถึงพร้อมด้วยฉันทะ(ฉันทสัมปทา) คือเป็นผู้มีความพอใจมีแรงจูงใจที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีเป้าหมายที่ชัดเจนทำให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
4. เป็นผู้มีความถึงพร้อมด้วยตน (อัตตสัมปทา) คือจิตของเราต้องมีการพัฒนาให้มีการถึงพร้อม
5. เป็นผู้มีความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (ทิฏฐิสัมปทา) คือมีทัศนคติมีความเชื่อที่ถึงพร้อม
6. เป็นผู้มีความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท (อัปปมาทสัมปทา) คือเป็นผู้ไม่ขาดสติ มีสติกำกับจิตใจในการดำเนินชีวิต
7. เป็นผู้ที่รู้จักทำในใจอย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) คือ ความเป็นผู้ฉลาดในการคิด คิดอย่างถูกวิธีถูกระบบ พิจารณา ไตร่ตรองสาวไปจนถึงสาเหตุหรือต้นตอของเรื่องที่กำลังคิด ในที่นี้จะเจาะจงลงในคำสอนของพระพุทธเจ้า
ธรรมทั้ง 7 ประการนี้แม้มีอันใดอันหนึ่ง เกิดขึ้นกับใคร ผู้ใดผู้หนึ่งให้มั่นใจได้เลยว่าเราจะไม่เดินออกนอกทางแห่งอริยมรรคมีองค์แปดแน่นอน เมื่อเดินตามทางแห่งมรรคแปดนี้อย่างต่อเนื่องไม่หยุดจะทำให้เราถึงที่หมายคือนิพพานได้ในเวลาไม่นาน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 22 Jul 2025 - 55min - 598 - ศรัทธาด้วยปัญญา-อาการวตีสัทธา [6829-3d]
ศรัทธาที่มีอาการประกอบไปด้วยเหตุผล จะทำให้เกิดการทำจริงแน่วแน่จริงในกุศลธรรมทั้งหลาย คิดใคร่ครวญเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา เป็นศรัทธาที่ประด้วยอาการของปัญญา “อาการวตีสัทธา”
ลักษณะของศรัทธาที่ประกอบไปด้วยอาการ “อาการวตีสัทธา”
1. มี 2 มิติ คือ
(1.1) ระดับสมมุติของโลก – ความจริง/ข้อเท็จจริง (fact / fake) สมมุติว่าจริง สมมุติว่าเท็จ
(1.2) ระดับเหนือสมมุติของโลก – สัจจะความจริงอันประเสริฐ (อริยสัจ 4)
*ทั้ง 2 มิตินี้ ต้องปรับให้ตรงกัน อย่าให้มีกิเลส อย่าให้เป็นมิจฉา ให้มีสัมมาทิฐิ / สัมมาสังกัปปะ / สัมมาวาจา
2. ศรัทธานั้นต้องให้เกิดการลงมือปฏิบัติ ทำจริงแน่วแน่จริง
3. ศรัทธาที่มีอาการต้องประกอบไปด้วยปัญญาจากการคิดใคร่ครวญโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ในกาลมสูตร 10 และตามหลักของ “อปัณณกธรรม” ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดจากความเป็นอริยะ คือ ให้ ละ วิบัติ 3 ประการ และให้ถึงพร้อมด้วยสัมปทา 3 ประการ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 15 Jul 2025 - 55min - 597 - ตัณหาเพื่อนสอง [6828-3d]
ในโลกปัจจุบันนี้มีเรื่องขัดแย้งวุ่นวายเกิดขึ้นหลายเรื่องราว สาเหตุของเรื่องราวขัดแย้งมักเริ่มจากจุดเล็กๆคือการทะเลาะกันเหตุเพราะมีเรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้น การมีเรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้นขึ้นนั้นมีเหตุเริ่มมาจาก “ตัณหา” คือ เมื่อมีตัณหาจะทำให้เกิดการแสวงหา ทำให้มีการได้ เมื่อได้มาทำให้มีการปลงใจรัก แล้วก่อให้เกิดความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ทำให้มีความสยบมัวเมาอย่างจับอกจับใจ จึงทำให้มีความตระหนี่จึงทำให้มีการหวงกั้นแล้วจึงทำให้มีเรื่องราวจากการหวงกั้นนั้น ความขัดแย้งวุ่นวายต่าง ๆ ดังพุทธพจน์กล่าวไว้ดังนี้
เพราะมีเวทนา จึงมีตัณหา เพราะมีตัณหา จึงมีการแสวงหา (ปริเยสนา) เพราะมีการแสวงหาจึงมีการได้ (ลาโภ)เพราะมีการได้ จึงมีความปลงใจรัก (วินิจฺฉโย) เพราะมีความปลงใจรัก จึงมีความกำหนัดด้วยความพอใจ (ฉนฺทราโค)เพราะมีความกำหนัดด้วยความพอใจ จึงมีความสยบมัวเมา (อชฺโฌสานํ) เพราะมีความสยบมัวเมา จึงมีความจับอกจับใจ (ปริคฺคโห) เพราะมีความจับอกจับใจ จึงมีความตระหนี่ (มจฺฉริยํ) เพราะมีความตระหนี่ จึงมีการหวงกั้น (อารกฺโข)เพราะมีการหวงกั้น จึงมีเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกั้น (อารกฺขาธิกรณํ) กล่าวคือ การใช้อาวุธไม่มีคม การใช้อาวุธมีคม การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวคำหยาบว่า “มึง ! มึง !” การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จทั้งหลาย ธรรมอันเป็นบาปอกุศลเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นพร้อมด้วยอาการอย่างนี้นี่คือทางสายที่ไม่ดีคือทางที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในคือทางแห่งมิจฉามรรค แต่ในเส้นทางนี้ยังมีทางออกไปสู่ทางที่ดีได้ เช่น ช่องของความพอใจ คือเมื่อเกิดฉันทะ ก็อย่าให้มีราคะ คือต้องฉลาดในการวินิจฉัยให้ถูกว่าความสุขเกิดขึ้นเป็นความสุขแบบใด ความสุขมี 2 แบบ คือ
1) ความสุขที่ไม่ควรเสพคือความสุขที่เกิดกาม ความสุขที่เกิดจากทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เพราะมีโทษมากมีคุณน้อย
2) ความสุขที่ควรเสพ คือความสุขที่เกิดจากภายใน เป็นความสุขที่เกิดจากฌานสมาธิทั้ง 4 เป็นความสงบให้เกิดความรู้ยิ่งรู้พร้อม หรือทางออกจากช่องทางการแสวงหาคือการแสวงหาที่ประเสริฐและการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ ผู้ที่แสวงหาหนทางที่ประเสริฐคือทางแห่งมรรค 8 ก็จะเป็นผู้ค้นพบหนทางแห่งการพ้นทุกข์ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 08 Jul 2025 - 56min - 596 - ข้อสอบของอริยบุคคล [6827-3d]
บุคคลผู้ดำเนินตามทางแห่งมรรค 8 จนสามารถมองเห็นฝั่งแห่งนิพพานอยู่เบื้องหน้า มีจุดหมายแห่งการบรรลุอย่างแน่แท้ เรียกว่า อริยบุคคล ผู้บรรลุธรรมวิเศษ แบ่งตามประเภทบุคคลมี 4 ประเภท คือ
1.พระโสดาบัน คือ ผู้เข้าถึงกระแสธรรม การที่จะเข้าถึงคุณสมบัติของพระโสดาบันจะต้องสอบให้ผ่านบททดสอบแห่งความงมงาย ความเชื่อผิดๆ ความเข้าใจไม่ถูกต้อง คือต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติของโสตาปัตติยังคะ 4 คือ 1) มีศรัทธา หยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า 2)ศรัทธา อันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ในพระธรรม 3) ศรัทธา หยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ 4) เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยศีล ที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติของโสตาปัตติยังคะ 4 จะทำให้ละ สังโยชน์ เบื้องต่ำ 3 ประการได้คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เมื่อละสังโยชน์ เบื้องต่ำ 3 ประการนี้ได้จะส่งผลให้เป็นผู้พ้นจากอบาย4 พ้นจากนรก พ้นจากกำเนิดเดรัจฉานและเปรตวิสัย และจะพ้นจากการมาเกิดอีกในชาติที่8
2.พระสกิทาคามี แปลว่า ผู้กลับมาเพียงครั้งเดียว ผู้ได้บรรลุสกิทาคามิผลต้องผ่านข้อสอบเดียวกับโสดาบันคือเป็นผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการแรกได้ อีกทั้งต้องทำสังโยชน์เบื้องต่ำอีกสองประการที่เหลือให้เบาบางลงด้วย คือ กามราคะ ปฏิฆะ(พยาบาท) พระสกิทาคามีจะเกิดในกามาวจรภพอีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้นก็จะถึงพระนิพพาน
3.พระอนาคามี แปลว่า ผู้ไม่มาเกิดอีก หมายความว่าจะไม่กลับมาเกิดในกามาวจรภพอีก เป็นผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์) ทั้ง 5 ประการได้แล้ว ข้อสอบที่พระอนาคามีต้องสอบให้ผ่านเพิ่มเติมคือ การละกามราคะ ละปฏิฆะ(พยาบาท) ให้ได้ ธรรมที่จะนำมาใช้คือการเจริญพรหมวิหาร 4 เมื่อเจริญพรหมวิหาร4อยู่เนืองๆจะทำให้ละกามราคะและละปฏิฆะลงได้ เมื่อสอบผ่านข้อสอบนี้ ผลก็คือจะทำให้พ้นจากโลกแห่งทางกาม คือไปเกิดในพรหมโลกอีกเพียงครั้งเดียว แล้วจะนิพพานจากพรหมโลกนั้น
4.และพระอรหันต์ คือ ผู้สำเร็จธรรมวิเศษสูงสุดในพระพุทธศาสนา พระอริยบุคคลชั้นสูงสุด สามารถละสังโยชน์เบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์) ทั้ง 5 ประการได้แล้ว ยังละสังโยชน์เบื้องสูง (อุทธัมภาคิยสังโยชน์) อีก 5 ประการ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ได้อีกด้วย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 01 Jul 2025 - 59min - 595 - สาธุนรธรรม (ธรรมะของคนดี) [6826-3d]
การจะปรับเปลี่ยนคนไม่ดีให้เป็นคนดีได้ ต้องใช้ความดีเท่านั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาที่เป็นธรรมะของคนดี(สาธุนรธรรม) ไว้ 4 ข้อคือ
1.จงเดินตามทางที่ท่านเดินไปแล้ว หมายถึง การรู้จักคุณของผู้มีพระคุณ (กตัญญู) ถ้าเราทำคุณกับผู้ไม่มีคุณธรรม อาจจะได้ผลน้อย ไม่ได้ผล หรือได้ผลร้าย
2.จงอย่าเผาฝ่ามืออันชุ่มหมายความว่า ไม่ประทุษร้าย ท่านผู้มีคุณ สมัยก่อนเขาจะล้างมือแล้วหยิบของให้ มือจึงชุ่มอยู่เสมอ คือ ให้ของคนอื่นบ่อย
3.อย่าประทุษร้ายในหมู่มิตร มีมิตรดีแล้ว ตั้งใจคบหาด้วยความเคารพ เอื้อเฟื้อ ด้วยความรู้ว่า ผู้มีมิตรธรรม ไม่ชื่อว่าเป็นผู้เล็กน้อย ไม่เป็นผู้ด้อย
4.ไม่ตกอยู่อำนาจของอิสตรี คำว่าอิสตรีในที่นี้หมายถึง หญิงที่ดูหมิ่นชาย คือ เมื่อเป็นสามีที่ทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามหลักทิศทั้งหกแล้วภรรยายังดูหมิ่นไม่ให้เกียรติและไม่ทำหน้าที่ของตน ชายก็ไม่ควรตกอยู่ในอำนาจของสตรีแบบนี้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 24 Jun 2025 - 57min - 594 - คุณสมบัติของผู้เป็นโจทก์ [6825-3d]
การโจทก์ในทางพุทธศาสนา คือ การตั้งหัวข้อที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงให้อยู่ด้วยกันได้ การอยู่ร่วมกันนั้นต้องอยู่อย่างมีศีลและทิฏฐิที่เสมอกัน ในการปรับให้อยู่ด้วยกันนั้นต้องเป็นไปตามทางของมรรค โดยผู้โจทก์และผู้ถูกโจทก์ต้องมีคุณธรรมดังนี้
การเป็นผู้โจทก์ต้องมีคุณธรรม 5 อย่าง คือ
1.ต้องกล่าวในเวลาอันควรอย่ากล่าวในเวลาอันไม่ควร
2.ต้องกล่าวด้วยถ้อยคำอันเป็นจริงไม่กล่าวด้วยถ้อยคำอันไม่จริง
3.ต้องกล่าวด้วยถ้อยคำอ่อนหวานไม่กล่าวด้วยถ้อยคำหยาบคาย
4.กล่าวด้วยถ้อยคำอันประกอบด้วยประโยชน์ไม่กล่าวด้วยถ้อยคำอันไม่ประกอบด้วยประโยชน์
5.ผู้กล่าวต้องกล่าวด้วยมีจิตเมตตากล่าวไม่กล่าวอย่าเพ่งโทษกล่าว
ส่วนผู้ถูกโจทก์ต้องมีคุณธรรม 2 อย่าง คือ
1.ความจริง คือ เอาข้อเท็จจริงมาเป็นหลัก
2.ความไม่โกรธ
การนำคุณธรรมทั้ง 7 ข้อนี้มาใช้คือใช้ในเวลาที่เหมาะสม คุยด้วยเรื่องจริง ด้วยคำอ่อนหวาน ด้วยเรื่องที่ประกอบด้วยประโยชน์ และด้วยเมตตาจิต หากคิดเห็นไม่ตรงกัน ก็เอาข้อเท็จจริงมาคุยกัน และหากมีการกระทบกันก็ไม่โกรธกัน ก็จะทำให้อยู่ร่วมกันได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 17 Jun 2025 - 57min - 593 - คุณสมบัติของอุบาสกอุบาสิกา [6824-3d]
อุบาสกหรืออุบาสิกา แปลว่า ผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย หมายถึงผู้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนา ผู้นับถือศาสนาอย่างมั่นคง
อุบาสกหรืออุบาสิกาในธรรมวินัยควรจะมีคุณสมบัติอย่างไรพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเอาไว้มีอยู่หลายส่วนด้วยกันในตอนนี้จะนำส่วนที่ครูบาอาจารย์ได้รวบรวมไว้ใน อังคุตตรนิกาย ซึ่งอยู่ในธรรมหมวด 7 คือ หานิสูตร โดยพูดถึงความที่จะไม่เสื่อม ความที่จะก้าวหน้า ความที่จะเจริญงอกงามของอุบาสกอุบาสิกา โดยกล่าวเปรียบเทียบไว้เป็นคู่ดังนี้
1. การเยี่ยมเยือนภิกษุ หรือขาดเยี่ยมเยือนภิกษุ
2. ละเลยการฟังธรรม หรือไม่ละเลยการฟังธรรม
3. การศึกษาอธิศีล หรือไม่ศึกษาอธิศีล
4. การปลูกความเลื่อมใสศรัทธา
5. การไม่ตั้งจิตติเตียนเพ่งโทษฟังธรรม
6. การไม่แสวงหาเขตบุญนอกพระพุทธศาสนา
7. การทำสักการะก่อนในเขตบุญของพระพุทธศาสนา
หากเราปฏิบัติตามหลักธรรมทั้ง 7 อย่างนี้อย่างถูกต้องต่อเนื่องก็จะทำให้เป็นอุบาสกหรืออุบาสิกาแก้วนั่นเอง
โดยคุณสมบัติของ อุบาสกอุบาสิกาแก้ว มี 5 ประการ คือ
1. มีศรัทธา คือมีความเชื่อ มีความมั่นใจในพระรัตนตรัย ความเชื่อของเรานี้ต้องเป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ใช่ศรัทธางมงาย
2. มีศีล อย่างน้อยตั้งตนอยู่ในศีล5 ซึ่งจะทำให้มีชีวิตที่ดีงาม เป็นฐานสำหรับตนเองที่จะก้าวไปสู่การปฏิบัติเบื้องสูง พร้อมกันนั้น ก็เป็นเครื่องช่วยเหลือเกื้อกูลสังคม เพราะว่าผู้ถือศีล5 เป็นผู้ไม่เบียดเบียนคนอื่น แต่ดำรงชีวิตที่สุจริต ใครตั้งอยู่ในศีล 5 ก็ทำให้ที่นั้นมีความปลอดภัย
3.ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือไม่มัวหวังผลจากความเชื่อถือนอกหลักพระพุทธศาสนา ที่เป็นความงมงาย ได้แต่หวังผลจากการดลบันดาลต่างๆ แต่ให้เชื่อกรรม คือเชื่อการกระทำที่เป็นไปตามเหตุผล ให้หวังผลจากการกระทำด้วยความเพียรพยายามของตน คุณสมบัติข้อนี้จะต้องให้เป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งของสังคมไทยของเรา
4.ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพระพุทธศาสนา คือ เมื่อถือมงคลตื่นข่าว ไปเชื่อเรื่องไม่เข้าเรื่อง แล้วเขตบุญก็ย้ายออกจากพระพุทธศาสนาไปหาเขตบุญภายนอก ก็ยิ่งไปส่งเสริมให้ความเชื่อผิดปฏิบัติผิดแพร่หลายยิ่งขึ้น และแหล่งคำสอนที่ถูกต้อง คนก็ไม่เอาใจใส่ คนก็ยิ่งห่างจากหลักพระศาสนาออกไป ไม่รู้และไม่เอาใจใส่ในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
5. สนับสนุนพระพุทธศาสนา หมายความว่าทำการขวนขวาย ทะนุบำรุงอุปถัมภ์พระสงฆ์ และกิจการพระพุทธศาสนา ที่จะทำให้พระธรรมวินัยเจริญมั่นคง ช่วยกันดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นกุศลแท้จริง ที่เป็นเรื่องถูกทำนองคลองธรรม ที่จะทำให้ศีลธรรมเจริญงอกงาม
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 10 Jun 2025 - 55min - 592 - เรื่องธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา [6823-3d]
การศึกษาปฏิบัติธรรม เปรียบเสมือน ”การจับงูพิษ” ถ้าจับไม่ถูกต้อง ไม่ระมัดระวัง ก็อาจจะเกิดอันตรายกับตนเองและผู้อื่นได้ แทนที่จะละวางความยึดถือลงแต่กลับยึดถือขึ้นมาแทน
“ธรรม” ที่ดูเหมือนจะเป็น “เรื่องธรรมดา ที่ไม่ธรรมดานี้” หมายถึง เรื่องพื้นฐานแต่มีความสำคัญ จึงต้องหยิบมาทำการศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างละเอียด โดยได้ยกพุทธพจน์ คำอุทาน พระสูตร มาประกอบ พอจะสรุปได้ดังนี้
1. สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งหมดย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา
2. สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
3. ฐานะ 5 ประการ ที่ใครๆ ก็ไม่พึงได้ คือ ขอสิ่งที่มีความแก่- เจ็บ- ตาย- ความสิ้นไป-ฉิบหายไป ว่า อย่าแก่เลย…ฯ
4. เราจะมาได้ตามความปรารถนาใน “สิ่งที่มีความแตกดับเป็นธรรมดา” ว่า อย่าเสื่อม อย่าสิ้นไป มันจะไม่ได้
5. มาพิจารณาอยู่เนืองๆว่าเรามีความแก่ / ความเจ็บ / ความตาย / ความพลัดพราก / กรรมของตน
การมาพิจารณาอยู่เนือง ๆ ให้เห็นตามความเป็นจริงในสังขารทั้งหลาย จะทำให้เราเกิดปัญญา วางความยึดถือด้วยเรื่องพื้นฐาน สูงขึ้นจนถึงระดับโลกุตระได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 03 Jun 2025 - 57min - 591 - ว่าด้วยเรื่องของ "ลม" [6822-3d]
วาโยธาตุ หรือที่เราเรียกว่า “ธาตุลม” เป็น 1 ใน มหาภูตรูป 4
ธาตุลมประกอบไปด้วย :-
ลมภายนอกคือ ธรรมชาติที่พัดไปมาอยู่นอกกาย เช่น ลมร้อน ลมหนาว ลมมีฝุ่น หรือ ลมไม่มีฝุ่น ลมตะวันออก..ฯลฯลมภายใน คือ ลมอันแล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ในร่างกาย เช่น ลมในกระเพาะ ลมในลำไส้ ลมหายใจเข้า-ออกลมภายในแบ่งได้เป็น :-
ลมปราณ คือ ลมหายใจเข้า-ออก
1. ลมหายใจต่อกาย-ทิ้งกาย หมายถึง ลมทำหน้าที่ในการหล่อเลี้ยงร่างกาย และทำลายร่างกายไปในกระบวนการเดียวกัน (มีการเผาผลาญในกาย)
2. ลมหายใจต่อจิต (การมีสติสัมปชัญญะรู้ลมหายใจ) / ทิ้งจิต (ปล่อยสติเผลอเพลิน)
ลมปาก คือ ลมที่ผ่านหลอดเสียง ที่ออกจากกายไปสู่ภายนอก เป็นลักษณะของสัญญาเปลี่ยนแปลงไปตามการปรุงแต่ง (สังขาร) และสื่อออกมาทางลมปาก ได้แก่
1) ลมเหม็น(คูถภาณี) คือ ผู้มีวาจาภาษาพูดเหมือนคูถหรืออุจจาระ เกิดจากจิตที่เป็นอกุศลที่ปรุ่งแต่งออกมาทางวาจา เป็น “วจีทุจริต” ได้แก่
1.1 การพูดเท็จ พูดปด พูดไม่จริง พูดบิดเบือน ไม่เกิดประโยชน์
1.2 พูดส่อเสียด ยุยงให้แตกกัน บาดหมาง พูดใส่ร้าย-ป้ายสี
1.3 พูดคำหยาบ ได้แก่ “คำหยาบคาย” คือ พูดทิ่มแทงให้เจ็บใจ แดกดัน เสียดสี เหน็บแนม / “คำหยาบโลน” คือ พูดภาษาใต้สะดือ ใช้สรรพนามของสัตว์แทนคน
1.4 พูดเพ้อเจ้อ ได้แก่ “พูดพล่าม” คือ คำพูดที่โปรยประโยชน์ทิ้ง ไร้สาระ หาประโยชน์ไม่ได้ (พูดเยอะแต่ไม่เกิดประโยชน์) / “พูดเหลวไหล” คือ คำพูดเลอะเทอะ ไม่มีหลักฐานอ้างอิง หาประโยชน์ไม่ได้ เช่น คำพูดมุกตลก
2) ลมหอม (ปุปผภาณี) คือ ผู้มีวาจาพูดภาษาดอกไม้ ได้แก่ พูดคำจริง ไม่พูดเท็จ
3)ลมหวาน (มธุภาณี) คือ ผู้มีวาจาพูดภาษาน้ำผึ้ง ได้แก่ พูดความจริงไพเราะจับใจ ประกอบไปด้วยพรหมวิหาร เป็นผู้ละเว้นคำหยาบ
3.1 พูดจริง ดี มีประโยชน์ รู้กาลที่เหมาะสมแล้วจึงพูด / เว้นคำพูดจริงแต่ไม่มีประโยชน์ ไม่ประกอบด้วยกาล
3.2 พูดสมานไมตรี ให้เกิดความสามัคคีกันมากยิ่งขึ้น
3.3 พูดไพเราะ เป็นคำพูดที่ “อ่อนหวาน” สุภาพ มีถ้อยคำที่สละสลวย ฟังแล้วลื่นหู / “คำพูดดื่มด่ำดูดดื่ม” มีคติธรรม ฟังแล้วจับใจ
3.4 พูดมีประโยชน์ มีหลักฐานอ้างอิง เป็นคำจริง ประกอบด้วยกาลเทศะ
*ลักษณะคำพูดที่หอมหวานนั้นคือ เป็นมงคล เป็นวาจาสุภาษิต ฟังแล้วเกิดความรู้สึกซาบซึ้งเบิกบาน เป็นวาจาที่หาโทษมิได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 27 May 2025 - 58min - 590 - ธรรมสมาธิ 5 ประการ [6821-3d]
“ธรรมสมาธิ” คือ ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรม เป็นธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง และกำจัดความสงสัยเสียได้ เมื่อเกิดความมั่นสนิทในธรรมแล้ว ก็จะเกิดจิตตสมาธิ คือความตั้งมั่นของจิตตามมา ธรรมสมาธิมี 5 ประการ คือ
1) ปราโมทย์ คือ ความชื่นบานใจ ความร่าเริงสดใส เป็นความชื่นบานใจในธรรม ความร่าเริงสดใสในธรรม เป็นปราโมทย์ที่ไม่อาศัยอามิส
2) ปีติ คือ ความอิ่มใจ ความปลื้มใจ เป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติธรรม มี 5 ระดับ คือ ขุททกาปีติ ขณิกาปีติ โอกกันติกาปีติ อุพเพงคาปีติ และผรณาปีติ
3) ปัสสัทธิ ความสงบระงับภายใน ความสงบเย็นกายเย็นใจ ความผ่อนคลายรื่นสบาย ไม่มีความเดือดร้อนกระวนกระวายใจมารบกวนให้หงุดหงิดรำคาญใจ
4) โสมนัส ความสุข ความสบาย ความรื่นใจไร้ความข้องขัด ปราศจากความทุกข์ร้อนใด ๆ ที่จะมารบกวนขัดขวางให้ไม่อยากปฏิบัติธรรม มีแต่ความสุขสบายกายและใจ ยินดีในการปฏิบัติธรรม
5) สมาธิ ความสงบตั้งมั่นของจิต ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิไม่วอกแวก ไม่มีอารมณ์ภายนอกมารบกวนให้หงุดหงิดรำคาญใจ
ธรรมทั้ง 5 ประการนี้ เป็นกระบวนการที่เป็นส่วนสนับสนุนให้บุคคลเกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรม มีความแช่มชื่นยินดีในการปฏิบัติธรรมให้เกิดผลสำเร็จ เป็นธรรมหรือคุณสมบัติสำคัญของจิตใจที่ทุกคนควรทำให้เกิดมีอยู่เสมอ ธรรมสมาธิ 5 ประการนี้ จะเกิดขึ้นต้องอาศัยโยนิโสมนสิการ การใคร่ควรโดยแยบคาย ซึ่งมีอยู่หลายแนวทาง ในตอนนี้จะยกเอาแนววิธีการที่ท่านพระอนุรุทธะได้ทำไว้มากล่าว และพระพุทธเจ้าทรงเรียกแนวทางนี้ว่า มหาปุริสวิตก 8 ประการได้แก่
ธรรมคำสอนนี้สำหรับบุคคลผู้มักน้อย มิใช่ของผู้มักมาก
ธรรมคำสอนนี้สำหรับของบุคคลผู้สันโดษ มิใช่ของผู้ไม่สันโดษ
ธรรมคำสอนนี้สำหรับบุคคลผู้สงัด มิใช่ของผู้ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
ธรรมคำสอนนี้สำหรับบุคคลผู้ปรารภความเพียร มิใช่ของผู้เกียจคร้าน
ธรรมคำสอนนี้สำหรับบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น มิใช่ของผู้มีสติหลงลืม
ธรรมคำสอนนี้สำหรับบุคคลผู้มีจิตมั่นคงเป็นสมาธิ มิใช่ของผู้มีจิตไม่มั่นคง
ธรรมคำสอนนี้สำหรับบุคคลผู้มีปัญญา มิใช่ของผู้มีปัญญาทราม
ธรรมคำสอนนี้สำหรับบุคคลผู้ยินดีในธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า มิใช่ของผู้ยินดีในธรรม
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 20 May 2025 - 53min - 589 - ตัณหา [6820-3d]
ตัณหา เป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก มีความเป็นสภาวะขึ้นมา ประกอบด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน อันเป็นเครื่องให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้นๆ เพราะฉะนั้นต้องประกอบด้วยการเกิดอีกให้เป็นสภาวะขึ้นมา เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา มีความกำหนัด มีความเพลิน โดยนัยยะนี้ได้แบ่งตัณหาเป็น 3 อย่างดังนี้
1.กามตัณหา คือความกำหนัดยินดีพอใจและความเพลินในรูปผ่านทางตา เสียงผ่านทางหู กลิ่นผ่านทางจมูก รสผ่านทางลิ้น และโผฏฐัพพะผ่านทางกาย และความอยากได้กามคุณคือสิ่งสนองความต้องการทางประสาททั้งห้า
2.ภวตัณหา คือ ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ความอยากมี อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป
3.วิภวตัณหา คือ ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่ปรารถนา ความไม่อยากเป็น อยากดับสูญ
ส่วนตัณหา 108 นั้นมาจากคำว่าตัณหาวิจริตคือความนึกที่แผ่ซ่านด้วยอำนาจของตัณหาคือความเพลินซ่านไปแผ่ไป โดยแผ่ซ่านกระจายไปในขันธ์อันเป็นภายใน 18 อย่าง ขันธ์อันเป็นภายนอกอีก18อย่าง ทั้ง 2 นี้ รวม 36 อย่าง 3 กาลคือ ปัจจุบัน อดีต และอนาคต จึงเป็นตัณหา 108 นั่นเอง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 13 May 2025 - 56min - 588 - เวทนากับทางไปแห่งจิต 36 ทาง [6819-3d]
เวทนา หมายถึงการเสวยอารมณ์ ความรู้สึก คือความรู้สึกสุข(โสมนัส) ทุกข์(โทมนัส) หรือเฉยๆ(อุเบกขา)ที่เกิดขึ้นที่กายที่ใจ ในที่นี้จะกล่าวถึงเวทนาคือทางไปของจิต จิตของเรานั้นมักจะมีความยึดถือในสิ่งต่างๆ ในการยึดถือนั้นก็เพื่อจะให้เกิดสุขเวทนา หลีกหนีออกจากทุกขเวทนา กล่าวคือทางที่ไปแห่งจิตของสัตว์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเทวดา พรหม มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน หรือแม้แต่สัตว์นรก ก็เพื่อจะให้เกิดสุขเวทนา หลีกหนีออกจากทุกขเวทนาด้วยกันทั้งสิ้น
พระพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวถึงเวทนาทางไปแห่งจิตของสัตว์ 36 อย่าง ไว้ดังนี้
เวทนาทางไปแห่งจิตที่เกี่ยวข้องกับเหย้าเรือน คือยังเกี่ยวข้องกับกามคุณอยู่ ได้แก่
ความโสมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน 6 อย่าง คือสุขที่เนื่องด้วยสัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ความโทมนัสเนื่องด้วยเหย้าเรือน 6 อย่าง คือทุกข์ที่เนื่องด้วยสัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
อุเบกขาเนื่องด้วยเหย้าเรือน 6 อย่าง คือความวางเฉยที่เนื่องด้วยสัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เวทนาทางไปของจิตที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหย้าเรือน คือหลีกออกจากกามคุณ ได้แก่
ความโสมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน 6 อย่างคือสุขที่เกิดจากการมีปัญญาพิจารณาเห็น ถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ความโทมนัสเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน 6 อย่างคือทุกข์เกิดจากการที่เข้าใจ ถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และมีความตั้งใจ ขวนขวาย เพื่อที่จะให้มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง แต่ไม่สามารถบรรลุได้ ก็จึงเกิดความเสียใจ ทุกข์ใจ โทมนัส
อุเบกขาเนื่องด้วยการหลีกออกจากเหย้าเรือน 6 อย่าง คือเมื่อมีปัญญาพิจารณาเห็น ถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วมีความวางเฉยในปัญญาที่เกิดขึ้นมานั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 06 May 2025 - 56min - 587 - วัดความก้าวหน้าทางธรรม [6818-3d]
ธรรมที่วัดความก้าวหน้าสำหรับผู้บริโภคกาม ได้แก่กามโภคี 10
แบ่งกลุ่มตามตัวแปรคือ 1.การได้มาของทรัพย์นั้น 2. ได้ทรัพย์มาแล้วใช้จ่ายอย่างถูกต้องเหมาะสม 3. ต้องรู้จักใช้ทรัพย์นั้นในการทำความดีและบำเพ็ญบุญ เมื่อนำ3 เกณฑ์นี้มาจัดกลุ่มได้ ดังนี้
กลุ่มที่แสวงหาโดยไม่ชอบธรรม
1.ได้ทรัพย์มาแล้วไม่เลี้ยงตนให้เป็นสุขทั้งไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์ทำความดี
2.ได้ทรัพย์แล้วเลี้ยงตนให้เป็นสุขแต่ไม่เผื่อแผ่จ่ายแบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี
3. ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุขทั้งเผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์นั้นทำความดี
กลุ่มที่แสวงหาโดยชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง
4.ได้ทรัพย์มาแล้ว ไม่เลี้ยงตนให้เป็นสุข ไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี
5.ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุขแต่ไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี
6.ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุขทั้งเผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์นั้นทำความดี
กลุ่มที่แสวงหาโดยชอบธรรม
7.ได้ทรัพย์มาแล้ว ไม่เลี้ยงตนให้เป็นสุข ไม่เผื่อแผ่แบ่งและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี
8.ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุข แต่ไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี
9. ได้ทรัพย์มาแล้วเลี้ยงตนให้เป็นสุข เผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์ทำความดี แต่ยังติดยังหมกมุ่น กินใช้ทรัพย์สมบัติโดยไม่รู้เท่าทันเห็นโทษ ไม่มีปัญญาที่จะทำตนให้เป็นอิสระเป็นนายเหนือโภคทรัพย์
กลุ่มพิเศษ: แสวงหาชอบธรรม และกินใช้อย่างมีสติสัมปชัญญะ มิจิตใจเป็นอิสระ
10.ผู้ที่แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม แล้วเลี้ยงตนให้เป็นสุข เผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์นั้นทำความดีไม่ลุ่มหลง ไม่หมกมุ่นมัวเมา กินใช้ทรัพย์สมบัติโดยรู้เท่าทัน เห็นคุณโทษทางดีทางเสียของมัน มีปัญญาทำตนให้เป็นอิสระ เป็นชาวบ้านชนิดที่เลิศ ประเสริฐ สูงสุด
ธรรมที่วัดความก้าวหน้าสำหรับบรรพชิต คือ
1) เราเป็นผู้มีเพศต่างจากคฤหัสถ์ 2)การเลี้ยงชีพของเราเนื่องด้วยผู้อื่น 3)อากัปกิริยาอย่างอื่นอันเราควรทำมีอยู่ 4)เราย่อมติเตียนตนเองได้โดยศีลหรือไม่ 5)เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญูชนพิจารณาแล้ว ติเตียนเราได้โดยศีลหรือไม่ 6)เราต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น 7) เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราจักทำกรรมใดดีหรือชั่วก็ตาม เราจักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น 8)วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ 9)เราย่อมยินดีในเรือนว่างเปล่าหรือไม่ 10) คุณวิเศษของเรามีอยู่หรือไม่
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 29 Apr 2025 - 57min - 586 - หิริ โอตตัปปะ : ธรรมคุ้มครองโลก [6817-3d]
โลกบาล” เป็นหลักคุ้มครองรักษาโลก ที่ช่วยให้มนุษย์อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข อันประกอบด้วยหลักธรรม 2 ประการที่จะมาคู่กันเสมอในจิตใจ ที่จะทำให้บุคคลทำแต่ความดี คือหิริและโอตตัปปะ “หิริ” แปลว่าความละอายต่อบาป และ “โอตตัปปะ” แปลว่าความกลัวต่อบาป
บุคคลผู้มีหิริและโอตตัปปะ มีสติสัมปชัญญะ มีการสำรวมอินทรีย์ ศีลสมบูรณ์ เป็นเครื่องที่ทำให้เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริงถึงพระนิพพานได้ในที่สุด
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 22 Apr 2025 - 57min - 585 - ธรรมเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า [6816-3d]
หมวดธรรม 4 ประการ 2 อย่าง ที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ได้แก่
สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 คือ ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า
1.สัทธาสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือความมั่นใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
2.สีลสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยศีล คือศีล 5 ที่ตั้งขึ้นด้วยเจตนางดเว้น
3.จาคสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ คือสละสิ่งของ สละกิเลส
4.ปัญญาสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยปัญญา คือปัญญาที่เข้าใจในความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ
บางครั้งการจะพัฒนาจิตใจให้ก้าวหน้านั้นอาจต้องพบเจออุปสรรค มีธรรมอีกหมวดหนึ่งที่เรานำมาใช้ร่วมกันแล้วจะสนับสนุนให้ชีวิตเราเจริญ คือ อปัสเสนธรรม 4 คือธรรมดุจเป็นพนักพิง ธรรมเป็นที่พึ่งพิงอาศัย ได้แก่
1.พิจารณาแล้วเสพ ได้แก่ สิ่งของปัจจัย 4
2.พิจารณาแล้วอดทน อดกลั้น ได้แก่ อนิฏฐารมณ์ต่างๆ มีหนาว ร้อน และทุกขเวทนาเป็นต้น
3. พิจารณาแล้วเว้นเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษก่ออันตรายแก่ร่างกาย และ จิตใจ
4. พิจารณาแล้วบรรเทาเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษและเกิดขึ้นแล้ว เช่น อกุศลวิตก มีกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เป็นต้น
หมวดธรรม 4 ข้อ ของ 2 นัยยะที่ยกมานี้คือธรรมที่จะสนับสนุนเกื้อกูลให้การพัฒนาจิตของเรานั้นก้าวหน้าขึ้นมาได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 15 Apr 2025 - 55min - 584 - ภัยอันตรายที่พึงพิจารณา [6815-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงแบ่งภัยในโลกนี้ไว้ 2 อย่างคือ ภัยที่ช่วยเหลือกันได้ และภัยที่ช่วยกันไม่ได้
1.ภัยที่พอช่วยเหลือกันได้ ได้แก่ 1.ภัยน้ำท่วม 2.ภัยเกิดจากไฟไหม้ 3.ภัยเกิดจากโจรขโมยและสงคราม ภัยเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วยังพอช่วยเหลือให้ผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง มากบ้างน้อยบ้าง ตามสถานการณ์
2.ภัยที่ช่วยกันไม่ได้ ถึงแม้จะเป็น พ่อ แม่ ลูก ที่รักและห่วงใยกันแค่ไหนก็ไม่สามารถช่วยกันได้เลย ได้แก่ 1. ภัยจากความแก่(ชราภัย) 2.ภัยจากความเจ็บไข้(พยาธิภัย) 3. ภัยจากความตาย(มรณะภัย) ภัยเหล่านี้เป็นภัยที่หากเกิดขึ้นแก่ผู้แล้วไม่มีใครที่จะสามารถช่วยแบ่งเบา หรือรับเอาภัยนั้นมาแทนกันได้เลย พระพุทธองค์ทรงชี้ทางออกไว้ให้ว่าหากผู้ใดเป็นผู้ที่มีอริยมรรคมีองค์ 8 ประกอบอยู่ในจิตของตน ผู้นั้นก็จะสามารถพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจาก ความแก่ ความเจ็บ และความตายในอนาคตได้อย่างแน่นอน โดยอริยมรรคมีองค์ 8นี้ได้แก่ 1.ศีล คือสัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ,สัมมาอาชีวะ 2.สมาธิ คือสัมมาวายามะ,สัมมาสติ,สัมมาสมาธิ 3.ปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ
ภัยต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้ประสบภัยนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในที่นี้จะกล่าวถึงหมวดธรรมที่ทำให้เห็นว่าสุข-ทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นสิ่งใดทำให้เกิด โดยจะกล่าวหมวดธรรม 3 ข้อที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ได้แก่
1.สุข ทุกข์ เกิดจากผู้อื่นทำให้
2.สุข ทุกข์ เกิดจาก กรรมเก่า
3.สุข ทุกข์ เกิดจาก ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย
หากผู้ใดมีมิจฉาทิฏฐิทั้ง 3 ข้อนี้ ก็จะเป็นผู้ที่ไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้ละในสิ่งที่ควรละ จะทำให้อกุศลเกิดขึ้นในจิตใจได้ และเมื่อใดก็ตามที่อกุศลเกิด แต่กุศลไม่เกิดในจิตใจ เมื่อนั้นก็จะทำให้เกิดความทุกข์ขึ้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 08 Apr 2025 - 57min - 583 - การภาวนา 4 ประการ [6814-3d]
การภาวนา คือการเจริญ การพัฒนา การฝึกอบรมให้ดีขึ้น ในตอนนี้จะกล่าวถึงการภาวนา 4 ประการที่หากไม่เจริญไม่ฝึกอบรมให้ดีจะก่อให้เกิด อนาคตภัย 5 ประการ ขึ้นได้ การภาวนาทั้ง 4 ประการนี้คือ
1. กายภาวนา คือการเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรมกาย โดยการฝึกสำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในการบริโภค ดูแลร่างกายเพียงเพื่อให้ได้ประพฤติพรหมจรรย์
2. สีลภาวนา คือการเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล โดยตั้งอยู่ในระเบียบวินัย มีความประพฤติที่ดี ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน
3.จิตภาวนา คือการเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ โดยฝึกให้จิตมีสมาธิมีความมั่นคง มีที่ตั้งคือสติ เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตา กรุณา ขยันหมั่นเพียร อดทนเข้มแข็ง และสดชื่น เบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น
4. ปัญญาภาวนา คือการเจริญปัญญา พัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา
หากไม่เจริญกาย เจริญศีล เจริญจิต และเจริญปัญญา จะก่อให้เกิด อนาคตภัย 5 ประการดังนี้
1.จะทำให้พระธรรม พระวินัยเลอะเลือน ทำให้ความศรัทธาเลื่อมใสลดลง
2.จะทำให้ไม่สามารถแนะนำอบรมพระ เณร รุ่นหลังเรื่องพระธรรม พระวินัยได้ถูกต้อง จะทำให้พระธรรม พระวินัยเลอะเลือน ทำให้ความศรัทธาเลื่อมใสลดลง
3.จะถลำลงสู่ธรรมที่ผิด(ธรรมดำ)โดยไม่รู้ตัว
4.จะทำให้ไม่มีใครฟังธรรมะอันลึกซึ้ง อันเป็นโลกุตระ อันประกอบด้วยสุญญตาธรรมของพระพุทธเจ้า แต่จะไปสนใจสูตรต่างๆ ที่นักกวีแต่งไว้
5.จะทำให้ภิกษุเถระประพฤติย่อหย่อน เป็นหัวหน้าในความล่วงละเมิด ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรม ที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง ชนรุ่นหลังก็จักถือเป็นตัวอย่าง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 01 Apr 2025 - 57min - 582 - วิธีเลือกครูบาอาจารย์ [6813-3d]
"กัลยาณมิตร" หมายถึง บุคคลที่ปรารถนาดี นำสิ่งดีงาม และเป็นกุศลมาสู่เรา กัลยาณมิตรมีหลายแบบได้แก่ 1) กัลยาณมิตรที่เป็นองค์ความรู้อันได้แก่ อริยมรรคมีองค์ 8 2) เพื่อนที่ดี คือ ฆราวาสผู้พร้อมด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา 3) พระสงฆ์ครูบาอาจารย์ 4) พระพุทธเจ้า ในครั้งนี้จะกล่าวรายละเอียดถึงกัลยาณมิตรแบบที่ 3 คือพระสงฆ์ครูอาจารย์ เราจะเลือกเอาพระสงฆ์ครูอาจารย์แบบใดมาเป็นกัลยาณมิตรที่ควรคบหาควรเข้าใกล้ ถึงแม้ว่าจะถูกไล่หนีก็ตาม พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงคุณสมบัติของพระสงฆ์ที่ควรเข้าใกล้ไว้ 7 ประการดังนี้
- เป็นผู้มีความน่ารักใคร่พอใจ (ปิโย) คือเป็นลักษณะมีความเมตตา แผ่มาให้เกิดความรักใคร่พอใจเป็นที่เคารพ (ครุ) คือเป็นผู้ที่มีความหนักแน่น มีหลักเกณฑ์หลักการ คุ้มครองให้ในทิศทั้งปวงเป็นผู้ควรสรรเสริญ (ภาวนีโย) คือ เป็นผู้มีความรู้จริง มีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอควรเอาเป็นแบบอย่างเป็นผู้ฉลาดพูด (วตฺตา) คือรู้จังหวะรู้เวลาที่จะพูดที่จะสอนได้ และเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่ดีได้เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ (วจนกฺขโม) คืออดทนที่จะพูดซ้ำๆในเรื่องเดิมๆได้โดยไม่เบื่อหน่ายเป็นผู้พูดถ้อยคำลึกซึ้งได้ (คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา) คือสามารถแจกแจงคำสอนได้อย่างละเอียดลึกซึ้งเป็นผู้ไม่ชักนำไปในอฐานะ (จฎฺฐาเน นิโยชเย) คือไม่ชักนำไปในทางที่ไม่ดีทางที่เสื่อมเสีย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 25 Mar 2025 - 55min - 581 - โอกาส 8 ที่ทำให้ได้ประพฤติพรหมจรรย์ [6812-3d]
“โอกาส”หมายถึง สถานที่หรือเวลา เปรียบเทียบในทางธรรมะของพระพุทธเจ้าคือภพ แปลว่าความเป็นสภาวะ
การมีสภาวะใดสภาวะหนึ่งสถานที่และเวลาเป็นเรื่องสำคัญ การที่เรามีโอกาสที่เหมาะสมคือ อยู่ถูกที่ถูกเวลาแล้วเราไม่ปล่อยโอกาสให้ล่วงเลยไป ใช้โอกาสนั้นอย่างผู้ชาญฉลาด เราจะประสบความสำเร็จได้ หรือหากสร้างโอกาสให้ตัวเองก็ยิ่งดี ยกตัวอย่างตามนิทานชาดก เรื่องพ่อค้าทางเรือเดินทะเล
โอกาสในทางโลกหรือขณะในทางโลกนั้นมันเล็กน้อยมาก แต่โอกาสที่เหมาะสมจริง ๆ ในการที่จะให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้นมีอยู่ ท่านได้กล่าวถึงสิ่งที่จะทำให้เราไม่ได้โอกาสไว้ใน อักขณสูตร ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
ส่วนที่ 1 มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นส่วนที่ 2 มีคำสอนแสดงไว้ส่วนที่ 3 ตัวเรา อยู่ในสถานะ 8 ประการนี้ คือ- อยู่ในกำเนิดสัตว์นรกอยู่ในกำเนิดเดรัชฉานอยู่ในกำเนิดเปรตวิสัยอยู่ในกำเนิดอรูปพรหมอยู่ในกำเนิดมนุษย์แต่ไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ในกำเนิดมนุษย์ที่อยู่ในที่ที่มีคำสอนของพระพุทธเจ้าแต่มีมิจฉาทิฏฐิอยู่ในกำเนิดมนุษย์แต่ไม่มีปัญญาอยู่ในกำเนิดมนุษย์แต่มีคำสอนธรรมะไม่ละเอียด
โอกาสที่ 3 สิ่งนี้จะเกิดขึ้นพร้อมกันคือ 1) มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น 2) มีคำสอนแสดงไว้อย่างละเอียด 3) ตัวเราได้กำเนิดเป็นมนุษย์ที่มีสัมมาทิฏฐิและมีปัญญาที่จะเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า ถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก
เมื่อเราได้โอกาสนี้แล้วจึงควรพยายามเร่งความเพียร ปฏิบัติอย่างแน่วแน่ เดินตามทางที่มีองค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่างเพื่อไม่ให้ผู้ที่ต้องร้อนใจในภายหลัง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 18 Mar 2025 - 56min - 580 - “กรรม” ตอนที่3 (จบ) [6811-3d]
กรรม คือ เจตนาที่มีการปรุงแต่ง (สังขาร) ออกไปทางกาย วาจา ใจ เมื่อมีการปรุงแต่งกระทำออกไปแล้ว ย่อมมีผลหรือมีวิบากของกรรมนั้นอย่างแน่นอน
เรื่องของกรรมเป็น “อจินไตย” คือ เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด เพราะถ้าคิดแล้วอาจจะทำให้เป็นบ้าได้ ในที่นี้หมายถึง เป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน (ตามนัยยะ อจินติตสูตร) ตราบใดที่เมื่อยังมีการปรุงแต่งกรรมอยู่ การให้ผล (วิบาก) ของกรรมนั้น ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยของกรรมนั้นเสมอ ผลของกรรมจึงมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
ความคิดที่ว่า “ผลของกรรม เกิดจากรรมเก่าอย่างเดียวเท่านั้น” ความคิดอย่างนี้ยังไม่ถูกต้อง เพราะผลของกรรมไม่ได้เกิดจากกรรมเก่าอย่างเดียว แต่อาจเกิดขึ้นจากการปรุงแต่งของสังขารนาม-รูปในปัจจุบัน (ตามนัยยะ 8 อย่างใน สีวกสูตร)
ประเภทผลของกรรม แบ่งออกเป็น 4 หมวด แต่ละหมวดแยกเป็น 4 ประเภท (รวม 16 ประเภท)
1. แบ่งโดยหน้าที่ คือ กรรมที่ให้ไปเกิด (ยังวิบากให้เกิดขึ้น-มีสภาวะการเกิด) / อุปถัมภ์สนับสนุนให้กรรมนั้นมีพลังมากยิ่งขึ้น / เบียดเบียนกรรมนั้นให้อ่อนกำลังลง / ตัดรอนกรรมนั้นไม่ให้ส่งผล
2. แบ่งตามลำดับการให้ผล คือ ให้ผลในลำดับแรกก่อน / ให้ผลเวลาใกล้ตาย / กรรมที่กระทำบ่อยๆ สั่งสมไว้ ให้ผลในชาติต่อมา / กรรมที่ผู้กระทำไม่มีเจตนา แต่ย่อมให้ผล (ในห้วงของสังสารวัฏ)
3. แบ่งตามเวลา คือ ให้ผลรวดเร็วปัจจุบันทันด่วน / ให้ผลในชาติหน้า / ให้ผลในชาติต่อๆ มา / ไม่มีโอกาสให้ผล
4. แบ่งตามฐานะการให้ผล คือ ให้ผลไปเกิดในอบายภูมิ / สุคติภูมิ / รูปพรหม / อรูปพรหม
ฟัง “เรื่องของ “กรรม” (ตอนที่ 2)-กรรมเป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ”
Time stamp 6811-3d:
(00:32) ปฏิบัติภาวนา เจริญพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ
(12:25) เรื่องของ “กรรม” ตอนที่ 3
(15:45) เรื่องของกรรมเป็น “อจินไตย”
(21:51) ทำกรรมอย่างไร ได้ผลของกรรมอย่างนั้น
(26:54) สิวกสูตร ว่าด้วยสีวกปริพาชก
(34:09) ประเภทของกรรม แบ่งเป็น 4 หมวด (รวม 16 ประเภท)
(37:11) กรรมแบ่งตามหน้าที่ของกรรม
(45:44) กรรมแบ่งตามเวลา
(48:39) กรรมแบ่งตามลำดับการให้ผล
(52:39) กรรมแบ่งตามฐานะการให้ผล
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 11 Mar 2025 - 57min - 579 - “กรรม” (ตอนที่ 2) : กรรมคือสิ่งที่บุคคลควรทราบ [6810-3d]
“กรรม” (กัมมะ) คือ เจตนาของจิตที่เมื่อมีผัสสะมากระทบแล้วเกิดการปรุงแต่งออกไป ทางกาย (กายกรรม) วาจา (วจีกรรม) และใจ (มโนกรรม) เป็นอกุศลกรรมบ้างหรือกุศลกรรมบ้าง หรือเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม (อริยมรรคมีองค์ 8)
กรรมเป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ – ทำความเข้าใจกรรมผ่าน “นิพเพธิกสูตร”
เรากล่าวซึ่ง “เจตนา ว่าเป็นกรรม” เพราะว่าบุคคลเจตนาแล้ว ย่อมกระทำซึ่งกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ หมายถึง เจตนาที่อยู่ในจิตที่ประกอบไปด้วย ราคะ โทสะ และโมหะ (กิเลส) จากมากไปจนถึงเบาบาง (อกุศล-กุศล) หรือจนไม่เหลือ จึงพ้นจากกรรม คือ “สิ้นกิเลส สิ้นกรรม” ด้วย อริยมรรคมีองค์ 8เหตุเกิดแห่งกรรม คือ ผัสสะ (อาศัยผัสสะเป็นแดนเกิด)ความมีประมาณต่าง ๆ แห่งกรรม คือ กรรมที่ทำให้ไปเกิดในอบาย, มนุษยโลก, เทวโลก ได้แก่ อกุศลกรรมบถ 10 และกุศลกรรมบถ 10วิบาก คือ ผลแห่งกรรม มีระยะเวลาการให้ผล คือในปัจจุบันทันควัน / ในเวลาต่อมา / ในเวลาต่อ ๆ มาความดับไม่เหลือแห่งกรรม คือ ความดับแห่งผัสสะ (เมื่อมีผัสสะกระทบแล้วไม่เข้าถึงจิต)ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งกรรม คือ อริยมรรคมีองค์ 8การเข้าถึงกระบวนการสิ้นกรรม คือให้เราปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 จนครบจนเต็มรอบ ผลแห่งความสมบูรณ์ในการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 จะทำให้เราพ้นจากกรรมได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 04 Mar 2025 - 57min - 578 - “กรรม” (ตอนที่1) [6809-3d]
“กรรม”คือ การกระทำที่เกิดจากเจตนาของจิตที่ถูกกระตุ้นผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แล้วปรุงแต่งออกไป ทาง 3 ช่องทาง คือ 1. ทางกาย เป็น กายกรรม 2. ทางวาจา เป็น วจีกรรม 3. ทางใจ เป็น มโนกรรม
ทำความเข้าใจเรื่องของ “กรรม” ผ่านพุทธพจน์ที่ว่า..
“เรามีกรรมเป็นของๆตน เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น” หมายถึง เมื่อมีเหตุแล้ว ย่อมมีผล
“เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์” คำว่า “เผ่าพันธ์” หมายถึง ผลของการกระทำนั้น
“เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมอันใดไว้” คำว่า “ที่พึ่งอาศัย” หมายถึง ลักษณะที่สะสมอยู่ในจิต หรือ “อาสวะ”
“เป็นกรรมดีก็ตาม เป็นกรรมชั่วก็ตาม” คือ กุศลกรรม หรือ อกุศลกรรม
“เราจักต้องเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น” คือ ได้รับผลของการกระทำนั้น
“เราทั้งหลายพึงพิจารณาเนืองๆอย่างนี้แล” ผลของการพิจารณา คือ เกิดปัญญา และ มีอุเบกขา
กรรม 4 อย่าง
- กรรมดำ มีวิบากดำ – กรรมชั่ว การปรุงแต่งไปในทางเบียดเบียน ผลคือ เข้าถึงความเป็นสัตว์นรกกรรมขาว มีวิบากขาว – กรรมดี ปรุงแต่งไปในทางไม่เบียดเบียน ผลคือ เข้าถึงสวรรค์กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว – ปรุงแต่งไปในทางเบียดเบียนบ้างไม่เบียดเบียนบ้าง เสวยเวทนาสุขและทุกข์เจือปน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางพวกกรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม คือ อริยมรรคมีองค์ 8
การทำที่สุดแห่งทุกข์ปรากฏขึ้นได้ เพราะการกระทำ
กรรมเรากำหนดได้จากการกระทำของเรา อยู่ที่ว่าจะตั้งเจตนาของจิตให้ปรุงแต่งไปในทางไหน ไปในทางสิ้นกรรม คือ ไม่มี ราคะ โทสะ และโมหะประกอบอยู่ในกรรม กรรมจึงอยู่ตรงที่เราเลือก เราจะอยู่เหนือกรรมได้ก็เพราะการกระทำของเราตรงนี้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 25 Feb 2025 - 56min - 577 - จรณะ 15 [6808-3d]
จรณะคือข้อปฏิบัติให้ถึงปัญญาข้อปฏิบัติที่ทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้ ข้อปฏิบัตินี้มี 15 อย่าง
จรณะมีความหมายเดียวกันกับเสขะปฏิปทาคือข้อปฏิบัติของผู้ที่ยังต้องฝึกต้องปฏิบัติต่อ ข้อปฏิบัติของผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรมขั้นสูง บุคคลที่ต้องการบรรลุธรรมจึงต้องปฏิบัติตามเสขะปฏิปทา ดังนั้นจรณะ15 ก็คือเสขะปฏิปทาที่มีเนื้อหาแจงออกเป็น 15 ประการ ตามนัยยะของเสขะปฏิปทาสูตร ประกอบด้วย 4 หมวดคือ ศีล1, อปัณณกปฏิปทา3,สัปปุริสัทธรรม 7 และฌาน4 ซึ่งแจกแจงได้ดังนี้
1.ศีล ได้แก่ ศีล5 ศีล8 ศีล10 และศีล227
2.อปัณณกปฏิปทา3 คือข้อปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม ได้แก่ 1.อินทรีสังวร(สำรวมอินทรีย์) 2.โภชเนมัตตันญุตา(รู้จักประมาณในการบริโภค) 3.ชาคริยานุโยค(การประกอบความเพียรอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น)
3.สัปปุริสัทธรรม7 ได้แก่ 1.มีศรัทธา 2.มีหิริ 3.มีโอตตัปปะ 4.เป็นพหูสูต 5.มีความเพียรอันปรารภแล้ว 6.มีสติ7. มีปัญญา
4.ฌาน4 คือการเพ่ง,สมาธิ ได้แก่ 1.ปฐมฌาน(วิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกัคคตา) 2.ทุติยฌาน(ปีติ สุข เอกัคคตา) 3.ตติยฌาน(สุข เอกัคคตา) 4.จตุตถฌาน(อุเบกขา เอกัคคตา)
จรณะ 15 อย่าง คือข้อปฏิบัติที่เจาะจงลงมาสำหรับบุคคลที่ยังไม่บรรลุธรรม เมื่อนำธรรมนี้ไปประพฤติปฏิบัติก็จะสามารถทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 18 Feb 2025 - 58min - 576 - ความประสงค์ 5 อย่างของบุคคล 6 ประเภท [6807-3d]
ได้นำเอา ขัตติยสูตร ที่ว่าด้วยความประสงค์ 5 อย่างของบุคคล 6 ประเภท มาอธิบายขยายความ เพื่อให้ทราบถึงความต้องการที่เหมือนกัน หรือแตกต่างกันของบุคคลแต่ละประเภท เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาความเข้าใจ และสานสัมพันธภาพที่ดีในระหว่างบุคคล
เริ่มจากความประสงค์เพื่อให้สมตามสิ่งที่ปรารถนา ในบุคคลแต่ละประเภทนั้น ย่อมมีความประสงค์ต้องการเพื่อให้สมความปรารถนาสูงสุด อย่างเช่น
กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี มีความประสงค์โภคทรัพย์ และนิยมปัญญาเหมือนกัน แต่สิ่งที่เสริมกำลังความมั่นใจเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการ และให้ถึงความเป็นที่สุดแตกต่างกัน
สตรี นิยมประดับตกแต่งเพื่อประสงค์บุรุษ มีบุตรเป็นกำลัง และไม่ต้องการหญิงอื่นร่วมสามี มีความเป็นใหญ่ในบ้านเป็นที่สุด
โจร นิยมที่เร้นลับเพื่อประสงค์ลักทรัพย์ มีอาวุธเป็นกำลัง และต้องการที่มืด ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นล่วงรู้
สมณะ นิยมปัญญา มีความประสงค์ขันติ และโสรัจจะ มีศีลเป็นกำลัง และต้องการความไม่มีกิเลสเครื่องกังวล มีนิพพานเป็นที่สุด
ข้อสังเกต ความต้องการที่เป็นไปเพื่อดับความต้องการ มีความเป็นอิสระพ้นจากอำนาจกิเลสเครื่องร้อยรัดมีในบุคคลผู้ที่มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง
อ่าน “ขัตติยสูตร” พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 11 Feb 2025 - 56min - 575 - การใช้งาน “พรหมวิหาร 4” [6806-3d]
ในโลกปัจจุบันนี้มีเรื่องขัดแย้งวุ่นวายเกิดขึ้นหลายเรื่องราว บางเรื่องก็หาทางออกไม่ได้เหตุเพราะมีเรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้น การมีเรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้นขึ้นนั้นมีเหตุเริ่มมาจาก “ตัณหา” คือ เมื่อมีตัณหาจะทำให้เกิดการแสวงหา ทำให้มีการได้ เมื่อได้มาทำให้มีการปลงใจรัก แล้วก่อให้เกิดความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ทำให้มีความสยบมัวเมาอย่างจับอกจับใจ จึงทำให้มีความตระหนี่ จึงทำให้มีการหวงกั้น แล้วจึงทำให้มีเรื่องราวจากการหวงกั้นนั้น ความขัดแย้งวุ่นวายต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วย พรหมวิหาร4
พรหมวิหาร4 คือ คุณธรรมสำหรับเป็นที่อยู่ของจิตใจแห่งพรหม คือผู้ใหญ่หรือผู้ประเสริฐ ประกอบด้วย
1.เมตตา : ความรักความปรารถนาดีให้ผู้อื่นมีความสุข
2.กรุณา : อยากให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์
3.มุทิตา : ยินดีพอใจเมื่อผู้อื่นมีความสุข
4.อุเบกขา : วางเฉยในผัสสะที่น่าพอใจไม่น่าพอใจ
การใช้งานพรหมวิหาร 4 ในแก้ไขเรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้นนั้น ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 3 ลักษณะคือ ต้องไม่มีเงื่อนไข ต้องไม่มีประมาณ และไม่มีการผูกเวรคือไม่เว้นใครไว้
การนำพรหมวิหาร4 มาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องแสดงออกให้เห็นในลักษณะที่คนอื่นเขาจะรับรู้ได้ คือต้องแสดงออกมาให้เห็น ทั้งทาง กาย วาจา และใจ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 04 Feb 2025 - 53min - 574 - โพธิปักขิยธรรม องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ [6805-3d]
“โพธิปักขิยธรรม” คือองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ มี 7 หมวด 37 ประการได้แก่ สติปัฏฐาน4 สัมมัปปธาน4 อิทธิบาท4 อินทรีย์5 พละ5 โพชฌงค์7 มรรคมีองค์8 องค์ธรรมทั้ง 7 หมวดนี้คือองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรมเหมือนกัน ในครั้งนี้จะกล่าวให้เห็นความเหมือนและต่างกันขององค์ธรรมเหล่านี้ คู่แรกคือ “อินทรีย์5” กับ “พละ5” เหมือนกันโดยองค์รวม คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แต่อธิบายคนละนัยยะ คือความเป็นใหญ่และความไม่หวั่นไหว พระพุทธเจ้าได้อุปมาธรรม 2 หมวดนี้ เปรียบเหมือนแม่น้ำสองสายที่แบ่งโดยเกาะกลางแต่ก็เป็นแม่น้ำสายเดียวกันและย่อมจะมาบรรจบกัน “สติปัฏฐาน”คือฐานที่ตั้งให้เกิดการระลึกถึงคือตั้งจิตเกาะติดไว้ให้มั่นที่กาย เวทนา จิต ธรรม ส่วน“สัมมัปปธาน”คือความเพียร เป็นลักษณะของการต้องขูดเกลาต้องพัฒนา กำจัดอกุศลธรรมรักษากุศลธรรมให้มีมากขึ้น สัมมัปปธานก็คือสัมมาวายามะ “อิทธิบาท” คือฐานที่ตั้งแห่งความสำเร็จ ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา “ โพชฌงค์” ได้แก่ สติสัมโพชฌงค์ก็คือสติปัฏฐาน4 พอมีสติแล้วก็จะเห็นตามจริงทำให้เกิดธัมมวิจยะ ให้เกิดวิริยะ เกิดปิติ เกิดความสงบ เกิดสมาธินำสู่อุเบกขาได้ ทางทั้งหลายที่เดินมานี้ท่านเปรียบเหมือนรอยเท้าของสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดคือรอยเท้าช้าง เปรียบธรรมะทั้งหมดที่กล่าวมานี้อยู่ใน “มรรค8”ทั้งหมดเลย มรรค8คือ ศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง ดังนั้น โพธิปักขิยธรรม จึงเป็นธรรมะที่จะนำพาจิตของเราให้ไปสู่นิพพานได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 28 Jan 2025 - 54min - 573 - การแสวงหา 2 อย่าง ด้วยตา 2 ข้าง [6804-3d]
ผู้ที่มีดวงตา ก็จะสามารถใช้ตามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ และจะสามารถแสวงหาสิ่งที่ต้องการได้ ในตอนนี้จะกล่าวถึง “การแสวงหา 2 อย่าง ด้วยตา 2 ข้าง” โดยจะกล่าวนัยยะการใช้ดวงตา มาแยกบุคคลได้ 4 จำพวกดังนี้
1. คนตาบอด คือ บุคคลที่ไม่มีดวงตา (คือปัญญา) มองหาลู่ทางที่จะให้ได้ทรัพย์ที่ยังไม่ได้ มองไม่เห็นทางที่จะทำให้ทรัพย์ที่มีอยู่งอกเงยขึ้น และไม่มีดวงตา ที่เป็นเหตุจะให้รู้ธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศลและอกุศล อันมีโทษและไม่มีโทษ หยาบและละเอียด
2. คนมีตาข้างเดียว คือ บุคคลที่มองเห็นลู่ทางที่จะทำให้ได้ทรัพย์ที่ยังไม่ได้นั้นมา และมองเห็นลู่ทางที่จะทำให้ทรัพย์ที่มีอยู่งอกเงยขึ้น แต่ไม่มีดวงตาที่เป็นเหตุจะให้รู้ธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศลและอกุศล และอาจแสวงหาทรัพย์มาด้วยทางที่ไม่ดี
3. คนมีตา 2 ข้าง คือ บุคคลที่มองเห็นลู่ทางที่จะทำให้ได้ทรัพย์ที่ยังไม่ได้นั้นมา และมองเห็นลู่ทางที่จะทำให้ทรัพย์ที่มีอยู่งอกเงยขึ้น และมีดวงตาที่เป็นเหตุจะให้รู้ธรรมเห็นธรรม
4. คนที่มีตาที่ 3 คือ มีตาสมบูรณ์ คือ ดวงตาที่เห็นอริยสัจ 4 เห็นสิ่งที่เหนือบุญเหนือบาป
การแสวงหา 2 อย่าง
1. การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ (อนริยปริเยสนา ) คือการแสวงหาสิ่งที่ยังมี ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศกร่ำไรรำพัน นั่นคือแสวงหาทุกข์
2. การแสวงหาที่ประเสริฐ (อริยปริเยสนา ) คือการแสวงหาทางที่จะทำให้พ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศกร่ำไรรำพัน นั่นคือแสวงหาหนทางแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์
ลำดับขั้นที่นำไปสู่การแสวงหาตามนัยยะ สังยุตตนิกาย สนิทานสูตรคือ
1. ธาตุ ความหมายรู้ในกาม บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามธาตุ
2. สัญญา ความดำริในกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความหมายรู้ในกาม
3. สังกัปปะ ความพอใจในกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความดำริในกาม
4. ฉันทะ ความเร่าร้อนเพราะกามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความพอใจในกาม
5.ปริราหะการแสวงหากามบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเร่าร้อน
6. แสวงหา เมื่อแสวงหากาม ย่อมปฏิบัติผิดโดย ฐานะ 3 คือ กาย วาจา ใจ
ทางอกุศลเกิดขึ้นอย่างไรในทางกุศลก็เกิดขึ้นอย่างนั้นเช่นกัน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 21 Jan 2025 - 56min - 572 - อุปมาจิต 9 อย่าง [6803-3d]“สติ”เป็นตัวช่วยจัดระเบียบจิตใจของเรา สติที่ท่านพระสารีบุตรอธิบายเจาะจงลงไปคือ เครื่องมือที่ชื่อว่า “กายคตาสติ” โดยท่านอุปมาลักษณะของจิตไว้ 9 อย่าง คือ
- จิตเสมอด้วยดิน จิตที่มีสติตั้งไว้ก็จะเหมือนกับดินไม่ว่าใครจะทิ้งของสะอาดหรือไม่สะอาด ดินก็ยังเป็นดินเสมอจิตเสมอด้วยน้ำ จิตที่มีสติตั้งไว้ก็จะเหมือนกับน้ำไม่ว่าใครจะทิ้งของสะอาดหรือไม่สะอาด น้ำก็ยังเป็นน้ำเสมอจิตเสมอด้วยไฟ จิตที่มีสติตั้งไว้จะเหมือนกับไฟจะไม่อึดอัดเปลี่ยนแปลงตามสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ จะกว้างขวางเสมอกันจิตเสมอด้วยลม จิตที่มีสติตั้งไว้ก็จะเหมือนกับลมเมื่อมีสิ่งใดมากระทบกับอารมณ์ไม่ว่าดีหรือไม่ดีก็ตาม ย่อมเสมอกันหมดจิตเปรียบด้วยผ้าเช็ดธุลี จิตที่มีสติตั้งไว้จะเป็นจิตกว้างขวางรับทั้งสิ่งดีและไม่ดีโดยไม่รังเกียจเหมือนผ้าขี้ริ้วที่เช็ดได้ทุกอย่างมีจิตเหมือนเด็กจัณฑาล ถ้ามีสติตั้งไว้แล้วก็จะมีจิตเหมือนจิตเด็กจัณฑาลที่นอบน้อม อดทนมีจิตเหมือนโคเขาขาด จิตที่มีสติตั้งไว้จะเหมือนโคที่เขาขาดจะเจียมตัวและระมัดระวังเสมอมีจิตเหมือนคนรักสวยรักงาม ที่มีซากศพ ซากงู มาแขวนคล้องคอไว้ จิตที่มีสติตั้งไว้จะไม่ยึดถือกายว่าเป็นของเรามีจิตเหมือนภาชนะที่ก้นทะลุใส่น้ำมันไว้ต้องคอยประคับประคองไม่ให้น้ำมันล้นออก จิตที่มีสติตั้งไว้จะบริหารกายอย่างระมัดระวัง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 14 Jan 2025 - 57min - 571 - ธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุให้ได้ปัญญา [6802-3d]“ปัญญา”ในความหมายของพุทธศาสนาคือ การตระหนักรู้หรือตระหนักรู้ถึงธรรมชาติที่แท้จริงของความเป็นจริงที่เหนือกว่าความเข้าใจทั่วไป คือสิ่งที่เมื่อเรารู้และเข้าใจแล้วจะทำความสุขอันยั่งยืนที่เหนือกว่าสุขเวทนา สุขที่ระงับ สุขที่เป็นความสงบเย็น พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงเหตุปัจจัยที่ให้ได้ปัญญาที่ยังไม่ได้และเพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้วไว้ 8 ประการ ได้แก่
- มีครูบาอาจารย์ เข้าไปตั้งจิตไว้ซึ่งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพอย่างแรงกล้า โดยการพิจารณาคุณสมบัติของครูผู้เป็นกัลยาณมิตร 7 ประการ คือ 1) เป็นที่รักเป็นที่พอใจ 2) เป็นที่เคารพ 3) เป็นผู้ควรสรรเสริญ 4) เป็นนักพูด 5) เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ 6) เป็นผู้พูดถ้อยคำลึกซึ้งได้ และ 7) ไม่ชักนำในทางไม่ดีเข้าไปหาแล้วไต่ถาม และรู้จักตั้งคำถาม โดยต้องมีศรัทธาและเข้าไปหาในเวลาที่เหมาะสม ได้สงบกาย ความสงบใจ เมื่อฟังธรมนั้นแล้วต้องนำมาประพฤติปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ย่อมได้ความสงบ 2 อย่าง คือ ความสงบกายและความสงบจิตอย่างถึงพร้อมเป็นผู้มีศีล ศีลเป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง ต้องสำรวมระวังในศีลให้ถึงพร้อม มีความปรกติเห็นภัยในโทษของการทุศีลแม้มีประมาณน้อย เป็นผู้ทรงสุตะและสั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก จำไว้คล่องปากขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เมื่อจิตเราเข้าใจในกุศลธรรมแล้วก็นำมาทบทวนซ้ำ ๆ เพื่อความพร้อมมูลแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมนั้น ๆ เมื่อกุศลธรรมเพิ่มขึ้นมากเท่าใด อกุศลธรรมก็จะลดลงเช่นกันกล่าวเรื่องธรรมวินัย ไม่พูดเรื่องต่าง ๆ ที่ขวางหนทางธรรม ไม่ดูหมิ่นการนิ่งอย่างพระอริยเจ้าสามารถปล่อยวางขันธ์ 5 พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ 5 คือเห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 07 Jan 2025 - 57min - 570 - สุขที่ควรเสพและสุขที่ไม่ควรเสพ [6801-3d]
ในช่วงเทศกาลปีใหม่ทุกคนล้วนส่งความสุขให้กันและกัน ในตอนนี้จะกล่าวถึงสุขที่ควรเสพและไม่ควรเสพ เราต้องมีปัญญาที่จะแยกแยะได้ว่าสุขแบบไหนที่ควรเสพและไม่ควรเสพ พระพุทธเจ้าแบ่งความสุขออกเป็น 2 ประเภทได้แก่
ความสุขที่เกิดจากมิจฉาทิฏฐิคือความสุขที่เสพแล้วกิเลสเพิ่มขึ้น จิตใจชุ่มไปด้วยกาม ความสุขประเภทที่ไม่ควรเสพนี้มี 4 อย่างคือ
1.ความสุขที่เกิดจากการฆ่า
2.ความสุขที่เกิดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้
3.ความสุขที่เกิดจากการวจีทุจริต คือการจงใจกล่าวเท็จ การพูดเพ้อเจ้อ การพูดคำหยาบ
4.การเอิบอิ่มเพรียบพร้อมอยู่ด้วยกามคุณทั้ง 5
ความสุขที่เกิดจากสัมมาทิฏฐิคือ ความสุขที่เสพแล้วกิเลสลดลงความเศร้าหมองของจิตใจลดลง จิตใจผ่องใสและบริสุทธิ์ขึ้น ความสุขประเภทที่ควรเสพนี้มี 4 อย่างคือ
1.เป็นสุขที่อาศัยปีติที่เนื่องด้วยจากความตริตรึก คือ วิตกวิจาร และวิเวก
2.สุขที่อาศัยปีติสุขที่ต่อเนื่องด้วยความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว โดยไม่อาศัยการตริตรึก
3.ความสุขที่เกิดจากวางอุเบกขาในปีติสุขนั้น
4.อุเบกขาล้วน ๆ โดยไม่มีสุข เป็นความระเอียดของจิตที่สามารถพัฒนาได้
พลังของสมาธิทั้ง 4 ขั้นนี้เป็นสิ่งที่ควรเสพ ควรทำให้มาก ควรทำให้เจริญ และเมื่อนำไปพิจารณาอย่างแยบคายจะทำให้เป็นผู้ที่เข้าถึงกระแสแห่งอริยบุคคลทั้ง 4 จำพวก ได้แก่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์
ในการทำจิตให้เป็นสมาธินั้น การเจริญพรหมวิหาร4 อันประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา จะช่วยทำให้จิตเป็นสมาธิได้รวดเร็วและมีสมาธิที่เข้มแข็งขึ้น โดยต้องมีคุณสมบัติที่ประกอบด้วย 3 ลักษณะนี้คือ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณ และไม่มีการผูกเวร
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 31 Dec 2024 - 1h 00min - 569 - "ภควา" ผู้จำแนกแจกธรรม [6752-3d]
ในพุทธศาสนานี้มีผู้สอนเพียงผู้เดียว คือพระพุทธเจ้า พระองค์เป็นผู้ที่สามารถสอนได้อย่างดี อย่างงามและเมื่อนำคำสอนไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ก็จะให้ผลที่ดีที่งามอย่างมาก ซึ่งความสามารถในการบอกสอนของพระพุทธเจ้าตรงนี้เรียกว่า ภควา คือเป็นผู้จำแนกแจกธรรม ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีสอนของพระพุทธเจ้า โดยจะนำนัยยะต่างๆมากล่าวดังนี้
นัยยะที่1.คุณสมบัติของผู้แสดงธรรม ต้องมีลักษณะดังนี้ 1.แสดงไปตามลำดับ 2. ยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ 3. แสดงด้วยความเมตตา 4.อย่าเห็นแก่อามิส 5. แสดงโดยไม่กระทบตนและคนอื่น
นัยยะที่2.ทรงเปรียบเทียบให้เห็นถึงการแสดงธรรมที่บริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ โดยทรงปรารภพระมหากัสสปะในจันทูปมาสูตร ว่าผู้พรากกายพรากจิตได้ จึงจะเข้าสู่ตระกูลและแสดงธรรมได้ หากไม่สามารถพรากกายพรากจิตได้เมื่อเข้าสู่ตระกูลก็จะติดพัน มุ่งหวังในลาภสักการะ ลักษณะแบบนี้จะเป็นการแสดงธรรมที่ไม่บริสุทธินั่นเอง
นัยยะที่3.ลีลาคำสอนของพระพุทธเจ้า มี 4 ลักษณะ
1.สันทัสสนา คืออธิบายให้เห็นชัดเจน แจ่ม แจ้ง เหมือนจูงมือไปดูให้เห็นกับตา
2.สมาทปนา คือชักจูงใจให้เห็นจริงด้วย ชวนให้คล้อยตาม จนต้องยอมรับและนำไปปฏิบัติ
3.สมุตเตชนา คือเร้าใจให้แกล้วกล้า บังเกิด และให้เกียรติแก่ผู้เรียน ให้เขามีความภูมิใจในตัว กำลังใจ ปลุกให้มีอุตสาหะแข็งขัน มั่นใจว่าจะทำให้ สำเร็จได้ ไม่หวั่นระย่อต่อความเหนื่อยยาก
4.สัมปหังสนา คือการทำให้ร่าเริง หรือปลุกให้ร่าเริง
นัยยะที่4. การตอบคำถามของพระพุทธเจ้ามี 4 ลักษณะ คือ1.ตอบแบบตรงๆ 2.ตอบโดย ถามกลับ 3.แยกแยะตอบ 4.ตอบ โดยเงียบไม่ตอบ
นัยยะที่5. การถามของพระพุทธเจ้า มี 5 ลักษณะ คือ1.ถามเพราะรู้อยู่แล้ว, 2.ไม่รู้จึงถาม, 3.ถามเพื่อข่มผู้อื่น, 4.ถามด้วยปรารถนาลามก, 5.ถามเพราะไม่รู้ด้วยความเขลา
นัยยะที่6. การสอนด้วยความพอเพียง ได้แก่ 1.พอเพียงเพื่อตนเอง, 2.พอเพียงเพื่อผู้อื่น
Time stamp 6752-3d:
(00:50) ปฏิบัติภาวนา เจริญอานาปานสติ
(09:05) วิธีสอนของพระพุทธเจ้า
(12:27) คุณสมบัติของผู้แสดงธรรม
(12:42) 1. แสดงไปตามลำดับ
(12:46) 2. ยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจ
(12:50) 3. แสดงด้วยความเมตตา
(12:54) 4. อย่าเห็นแก่อามิส
(12:57) 5. แสดงโดยไม่กระทบตนและคนอื่น
(14:00) จันทูปมาสูตร : ปรารภพระมหากัสสปะ
(26:27) ลีลาคำสอนของพระพุทธเจ้า มี 4 ลักษณะ
(33:24) การตอบคำถามของพระพุทธเจ้ามี 4 ลักษณะ
(41:26) การถามของพระพุทธเจ้า มี 5 ลักษณะ
(47:31) การสอน ด้วยความพอเพียง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 24 Dec 2024 - 57min - 568 - ข้อควรพิจารณาเนืองๆ [6751-3d]
สิ่งที่ควรพิจารณาเนืองๆ 5 ประการ
1.เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ คือต้องไตร่ตรองใคร่ครวญอยู่เป็นประจำ ตริตรึกด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ด้วยสัมมาทิฏฐิ ด้วยศรัทธา จนเข้าไปสู่จิตใจ ถ้าพิจารณาสิ่งนี้อยู่เนืองๆ อานิสงส์ที่จะได้รับคือ จะทำให้ละความเพลินความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวได้
2.เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ พิจารณาให้เห็นว่ากายนี้เป็นรังแห่งโรค ไตร่ตรองใคร่ครวญอยู่เป็นประจำ ตริตรึกถึงความเจ็บไข้ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ด้วยสัมมาทิฏฐิ จนเข้าไปสู่จิตใจ ถ้าพิจารณาสิ่งนี้อยู่เนืองๆ จะทำให้ละความมัวเมาในความไม่มีโรคได้
3.เรามีความตายเป็นธรรมดา จะไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ความตายมีซ่อนอยู่ในชีวิต พิจารณาให้เห็นว่าเซลล์ร่างกายเรานี้ตายอยู่ทุกวัน ให้ใคร่ครวญตริตรึกถึงความตายด้วยจิตที่เป็นสมาธิ ด้วยปัญญา จนเข้าไปสู่จิตใจ ถ้าพิจารณาสิ่งนี้อยู่เนืองๆ จะทำให้ละความมัวเมาในชีวิตไปได้
4.เรามีความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ พิจารณาให้เห็นถึงความพลัดพลากจากสิ่งที่รักสิ่งที่ชอบใจอยู่เนืองๆ จะทำให้คลายกำหนัดจากสิ่งที่รักที่ชอบใจ ทำให้จิตไม่มัวเมาลุ่มหลงในกิเลส
5.เรามีกรรมเป็นของตน ถ้าพิจารณาสิ่งนี้อยู่เนืองๆ จะทำให้เราไม่กล้าคิดชั่ว ทำชั่ว ทำให้เป็นผู้ประพฤติกาย วาจา ใจ อันสุจริต
Time stamp 6751-3d:
(00:24) ปฏิบัติภาวนา เจริญกายคตาสติ
(06:40) สิ่งที่ควรพิจารณาเนือง ๆ
(22:12) เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
(49:09) เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้
(52:43) เรามีความตายเป็นธรรมดา จะไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
(54:41) เรามีความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ
(56:02) เรามีกรรมเป็นของตน
(56:49) ข้อควรพิจารณาเนือง ๆ สำหรับนักบวช
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 17 Dec 2024 - 58min - 567 - การบูชายัญ [6750-3d]
การบูชา ที่มีสิ่งของประกอบในการบูชานั้น เรียกว่าอามิสบูชา และถ้าเจาะจงว่ามีผู้รับสิ่งของที่ให้นั้นจะเรียกว่า “ทาน” คือการให้ แต่ถ้าตั้งไว้เฉยๆโดยไม่มีผู้รับชัดเจน แต่หวังว่าจะมีผู้รับเรียกว่า “ยัญ” ในที่นี้จะกล่าวถึง การบูชายัญ โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ใน กูฏทันตสูตร เป็นการกล่าวถึงการบูชายัญที่ถูกต้องไว้กับกูฏทันตพราหมณ์
ลักษณะยัญที่มีองค์ประกอบ 33 อย่างซึ่งเมื่อบูชาแล้วมีผลมาก แบ่งเป็นหมวดๆดังนี้
4 อย่างแรก คือ ได้ฉันทานุมัติ จากคนทั้งประเทศ ได้แก่ 1.เจ้าผู้ครองเมืองต่างๆ 2.อำมาตย์ราชบริพารผู้ใหญ่ 3.พราหมณ์มหาศาล 4.คหบดีผู้มั่งคั่ง
8 อย่างคือ คุณสมบัติของผู้บูชา ได้แก่ 1.มีชาติตระกูลดี 2.มีรูปงดงาม 3.มีโภคทรัพย์สมบัติมาก 4.มีแสนยานุภาพอันเกรียงไกร 5.มีความใจบุญมีเมตตา 6.มีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ เพื่อรอบรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี 7.มีความเป็นนักปราชญ์บัณฑิตเต็มภาคภูมิ 8.มีวิสัยทัศน์
4 อย่างคือ คุณสมบัติของผู้ให้คำแนะนำ ได้แก่ 1.มีชาติตระกูลดี 2.มีความรอบรู้ในสรรพวิชาความรู้ 3.มีศีล เพื่อความไว้วางใจว่าไม่เป็นผู้มีนอกมีใน 4.เป็นบัณฑิตมีปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหา อย่างน้อยเป็นลำดับที่ 2 ของปราชญ์ทั้งแผ่นดิน
3 อย่างคือ ต้องไม่เดือดร้อนใจจากความสิ้นเปลืองของเครื่องบูชา ได้แก่ 1.ไม่เดือดร้อนใจจากความสิ้นเปลืองก่อนการบูชา 2.ไม่เดือดร้อนใจจากความสิ้นเปลืองระหว่างการบูชา 3.ไม่เดือดร้อนใจจากความสิ้นเปลืองหลังการบูชา
10 อย่างคือ ลักษณะของผู้รับเอาเครื่องบูชา ได้แก่ 1.ทั้งพวกที่ฆ่าสัตว์ ทั้งพวกที่เว้นจากการฆ่าสัตว์ 2.ทั้งพวกที่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ทั้งพวกที่เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ 3.ทั้งพวกที่ประพฤติผิดในกาม ทั้งพวกที่เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม 4.ทั้งพวกที่กล่าวคำเท็จ ทั้งพวกที่เว้นขาดจากการกล่าวคำเท็จ 5.ทั้งพวกที่กล่าวคำส่อเสียด ทั้งพวกที่เว้นขาดจากการกล่าวคำส่อเสียด 6.ทั้งพวกที่กล่าวคำหยาบ ทั้งพวกที่เว้นขาดจากการกล่าวคำหยาบ 7.ทั้งพวกที่กล่าวคำเพ้อเจ้อ ทั้งพวกที่เว้นขาดจากการกล่าวคำเพ้อเจ้อ 8.ทั้งพวกที่เพ่งเล็งอยากได้ของของเขา ทั้งพวกที่ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของของเขา 9.ทั้งพวกที่มีจิตพยาบาท ทั้งพวกที่ไม่มีจิตพยาบาท 10.ทั้งพวกที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทั้งพวกที่เป็นสัมมาทิฏฐิ
4 อย่างคือ คุณสมบัติคนที่มาร่วมด้วย ได้แก่ 1.พวกเจ้าผู้ครองเมืองตั้งโรงทานในทิศตะวันออก 2.พวกอำมาตย์ตั้งโรงทานในทิศใต้ 3.พวกพราหมณ์มหาศาลตั้งโรงทานในทิศตะวันตก 4.พวกคหบดีตั้งโรงทานในทิศเหนือ
องค์ประกอบเหล่านี้เป็นการบูชายัญที่ให้ผลมาก มีการตระเตรียมมากและสิ้นเปลืองมาก
พระพุทธเจ้าทรงบอกแก่กูฏทันตพราหมณ์ว่ายังมีการบูชาที่สิ้นเปลืองน้อยแต่ได้อานิสงค์มาก ได้แก่ 1.การให้ทานเป็นประจำ(นิตยทาน) 2.วิหารทาน 3.การถึงไตรสรณคมน์ 4.การรักษาศีล 5.การทำสมาธิ
Time stamp 6750-3d:
(00:40) ปฏิบัติภาวนา เจริญอานาปานสติ
(06:49) กูฏทันตสูตร การบูชายัญ
(07:45) กูฏทันตสูตร การบูชายัญ
(37:28) ลักษณะยัญที่มีองค์ประกอบ 33 อย่าง
(37:43) 4 อย่าง คือ ได้ฉันทานุมัติ จากคนทั้งประเทศ
(37:47) 8 อย่างคือ คุณสมบัติของผู้บูชา
(37:53) 4 อย่างคือ คุณสมบัติของผู้ให้คำแนะนำ
(38:00) 3 อย่างคือ ความสิ้นเปลืองของเครื่องบูชา
(38:10) 10 อย่างคือ ลักษณะของผู้รับเอาเครื่องบูชา
(38:33) 4 อย่างคือ คุณสมบัติคนที่มาร่วมด้วย
(42:59) การบูชาที่สิ้นเปลืองน้อยและได้อานิสงค์มาก
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 10 Dec 2024 - 58min - 566 - โทษของความโกรธ [6749-3d]
ในมุมมองของคนที่มักโกรธ พอโกรธหรือไม่พอใจใครแล้ว ก็จะมองคน ๆ นั้นด้วยความเป็นศัตรูทันที เขาจึงเห็นว่าความโกรธมีเพื่อที่จะทำให้ตนเองรู้สึกดี เพราะเขาจะมีความมุ่งหมาย 7 ประการนี้แก่ผู้เป็นศัตรู คือ 1) หวังให้เขามีผิวพรรณทราม 2) หวังให้เขาเป็นทุกข์ 3) หวังให้เขาไม่มีความเจริญ 4) หวังให้เขาปราศจากโภคทรัพย์ 5) หวังให้เขาปราศจากยศตำแหน่ง 6) หวังให้เขาปราศจากเพื่อน และ 7) หวังให้เขาตกนรกโดยเร็ว
ก็แล้วทำไมคนที่มักโกรธจึงจะมีทุกข์มีปัญหา? พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนใน “โกธนสูตร” ว่า บุคคลผู้มักโกรธนั้น มีผิวพรรณทราม นอนเป็นทุกข์ ได้ความเจริญแล้วก็ยังถึงความเสื่อม บุคคลผู้มักโกรธ ถูกความโกรธครอบงำ ทำการเข่นฆ่าทางกาย วาจา ย่อมประสบความเสื่อมทรัพย์ บุคคลผู้มัวเมาด้วยความมัวเมาเพราะโกรธ ย่อมถึงความเสื่อมยศ ญาติมิตรและสหาย ย่อมหลีกเว้นบุคคลผู้มักโกรธความโกรธก่อความเสียหาย ความโกรธทำจิตให้กำเริบ บุคคลผู้มักโกรธย่อมไม่รู้ภัยที่เกิดจากภายใน บุคคลผู้โกรธย่อมไม่รู้อรรถ บุคคลผู้โกรธย่อมไม่เห็นธรรม ความโกรธครอบงำนรชนในกาลใด ความมืดย่อมมีในกาลนั้น บุคคลผู้โกรธย่อมก่อกรรมที่ทำได้ยากเหมือนทำได้ง่าย ภายหลังเมื่อหายโกรธแล้ว เขาย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้ บุคคลผู้โกรธย่อมแสดงความเก้อยากก่อนเหมือนไฟแสดงควันก่อน ความโกรธเกิดขึ้นในกาลใด คนทั้งหลายย่อมโกรธในกาลนั้น บุคคลผู้โกรธไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ ไม่มีคำพูดที่น่าเคารพ บุคคลผู้ถูกความโกรธครอบงำไม่มีความสว่างแม้แต่น้อยฯ
เพื่อไม่ให้ได้รับโทษจากความโกรธนั้น เราก็ไม่ควรโกรธใคร ๆ เลย แม้จะมีเหตุผลที่น่าโกรธจริง ๆ ก็ไม่ควรโกรธอยู่ดี พระพุทธเจ้าท่านได้ทำเป็นตัวอย่างแล้ว ในจิตใจของท่านมองเห็นทุกคนด้วยความไม่เป็นศัตรู มองเห็นทุกคนด้วยความเป็นมิตร ไม่โกรธใครเลย แม้เขาจะทำไม่ดีก็ตาม ดังเช่น พระพุทธองค์ไม่โกรธพระเทวทัต แต่บอกอานิสงส์ที่ทำดีแล้วจะได้ผลดีอย่างนี้ ๆ บอกโทษของการทำไม่ดีแล้วจะได้ผลไม่ดีอย่างนี้ ๆ ท่านก็แสดงไปตามเหตุผล
ความโกรธเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?พระพุทธเจ้าตรัสบอกเอาไว้ใน “มหานิทานสูตร” ว่า ที่เรามาถึงจุดที่ลงมือลงไม้ด่าว่ากัน คิดประทุษร้ายกันได้ เหล่านี้ทั้งหมดนั้นเรียกว่า “เรื่องราวที่เกิดจากการหวงกั้น” ซึ่งอาศัยความตระหนี่จึงทำให้เกิดการหวงกั้น เพราะมีความยินดี รักใคร่ จับอกจับใจคือยึดติดแล้ว จึงมีความตระหนี่ได้ และเพราะความสยบมัวเมา ลุ่มหลง ปลงใจรัก ในสิ่งที่แสวงหา (ความอยากคือตัณหา) จิตเราจึงเป็นทาสของสิ่งนั้น ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลินคือโมหะ จึงเป็นรากฐานของโทสะ ราคะ นั่นเอง สิ่งนี้จึงต้องระวัง แม้แต่ความดี เรายังโกรธเพราะการแสวงหาความดีได้ เป็นอุปัทวะ (อันตราย) คือถ้ามีคนทำไม่ดี ยังยึดติดในความดีนี้อยู่ไหม ในนามของความดี ฉันขอทำชั่ว ไปโกรธคนทำไม่ดีนั้น มันก็ไม่ได้เรื่อง
ไล่ลำดับขั้นของความโกรธในทางจิตใจ เริ่มจาก มีความยินดี (รติ) ความไม่ยินดี (อรติ) ---> ความไม่พอใจ ความขัดเคือง (ปฏิฆะ)---> แต่ถ้ายังหยุดไม่ได้ก็จะกลายเป็น ความโกรธ (โกธะ) ---> และเมื่อเพลินไปในความโกรธนั้น ก็จะนำไปสู่ โทสะ มันจึงเริ่มออกมาภายนอกเป็นการกระทำทางวาจา ทางกาย คิดประทุษร้ายลงมือลงไม้ เริ่มเป็นกรรมแล้ว ที่จะทำให้เกิดอาสวะ เป็นการผูกพยาบาทข้ามภพข้ามชาติได้ ดังนั้นถ้าเรามีเงื่อนไขของความสุขมาก มันก็จะทุกข์ทันที
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 03 Dec 2024 - 56min - 565 - ขันธ์ 5 แบบแจกแจง และการทำงานของขันธ์ (ตอนที่ 2)
ขันธ์ แปลว่า หมู่หรือกองของรูปกับนามที่แยกออกได้เป็น 5 กอง ซึ่งเรียกว่า ขันธ์ 5 คือ รูป, เวทนา ,สัญญา, สังขาร ,วิญญาณ จัดอยู่ใน “ทุกขอริยสัจ” ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ และกิจที่ต้องทำคือ กำหนดรู้ทุกข์
การทำงานของขันธ์ 5 แต่ละขันธ์ เป็นการอาศัยกันและกันเกิดขึ้นของนามรูป และวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ -> ให้เกิดการปรุงแต่ง คือ สังขาร -> สัญญา -> เวทนา -> วิญญาณ และจิตก็เข้าไปยึดถือวิญญาณโดยความเป็นตัวตนและก้าวลงตามต่อไปในขันธ์ต่างๆ เพราะด้วยอำนาจความเพลินแห่งนันทิราคะ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Wed, 27 Nov 2024 - 59min - 564 - ขันธ์ 5 โดยรวม (ตอนที่1) [6747-3d]
“ทุกขอริยสัจ” ความจริงอันประเสริฐ คือ “ทุกข์” อุปาทาน (ความยึดถือ) ในขันธ์ 5 เป็นทุกข์ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสุข หรือ ทุกข์ ต่างอาศัยเหตุเกิด ย่อมเป็นทุกข์ เพราะมีความไม่เที่ยง เป็นอนัตตา
ขันธ์ 5 คือ กองทุกข์ แบ่งออกได้เป็น 5 กอง ได้แก่
“รูป” คือ สิ่งที่แตกสลายได้ เปรียบเหมือนก้อนฟองน้ำ ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาแก่นสารมิได้
“เวทนา” คือ ความรู้สึกที่เกิดจากผัสสะ เปรียบเหมือนต่อมนํ้าเกิดขึ้นและแตกกระจายอยู่บนผิวน้ำ ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาแก่นสารมิได้
“สัญญา” คือ ความจำได้หมายรู้ เปรียบเหมือนพยับแดดย่อมไหวยิบยับ ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาแก่นสารมิได้
“สังขาร” คือ การปรุงแต่งให้สำเร็จรูป เปรียบเหมือนการหาแก่นไม้ในต้นกล้วย ไม่พบแม้แต่กระพี้ จะพบแก่นได้อย่างไร
“วิญญาณ” คือ การรับรู้ เปรียบเหมือนนักแสดงกล กลนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้
Time stamp 6747-3d:
(00:35) ปฏิบัติภาวนา เจริญอานาปานสติ
(08:40) ขันธ์ 5
(09:37) "ทุกข์"
(18:10) แจกแจงทุกข์
(20:46) รูปขันธ์
(21:52) กองที่หนึ่ง รูป
(22:02) กองที่สอง เวทนา
(23:05) กองที่สาม สัญญา
(26:18) อธิบาย อุปาทานขันธ์ 5
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 19 Nov 2024 - 57min - 563 - ฐานะที่พึงรู้ได้ [6746-3d]
การที่เราจะรู้จักใครสักคนอย่างดีพอนั้น… ไม่ใช่จากคำบอกเล่าของบุคคลอื่น หรือ จากสิ่งที่เราได้ยินได้เห็นเพียงแค่ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น แต่ต้องอาศัยเวลาในการอยู่ร่วมกันนานพอสมควร รวมถึงการทำไว้ในใจโดยแยบคาย และปัญญา
ฐานสูตร ว่าด้วยฐานะที่พึงรู้ด้วยฐานะ เราจะรู้ได้ว่าบุคคลนั้น มีศีล สมาธิ และปัญญาจะพิจารณาได้จาก
“ศีล”คือความปกติ พึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน กล่าวคือ เมื่ออยู่ร่วมกันแล้วจะรู้ถึงความมีศีลเป็นปกติหรือมีศีลด่างพร้อยของบุคคลนั้น
“ความบริสุทธิ์” คือความสะอาดในการดำเนินชีวิตในการอยู่ร่วมกันกับคนอื่น พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ กล่าวคือ เมื่อมีการสนทนาพูดคุยตัวต่อตัว สอง-สามคนบ้าง..ฯ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ถ้อยคำพูดคราวหลังก็ไม่ต่างจากพูดคราวก่อน
“กำลังใจ” คือสมาธิคือจิตที่มีพลัง พึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย กล่าวคือ เมื่อประสบกับโลกธรรม 8 แล้ว มีปัญญาเห็นสภาวะทุกข์นั้นตามความเป็นจริง
“ปัญญา” พึงรู้ได้ด้วยการสนทนา กล่าวคือ เมื่อสนทนากันแล้วรู้ว่า ท่านผู้นี้มีการตระเตรียมปัญหาที่ตนปรารถนาจะรู้ และสามารถที่จะบอก แสดง เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายซึ่งเนื้อความแห่งธรรมนั้นทั้งโดยย่อหรือโดยพิสดาร
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 12 Nov 2024 - 56min - 562 - เหตุให้อายุยืน [6745-3d]
เหตุให้อายุยืน ได้แก่
1. รู้จักทำความสบายแก่ตนเอง คือรู้จักสิ่งที่เป็นสัปปายะ รู้จักสิ่งที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตน
2. รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย
3. บริโภคอาหารที่ย่อยง่าย รวมถึงการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดด้วย
4. ประพฤติเหมาะสมในเรื่องเวลา คือ ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับเวลาอย่างสม่ำเสมอ เช่น นอนให้เป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา ออกกำลังให้สม่ำเสมอเป็นเวลา
5. ประพฤติพรหมจรรย์ สามารถทำให้อายุยืนได้เพราะเป็นการฝึกจิตคือจิตใจเมื่อเว้นจาการเสพเมถุน ไม่ได้หาความสุขจากตา หู ลิ้นและกายแล้ว ก็ให้มาหาความสุขทางใจ ความสุขที่เกิดจากการสงบระงับ ความสุขจากนิพพาน จะเป็นความสุขที่นิ่งๆเย็นๆ สุขแบบนี้จะมีผลให้อายุยืนได้
6. มีศีล ผู้ที่มีศีลถือว่าเป็นผู้ไม่ประมาท จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่างๆลงได้
7. มีกัลยาณมิตร การมีมิตรดีจะช่วยดูแลอันตรายต่างๆให้แก่กัน
พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงเหตุปัจจัยอีกอย่างที่จะทำให้บุคคลอายุยืน คือ การเจริญอิทธิบาท4 นอกจากนี้ยังมีธรรมะอีกอย่างที่จะทำให้อายุยืนคือ อารยวัฒิ 5 (ธรรมแห่งความเจริญ 5 ประการ)ประกอบด้วย ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา
การสร้างเหตุปัจจัยเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในชีวิตของเราจะทำให้เราเป็นผู้มีอายุยืน มีความสุขและสุขภาพแข็งแรง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 05 Nov 2024 - 55min - 561 - นิวรณ์ 5 [6744-3d]
“นิวรณ์ 5” กิเลสที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม เกิดขึ้นในช่องทางใจระหว่างการปฏิบัติสมาธิภาวนา เป็นเครื่องขวางกั้น ทำให้จิตขุ่นมัว ไม่เป็นสมาธิประกอบด้วย 5 อย่างดังนี้
1. กามฉันทะ คือ ความพอใจในกาม, ความต้องการกามคุณ
2. พยาบาท คือ ความคิดร้าย, ความขัดเคืองแค้นใจ
3. ถีนมิทธะ คือ ความง่วงเหงาความซบเซาเซื่องซึม, ความหดหู่
4. อุทธัจจกุกกุจจะ คือความฟุ้งซ่านรำคาญใจ, ความกระวนกระวายคิดไปในกาม พยาบาทเบียดเบียน
5. วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย ความเคลือบแคลงเห็นแย้ง
การจะระงับนิวรณ์ได้ สิ่งสำคัญที่สุด คือ “การมีสติ” ระลึกรู้ถึงนิวรณ์ที่เกิดขึ้น และการใช้ “กำลังของสติ” ไม่ให้จิตน้อมไปตามความคิดเหล่านั้น นั่นจะทำให้นิวรณ์อ่อนกำลังและดับไป นอกจากนี้ การไม่ตั้งความพอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การเจริญพรหมวิหาร 4 รวมถึงการเจริญโพชฌงค์ 7 ก็ทำให้นิวรณ์ระงับได้ เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ในการเจริญสมาธิภาวนา เราอาจใช้นิวรณ์เป็นกรอบนิมิตได้ว่า สมาธิช่วงไหนควรเป็นไปเพื่อให้จิตสงบ หรือช่วงไหนควรเป็นไปเพื่อการพิจารณาให้เกิดปัญญา ได้อีกด้วย
Time stamp 6744-3d:
(00:38) ปฏิบัติภาวนา เจริญอานาปานสติ
(10:27) ความหมายของนิวรณ์
(12:42) กามฉันทะ
(23:35) ความพยาบาท
(31:25) ถีนมิทธะ
(37:15) อุทธัจจะ กุกกุจจะ
(41:12) วิจิกิจฉา
(44:47) วิธีแก้ นิวรณ์ 5
(53:50) โพชฌงค์ 7 ระงับ นิวรณ์ 5 ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 29 Oct 2024 - 56min - 560 - นาถกรณธรรม 10 ประการ [6743-3d]
ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่าให้พึ่งตน พึ่งธรรมนั้น หมายถึง พึ่งธรรมของพระองค์
ในตอนนี้จึงจะยกธรรมเป็นที่พึ่ง หรือคุณธรรมที่ทำให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้
คือนาถกรณธรรม 10 ประการ มากล่าว ดังนี้
- ศีล คือ ความประพฤติดีงามสุจริต รักษาระเบียบวินัย ผู้มีศีลถือว่าเป็นผู้มีที่พึ่งแล้วพาหุสัจจะ คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก มีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งในธรรมกัลยาณมิตตตา คือ ความมีกัลยาณมิตร, การคบเพื่อนดี หากแม้หาเพื่อนที่ดีไม่ได้ มรรค8 เป็นกัลยาณมิตรได้โสวจัสสตา ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย รับฟังเหตุผล กิงกรณีเยสุ ทักขตา ความเอาใจใส่ช่วยขวนขวายในกิจใหญ่น้อยทุกอย่างของเพื่อนร่วมหมู่คณะ รู้จักพิจารณาไตร่ตรอง สามารถจัดทำให้สำเร็จเรียบร้อยธัมมกามตา ความเป็นผู้ใคร่ธรรม คือ รักธรรม ใฝ่ความรู้ใฝ่ความจริง รู้จักพูดรู้จักฟัง ทำให้เกิดความพอใจ น่าร่วมปรึกษาสนทนา ชอบศึกษา ยินดีพอใจมีความปราโมทย์ในหลักธรรมหลักวินัยที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปวิริยารัมภะ ความขยันหมั่นเพียร คือ เพียรละความชั่ว ประกอบความดีมีใจแกล้วกล้าที่จะทำความดี กล้าที่จะลงมือทำในสิ่งดีๆ ปรารภความเพียรและไม่ทอดทิ้งธุระสันตุฏฐี ความสันโดษ คือ ยินดี มีความสุขความพอใจด้วยปัจจัย 4 ที่หามาได้ด้วยความเพียรอันชอบธรรมของตน มีลักษณะ 3 อย่างคือ ยถาลาภสันโดษ คือความสันโดษตามมีตามได้ ได้มาอย่างไรก็พอใจอย่างนั้น , ยถาพลสันโดษคือความสันโดษตามกำลังในสิ่งที่ควรจะใช้, ยถาสารุปปสันโดษคือ รู้จักพอเป็น อิ่มเป็น และแบ่งปันส่วนที่เกินเลยไปเอื้อเฟื้อผู้อื่นตามสมควรสติ คือเป็นผู้ความมีสติ เป็นผู้ระลึกการที่ทำคำที่พูดไว้แม้นานได้ คือไม่ให้เพลินไป ไม่ให้เผลอไป ไม่ประมาทไป ตามผัสสะต่างๆที่มากระทบ ปัญญา ความมีปัญญาหยั่งรู้เหตุผล รู้จักคิดพิจารณา มีปัญญาที่จะกำจัดกิเลส เข้าใจภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง
นาถกรณธรรมนี้ เป็นธรรมมีอุปการะมาก เพราะเป็นกำลังหนุนในการบำเพ็ญคุณธรรมต่างๆ ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จได้อย่างกว้างขวาง
Time stamp 6743-3d:
(00:34) ปฏิบัติภาวนา เจริญอานาปานสติ
(05:10) นาถกรณธรรม 10 ประการ
(10:34) ศีล ความประพฤติดีงามสุจริต
(12:36) พาหุสัจจะ
(18:35) กัลยาณมิตตตา
(22:17) โสวจัสสตา
(28:40) กิงกรณีเยสุ ทักขตา
(29:32) วิริยารัมภะ
(35:30) ธัมมกาโม
(39:38) สันตุฏฐี
(48:15) สติ
(50:54) ปัญญา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 22 Oct 2024 - 57min - 559 - ธรรมเครื่องอยู่อย่างผาสุก [6742-3d]
ธรรมเครื่องอยู่อย่างผาสุกในที่นี้จะกล่าวไว้ 2 กรณีคือ
กรณีที่ 1 คือผู้ที่อยู่คนเดียวจะอยู่อย่างไรให้ผาสุกอยู่ได้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็น 2 นัยยะ ได้แก่นัยยะที่ตรัสไว้กับภิกษุทั้งหลายว่า ธรรมเครื่องอยู่อย่างผาสุกคือ ฌาน 1/ ฌาน 2/ ฌาน3/ ฌาน4 / การทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ
ส่วนนัยยะที่ 2 ได้ปรารภในคหบดีเจาะจงสำหรับผู้ครองเรือนไว้ คือโสตาปัตติยังคะ 4 เป็นธรรมที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติตามแล้วหยั่งลงสู่อมตะธรรมได้ ได้แก่ มีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นด้วยปัญญาในพระพุทธเจ้า /มีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นด้วยปัญญาในพระธรรม / มีศรัทธาอันหยั่งลงมั่นด้วยปัญญาในพระสงฆ์ / มีศีลสมบูรณ์
โดยทั้ง 2 นัยยะนี้ พระพุทธเจ้าหมายถึงตัวเราเองเท่านั้น
กรณีที่ 2 คือธรรมเครื่องอยู่อย่างผาสุกของผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ คือ ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข 5 ประการ ได้แก่ เข้าไปตั้งกายกรรมอันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง / เข้าไปตั้งวจีกรรมอันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง/ เข้าไปตั้งมโนกรรมอันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง/เป็นผู้มีศีลที่สมบูรณ์ไม่ทะลุด่างพร้อยเป็นศีลที่เสมอกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง/เป็นผู้มีทิฏฐิอันเป็นอริยะหมายถึงความเห็นที่ประเสริฐให้เสมอกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 15 Oct 2024 - 58min - 558 - วิธีพิจารณาหลักธรรมคำสอนเพื่อสุขในปัจจุบัน [6741-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมะไว้อย่างดีและรัดกุมรอบคอบไม่ละหลวม ในที่นี้จะนำธรรมมะที่กล่าวถึงวิธีคิดวิธีไตร่ตรองพิจารณาในแนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อนำทางแห่งความสุขในปัจจุบัน โดยจะนำธรรมะหลายหัวข้อมากล่าวดังนี้
ประการแรก “โคตรมีสูตร” เป็นธรรมง่ายๆย่อๆที่พระพุทธเจ้าบอกแก่นางโคตรมี ที่ได้ขอข้อธรรมที่จะนำไปปฏิบัติเมื่ออยู่คนเดียว หลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้คือ 1.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด 2.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อคลายความยึดถือ 3.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความมักน้อย 4.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความสันโดษ 5.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความสงัด 6.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความเพียร 7.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย 8.ธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย
ลักษณะคำสอนของพระพุทธเจ้าต้องมีทั้ง 8 ประการนี้เป็นเกณฑ์ แต่ต้องไม่ยึดถือในหลักเกณฑ์ พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่ชาวกลามโคตร ใน“เกสปุตตสูตร” ไว้ว่าอย่าได้ยึดถือโดยได้ยินได้ฟังมา, โดยอ้างตำรา, โดยคาดคะเน, โดยความตรึกตามอาการ... แต่หลักการที่ถูกต้องดูว่า กุศลเพิ่ม อกุศลลด หรือไม่
ประการที่สอง กล่าวถึงการพิจารณาถึงพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ควร-ไม่ทำ โดยจะนำ “เตวิชชสูตร” มากล่าวโดยกล่าวถึงข้อปฏิบัติของพราหมณ์ที่จะให้ได้ไปอยู่กับพรหม ให้พิจารณาว่าพิธีกรรมที่ทำนั้นเป็นไปอย่างไร เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวร้อยรัดหรือไม่ จองเวรหรือไม่ เบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่ เศร้าหมองหรือไม่ ฟุ้งซ่านหรือไม่ หากพิธีกรรมต่างๆเป็นไปเพื่อสิ่งเหล่านี้ก็ต้องเว้นการปฏิบัติเสีย
ประการที่สาม ข้อปฏิบัติอันใดที่เราควร-ไม่ควรกระทำ สูตรที่จะนำมากล่าวคือ“อนุมานสูตร” กล่าวถึงอุปกิเลส 16 ประการ ที่มาประกอบในการพิจารณาที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ พิจารณาถึงคนอื่น ว่าหากเราทำสิ่งไม่ดีกับบุคคลอื่น เขาคงจะไม่ชอบ แล้วมองกลับกันว่าหากเขาทำสิ่งนี้กับเรา เราก็คงจะไม่พอใจ ดังนั้นเราก็ต้องพิจารณาว่าเราไม่ควรทำอย่างนั้นกับคนอื่น พิจารณาที่ตัวเองว่าเรามีอกุศลธรรมเกิดขึ้นในใจตนหรือไม่ หากมีแล้วจะทำสิ่งที่เป็นอกุศลนั้นกับคนอื่น ก็จงรีบละมันเสีย
ประการที่สี่ วัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ควร-ไม่ควรทำ นำหลักธรรมจาก สาเลยกสูตร มาพิจารณาเป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวกับชาวบ้านสาเลยกะ เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติทาง กาย วาจา ใจ จะทำให้เข้าถึง อาบาย ทุคติ วินิบาตนรกหรือสุคติโลกสวรรค์ เกณฑ์ที่ท่านได้นำมาพิจารณาคือใช้เกณฑ์ความดีของวิญญูชน คนดีทั่ว ๆ ไปที่เขาเป็นกัน โดยนำเรื่องศีล ทิฏฐิความเห็นต่างมาพิจารณา ว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำHosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 08 Oct 2024 - 58min - 557 - คู่ธรรมต่างทิศ [6740-3d]
บางครั้ง..คนเรานั้น ก็มักจะสับสนในธรรมที่ดูจะเหมือนๆ กัน คล้ายๆ กัน จนแยกไม่ออกว่า “ ผลผลิตของธรรมนั้นจะให้ผลออกมาอย่างไร ”
จึงขอยกธรรมที่ดูจะเหมือนๆ กันขึ้นมาเปรียบเทียบกันเพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างในความหมาย และคุณลักษณะของธรรมนั้นๆ อย่างแยบคาย และเพื่อก่อให้เกิดความเห็นที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฎฐิไปสู่พระนิพพานได้
โดยธรรมที่หยิบยกมานี้ เมื่อพิจารณาแล้วจะแบ่งได้เป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายกุศลธรรม และ ฝ่ายอกุศลลธรรม เช่น ฉันทะ / ตัณหา, ความเพียร / ความโลภ, ความเมตตา / ความรัก, ปล่อยวาง / ขี้เกียจ, อุเบกขา / ความเฉยเมย, พูดตรงจริงใจรู้กาล / พูดตรงไม่มีมารยาท, ความเห็นอกเห็นใจ / ความเศร้าเสียใจ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 01 Oct 2024 - 56min - 556 - ภัยอันตรายที่พึงพิจารณา [6739-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงแบ่งภัยในโลกนี้ไว้ 2 อย่างคือ ภัยที่ช่วยเหลือกันได้ และภัยที่ช่วยกันไม่ได้
1.ภัยที่พอช่วยเหลือกันได้ ได้แก่ 1.ภัยน้ำท่วม 2.ภัยเกิดจากไฟไหม้ 3.ภัยเกิดจากโจรขโมยและสงคราม ภัยเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วยังพอช่วยเหลือให้ผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง มากบ้างน้อยบ้าง ตามสถานการณ์
2.ภัยที่ช่วยกันไม่ได้ ถึงแม้จะเป็น พ่อ แม่ ลูก ที่รักและห่วงใยกันแค่ไหนก็ไม่สามารถช่วยกันได้เลย ได้แก่ 1. ภัยจากความแก่(ชราภัย) 2.ภัยจากความเจ็บไข้(พยาธิภัย) 3. ภัยจากความตาย(มรณะภัย) ภัยเหล่านี้เป็นภัยที่หากเกิดขึ้นแก่ผู้แล้วไม่มีใครที่จะสามารถช่วยแบ่งเบา หรือรับเอาภัยนั้นมาแทนกันได้เลย พระพุทธองค์ทรงชี้ทางออกไว้ให้ว่าหากผู้ใดเป็นผู้ที่มีอริยมรรคมีองค์ 8 ประกอบอยู่ในจิตของตน ผู้นั้นก็จะสามารถพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจาก ความแก่ ความเจ็บ และความตายในอนาคตได้อย่างแน่นอน โดยอริยมรรคมีองค์ 8 นี้ได้แก่ 1.ศีล คือสัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ,สัมมาอาชีวะ 2.สมาธิ คือสัมมาวายามะ,สัมมาสติ,สัมมาสมาธิ 3.ปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ
ภัยต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้ประสบภัยนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในที่นี้จะกล่าวถึงหมวดธรรมที่ทำให้เห็นว่าสุข-ทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นสิ่งใดทำให้เกิด โดยจะกล่าวหมวดธรรม 3 ข้อที่เป็นมิจฉาทิฐิ ได้แก่
1.สุข ทุกข์ เกิดจากผู้อื่นทำให้
2.สุข ทุกข์ เกิดจาก กรรมเก่า
3.สุข ทุกข์ เกิดจาก ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย
หากผู้ใดมีมิจฉาทิฐิทั้ง 3 ข้อนี้ ก็จะเป็นผู้ที่ไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้ละในสิ่งที่ควรละ จะทำให้อกุศลเกิดขึ้นในจิตใจได้ และเมื่อใดก็ตามที่อกุศลเกิด แต่กุศลไม่เกิดในจิตใจ เมื่อนั้นก็จะทำให้เกิดความทุกข์ขึ้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 24 Sep 2024 - 57min - 555 - สังคหวัตถุ 4 [6738-3d]
ธรรมะที่ช่วยประสานประโยชน์ให้เกิดความสามัคคี ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เป็นเครื่องช่วยขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้คนอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ให้เกิดความสงเคราะห์กัน เข้าใจกันลงกันได้ สามารถนำไปใช้ได้ตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับสังคม หมวดธรรมที่ว่านี้นั่นก็คือ “สังคหวัตถุ 4” อันประกอบไปด้วย
1. ทาน คือ การรู้จักให้ รู้จักเสียสละ การเผื่อแผ่ แบ่งปัน ให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์
2. ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ อ่อนหวาน ไม่พูดหยาบคาย และมีความจริงใจ ไม่โกหกเสแสร้ง ไม่พูดส่อเสียดยุยงให้เตกร้าว พูดแต่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์
3. อัตถจริยา คือ การทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น
4. สมานัตตตา คือ การวางตัวเสมอต้นเสมอปลาย หนักแน่น ให้ความเสมอภาคกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 17 Sep 2024 - 58min - 554 - เบญจศีลและเบญจธรรม [6737-3d]
พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง หลักคำสอนและวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ สรุปเป็นใจความสำคัญว่าไว้ 3 ขั้น คือ ให้ละเว้นความชั่ว ให้ทำความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ นี่คือเส้นทางที่จะนำไปสู่ทางหลุดพ้นได้ ซึ่งในครั้งนี้จะกล่าวถึงหลักธรรมที่เป็นขั้นของการชี้แนวทางแห่งโลกุตระ นั่นคือเบญจศีลและเบญจธรรม
เบญจศีลและเบญจธรรม เป็นธรรมคู่กัน คนที่มีเบญจธรรมจึงจะเป็นผู้มีเบญจศีล ซึ่งหากคนมีศีลและธรรมดังกล่าวแล้ว จะเว้นจากการทำความชั่ว รู้จักควบคุมตนให้ตั้งอยู่ในความดี ไม่เบียดเบียนตนและคนอื่น และประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ
เบญจศีล คือ ศีล 5 ข้อ เป็นการรักษาเจตนาที่จะควบคุมกายและวาจาให้เป็นปกติ คือ ไม่ทำบาป โดยการละเว้น 5 ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักขโมย ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ละเว้นจากการพูดปด ละเว้นจากการเสพสุรา
เบญจธรรม เป็นหลักธรรมที่ควรปฏิบัติ มี 5 ประการ ได้แก่
- เมตตากรุณา คือ บุคคลใดที่มีเมตตาย่อมไม่ฆ่า หรือเบียดเบียนสัตว์ เมตตากรุณาจึงเป็นจิตที่สามารถเพิ่มพูนพัฒนาได้จากการเว้นจากการฆ่า สัมมาอาชีวะ คือ ประกอบอาชีพที่สุจริต มีรายได้ รู้จักใช้จ่าย และที่สำคัญรู้จักคำว่าพอดี และมีหิริโอตตัปปะ คือ ความละอาย และเกรงกลัวต่อผลของบาป จึงทำให้ไม่ลักขโมยของผู้อื่นกามสังวร คือ ความสำรวมอินทรีย์ ระมัดระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทำให้ ความใคร่ในกามคุณ คือ การติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลดน้อยลง เมื่อความสำรวมเกิดขึ้น จึงทำให้ไม่ประพฤติผิดในกามสัจจะ คือ การพูดความจริง เป็นสิ่งที่ทำให้ไม่เกิดการมุสาวาท สติสัมปชัญญะ คือ การรู้สึกตัว การไม่ประมาท เพราะรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว ทำให้ไม่เกลือกกลั้วกับสิ่งที่จะทำให้ชีวิตตกต่ำ เช่น สุราที่เมื่อคนดื่มกินก็ทำให้มึนเมาและขาดสติ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 10 Sep 2024 - 57min - 553 - กถาวัตถุ 10 ประการ [6736-3d]
คำพูดเป็นสิ่งสำคัญ พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงบัญญัติไว้ถึง ‘กถาวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ควรพูด นอกเหนือจาก คำพูดที่เว้นขาดจากการพูดโกหก ส่อเสียด หยาบคาย และพูดเพ้อเจ้อ
และ ‘อักโกสวัตถุ 10’ คือ เรื่องที่ไม่ควรพูด เพราะไม่มีประโยชน์ และทำความเจ็บช้ำน้ำใจแก่ผู้อื่น ได้แก่ ชาติกำเนิด ชื่อ โคตร อาชีพ ศิลปะ (ฝีมือ) โรค รูปพรรณสัณฐาน กิเลส อาบัติ และคำสบประมาทอื่น ๆ
ส่วน ‘กถาวัตถุ 10’ เรื่องที่สมควรพูด ได้แก่ ถ้อยคำให้เกิดความมักน้อย คือ ไม่โอ้อวด ความสันโดษ เกิดความสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร ให้ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ
ซึ่งการพูด ‘กถาวัตถุ 10’ ให้ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลาได้นั้น นอกจากจะเป็นสัมมาวาจาแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างสัมมาสติ สัมมาวายามะ และสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ ไปตามทางมรรค 8 พร้อมกันอีกด้วย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 03 Sep 2024 - 58min - 552 - ปัจจัย 24 ประการ [6735-3d]
คัมภีร์มหาปัฏฐาน เป็น 1 ใน 7 คัมภีร์ที่ใช้สวดในงานศพ ได้แก่ 1.ธัมมสังคณี 2.วิภังคปกรณ์ 3.ธาตุกถา 4. ปุคคลบัญญัติ 5. กถาวัตถุ 6.ยมกปกรณ์ และ 7.มหาปัฏฐาน โดยบทสวดมหาปัฏฐาน เป็นบทสวดที่กล่าวถึง ปัจจัย 24 ประการที่แสดงความเป็นไปของสภาวธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กัน หรือเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไขให้สิ่งอื่น หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยปัจจัย 24 ประการได้แก่
1.เหตุปัจจะโย (ปัจจัยโดยเหตุ) 2.อารัมมะณะปัจจะโย( ปัจจัยโดยเป็นอารมณ์) 3.อธิปะติปัจจะโย (ปัจจัยความเป็นใหญ่) 4.อนันตะระปัจจะโย (ปัจจัยโดยความต่อเนื่อง) 5.สะมะนันตะระปัจจะโย( ปัจจัยเป็นภาวะต่อเนื่องทันที ) 6.สะหะชาตะปัจจะโย( ปัจจัยที่เกิดร่วมกัน) 7.อัญญะมัญญะปัจจะโย (ปัจจัยที่อาศัยซึ่งกันและกัน) 8.นิสสะยะปัจจะโย ( ปัจจัยโดยเป็นที่อาศัย) อาศัยอะไรจีงจะดีหรือชั่วขึ้นมาได้ 9.อุปะนิสสะยะปัจจะโย (ปัจจัยโดยเเป็นเครื่องหนุนให้เกิดอุปนิสัยที่อาศัยอย่างแรงกล้า) 10.ปุเรชาตะปัจจะโย (ปัจจัยที่เกิดก่อน) 11.ปัจฉาชาตะปัจจะโย (ปัจจัยที่เกิดทีหลัง) 12.อาเสวะนะปัจจะโย (ปัจจัยโดยการซ้ำบ่อยหรือทำให้ชิน) 13.กัมมะปัจจะโย (ปัจจัยโดยเป็นกรรมคือเจตจำนง) 14.วิปากาปัจจะโย ( ปัจจัยโดยเป็นวิบาก) 15.อาหาระปัจจะโย (ปัจจัยโดยเป็นอาหาร) คือเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง 16.อินทริยะปัจจะโย (ปัจจัยโดยเป็นเจ้าของการเป็นใหญ่) 17.ฌานะปัจจะโย ( ปัจจัยโดยเป็นภาวะจิตที่เป็นฌาน) 18.มัคคะปัจจะโย ( ปัจจัยโดยเป็นมรรค) 19.สัมปะยุตตะปัจจะโย (ปัจจัยโดยประกอบกัน) เช่นความคิด อารมณ์ 20.วิปปะยุตตะปัจจะโย (ปัจจัยโดยแยกกันแตกต่างกัน) เช่นนามกับรูป 21.อัตถิปัจจะโย ( ปัจจัยโดยความมีอยู่ ) 22.นัตถิปัจจะโย ( ปัจจัยโดยความไม่มีอยู่) 23.วิคะตะปัจจะโย ( ปัจจัยโดยปราศไปคือสิ้นไป) 24.อะวิคะตะปัจจะโย ( ปัจจัยโดยไม่ปราศไปคือไม่สิ้นไปยังมีเชื้ออยู่)
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 27 Aug 2024 - 59min - 551 - อธิษฐาน4 พละ4 [6734-3d]
การจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดความสำเร็จขึ้นได้ ต้องอาศัยความตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้า ในทีฆนิกาย กล่าวถึง ‘อธิษฐาน’ ซึ่งไม่ใช่การร้องขอ แต่หมายถึง ธรรม 4 ประการ ที่ควรตั้งมั่นไว้ในใจ ได้แก่ ปัญญา (ใช้พิจารณา) สัจจะ (ทำให้เกิดขึ้นจริง) จาคะ (สละความเคยชินที่ไม่ดีออก) และอุปสมะ (ความสงบ) ซึ่งสัมพันธ์กับหมวดธรรมในอังคุตรนิกาย ที่กล่าวถึง ‘พละ 4’ คือ กำลัง ได้แก่ ปัญญาพละ (ปัญญา) วิริยพละ (ความเพียร) อนวัชชพละ (กรรมที่ไม่มีโทษ) และสังคหพละ (การสงเคราะห์)
กล่าวคือ ‘อธิษฐาน 4’ และ ‘พละ 4’ นั้น เริ่มจากปัญญาเหมือนกัน อาทิ เห็นสิ่งที่เป็นกุศล-อกุศล คุณ-โทษ เกิด-ดับ เป็นต้น โดยสามารถตั้ง ‘อธิษฐาน’ เป็นวิริยพละ หรือนำ ‘พละ’ ไปเกื้อหนุนอธิษฐานในการทำสิ่งนั้น ที่เป็นกุศลด้วยกาย วาจา และใจ ให้สำเร็จเป็นจริงขึ้นมาได้ ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่มีพละ 4 นี้ จะทำให้ไม่หวั่นไหวต่อภัย 5 ประการในการดำเนินชีวิตอีกด้วย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 20 Aug 2024 - 58min - 550 - ปาฏิปุคคลิกทาน (6733-3d]
ปาฏิปุคคลิกทาน 14 อย่าง คือทานที่ให้จำเพาะบุคคล เรียงตามอานิสงส์ที่ได้จากน้อยไปหามากได้ดังนี้
- ให้ทานแก่สัตว์เดียรัจฉาน พึงหวังผลทักษิณาได้ ๑๐๐ เท่า
- ให้ทานแก่ผู้ทุศีล พึงหวังผลทักษิณาได้ ๑,๐๐๐ เท่า
- ให้ทานแก่บุคคลผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณาได้ ๑๐๐,๐๐๐ เท่า
- ให้ทานแก่บุคคลนอกศาสนาพุทธ ที่ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลทักษิณาได้ ๑๐๐,๐๐๐โกฏิ เท่า
- ให้ทานแก่บุคคลที่จะทำโสดาบันให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้
- ให้ทานแก่บุคลลที่เป็นโสดาบัน พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้
- ให้ทานแก่บุคลลที่จะทำสกทาคามีให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้
- ให้ทานแก่บุคลลที่เป็นสกทาคามี พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้
- ให้ทานแก่บุคลลที่จะทำอนาคามีให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้
- ให้ทานแก่บุคลลที่เป็นอนาคามี พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้
- ให้ทานแก่บุคลลที่จะทำอรหันต์ให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้
- ให้ทานแก่บุคลลที่เป็นอรหันต์ พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้
- ให้ทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า พึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้
- ให้ทานแก่พระพุทธเจ้าพึงหวังผลทักษิณาได้ นับประมาณไม่ได้
ปาฏิปุคคลิกทานนั้น พระพุทธเจ้ากล่าวว่ามีผลไม่มากเท่าทานที่ให้ในหมู่สงฆ์ (สังฆทาน)
สังฆทาน 7 ที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้คือรูปแบบของการให้ทานดังนี้
1. ให้ทานในสงฆ์ 2 ฝ่าย (ทั้งฝ่ายภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์) มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
2. ให้ทานในสงฆ์ 2 ฝ่าย ในเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว
3. ห้ทานในหมู่ภิกษุสงฆ์
4. ให้ทานในหมู่ภิกษุณีสงฆ์
5. ขอให้จัดตัวแทนภิกษุและภิกษุณี แล้วให้ทาน (ให้ทานโดยให้คณะสงฆ์เป็นผู้เลือกพระภิกษุและพระภิกษุณีที่จะรับถวายทานเอง)
6. ขอให้จัดตัวแทนภิกษุ แล้วให้ทาน
7. ขอให้จัดตัวแทนภิกษุณี แล้วให้ทาน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 13 Aug 2024 - 57min - 549 - บทสวดแด่ผู้ล่วงลับ [6732-3d]
บทสวดที่นิยมสวดในงานทำบุญบำเพ็ญกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับนั้น มักจะมีเนื้อหาที่กล่าวให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ให้เกิดการปล่อยวาง ให้เห็นถึงความสังเวช ปลงได้ ให้เห็นถึงความละเอียดลงไป ให้เห็นถึงอริยทรัพย์จะมีบทหลักๆที่สวดอยู่ประมาณ 3-4 บท ในที่นี้จะกล่าวถึงบทหลักๆ 4 บท โดยบทสวดทั้ง 4 นี้มีทั้งที่เป็นคาถาและพระสูตร คือ
ปัพพโตปมคาถา เป็นคาถาที่กล่าวถึงภูเขาหินใหญ่ คาถาบทนี้อุปมาถึงภูเขาหินใหญ่ที่กลิ้งบดขยี้ทุกสิ่งอย่างมาทั้ง 4 ทิศ เราจะทำอย่างไรก็ไม่ได้ เปรียบกับความแก่ความตายที่ครอบงำเราอยู่ไม่เว้นผู้ใดเลย ผู้เป็นบัณฑิตเท่านั้นที่จะรู้ว่าต้องมีพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์เป็นที่พึ่งจึงจะผาสุกอยู่ได้แม้ภัยนี้มาถึง
อริยธนาคาถา อริยทรัพย์อันประเสริฐเป็นบทสวดที่กล่าวถึงทรัพย์ 5 ประการ ได้แก่ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา ถ้าเราตายจากไปจะเอาทรัพย์อะไรติดตัวไปไม่ได้เลย ยกเว้นอริยทรัพย์ทั้ง 5 นี้
ธัมมนิยามสุตตุง บทแสดงธรรมนิยามเป็นบทที่นำเอาพระสูตรที่มีชื่อว่าธัมมะนิยามะสุตตัง บทสวดที่แสดงถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งต่างๆ ของธรรมะต่างๆ ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะมาอุบัติขึ้นหรือไม่ จะมีคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็ตาม ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อนัตตาก็มีอยู่
ภัทเทกรัตตคาถา ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ เป็นบทสวดที่กล่าวถึงความที่เราไม่ควรคิดถึงอดีต อนาคต แต่ให้อยู่กับปัจจุบันถ้าจะมีชีวิตเหลืออยู่แค่วันเดียวถ้าได้ทำความดีก็ถือว่าคุ้มแล้วในชีวิตนี้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 06 Aug 2024 - 57min - 548 - อุนุปุพพิกถา เรื่องของ เนกขัมมะ การหลีกออกจากกาม [6731-3d]
เนกขัมมะ ธรรมข้อสุดท้ายในอนุปุพพิกถาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ตามลำดับเพื่อเป็นแนวทางให้ไปถึงโลกุตระได้
‘เนกขัมมะ’ หมายถึง การหลีกออกจากกาม ได้แก่ ฌานสมาธิในขั้นต่างๆ
การจะทำให้จิตน้อมไปในทางหลีกออกจากกามได้นั้น ต้องฝึกจิตให้พิจารณาเห็นบ่อยๆ ถึงคุณและโทษของกามว่า มีคุณน้อยแต่โทษมากขนาดไหนเมื่อเทียบกับเนกขัมมะที่มีคุณมากแต่โทษน้อยนิดเดียว
อย่างไรก็ตาม สมาธิแม้ว่าจะได้บ้างไม่ได้บ้าง การตั้งจิตดำริ ‘คิดที่จะหลีกออกจากกาม’ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องตั้งไว้เสมอ
“เนกขัมมะ” ทางสายกลาง เป็นหนึ่งในบารมี 10 ทัศ เป็นทางออกทางเดียว เพื่อการดับโทษของกาม เพื่อความสงบสุขจากในภายใน เพื่อความรู้ยิ่งรู้พร้อม ถึงสัมโพธิญาณได้
Timestamp
[00:01] พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ทรงดำริออกจากกาม
[08:58] เนกขัมมะ การหลีกออกจากกาม
[10:44] เนกขัมมะ ทางสายกลาง
[22:44] ความสุขจากกาม กับ เนกขัมมะ
[25:27]ฌาน ๑
[27:22] ทุกข์ของสมาธิ
[30:19] อานิสงค์ของเนขขัมมะ
[35:05] โยนิโสมนัสสิการ
[48:14] ฌานที่ ๒-๓
[50:34] ฌาน ๔
[52:39] ความดำริ คิดนึกที่จะออกจากกาม
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 30 Jul 2024 - 58min - 547 - กามโภคีบุคคล : บุคคลผู้บริโภคกาม [6730-3d]
กามโภคีบุคคล:บุคคลผู้บริโภคกาม เป็นผู้ที่ยังอยู่ในกระแสโลกจะเป็นผู้ที่ถูกบีบคั้นด้วยกามเสมอ ในการกล่าวถึงเรื่องของทางโลกนั้นก็ใช้คำว่ากามมาอธิบายเป็นหลักโดยในที่นี้จะกล่าวถึง กาม 2 อย่าง กาม 5 อย่าง และกามโภคีบุคคล 10 อย่าง
กาม 2 อย่างได้แก่ 1.กิเลสกาม 2.วัตถุกาม
กาม 5 อย่าง คือ กามคุณ 5 ส่วนที่น่าปรารถนาน่าใคร่ มี 5 อย่างคือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย) ที่น่าใคร่ น่าพอใจ
กามโภคี 10 แบ่งกลุ่มตามการแสวงหา ดังนี้
กลุ่มที่แสวงหาโดยไม่ชอบธรรม
1.ได้ทรัพย์มาแล้วไม่เลี้ยงตนให้เป็นสุขทั้งไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์ทำความดี
2.ได้ทรัพย์แล้วเลี้ยงตนให้เป็นสุขแต่ไม่เผื่อแผ่จ่ายแบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี
3. ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุขทั้งเผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์นั้นทำความดี
กลุ่มที่แสวงหาโดยชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง
4.ได้ทรัพย์มาแล้ว ไม่เลี้ยงตนให้เป็นสุข ไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี
5.ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุขแต่ไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี
6.ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุขทั้งเผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์นั้นทำความดี
กลุ่มที่แสวงหาโดยชอบธรรม
7.ได้ทรัพย์มาแล้ว ไม่เลี้ยงตนให้เป็นสุข ไม่เผื่อแผ่แบ่งและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี
8.ได้ทรัพย์มาแล้ว เลี้ยงตนให้เป็นสุข แต่ไม่เผื่อแผ่แบ่งปันและไม่ใช้ทรัพย์นั้นทำความดี
9. ได้ทรัพย์มาแล้วเลี้ยงตนให้เป็นสุข เผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์ทำความดี แต่ยังติดยังหมกมุ่น กินใช้ทรัพย์สมบัติโดยไม่รู้เท่าทันเห็นโทษ ไม่มีปัญญาที่จะทำตนให้เป็นอิสระเป็นนายเหนือโภคทรัพย์
กลุ่มพิเศษ: แสวงหาชอบธรรม และกินใช้อย่างมีสติสัมปชัญญะ มิจิตใจเป็นอิสระ
10.ผู้ที่แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม ได้ทรัพย์มาแล้วเลี้ยงตนให้เป็นสุข เผื่อแผ่แบ่งปันและใช้ทรัพย์นั้นทำความดีไม่ลุ่มหลง ไม่หมกมุ่นมัวเมา กินใช้ทรัพย์สมบัติโดยรู้เท่าทัน เห็นคุณโทษทางดีทางเสียของมัน มีปัญญาทำตนให้เป็นอิสระ เป็นชาวบ้านชนิดที่เลิศ ประเสริฐ สูงสุด
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 23 Jul 2024 - 58min - 546 - กามโภคีสุข 4 : สุขอันชอบธรรมที่ผู้ครองเรือนควรมี [6729-3d]
สุขอันชอบธรรมที่ผู้ครองเรือนควรมีหรือความสุขของคฤหัสถ์ 4 ประการ คือ กามโภคีสุข 4 ได้แก่
1.อัตถิสุข : ความสุขเกิดจากความมีทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงความขยันหมั่นเพียรของตน และโดยชอบธรรม
2.โภคสุข : ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนได้ใช้ทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบนั้น เลี้ยงชีพ เลี้ยงผู้ควรเลี้ยง และบำเพ็ญประโยชน์
3.อนณสุข : ความสุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนเป็นไท ไม่มีหนี้สินติดค้างใคร
4.อนวัชชสุข : ความสุขเกิดจากความประพฤติไม่มีโทษ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนมีความประพฤติสุจริต ไม่บกพร่องเสียหาย ใครๆ ติเตียนไม่ได้ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
บรรดาความสุข 4 อย่างนี้ อนวัชชสุข มีค่ามากที่สุด
การจะเกิดความสุขประการที่4 คืออนวัชชสุข นั้นมีธรรมอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ธรรมที่ว่าด้วยการค้าขายที่ไม่ควรค้าขาย 5 ประการตามนัยยะที่มาในวนิชชสูตร คือ 1.ค้าอาวุธ 2.ค้าสัตว์เป็น 3.ค้าเนื้อสัตว์ 4.ค้าสุรา 5.ค้ายาพิษ การค้าขาย 5 ประการนี้พระพุทธเจ้าบอกว่า เป็นอกรณียกิจ ไม่ควรทำ
นอกจากนี้ยังมีธรรมอีกหนึ่งหมวดที่นำมาปฏิบัติแล้วจะส่งเสริมให้เกิดสุขอันชอบธรรมแก่ผู้ครองเรือนได้ คือ
กุลจิรัฏฐิติธรรม 4 : หลักธรรมที่ทำให้ครอบครัวเจริญมั่งคั่งอยู่ได้นานได้แก่ 1.หาของที่หายไป 2.ซ่อมแซมของที่ชำรุดเสียหาย 3.ประมาณตนในการบริโภค 4.ดำรงชีพด้วยการมีศีลธรรม
Time stamp
[00:56] ปฏิบัติภาวนา อานาปานสติ และแผ่เมตตา
[12:51] คฤหัสถ์ คือ ผู้ครองเรือน
[13:29] กามโภคีสุข 4 : สุขอันชอบธรรมที่ผู้ครองเรือนควรมี
[15:07] อัตถิสุข : สุขเกิดจากความมีทรัพย์
[23:31] โภคสุข : สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์
[29:05] อนณสุข : สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้
[33:54] อนวัชชสุข : สุขเกิดจากความประพฤติไม่มีโทษ
[41:51] กุลจิรัฏฐิติธรรม 4 : หลักธรรมที่ทำให้ครอบครัวเจริญมั่งคั่ง
[49:19] เปรียบเทียบความสุขของ คฤหัสถ์ กับ นักบวช
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 16 Jul 2024 - 55min - 545 - วิมุตติสู่นิพพาน [6728-3d]
การที่จะนำธรรมะมาปฏิบัติจนเกิดเป็นผลขึ้นทางปัญญาได้นั้น มีขั้นตอน และกระบวนการในการปฏิบัติ โดยได้ยกหัวข้อธรรม “วิมุตติสูตร” มาอธิบายประกอบการปฏิบัติ เพื่อให้เห็นขั้นตอน และกระบวนการในการหยั่งลงสู่อมตธรรม
ในวิมุตติสูตรนั้นจะประกอบไปด้วยธรรม 5 ข้อ ที่แตกต่างกัน แต่มีลำดับขั้นตอนการปฏิบัติที่จะให้เกิดผลเป็นวิมุตติสู่นิพพานได้เหมือนกัน ธรรม 5 ข้อนั้นได้แก่ 1. การได้ฟังธรรม 2. การอธิบายบอกสอน 3. การสัชฌายะ 4. การใคร่ครวญธรรม 5. การทำสมาธิ
กระบวนการสู่การหลุดพ้น มีอยู่ 6 ขั้นตอน เริ่มจาก เข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม แทงตลอดด้วยดี -> เกิดปราโมทย์ -> เกิดปีติ -> กายสงบระงับ -> เสวยสุข -> จิตย่อมตั้งมั่น (ฌาน) และเมื่อมาถึง 6 ขั้นตอนนี้แล้วก็เข้าสู่วิมุตติ คือ ความพ้นจากผัสสะ พ้นจากกิเลส เกิดความรู้เป็นวิชชา และวิมุตติ มีปัญญาปล่อยวาง สู่นิพพาน
Timestamp
[00.22] ปฏิบัติภาวนา เจริญอานาปานสติ จาคานุสสติ สีลานุสสติ เทวตานุสสติ
[12.37] ความสำคัญของสมาธิ
[14.38] เหตุ 5 ประการ สู่ความหลุดพ้น
[14.45] การได้ฟังธรรมะ
[17.39] การอธิบาย บอกสอนข้อธรรมะ
[17.59] การสัชฌายะ
[19.15] การได้ไตร่ตรองข้อธรรมะ
[20.01] การทำสมาธิ
[42.58] วิชา วิมุตติ
[45.38] นิพพาน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 09 Jul 2024 - 53min - 544 - ธรรมเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า [6727-3d]
หมวดธรรม 4 ประการ 2 อย่าง ที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ได้แก่
สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม 4 คือ ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า
1.สัทธาสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือความมั่นใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
2.สีลสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยศีล คือศีล 5 ที่ตั้งขึ้นด้วยเจตนางดเว้น
3.จาคสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ คือสละสิ่งของ สละกิเลส
4.ปัญญาสัมปทา : ความถึงพร้อมด้วยปัญญา คือปัญญาที่เข้าใจในความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ
บางครั้งการจะพัฒนาจิตใจให้ก้าวหน้านั้นอาจต้องพบเจออุปสรรค มีธรรมอีกหมวดหนึ่งที่เรานำมาใช้ร่วมกันแล้วจะสนับสนุนให้ชีวิตเราเจริญ คือ อปัสเสนธรรม 4 คือธรรมดุจเป็นพนักพิง ธรรมเป็นที่พึ่งพิงอาศัย ได้แก่
1.พิจารณาแล้วเสพ ได้แก่ สิ่งของปัจจัย 4
2.พิจารณาแล้วอดทน อดกลั้น ได้แก่ อนิฏฐารมณ์ต่างๆ มีหนาว ร้อน และทุกขเวทนาเป็นต้น
3. พิจารณาแล้วเว้นเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษก่ออันตรายแก่ร่างกาย และ จิตใจ
4. พิจารณาแล้วบรรเทาเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษและเกิดขึ้นแล้ว เช่น อกุศลวิตก มีกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เป็นต้น
หมวดธรรม 4 ข้อ ของ 2 นัยยะที่ยกมานี้คือธรรมที่จะสนับสนุนเกื้อกูลให้การพัฒนาจิตของเรานั้นก้าวหน้าขึ้นมาได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 02 Jul 2024 - 57min - 543 - กิจจญาณ : กิจที่ควรทำในอริยสัจ4 [6726-3d]
ความจริงโดยทั่วๆ ไปที่เป็นข้อเท็จจริง ตามสมมุติของโลกนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขปัจจัยตามบริบทของสังคมหรือเวลา เช่น ข่าว งานวิจัย สิ่งของ เสื้อผ้า ที่สมมุติเรียกตามบริบทของเวลานั้น แต่อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 อย่างนี้ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แสดงถึง สัจธรรมความจริง ที่ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยเวลา
กิจในอริยสัจ 4 (กิจญาณ) คือ หน้าที่ที่ต้องทำต่ออริยสัจ 4 แต่ละข้อ
1. ทุกข์ คือ ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) หน้าที่คือ “ปริญญา” ควรรอบรู้ เข้าใจ ยอมรับมัน
2. สมุทัย คือ ตัณหา หน้าที่คือ “ปหานะ” ควรละ กำจัด ขว้างทิ้ง ไม่ถือเอา
3. นิโรธ คือ ความดับไม่เหลือของทุกข์ หน้าที่คือ “สัจฉิกิริยา” ควรทำให้แจ้ง
4. มรรค คือ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ หน้าที่คือ “ภาวนา” ควรเจริญ พัฒนา ทำให้มาก
การแยกแยะสิ่งต่างๆ ตามหลักอริยสัจ 4 คือ เมื่อเราเจอสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตของเรา ให้เรารู้จักแยกแยะสิ่งนั้นก่อนว่าคืออะไรในอริยสัจ 4 เมื่อแยกแยะแล้วก็ทำกิจให้ถูกต้อง กระบวนการแยกแยะนี้ เมื่อทำให้เกิดขึ้นได้อยู่บ่อยๆ จะทำให้เกิดญาณหยั่งรู้หรือญาณทัสสนะ (สัจจญาณ, กิจจญาณ, กตญาณ)
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 25 Jun 2024 - 55min - 542 - ธรรมเพื่อการพัฒนาตนเอง [6725-3d]
ภาวนา คือ การพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นทุกด้าน คนเราต้องมีการพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้า ให้เจริญงอกงาม หมวดธรรมะที่จะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาตนเองที่จะนำมากล่าวในที่นี้ได้แก่
วุฑฒิธรรม 4 : ธรรมเป็นเครื่องเจริญงอกงามแห่งปัญญา 4 ประการ
1.สัปปุริสังเสวะ: การคบหาสัตบุรุษ
2.สัทธัมมัสสวนะ: ฟังสัทธรรม,เอาใจใส่เล่าเรียน
3.โยนิโสมนสิการ: การทำในใจโดยแยบคาย
4.ธัมมานุธัมมปฏิบัติ: ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
วัฒนมุข 6 ธรรมอันเป็นประตูแห่งประโยชน์ที่จะเปิดออกไปให้ก้าวหน้าสู่ความเจริญงอกงามของชีวิต ที่พระพุทธเจ้าได้เคยกล่าวไว้ในครั้งที่เป็นโพธิสัตว์ ได้แก่
1.อาโรคยะ : ความไม่มีโรค
2.ศีล : ความมีระเบียบวินัย
3.พุทธานุมัต : ศึกษาแนวทางแบบอย่างจากผู้เป็นบัณฑิต
4.สุตะ : การใฝ่ฟังศึกษาหาความรู้
5.ธรรมานุวัติ : การดำเนินชีวิตในทางชอบธรรม
6.อลีนตา : ความเพียรพยายามไม่ย่อหย่อน
อธิษฐานธรรม 4 คือ ธรรมเป็นฐานที่มั่นคงของบุคคล เป็นธรรมที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จสูงสุดที่หมายไว้ได้ ได้แก่
1.ปัญญา : หยั่งรู้ชัดในเหตุผล
2.สัจจะ : พูดอย่างไรทำอย่างนั้น
3.จาคะ : การสละความไม่ดีออก
4.อุปสมะ: ความสงบ
ธรรม 3 หมวดนี้เป็นธรรมที่เป็นไปในแนวเดียวกัน ที่เมื่อได้นำไปประพฤติปฏิบัติแล้วก็จะเกิดการพัฒนา ก้าวหน้า และนำไปสู่ความเจริญงอกงามในชีวิตได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Tue, 18 Jun 2024 - 56min
Podcasts semelhantes a 3 ใต้ร่มโพธิบท
ธรรมะสะกิดใจ 072
นิทานชาดก 072
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม dhamma.com
หลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง nipparn
พระธรรมเทศนา พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ Peaceful
ธรรมนิยาย หลวงพ่อจรัญ (สัตว์โลกย่อมเป็นไปตา Ploy Techa
เคาะข่าวค่ำ | News radio
ธรรมะ คือ ธรรมดา Round Material
คุยให้คิด Thai PBS Podcast
หน้าต่างโลก Thai PBS Podcast
อ่านแล้วอ่านเล่า Thananon Domthong
Geek Forever’s Podcast tharadhol
Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล) watpasukato
ปลดล็อกกับหมอเวช นายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล
1 สมการชีวิต ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
2 จิตตวิเวก ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
4 คลังพระสูตร ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
5 นิทานพรรณนา ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
พระไตรปิฎกยามเช้า พระมหามิญช์ พระมหามิญช์ พุทฺธิวฑฺโฒ
พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ
พุทธทาส อินทปัญโญ พุทธทาส อินทปัญโญ
พุทธวจน พุทธวจน
หลวงพ่อจรัญ ทักขญาโณ หลวงพ่อจรัญ ทักขญาโณ
เสียงอ่าน พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย อ่านโดย พระกฤช นิมฺมโล
Outros Podcasts de Sociedade e Cultura
Humor Voz Populi BLU BluRadio
Oculto tras la sombra Juan Jesús Vallejo Juan Jesús Vallejo
Documentales de Historia TV ⚡️Juanra⚡️
Código Misterio Código Misterio
Noche de Misterio Caracol Pódcast
Javeriana Estéreo 91.9 FM Javeriana919fm
Enigmas sin resolver Uforia Podcasts
Música Cristiana Mx Música Cristiana Mx
EXPEDIENTES PARANORMALES de Esteban Cruz, @Cruzescribiente Cruz Escribiente
Otto e mezzo la7
TED Talks Daily TED
Trasnoche Paranormal Trasnoche Paranormal
Riviera Radio Riviera Radio
80 WATTS SHI
VOS PODÉS Tatiana Franko
La Muerte con La Abogada HDVM Productions
L'Heure Du Crime RTL
The Best of Coast to Coast AM iHeartPodcasts and Coast to Coast AM
C dans l'air France Télévisions
Se Regalan Dudas Dudas Media
