Filtrar por gênero
ในวันที่รู้สึกหลงทางกับปัญหาชีวิต เครียดกับความคาดหวังในการทำงาน และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ยุ่งเหยิง มาร่วมค้นหาคำตอบกับรายการ "สมการชีวิต" ที่จะมอบหลักธรรมะที่เข้าใจง่ายเป็นแนวทางให้กับคุณ เพื่อเปลี่ยนจากความสับสนเป็นความมุ่งมั่น เปลี่ยนใจที่ร้อนรนให้สงบเย็น ครอบครัวจะกลับมาอบอุ่น การงานจะราบรื่น และคุณจะพบสมการชีวิตที่ลงตัวและเปี่ยมสุขอย่างแท้จริง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
- 391 - ปีใหม่ไทย ชะล้างใจให้ชุ่มเย็น [6916-1u]
Q1: ปีใหม่ไทย ชะล้างใจให้ชุ่มเย็น
A: บทกรวดน้ำที่พระสวดเวลาไปทำบุญ เป็นอุปมา เปรียบกับน้ำที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำกว่า บุญก็เช่นกัน (ความสุข อายุ วรรณะ สุขะ พละ) จะทำให้จิตใจเราอยู่เป็นสุขได้
- บุญ ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา จะเป็นตัวชะล้างจิตใจให้สะอาด
- การภาวนา ได้บุญมากที่สุด
Q2: วิธีกตัญญูต่อบุพการี
A: มี 3 ช่องทาง
(1) ทางกาย = ให้เงิน, สิ่งของ ทำเองหรือจัดให้มีการทำให้
(2) ทางวาจา = ปิยวาจา อยากฟังสิ่งไหนก็ให้ฟังสิ่งนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือ ให้ฟังธรรม
(3) ทางใจ = ต้องอดทน
Q3: แก้ปมในใจ ทุกข์จากคนไม่รักษาสัญญา
A: ปมในจิตใจ คือ อาสวะ ซึ่งจะดึงให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อีก
- การให้อภัยและเมตตา นำมาทดแทนสิ่งที่เป็นปมในใจ ไม่ยึดถือในสิ่งที่ผูกเวร จะแก้ปมในใจนั้นได้
- อุปาทานที่ผูกไว้กับคำสัญญาของคนอื่นทำให้เป็นทุกข์ ดังนั้น ก็อย่ามีอุปาทาน
- อย่าตั้งความหวังกับสิ่งที่เป็นอุปาทาน (ความยึดถือ) แต่ให้ตั้งความหวังกับสิ่งที่เป็นอิทธิบาท 4
Q4: ทุกข์เพราะรัก
A: ตัณหา มีคุณสมบัติ 3 อย่าง
(1) มีความกำหนัดด้วยอำนาจของความเพลิน
(2) ทำให้เกิดตัวตน (สภาวะ)
(3) มีการเกิดใหม่ = เช่น ความเป็นสามี-ภรรยา
- ตัณหา เป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ แม้ทุกข์ยังไม่ปรากฏตอนนี้ แต่ทุกข์จะปรากฏแน่นอน เปรียบเหมือนการถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ ตอนโดยยิงยังไม่รู้สึกเจ็บเพราะรู้สึกชาอยู่ ยาพิษเปรียบเหมือนอวิชชา (ความไม่รู้) เมื่อแล่นสู่เข้าสู่จิตใจจึงจะรู้ว่าทุกข์
- วิธีแก้
อุปมา = ต้องตรวจสอบก่อนว่าถูกแทงตรงไหน แล้วเอามีดปาด/ดึงหัวลูกศรออกมา แล้วขูดหนองและเลือดเสียออกให้หมด แล้วใส่ยาลงไป ปิดปากแผล กินยาอย่างต่อเนื่อง ไม่กินของแสลง อย่าให้แผลโดยฝน ลม แดด
อุปไมย = เปรียบตัวเราเป็นหมอ เริ่มจากใช้สติตรวจสอบว่าเรายึดติดตรงไหน แล้วเอาปัญญากรีด/ตัดในสิ่งที่ยึดถือนั้น แม้จะเจ็บก็ต้องอดทนและใช้ความเพียร โดยพิจารณาให้เห็นความจริงว่า สิ่งนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เพื่อบีบ/ขูดเอาความยึดถือนั้นออกไป ถ้าอินทรีย์มีกำลังมาก (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ก็จะใช้เวลาไม่นาน หลังจากนั้น ก็ใช้มรรค 8 รักษาใจต่อไป และอย่าคบเพื่อนชั่ว ไม่สำรวมอินทรีย์ ฯลฯ เพราะจะทำให้เกิดทุกข์ได้อีก
- เมื่อเข้าใจพรหมวิหาร 4 และกำจัดอวิชชาในความรักออกไปได้ทั้งหมดแล้ว ราคะ โมหะ โทสะ ในจิตใจไม่กลับกำเริบแล้ว ก็ดำเนินชีวิตปกติได้ เป็นสุขที่เกษม
Q5: ธรรมะกับโรคซึมเศร้า
A: กระบวนการรักษาโรคซึมเศร้าในปัจจุบัน เริ่มจาก “สติ” ตระหนักรู้ว่าเราคิดอะไร
- สติ คือ การระลึกถึงสิ่งที่ทำ จำคำที่พูด แม้นานได้ มีเครื่องมือหลายอย่าง เช่น อาณาปาณสติ เป็นต้น
- คนเป็นโรคซึมเศร้า คือ เพลินไปตามอารมณ์ จึงต้องเริ่มจากการ “สังเกต” ให้เห็นอารมณ์นั้น
- การเจริญสติ สามารถใช้เป็นกระบวนการร่วมในการรักษาโรคซึมเศร้าได้
พระอาจารย์ฝากข้อคิดเนื่องในวันสงกรานต์
- ในช่วงสงกรานต์ ให้ท่านทั้งหลาย นำบุญที่เกิดจากให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา มาชำระล้างจิตใจของเรา ทำให้ครอบครัวและคนรอบข้างให้ประกอบด้วยเมตตาและปัญญา จะทำให้ชีวิตของเราและสังคมมีความสุข เป็นผู้อยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ และพ้นทุกข์ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 12 Apr 2026 - 54min - 390 - เตรียมตัวรับภัยสงคราม [6915-1u]
ลักษณะปัญหาเมื่อเกิดสงคราม
- ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งไม่ว่าจะในครัวเรือนหรือระดับโลก ล้วนเกิดจาก “ตัณหา” เพราะมีผู้เข้าไปยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แล้วเกิดการแก่งแย่งกันหรือเบียดเบียนกัน ทำให้เกิดปัญหาขึ้น
- เมื่อเกิดภัยสงคราม ที่ใดปลอดภัยหรือสะดวกด้วยปัจจัยสี่
1. คนจะย้ายถิ่นฐานไปรวมกันในที่ปลอดภัย
2. เมื่อคนอยู่รวมกัน คลุกคลีกันมาก การจะทำในใจให้สงบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจะทำได้โดยลำบาก
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ไตร่ตรองว่า“อะไรเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำให้ถึง ทำให้แจ้ง ทำให้บรรลุ ที่เมื่อเราถึงแล้ว จะทำให้เราเป็นผู้อยู่ผาสุกได้ แม้ในคราวที่เกิดโจรภัย”
มิติที่ 1 ปัญหาด้านปัจจัยสี่ (เศรษฐกิจ)
(1) ให้สันโดษในบริขารแห่งชีวิต = อยู่ง่าย กินง่าย
(2) มีเงินเก็บสะสมให้อยู่ได้อย่างน้อย 1 ปี = ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย, เลือกรูปแบบการเก็บ ป้องกันเงินเฟ้อ
(3) ถ้ามีเงินเหลือ เตรียมสถานที่อพยพเผื่อเกิดน้ำท่วม, สิ่งของที่ต้องเอาไปด้วย
มิติที่ 2 ปัญหาด้านการรับรู้ข่าวสาร
(1) ต้องพิจารณาข่าวสารให้เหมาะสม = ใช้หลักเรื่อง “วิมังสา” โดยจิตต้องเป็นสมาธิ โฟกัสไปที่ปัจจัยสี่และความปลอดภัย
(2) ไม่ตื่นตูมในกระแสข่าว แต่ก็ไม่ประมาทในเตรียมการล่วงหน้า
มิติที่ 3 ปัญหาด้านการทหาร
(1) ให้เตรียมตัวทำจิตใจภายในให้มี “สติ” และ “ปัญญา” = หากได้รับการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต, ไม่ได้เตรียมปัจจัยสี่, ถูกข่าวสารลวง
(2) ให้ระลึกถึง “มรณานุสติ”, นึกถึง “กุศลธรรม” ที่เคยทำ, ละ “อกุศลธรรม” ที่มี
(3) สติที่ประกอบด้วยปัญญา= แม้มีทุกขเวทนา ก็ยังอยู่ผาสุกได้ หรือถ้าเสียชีวิต ก็จะไปดี
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 05 Apr 2026 - 48min - 389 - ดูแลพ่อแม่ในยุคดิจิทัล [6914-1u]
Q1: ดูแลพ่อแม่ในยุคดิจิทัล
A: การดูแลพ่อแม่ มี 2 ส่วน คือ ภายนอกและภายใน
1. ดูแลภายนอก = สอดส่องในอุบาย = ทำเองหรือจัดให้กระทำก็ได้ เช่น โอนเงิน ดูผ่านกล้องวงจรปิด จัดให้มีคนดูแล
2. ดูแลภายใน = ถ้าท่านยังไม่มีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ก็ควรประดิษฐานให้ท่านมีสิ่งเหล่านี้ เพราะจะทำให้ท่านอยู่ผาสุกได้ แม้ความสุขจากร่างกายจะลดลง
- ถ้าไม่มีลูกหรือมีลูกแต่ลูกไม่ดูแล ก็ต้องพึ่งตน พึ่งธรรม ด้วยศรัทธา สติ สมาธิ และปัญญา จะทำให้อยู่ผาสุกได้
Q2: ร่างกายถดถอย ควรฝึกจิตอย่างไร
A: ให้แยกตัวเราออกมาจากอารมณ์ที่กำลังเพลินอยู่ ให้เหมือนเราเป็นคนฉายหนัง แล้วมองให้เห็นตัวเองว่ากำลังคิด/เพลินไปกับสิ่งไหนอยู่ ความเผลอเพลินไปตามอารมณ์นั้นจะลดลง นี่คือ “ปัญญา” การรู้สึกตัวนี้ คือ “สติ” และให้เห็นด้วยปัญญาต่อไปว่า “สิ่งนั้นไม่เที่ยง”
Q3: สมาชิกในบ้านต่างคนต่างอยู่
A: ต้องตั้งกติกาในบ้าน เช่น ตอนทานอาหารไม่ให้ใช้โทรศัพท์
- เมื่อเจอกัน ควรใช้ปิยวาจาต่อกัน
Q4: ตัวช่วยในการตัดสินใจ
A: วิจิกิจฉา = ความลังเล สงสัย เคลือบแคลง เห็นแย้ง ไม่มั่นใจ ทำให้จิตไม่เป็นสมาธิ ส่งผลให้ตัดสินใจไม่ได้
- แก้ได้โดยใช้ “สมาธิ” โดยให้มีสติเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดสมาธิ แล้วค่อยตัดสินใจ
- อย่าเอาสุขหรือทุกข์เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ แต่ให้เอาความสงบในจิตใจ (กุศลธรรม) เป็นเกณฑ์ เพราะไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขก็จะอยู่ได้ สามารถเดินหน้าต่อไปได้
- คนที่ตัดสินใจไม่ได้ กำลังเดินถอยหลัง แต่ถ้าตัดสินใจได้ จะเดินไปข้างหน้า
Q5: วิธีกำจัดความขี้เกียจ
A: ความขี้เกียจ เป็นความประมาท ทำให้ไม่เกิดความก้าวหน้า
- วิธีกำจัดความขี้เกียจ
1. มีเพื่อนดี = ชวนกันไปทำสิ่งที่ดี
2. มีปัญญา = พิจารณาให้เห็นว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรเว้น
3. มีสติสัมปชัญญะ = แยกตัวออกมาจากอารมณ์ที่เพลินอยู่ ให้เห็นตัวเราว่ากำลังคิด/เพลินไปตามสิ่งไหน ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้
Q6: ความสุขที่ยั่งยืน
A: ความสุขจากในภายใน = เกิดจากศรัทธา สมาธิ สติ ปัญญา ไม่จำเป็นต้องพึ่งสิ่งภายนอก
- ลดความสุขจากภายนอก มาเสพความสุขจากในภายในดีกว่า
Q7: แก้ปมในอดีต
A: รูปแบบการคิด มี 5 แบบ แต่จะพูดแค่ 2 แบบ
1. ความดำริ (สังกัปปะ) = ความคิดที่โผล่ขึ้นมาเอง อาจเป็นกุศล/อกุศล
2. ความวิตก = ความนึกน้อมไปคิด ต้องใช้พลังในการคิด
- ถ้ามีความดำริที่เป็นอกุศลเกิดขึ้น แก้ได้ด้วยการเอาความวิตกในทางกุศลเข้าไป เหมือนเอาน้ำดีไล่น้ำเสีย อาสวะจะหลุดออกไป ต้องทำบ่อย ๆ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 29 Mar 2026 - 54min - 388 - วิธีเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร [6913-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: อดทน คือ ทุกสิ่ง
- ผู้ฟังจากกทม.-เป็นเด็กกำพร้า ถูกกระทำและถูกต่อว่ามาตั้งแต่เด็ก แต่ก็อดทนผ่านมาได้ จึงเข้าใจดีว่า ความอดทนเป็นทุกสิ่ง และการไม่ตอบโต้ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เป็นเพราะความอดทน ซึ่งเป็นปัญญา แยกสิ่งดี-สิ่งไม่ดี สิ่งควรทำ-ไม่ควรทำ กุศล-อกุศล ปัจจุบันมีชีวิตที่มีความสุข ประสบความสำเร็จ
- ผู้ฟังจากฉะเชิงเทรา-การอดทน ไม่ใช่เรื่องโง่ แต่เป็นชัยชนะที่ใครก็เอาไปจากเราไม่ได้ การรบที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือ การชนะกิเลสในจิตใจตนเอง เป็นชัยชนะที่ไม่ต้องออกรบ
- ผู้ฟังจากชัยนาท–เมื่อเจอบททดสอบ ก็จะอดทนเพื่อสอบให้ผ่าน ไม่เช่นนั้นจะต้องกลับมาสอบใหม่
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: ความอิจฉาในที่ทำงาน
ความเกี่ยวข้องกันของอารมณ์ 3 ประเภท
- ได้แก่ 1. อิจฉาริษยา 2. เย่อหยิ่งจองหอง 3. ความตระหนี่หวงกั้น
- เช่น เมื่อเราได้ดีกว่าคนอื่น จะมีความเย่อหยิ่งเกิดขึ้น ส่วนเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้ ก็จะมีความอิจฉาริษยาเราขึ้นมา
- เช่น เรามีรถ ส่วนเพื่อนไม่มี ต่อมาเพื่อนมีรถ เราเกิดความไม่พอใจ ทั้งที่เราไม่ได้มีน้อยลง แต่ไม่อยากให้เขามี อย่างนี้เป็นความตระหนี่
ความดีต่อความดีได้ ความชั่วต่อความชั่วได้
- มิตรดี (กัลยาณมิตร) เมื่อต่อความดีกัน ความดีก็จะต่อกันไปอีกเรื่อย ๆ มากขึ้น สว่างขึ้น
- มิตรไม่ดี (ปาปมิตร) จะส่งต่อความไม่ดีมาให้ แม้ว่าตัวเราจะมีแสงสว่าง แต่ถ้ารอบ ๆ ไม่ดี มีแต่ความมืด ความมืดนั้นก็โดนเราบ้าง เราก็ได้รับการเบียดเบียนบ้าง
- มงคลสูตรข้อแรก คือ การไม่คบคนพาล ข้อที่สอง คือ การคบบัณฑิต ให้คบกัลยาณมิตร มีความฉลาด มีความรอบรู้ มีปัญญาเห็นตามความจริง ทำสิ่งที่เป็นกุศล ละสิ่งที่เป็นอกุศล
- ไม่ว่าเขาจะดีหรือไม่ดีกับเราก็ตาม ให้มองกันด้วยสายตาแห่งคนที่รักใคร่กันเป็นอยู่ ไม่มองใครโดยความเป็นศัตรูเลย
- หากเรามองใครว่าเป็นศัตรู การผูกเวรจะเกิดขึ้นทันที เป็นข้าศึกต่อกุศลธรรม
เพื่อนร่วมงานที่มีอกุศลธรรม กับ พรหมวิหาร 4
- ให้ตั้งจิตเป็นข้าศึกศัตรูกับสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม ไม่ใช่ตัวบุคคล แล้วพิจารณาบุคคลนั้นว่า สิ่งไม่ดีนั้น ถ้าเขาทำต่อไปก็จะมีอกุศลธรรมเกิดขึ้นกับเขามากขึ้น ถ้าเราไม่ลำบาก ก็ให้ชี้แจงทำความเข้าใจกับเขาให้เขาคลายความอิจฉาลง (เมตตากรุณา) แต่ถ้าทำแล้ว เขาไม่พอใจมากขึ้น ให้พิจารณาต่อไปว่า ความขัดเคืองใจที่เกิดขึ้นนั้นมันเล็กน้อย ถ้าเขารู้ความจริง เข้าใจธรรมะในส่วนนี้ เขาจะออกจากอกุศลธรรมเหล่านั้นได้ ประโยชน์ของการดำรงอยู่ในกุศลธรรมความดีมันสำคัญกว่า เป็นเรื่องใหญ่กว่า ให้ทำความเข้าใจกับเขาอย่างนี้ (มุทิตา) ถ้าเขายังเปลี่ยนไม่ได้อีก เราก็ต้องตั้งจิตไว้ในอุเบกขา
- เมื่อความอิจฉา อยู่ในวงจรของกาม (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) สิ่งที่เหนือกว่ากาม จิตใจต้องเป็นแบบพรหม (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) พรหมวิหาร 4 จะทำให้เราจะชนะทั้งจิตใจตนเอง และจิตใจของผู้อื่นได้
มิตรที่ควรคบ 7 แบบ
- ได้แก่ ทำสิ่งที่ทำได้ยาก ให้สิ่งที่ให้ได้ยาก อดทนถ้อยคำที่อดทนได้ยาก เปิดเผยความลับแก่เพื่อน ปิดความลับของเพื่อน ไม่ทอดทิ้งในยามอันตราย เมื่อเพื่อนสิ้นโภคทรัพย์ก็ไม่ดูหมิ่น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 22 Mar 2026 - 59min - 387 - ทัวร์ลงในโลกโซเซียล [6912-1u]
Q1: การรักษาสัจจะ
A: สัจจะ อธิษฐาน และศีล มีความเกี่ยวเนื่องกัน
(1) สัจจะ = มี 2 นัยยะ คือ ความจริงที่เป็นข้อเท็จจริง (เปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุปัจจัย) กับความจริงอันประเสริฐ (อริยสัจ4 อนิจจัง อนัตตา) เน้นความตรงไปตรงมา ไม่กลับกลอก เอาความจริงในการกระทำเป็นหลัก
(2) อธิษฐาน = การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เน้นเป้าหมายเป็นหลัก เอาความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นเป็นหลัก
(3) ศีล = เน้นความเป็นปกติ จิตใจที่สะอาด
- วิธีเพิ่มนิสัยรักษาสัจจะ = เพิ่มบารมีอื่น เช่น อธิษฐานบารมี ศีลบารมี
- การตั้งสัจจะอยู่เสมอ สั่งสมบ่อย ๆ จะช่วยเพิ่มสัจจบารมีได้ จึงต้องสร้างสถานการณ์ให้เกิดสัจจบารมี เช่น ตั้งคำมั่นสัญญาที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากสิ่งนั้นทำได้ยากและต้องใช้ความพยายามมาก บารมีก็จะยิ่งสูง
Q2: เห็นชีวิตดีดีในโลกโซเซียล
A: มีเครื่องมือ 3 อย่าง
(1) พรหมวิหาร 4 = มุทิตา+อุเบกขา จะกำจัดความอิจฉาริษยาและไม่ให้ยินดีจนเกินเลย
(2) การสำรวมอินทรีย์ = เมื่อเห็นสิ่งสวยงาม จิตถูกดึงไปตามสิ่งที่เห็น ให้สำรวมอินทรีย์ไม่ให้อกุศลธรรมในใจเกิดขึ้น ตัดตรงนั้น อย่าให้เกิดความคิดปรุงแต่งต่อเนื่องไป จะสำรวมอินทรีย์ได้ต้องมีสติสัมปชัญญะ
(3) อิทธิบาท 4 = ตั้งเป้าหมายในชีวิต แล้วสนใจเป้าหมายนั้น จะเกิดสมาธิ มุ่งไปสู่เป้าหมายให้สำเร็จ การสนใจเรื่องอื่นก็จะลดลง
Q3: ทัวร์ลงในโลกโซเซียล
A: การพิมพ์ข้อความลงในโลกโซเซียล ถือเป็นวจีกรรม จึงต้องไตร่ตรองให้ดีว่าถ้อยคำนั้น เป็นการเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่ายหรือไม่ มีสุขเป็นผลหรือไม่ ถ้าใช่ก็เป็น “สัมมาวาจา” ให้ทำให้มาก ๆ แต่ถ้าเป็นถ้อยคำที่เบียดเบียนหรือมีทุกข์เป็นผลเป็นวิบาก ก็เป็น “มิจฉาวาจา” ไม่ควรทำ
- กรณีไปร่วมทัวร์ลง ให้พิจารณาว่า วาจานั้นเป็นสัมมาวาจาหรือมิจฉาวาจา เช่น พูดความจริง ถ้าเขาเปลี่ยนแปลงได้ ก็ได้บุญสองต่อ แต่ถ้าพูดด้วยอารมณ์ไม่ไตร่ตรองให้ดีก่อน แล้วด่าไป ก็ได้บาป แบ่งบาปที่เขาทำไม่ดีมาด้วย แม้เป็นคำจริงแต่ถ้าพูดส่อเสียดก็เป็นบาปเพราะทำให้จิตเขาสะเทือนออกจากสมาธิ จิตเขายิ่งเตลิดไปไม่ดี ถ้าเป็นคนไกลตัว+กล่าวไปแล้วเขาจะไม่เปลี่ยนแปลงก็อย่ากล่าวเลยดีกว่า คิดว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ใช้อุเบกขา
- กรณีถูกทัวร์ลง ให้พิจารณาว่า ถ้าเราทำความดี แม้ทัวร์ลงก็ไม่ทำให้ความดีนั้นลดลง ความดีของเราไม่ได้อยู่ที่ปากใคร ให้ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้ากับพระเทวทัต ถ้าเราทำความชั่วแล้วมีทัวร์มาลง ก็ต้องแก้ไข
Q4: AI ทำงานแทนมนุษย์
A: มนุษย์มีวิญญาณ (การรับรู้, การรู้แจ้ง) ซึ่งเป็นนาม แต่เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องยนต์ software จะไม่มีวิญญาณ แต่เป็นรูป
- วิญญาณเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างนามและรูป ถ้ามีแต่รูป แต่ไม่มีนาม ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต
- มนุษย์ เลือกทำในสิ่งที่เป็นกุศลได้ เลือกใช้ AI เป็นเครื่องมือในการทำความดีได้
Q5: โอนเงินทำบุญ
A: บุญไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินหรือกาลเวลา ถ้าตั้งจิตถูกก็ได้บุญเหมือนกัน
Q6: ฟังธรรมออนไลน์
A: ธรรมะของพระพุทธเจ้า มาได้หลายรูปแบบ ทั้งพระพุทธเจ้าทรงสอนเอง หรือคนอื่นสอน หรือเป็นตัวหนังสือ หรือในรูปอิเล็กทรอนิกส์
- จุดสำคัญ คือ เมื่อธรรมะเข้ามาสู่จิตใจแล้ว เกิดปีติ สุข ความสงบ เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา ได้หรือไม่ ถ้าได้ก็บรรลุธรรมได้
Q7: ใส่บาตรเวลาใด
A: ไม่มีในธรรมวินัย แต่มหาเถรสมาคมให้แนวทางไว้ว่า การบิณฑบาตในที่สาธารณะไม่ควรเกิน 9 โมง แต่ถ้าใส่บาตรในวัดไม่เป็นไร แต่ต้องไม่เกินเที่ยง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 15 Mar 2026 - 51min - 386 - เรียนรู้ "สุข-ทุกข์" จาก "พยับแดด" [6911-1u]
ช่วงไต่ตามทาง:
- คุณปฐวี หลังจากได้ฟังธรรมะ เมื่อเจอเรื่องร้าย ก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไร ปัญหาที่เคยรู้สึกว่าหนัก ก็กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น เบาขึ้น มีแสงสว่างเกิดขึ้นในจิตใจ มีความร่าเริงแจ่มใสขึ้น เพราะสติที่ตั้งขึ้นไว้ได้ ทำให้จิตไม่ได้ไหลไปตามอารมณ์ความรู้สึกจิตใจตั้งมั่นอยู่ได้อย่างดี
- การมองโลกในแง่ดีในทางพระพุทธศาสนา คือ การไม่คิดไปในทางที่เป็นอกุศล ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ประมาท ไม่เผลอเพลิน มีความระมัดระวังอย่างสูงไม่ให้อกุศลธรรมเกิดขึ้นในใจ
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:
- เมื่อเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าแล้ว อย่าเอาแต่รักสุขเกลียดทุกข์ แต่ต้องเข้าใจสุขทุกข์ ผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “พยับแดด” พยับแดด ไม่ใช่ “ของจริง” แค่ “ดูเหมือนว่าจริง” คือ แม้เราจะเห็นแต่ไกลว่าข้างหน้าเหมือนมีน้ำอยู่บนถนน แต่เมื่อขับรถไปถึงจุดนั้นแล้วกลับไม่มีน้ำ มันไม่ใช่ของจริง การปรุงแต่งมองเห็นพยับแดดว่าเป็นสิ่งที่มีตัวตนนั้น เปรียบเหมือนกับทุกข์ที่เราปรุงแต่งไปก่อนหน้า ซึ่งเป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ณ วินาทีนั้นแล้ว ทำให้ทุกข์ไม่ได้ลดลงและสุขไม่ได้มากขึ้น
- เราจะมาหาของจริง ในสิ่งที่ไม่ใช่ของจริงจะไปเจอได้อย่างไร ในพยับแดดมีแต่แสงแต่ไม่มีตัวตน “เราจะไปหาสุข ในสิ่งที่เป็นความทุกข์ ก็จะหาไม่เจอ เปรียบเหมือนกับการไปหาน้ำในตัวพยับแดด เราจะไม่เจอน้ำ สิ่งที่เจอจะมีเพียงความว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน”
- ผู้ที่เข้าใจเรื่องพยับแดด จะไม่ไปตามหาสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์ อย่าไปคาดหวังจากพยับแดดที่จริง ๆ แล้ว มันไม่มีอะไร ก็จะไม่ทุกข์ นั่นคือ “การยอมรับ” พระพุทธเจ้าใช้คำว่า “ปริญญา” คือ ความรอบรู้เรื่องทุกข์
- เมื่อเข้าใจทุกข์ ก็จะไม่ทุกข์ จะได้ “ความสุขที่เหนือกว่าสุขเวทนา” คือ สุขที่เหนือกว่ากามสุข เป็นสุขที่เกิดจากความรู้ยิ่ง รู้พร้อม เย็น คือ นิพพาน เป็นความสุขที่เกิดจากปัญญาที่เหนือกว่าสุขเวทนาทั่วไป เป็นเวทนาที่ละเอียดลงไป พ้นจากทุกข์ที่เกิดจากตัณหา
- ผู้ป่วยที่เกิดทุกขเวทนา ความเจ็บปวดนั้นก็เหมือนพยับแดด ไม่สามารถที่จะเป็นตัวตน ไม่สามารถทำให้จิตใจเราหวั่นไหวได้ แม้แต่ความตายก็ไม่ใช่การสิ้นสุดจริง ๆ เพราะตายแล้วก็มีการเกิดใหม่ ไม่ว่าจะวิ่งหนีพยับแดด (ความเจ็บป่วย) หรือวิ่งเข้าหาพยับแดด (สิ่งปรุงแต่ง) ก็คืออันเดียวกัน อยู่ที่ว่ามองจากมุมไหนเพราะมันคือสิ่งที่ไม่มีตัวตน มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นธรรมดา
บทสรุป:ปรากฏการณ์พยับแดด มีอยู่ทุกขณะในชีวิตของเรา เป็นสิ่งที่คนรักสุข เกลียดทุกข์ ต้องเข้าใจ จะทำให้มีสุขที่เหนือกว่าสุขเวทนา พ้นจากความทุกข์ที่เกิดจากตัณหา ได้ความสุขที่เกิดจากปัญญาอย่างแน่นอน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 08 Mar 2026 - 57min - 385 - หลวงพ่อกลักฝิ่น [6910-1u]
Q1: หลวงพ่อกลักฝิ่น วัดสุทัศน์
A: ระดับที่พึ่งทางใจ มี 3 แบบ
(1) ไม่มีที่พึ่งเลย = ไม่กลัวกรรม ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญ
(2) มีที่พึ่ง แต่ยังไม่ถูกต้อง = อ้อนวอนขอร้องให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ มีที่พึ่งแบบนี้ยังดีกว่าไม่มีที่พึ่งเลย
(3) มีที่พึ่ง ที่ถูกต้อง = คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เข้าใจเรื่องกรรม
- การบูชา คนที่ควรบูชา เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
- บูชาหลวงพ่อกลักฝิ่น ด้วยเครื่องบูชา 5 อย่าง แทนขันธ์ 5 หรือศีล 5
- การขอขมา เป็นอริยประเพณี เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนให้ทำ ถ้าเราเห็นโทษโดยความเป็นโทษ แล้วกระทำคืนตามธรรม นั่นจะเป็นความเจริญของผู้นั้นในธรรมวินัยนี้ = เป็นสัมมาทิฏฐิ
- การสำเร็จอะไร ด้วยลำพังเพียงการอ้อนวอนขอร้อง = เป็นมิจฉาทิฏฐิ
- โลกธรรม 8 มีทั้งสุขและทุกข์ ไม่ใช่ว่ามีทุกข์ หรือสุขเพียงอย่างเดียว ธรรมะของพระพุทธเจ้าจะช่วยให้อยู่ผาสุกอยู่ได้ ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ใด
Q2: พิธีสะเดาะเคราะห์ พิธีเสริมดวง
A: คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เกี่ยวข้องได้ คือ เรื่อง มรณานุสติ นึกถึงความตาย
- เหตุปัจจัยแห่งความตายมีมาก บาปอกุศลธรรมต้องรีบละให้ได้ นึกถึงความดีของตนให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะไปไม่ดี
Q3: วันมาฆบูชา กับ การเวียนเทียนออนไลน์
A: วันมาฆบูชา ปีนี้มาช้า เพราะเป็นปีที่มีเดือน 8 สองหน
- การเวียนเทียน 3 รอบ คตินี้มาจาก การกระทำประทักษิณ เดินเวียนขวา (วัตถุที่บูชาอยู่ด้านขวา) 3 รอบ
- การเวียนเทียนออนไลน์ ถ้านึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรืออริยสัจสี่ (รอบ 3 อาการ 12) ก็ได้เหมือนกัน
- คำสอนของพระพุทธเจ้า เน้นเรื่องการปฏิบัติบูชาและการกระทำทางใจ หากทำถูกต้องแล้ว เรื่องอามิสบูชา การกระทำทางกายหรือทางวาจา ก็เป็นเรื่องรองลงมา
Q4: ปัจจุบันความสุขหาได้ยาก
A: โลกมนุษย์สุขทุกข์จะพอกัน สวรรค์สุขมากกว่าทุกข์ นรกทุกข์มากกว่าสุข
- ระดับความสุข
1) สุขทางกาม = เป็นความสุขอย่างหยาบ มีทุกข์ตามมามาก
2) สุขที่ละเอียด = ความสุขที่เกิดจากความสงบ การรักษาศีล สมาธิหลายระดับ ความทุกข์ที่ตามมาก็จะน้อยลง
- ควรยินดีกับความสุขที่ละเอียด ฝึกตั้งสติ เริ่มจากการรักษาศีล คบเพื่อนดี เสพสื่อในทางดี ก็จะปรับจิตใจได้
Q5: งานที่เคร่งเครียดเป็นการปฏิบัติธรรม
A: ธรรมะ ต้องเข้าไปอยู่ในทุกอิริยาบถ
- ความเพียร เป็นสัมมาวายามะ แต่ถ้ามีความเพียรมากไปก็ไม่ดี เพราะจะฟุ้งซ่าน ปัญหาที่เกิดจากความฟุ้งซ่านจะตามมา แต่ถ้ามีน้อยไปก็ไม่ดี เพราะจะทำให้เกียจคร้าน ดังนั้น การปรารภความเพียร ให้มีความพอดี อย่ามากเกินไปหรือน้อยเกินไป ซึ่งสติจะเป็นตัวกำกับว่ามีความเพียรพอดี มากไป หรือน้อยไป
Q6: อยากรวย
A: ทรัพย์สมบัติมีได้
- ถ้ารักสุข เกลียดทุกข์ ก็อย่าสร้างเหตุของทุกข์ แต่ให้สร้างเหตุของสุข นั่นคือ ทาน ศีล ภาวนา
- ถ้าอยากมีทรัพย์สมบัติมาก ก็ต้องให้ทานมาก
- ความร่ำรวยในทางพระพุทธศาสนา มี 3 นัยยะ
(1) มูลค่าทรัพย์สินต่าง ๆ
(2) การจัดการทรัพย์สิน- สัดส่วนระหว่างรายรับกับรายจ่าย
(3) อริยทรัพย์ – เจริญอิทธิบาท 4 พรหมวิหาร 4 สติปัฏฐาน 4
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 01 Mar 2026 - 55min - 384 - มองโลกแง่ดี แง่ร้าย และทางสายกลาง [6909-1u]
ลักษณะการมองโลกแง่ดี - แง่ร้าย
คนมองโลกในแง่ร้าย ไม่เหมือนคนรอบคอบ
คนมองโลกในแง่ดี ไม่เหมือนคนใจดีมีเมตตา
หากแยกแยะไม่ได้ ก็จะกลายเป็นสุดโต่ง 2 ข้าง
- เช่น ความรอบคอบ ที่เจือด้วยความเคลือบแคลง เห็นแย้ง ไม่พอใจ (โทสะ) ไม่ลงใจ (วิจิกิจฉา) ความรอบคอบนั้น จะเกิดความคิดอกุศลขึ้นมา กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย โดยไม่รู้ตัว
- เช่น ความใจดีมีเมตตา ที่เจือด้วยความฉันทาคติ โมหาคติ ความประมาท ความเพลิน ไม่ตรวจสอบ ไม่เข้าใจเงื่อนไขของโลก ไม่ทันคน ก็จะกลายเป็นคนโลกสวย มองโลกในแง่ดีเกินไป ถูกหลอกได้
ทางสายกลาง
- คนรอบคอบ จะไม่คิดอกุศล
- คนใจดีมีเมตตา จะไม่โลกสวย แต่มีความระมัดระวัง ไม่ประมาทเลินเล่อ
- รักษาจิตให้อยู่ในมรรค 8 ให้ได้
- อย่ามองโลกในแง่ร้ายอย่างเดียว เพราะจะทำให้จิตใจหยาบกระด้าง
- อย่ามองโลกในแง่ดีอย่างเดียว เพราะจะทำให้กลายเป็นคนโลกสวย ไม่รอบคอบ
- ต้องมี “ปัญญา” ตัดเอาความคิดที่เป็นอกุศลออกไปจากการมองโลกในแง่ร้าย ความรอบคอบก็จะเกิดขึ้นมา ซึ่งเรียนรู้ได้จากสถานการณ์ องค์ความรู้ต่าง ๆ ก็จะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ อีกมุมหนึ่ง ตัดเอาความประมาท ไม่รอบคอบ ไม่ตรวจสอบ ความเพลิน ความลำเอียงเพราะชอบ/หลง ออกไป ก็จะกลายเป็นคนรอบคอบด้วย มีความใจดีมีเมตตา มีความไว้เนื้อเชื่อใจด้วย
เหตุให้เกิด “ปัญญา”
- ได้แก่ สติ ศรัทธา สมาธิ ความเพียร ความทำจริงแน่วแน่จริง ศีล
- ทุกข์ เป็นที่ตั้งของศรัทธา ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นความทุกข์เกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของทุกขเวทนาหรือสุขเวทนา ทุกข์นี่แหละ เป็นที่ตั้งของศรัทธาได้ทั้งสิ้น
- กัลยาณมิตรที่ดี จะช่วยแนะนำให้เกิดกัลยาณธรรมได้ ทำให้เกิดปัญญาขึ้นในจิตใจได้
- จิตของเรามีความเป็นประภัสสร แต่เศร้าหมองด้วยกิเลสที่จรมา ทำให้มีพฤติกรรมออกมาเป็นคนมองโลกในแง่ดีบ้าง แง่ร้ายบ้าง แต่จริง ๆ แล้ว ส่วนดีเรายังมีอยู่ ต้องอาศัย “ปัญญา” ปาดเอาส่วนที่ไม่ดีออกไป ให้รักษาและพัฒนากุศลธรรมที่เรามีอยู่
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 22 Feb 2026 - 52min - 383 - การผูกเวร VS การอโหสิกรรม [6908-1u]
Q1: อโหสิกรรม
A: อโหสิ = ได้กระทำแล้ว
- การกระทำของเรา คือ การให้อภัย
- ทุกการกระทำ จะได้รับผลของการกระทำนั้น (วิบาก)
- แม้จะได้รับการให้อภัย แต่คนที่ทำกรรมไม่ดี ก็ยังต้องได้รับผลของกรรมของเขาอยู่
- การให้อภัย ความดีเกิดขึ้นที่ผู้ให้อภัย
- การผูกเวร เป็นอกุศลกรรม
- วิธีตัดเวรตัดกรรม คือ ปฏิบัติตามมรรค 8 ให้ถึงพระนิพพาน
Q2: ทำบุญให้คนที่ทำให้ตายโดยไม่ตั้งใจ
A: บุญเกิดที่คนทำแล้ว
- ถ้าผู้รับ อนุโมทนาด้วย จิตใจเขาก็จะนุ่มนวลลง อ่อนลง
- ให้ตั้งหน้าตั้งตาทำความดีของเราต่อไป เพื่อกำจัดความกังวลใจออก ไม่เฉพาะการให้ทาน แต่รวมถึงการรักษาศีลและภาวนา ด้วย
Q3: พี่สาวป่วยอัลไซเมอร์อยู่คนเดียว
A: สามี ภรรยา ลูก = เปรียบเหมือนเสื้อผ้า พี่น้อง = เปรียบเหมือนแขนขา
- พี่น้องมีใหม่ไม่ได้
- แนะนำให้พี่น้องช่วยกันดูแลพี่สาวที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ ทำแล้วได้บุญ
- มีสถานพักฟื้นผู้ป่วยอัลไซเมอร์โดยเฉพาะ
Q4: ลูกคิดว่าพ่อทวงบุญคุณ
A: พ่อต้องทำใจให้เป็นกุศล อย่าให้คิดไปทางอกุศล อย่าสาปแช่งลูก ลูกเลี้ยงได้แต่ตัว
- ให้เอายาใจใส่ลงไป เช่น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สติ สัมปชัญญะ
Q5: ดูแลแม่ที่อยู่ห่างกัน
A: ดูแลเอง หรือ จัดให้มีผู้ดูแลท่านก็ได้
- ส่งเงินให้ โทรศัพท์คุยกันได้
Q6: ทะเลาะกับน้องทั้งที่ไม่ผิด
A: ผิด-ถูก ไม่เหมือนกับ สัมมา-มิจฉา
- ถูก อาจเป็นมิจฉา และผิด อาจเป็นสัมมา ก็ได้
- การถือตัวว่าตนถูก เป็นมิจฉา ผูกเวร
- ให้แผ่เมตตาโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 15 Feb 2026 - 52min - 382 - มนุษยสมบัติ เทวสมบัติ และนิพพานสมบัติ [6907-1u]
ช่วงไต่ตามทาง:ผู้สูงอายุกับความกังวลใจ
- คุณแม่สมบูรณ์ อายุ 80 ปี กว่า แม้ป่วยทางกาย แต่ลูกหลานก็จัดคนดูแลตลอดเวลา แต่ทางใจนั้น มีความร้อนใจ กังวลใจ เรื่องลูกหลาน
- “ธรรมะ อันเป็นเครื่องป้องกันความขลาด”
(1) ให้สมาทานพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก
(2) ให้สมาทานศีล เมื่อระลึกถึงพระรัตนตรัยและศีลแล้ว ก็จะไม่ร้อนใจ
(3) ฝึกสติและสมาธิ = ศีล + ปัญญา ทำให้เกิดสมาธิได้ เช่น คอยเตือนให้บริกรรมพุทโธ เป็นระยะ ๆ
(4) ให้เจริญพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
- ค่อย ๆ คลายเรื่องที่กังวล/ความผูกพัน ทีละเรื่อง ให้แทนที่ด้วยปัญญา โดยมองว่าทุกอย่างเป็นของไม่เที่ยง บุคคลมีกรรมเป็นของของตน แม้แต่กายของตนก็เป็นของไม่เที่ยง อย่าไปยึดถือกังวล
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:สมบัติ 3 ระดับ
- ทรัพย์สินแบ่งได้ 2 แบบ คือ 1) ทรัพย์สินทางกาม 2) ทรัพย์สินทางอื่น
- สมบัติมี 3 ระดับ
(1) มนุษย์สมบัติ = สูงสุด คือ รัตนะ 7 ประการ และฤทธิ์ 4 อย่าง แม้มีความสุข ก็ยังเป็นความสุขทางกาม
(2) เทวสมบัติ (ทิพยสมบัติ, สวรรค์สมบัติ) = มีความเสื่อมได้ ตามบุญที่ทำไว้
(3) นิพพานสมบัติ = มีคุณค่ามาก
- อริยทรัพย์ 7 ประการ ได้แก่
(1) ศรัทธา
(2) ศีล
(3) หิริ
(4) โอตตัปปะ
(5) พาหุสัจจะ
(6) จาคะ
(7) ปัญญา
- อริยทรัพย์ จะนำมาซึ่งเทวสมบัติ และนิพพานสมบัติ
- ให้รักษาอริยทรัพย์นี้ไว้ อย่าให้เสื่อม
- ทานสมบัติ / เขตสมบัติ คือ
(1) ผู้รับทาน = มีคุณธรรม (เนื้อนาบุญ)
(2) สิ่งของที่ให้ = บริสุทธิ์
(3) ผู้ให้ = มีจิตใจถึงพร้อมด้วยความตั้งใจที่จะให้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 08 Feb 2026 - 57min - 381 - "สติ" กับ "การเลือกตั้ง" [6906-1u]
Q1: การกระทบกระทั่งในที่ทำงาน
A: ขันติ (ความอดทน) จะมากับผัสสะที่ไม่น่าพอใจ หากมีปัญญา อดทน ไม่โต้ตอบ ไม่ทำร้ายตอบ ไม่ผูกเวรกัน เกิดเป็นความดีต่ออีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้เป็นเพื่อนกันได้ในเวลาถัดมา
- การปล่อยความโกรธทิ้งไปด้วยสติสัมปชัญญะ ขันติ จะมีพลัง
Q2: การเลือกตั้ง
A: ควรมอบอำนาจของเราให้ “คนดี” ให้เอาความดีเป็นหลักพิจารณาก่อน “ความเก่ง”
- อย่าเอาความชอบ-ไม่ชอบ เป็นเกณฑ์ เพราะเป็นกิเลส แต่ให้เอาความดีเป็นเกณฑ์
- มาตรฐานของคนดี ตามพาลบัณฑิตสูตร คือ
(1) มีศีล - กุศลกรรมบถ 10
(2) มีสัมมาวาจา
(3) ไม่มีความคิดพยาบาท
- หากผลการเลือกตั้งไม่เป็นดั่งหวัง ก็ต้องเข้าใจว่าบางทีมีแพ้มีชนะ แต่อย่าให้การคิดดี พูดดี ทำดี ของเราเสียไป
- อย่างไรก็ตาม อำนาจที่แท้จริง คือ การมีสติสัมปชัญญะในการตัดสินใจของเราต่อทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในการคิดดี พูดดี ทำดี โดยไม่หวังพึ่งคนอื่นก่อน ซึ่งอำนาจนี้มีอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ได้มีเฉพาะช่วงการเลือกตั้ง
Q3: วิธีอยู่กับปัจจุบัน
A: ต้องมีสติ
- บางคนเพลินอยู่กับปัจจุบันก็มี เพลินกับสมาธิก็มี
- ถ้าเรามีสติ ก็สามารถคิดเรื่องอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ได้ทั้งหมด
- เครื่องมือให้เกิดสติ มี 10 วิธี เช่น อานาปานสติ (ดูลมหายใจ) พุทธานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ สังฆานุสติ มรณานุสติ เป็นต้น
- เมื่อมีสติ จิตก็จะไม่เพลินไปตามผัสสะที่มากระทบ
Q4: บุญที่ทำแล้วแรงที่สุด
A: อนันตริยกรรมฝ่ายบวก มี 8 อย่าง ได้แก่ สมาธิขั้นที่ 1-8 นั่นเอง
Q5: บุญที่ทำแล้วลบกรรมได้มากที่สุด
A: ต้องเอาสมาธิ รวมกับปัญญา จะกลายเป็นมรรค 8 ให้ผลคือ ความสิ้นกรรม
- โดยสมาธิและปัญญา ต้องมีศีลเป็นพื้นฐาน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 01 Feb 2026 - 54min - 380 - สมชีวิตา [6905-1u]
ช่วงไต่ตามทาง
ผู้ฟังท่านนี้เป็นนักธุรกิจ เคยเดินสายบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มามาก ต่อมา หันมานึกถึงพระรัตนตรัย เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึกถึงเท่านั้น ยังบูชาเทพเจ้าบ้าง แต่เป็นการบูชาด้วยคุณความดีเกิดการเปลี่ยนแปลง มีความสบายใจ โล่งใจ ทำให้การกระทำทางกายดีขึ้น วาจาดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ขายดีขึ้น ลูกน้องดี เจอลูกค้าดี ดึงดูดสิ่งดีดีเข้ามาช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: สมชีวิตา
สมชีวิตา การใช้จ่ายเงินที่ถูกต้อง
1. รายรับต้องท่วมรายจ่าย อย่าให้รายจ่ายท่วมรายรับ
2. ใช้จ่ายเพื่อ 4 หน้าที่ คือ
(1) ใช้จ่ายเพื่อตนและครอบครัว
(2) ใช้จ่ายเพื่อการลงทุนหรือรักษาทรัพย์เก็บไว้
(3) ให้เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น
(4) ให้เพื่อหวังเอาบุญ
- การใช้จ่ายเงิน แบ่งคนได้ 3 ประเภท
(1) คนเข็ญใจ = คนที่มีรายรับไม่ท่วมรายจ่าย
(2) คนจน = คนที่มีรายรับพอๆ กับรายจ่าย
(3) อิสรชน = คนที่มีรายรับท่วมรายจ่าย
- รายรับ แบ่งคนได้ 3 ประเภท
(1) กุฎุมพี = คนมีเงิน
(2) เศรษฐี = คนมีเงินท่วมรายจ่าย
(3) มหาเศรษฐี = คนมีเงินท่วมรายจ่าย หลายๆ ส่วน
- การแบ่งจ่ายทรัพย์ที่ถูกต้อง ทำให้มีกำลังใจสูง มีบุญที่จะเกิดจากการจ่ายทรัพย์ที่ถูกต้อง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 25 Jan 2026 - 59min - 379 - ธรรมะสำหรับเด็ก Gen-Alpha [6904-1u]
Q1: ธรรมะสำหรับเด็ก Gen-Alpha
A: เด็ก Gen alpha (เกิดในช่วงปี 2553-2567) เติบโตมาในช่วงที่มี AI แล้ว วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญแล้ว ทำให้มีสื่อที่ดึงทางตา ทางหู อย่างมาก ทำให้ไม่เชื่อเรื่องที่ลึกซึ้ง
- ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีหลายเรื่อง ไม่ได้มีแค่เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้น
- ธรรมะเรื่องอื่นที่จะเป็นประโยชน์ต่อเด็ก Gen-Alpha เช่น ขันธ์ 5 อิทธิบาท 4 มรรค 8 ความเพียร
วิธีการสอนธรรมให้เด็ก Gen-Alpha
- ต้องใช้ทางสายกลาง คือ เรื่องไหนที่เด็กยังไม่ยอมรับหรือยังไม่เข้าใจ ก็ให้ยกไว้ก่อน อย่าเพิ่งพูด ให้พูดเรื่องที่เป็นหลัก Common Sense หลักสามัญสำนึกพื้นฐาน แล้วค่อยเชื่อมโยงต่อไปว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลักวิทยาศาสตร์ เพราะท่านทดสอบมาแล้ว จึงบอกกระบวนการขั้นตอนมาแล้ว ไม่ได้เกิดจากการฟังตามกันมาอย่างเดียว ซึ่งมีทั้งรูปและนาม
- ถ้าจิตยังไม่ละเอียดพอ ก็จะมองไม่เห็นสิ่งที่เป็นนาม แต่ไม่ใช่ว่าไม่มี
- หลักในการตามค้นหาซึ่งความจริง คือ “อย่าปักใจลงไปอย่างเดียวว่า นี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะนั่นเป็นมิจฉาทิฏฐิ”
Q2: วิธีการแผ่เมตตา
A: ถ้านึกถึงความรักความเมตตาของแม่ไม่ได้ ก็ให้นึกถึงความเมตตาของพระพุทธเจ้า หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 หรือบุคคลใดก็ได้ที่มีเมตตา หรือนึกถึงตัวเราเองตอนที่มีเมตตาก็ได้ แล้วเอาเมตตานั้นมาเป็นอารมณ์ ส่งไปยังบุคคลที่เราไม่ชอบ ให้เหมือนเขาเป็นเสาอากาศในการส่งแผ่ความเมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย
- ต้องตั้งจิตของเราให้ดี ให้อยู่ในพรหมวิหาร 4 มีเมตตา จิตก็จะมีพลัง ต้องฝึกทำบ่อย ๆ สัก 6 เดือน ก็จะดีขึ้น
Q3: โกรธจนนอนไม่หลับ
A: ใช้อุเบกขา วางใจต่อคำชมและคำด่า และใช้ขันติในการอดทน เพื่อจัดการความโกรธ
- นึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นตัวอย่าง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 18 Jan 2026 - 53min - 378 - "สิ่งที่ควรทำ & สิ่งที่ควรเว้น" เมื่อมีภัย []
ช่วงไต่ตามทาง:ข่าวน้ำท่วม
- ผู้ฟังท่านนี้ดูข่าวในทีวีแล้ว รู้สึกสงสารผู้ประสบภัยน้ำท่วม รู้สึกเป็นทุกข์
- สิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ควรเว้น เมื่อประสบภัยหรือถูกสถานการณ์บีบคั้น เป็นทุกข์ คืออะไร
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:สิ่งที่ควรทำ & สิ่งที่ควรเว้น เมื่อมีภัย
1. ทุพภิกขภัย
– ความไม่ประมาท มีได้ 3 ช่วงเวลา คือ ก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และภายหลังพ้นภัย
- สิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ควรเว้น ในแต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน
(1) ก่อนน้ำท่วม = ควรคิดไว้ล่วงหน้า หากน้ำท่วมจะเอาสิ่งของทั้งหมดไปไม่ได้ ต้องตัดสินใจเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่มีค่าไป เตรียมเก็บสิ่งของเหล่านั้นไว้
(2) ระหว่างน้ำท่วม = หากได้เตรียมการก่อนน้ำท่วมไว้แล้ว สิ่งที่ต้องจัดการระหว่างน้ำท่วมก็จะมีไม่มาก
(3) หลังน้ำท่วม = ทำความสะอาด เคลียร์สิ่งของที่ใช้ได้-ใช้ไม่ได้ เริ่มต้นใหม่ ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้
- กรณีไม่ได้เตรียมตัวก่อนเกิดภัย = สิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องทำจิตให้มีสภาวะเป็นกุศล เพื่อเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้า เลือกทำสิ่งที่ต้องทำ, สิ่งที่ควรเว้น คือ ต้องไม่ทำจิตให้เป็นอกุศล เช่น คิดทางกาม พยาบาท เบียดเบียน พูดไม่ดี ทำไม่ดี
- จิตที่ไม่ได้อยู่ในห้วงอกุศล เป็นจิตที่มีพลัง จะเห็นสิ่งที่ควรทำ และวิธีแก้ปัญหาได้
- ไม่ว่าสถานการณ์จะเกิดขึ้นก่อน ระหว่าง หรือภายหลัง สิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ควรเว้น คือ การทำในสิ่งที่เป็นไปตามมรรค 8 ทั้งทางกาย วาจา และใจ
2. ภัยจากความเจ็บ ความแก่ และความตาย
- เป็นภัยที่ใครก็ช่วยกันไม่ได้ เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าทุพภิกขภัย
- สิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ควรเว้น คือ การปฏิบัติตามมรรค 8 เช่นเดียวกัน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 11 Jan 2026 - 1h 00min - 377 - "โภคทรัพย์" VS "อริยทรัพย์" [6902-1u]
Q1: ใช้เงินทำบุญไม่ตรงตามวัตถุประสงค์
A: ต้องใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์
- ถ้าระบุวัตถุประสงค์กว้าง ๆ ว่า "เพื่อปัจจัยสี่อันควรแก่สมณะจะบริโภค" โดยไม่เจาะจงว่าเป็นสิ่งใดบ้าง ก็นำไปใช้ได้หมดเพื่อปัจจัยสี่
- ถ้าจะนำไปใช้เพื่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ปัจจัยสี่ เช่น สี่อธรรมะ ต้องพิจารณาว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่ (=ของที่ควร) ถ้านำไปใช้แล้วนำมาคืน ก็ไม่ขัดอะไร แต่ต้องมีการปรึกษากับหมู่คณะ มีมติเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้มีความตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้
Q2: ฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบัน
A: “สัมปชัญญะ” = การรู้ตัวทั่วพร้อม
- ให้เอา "สติ" ไปอยู่กับกิจวัตรประจำวัน เริ่มจาก “ฝึกสังเกต” = ทำทีละอย่าง แล้วสังเกตอิริยาบทในสิ่งที่ทำนั้น อย่าทำหลายอย่างพร้อมกัน ให้กำหนดเวลาเพื่อทำทีละอย่าง
Q3: ใช้จ่ายเงินให้พอดี
A: เงินที่ได้มา ต้อง “อย่าผิดศีล” อย่าโกหก
- การบริโภคตามกระแสมาก ๆ อาจพลั้งพลาดทำผิดศีลได้
- ความสุขทางกาม เปรียบเหมือนหม้อที่ไม่เห็นก้นหม้อ ให้ได้ไม่เต็ม ดังนั้น การหาจุดพอดีในกาม ย่อมไม่มี
- แต่มีความสุขแบบอื่นที่มีโทษน้อยกว่า มีประโยชน์มากกว่าความสุขทางกาม คือ ความสุขจากในภายใน นี่คือจุดที่พอดี
- ความสุขจากในภายใน เริ่มจาก อย่าทำผิดศีล สำรวมอินทรีย์ ฝึกสติสัมปชัญญะ ฝึกอยู่กับปัจจุบัน และหาที่อยู่ให้จิต (ไม่ให้ไปตามกระแสของกาม) เช่น สมาธิ ธรรมะ ฌาน อุเบกขา ปีติสุข
Q4: บ้าน = ทรัพย์สินหรือหนี้สิน
A: ทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน เป็น “โภคทรัพย์”
- ในมุมมองของอริยสัจสี่ โภคทรัพย์เหล่านี้ถือเป็นของสาธารณะ เช่น เงินอยู่ในกระเป๋าของใครก็เป็นของคนนั้น เปลี่ยนมือกันได้ ไม่ได้อยู่ซื่อสัตย์กับเจ้าของคนเดียว
- “อริยทรัพย์” = ศรัทธา ศีล หิริโอตัปปะ ความเพียร ปัญญา ฯลฯ
- ท่านให้แสวงหาอริยทรัพย์ เพราะเป็นของของตนเท่านั้น คนอื่นแย่งไปไม่ได้ ใช้แล้วไม่หมด ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่ม แม้ตายแล้วก็ยังตามติดไป
- ถ้าเรามีอริยทรัพย์ เราจะอยู่ผาสุกได้ แม้เมื่อยากจนหรือเจ็บไข้ได้ป่วย อริยทรัพย์จึงประเสริฐกว่าโภคทรัพย์
Q5: ความสุขแท้จริงของชีวิต
A: ความสุขมีหลายระดับ
1. ความสุขทางกาม = ความสุขที่เกิดจากโภคทรัพย์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้งหลาย ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เป็นความสุขที่มีโทษมาก มีประโยชน์น้อย
2. ความสุขจากในภายใน = แบ่งเป็นหลายระดับ มีความละเอียดประณีตขึ้นไป เช่น ความสุขจากสมาธิ ก็แบ่งเป็นหลายระดับ
- เป็นความสุขที่แท้จริง เป็นสิ่งที่เป็นที่พึ่งของเราได้ โดยไม่ต้องพึ่งสิ่งภายนอก ไม่ต้องเบียดเบียนใคร
- แม้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก เพราะมีวิธีการ มีเส้นทาง และคนที่ทำได้แล้ว ก็มีอยู่
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 04 Jan 2026 - 54min - 376 - สุขภาพกายใจที่ดี [6901-1u]
ช่วงไต่ตามทาง : โรคซึมเศร้า
ผู้ฟังท่านนี้ สุขภาพกายดี แต่สุขภาพใจเป็นโรคซึมเศร้า จิตใจหดหู่ อยากฆ่าตัวตาย แต่มีกัลยาณมิตรแนะนำให้ไปปฏิบัติธรรม รู้จักการฝึกสติอยู่กับตัวเอง ให้สังเกตรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น (เศร้า โกรธ เหงา ขี้เกียจ) จดบันทึกไว้ ทำอยู่ประมาณ 6 – 12 เดือน เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน อารมณ์เหล่านั้นอ่อนแรงลง ความซึมเศร้าลดลง มีการพัฒนาอุปนิสัยใหม่ มีกิจกรรมใหม่ในทางที่ดีขึ้น ฟื้นฟูจากโรคซึมเศร้า สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขจิตมีโรค คือ ราคะ โทสะ โมหะ แก้ด้วยธรรมโอสถ เริ่มจาก "สติ"“เมื่อเราตริตรึกไปทางไหน จิตเราจะน้อมไปทางนั้น จิตเราน้อมไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง หากเราไม่ตริตรึกไปทางไหน จิตเราก็จะไม่น้อมไปทางนั้น จิตเราไม่น้อมไปทางไหน สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง”ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ : สุขภาพดี
“สุขภาพดี” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ การเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารที่ย่อยได้อย่างสม่ำเสมอ พอปานกลาง ไม่ร้อนเกิน ไม่เย็นเกิน พอควรแก่การทำความเพียรหากมีโรคมาก ก็จะมีเวทนามาก ชีวิตก็จะไม่ยืนยาว เวทนานั้นปรับตามอาพาธ อาพาธปรับตามธาตุไฟ (ความร้อน ความเย็น การเผาไหม้ ในร่างกาย) ถ้าธาตุไฟไม่สมดุล ไม่สม่ำเสมอ ร้อนเกินไปบ้าง เย็นเกินไปบ้าง ก็เป็นอาพาธร่างกายต้องใช้ความร้อนในการย่อยอาซึ่งเป็นอันเดียวกับความร้อนที่ทำให้แก่ การกินมากไปทำให้แก่เร็วเพราะเกิดการเผาไหม้ในร่างกาย จึงต้องกินแต่พอดี ตามหลักธรรมเรื่อง “โภชเน มัตตัญญุตา” คือ กินพอประมาณ ให้มีธาตุไฟสม่ำเสมอ ให้มีเวทนาเบาบาง จะแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนานสุขภาพกายดี ให้ผล 3 ประการ
1. เป็น 1 ใน 5 ขององค์แห่งผู้สมควรประกอบความเพียร (ปธานิยังคะ)
คนที่จะทำความเพียรให้เกิดผลสำเร็จได้ มีเหตุ 5 ประการ คือ
(1) มีศรัทธา - มั่นใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
(2) มีอาพาธน้อย - มีธาตุไฟสม่ำเสมอ
(3) ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา – เปิดเผยความผิดของตนแล้วแก้ไขปรับปรุง รับฟังคำเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น
(4) เป็นผู้ปรารภความเพียร - ไม่ทอดทิ้งธุระ ละสิ่งที่เป็นอกุศล เพิ่มสิ่งที่เป็นกุศล
(5) มีปัญญา - เห็นความเกิดขึ้น ดับไป สังเกตสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ
2. คลายความยึดถือในกายง่ายกว่าทางใจ
มนุษย์ประกอบด้วยกายและใจ กายคือรูป ใจคือนาม สิ่งที่เป็นนามทั้งหลาย มีธรรมชาติเกิดขึ้น ดับไป ดับไป เกิดขึ้น ตลอดวันตลอดคืน การเห็นความเสื่อมสลายไม่ชัดเจน ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจึงทำได้ยาก ส่วนกาย จะดำรงอยู่กี่ปี ก็เปลี่ยนแปลงไป เสื่อมถอย แตกสลายไป ซึ่งปรากฏให้เห็นได้ง่ายกว่าใจ การคลายความยึดถือในกายจึงทำได้ง่ายกว่าทางใจ
3. เป็น 1 ในสติปัฏฐาน 4 - เห็นกายในกาย
การเห็นกายในกาย คือ พิจารณาให้เห็นกาย (ที่มีสุขภาพดี) นี้ โดยความเป็นของไม่สวยงาม เป็นของปฏิกูล เป็นอสุภะ หรือ พิจารณาลมเข้า-ออก หรือ พิจารณาอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน มีสติสัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อมทุกขณะเราใช้ผลของการมีสุขภาพกายที่ดีเพื่อชนะกิเลส โดยพิจารณากายในกาย ตั้งสติปัฏฐาน 4Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 28 Dec 2025 - 1h 00min - 375 - "เป้าหมายชีวิต" ของวัยหนุ่มสาวและผู้สูงอายุ [6852-1u]
Q1: เป้าหมายชีวิตของวัยหนุ่มสาว
A: ตัวเรา คือ คนที่บอกได้ดีที่สุดว่าต้องการหรือไม่ต้องการอะไร
จิตที่มีพลังสมาธิ จะทำให้การตัดสินใจได้ดี แม้ตัดสินใจผิดจิตใจก็จะไม่เป็นอะไร จิตจะไม่มีปมจากความผิดพลาดนั้น แต่จะเรียนรู้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน มีปัญญาเกิดขึ้นควรฝึกจิตให้มีสมาธิอยู่ตลอดเวลาจะทำให้เกิดความคิดความเข้าใจบางประการในแต่ละเรื่องที่เผชิญอยู่Q2: เป้าหมายชีวิตของผู้สูงอายุ
A: วิธีสร้างคุณค่าของการมีชีวิตอยู่
1. อิทธิบาท 4 = ใส่ความพอใจ ความตั้งใจในสิ่งที่ทำอยู่ให้เต็มที่ เช่น ดูแลต้นไม้ จัดบ้าน กิจกรรมอื่นๆ ที่ทำในแต่ละวัน (สอดคล้องกับหลักอิคิไก ของญี่ปุ่น)
2. กัลยาณมิตร
3. กินพอประมาณ = 80% ของความอิ่มทั้งหมด
Q3: ความดีทำยาก
A: การทำความดีง่ายหรือยาก ขึ้นอยู่กับความเคยชินของแต่ละคน
ความดี = คนดีทำได้ง่าย คนชั่วทำได้ยากความชั่ว = คนชั่วทำได้ง่าย คนดีทำได้ยากสิ่งที่เป็นความดี คือ ทำแล้วมีประโยชน์มาก ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย ทั้งในเวลานั้น ในเวลาต่อมา และในเวลาถึงที่สุด ได้แก่ พูดดี คิดดี ทำดี, ศีล สมาธิ ปัญญาต้องเปลี่ยนมุมมอง (ทิฏฐิ) ว่า อะไรจะเป็นประโยชน์มาก ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย อย่ามองว่าง่ายหรือยากQ4: ลดความขัดแย้งในที่ทำงาน
A: 1. ปรับศีลและทิฏฐิให้เสมอกัน
2. ใช้หลักพรหมวิหาร 4 - คนที่ไม่สามัคคีกัน เพราะยังมีการผูกเวรกันอยู่ ต้องเจริญพรหมวิหาร 4 เพื่อให้อีกฝ่ายได้รับกระแสแห่งความเมตตากรุณา ความพยาบาทของอีกฝ่ายก็จะลดลง
3. อาศัยผู้ที่มีปัญญาเข้ามาในการพูดคุย – พูดกับคนที่พูดแล้วปรับทิฏฐิได้ง่ายที่สุดก่อน ก็จะละลายทิฏฐิให้พอเข้ากันได้
Q5: ความเห็นต่างภายในศาสนาพุทธ
A: เป็นเพราะตัณหาและอุปาทาน ความยึดในจิตว่าส่วนนี้เพียงอย่างเดียวที่ใช่ ส่วนอื่นไม่ใช่ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ
- ก็ต้องอาศัยหลัก 3 อย่าง ข้างต้น เพื่อทำลายมิจฉาทิฏฐิ ก็จะทำให้เกิดความเข้ากันได้
Q6: การแข่งดี
A: กิเลสมีหลายระดับ การเห็นว่าสิ่งนี้ดีกว่าสิ่งอื่น เรียกว่า “การแข่งดี” นั่นคือ กิเลส
- แก้ได้ด้วย “มักน้อย” = ปรารถนาให้คนอื่นอย่ามารู้ว่าฉันทำดีอะไร
Q7: ทะเลาะเสียงดัง
A: “ฟังแล้วไม่เข้าใจ” = เข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา ต้องตั้ง “สติ” รับฟัง อย่าเพลินไปตามอารมณ์ความโกรธ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 21 Dec 2025 - 55min - 374 - การระวังความคิด [6851-1u]
ช่วงไต่ตามทาง:เห็นตนดีกว่าผู้อื่น
- คุณแชมป์ ได้ฟังรายการธรรมะรับอรุณประมาณ 1 เดือน สังเกตเห็นทิฏฐิของตนว่า ชอบเพ่งโทษผู้อื่น เห็นว่าตนดีกว่าผู้อื่น พูดไม่รักษาน้ำใจผู้อื่น จิตใจแข็งกระด้าง
- หลังจากได้ฟังธรรมะจากหลายช่องทาง หลายครูบาอาจารย์ ทำให้เกิดความเข้าใจ เกิดปัญญา จิตใจนุ่มนวลลง มีเมตตากรุณา มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น
- การฟังธรรมะ ทำให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงภายในจิตของตนเองได้ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อตน ผู้อื่น และทั้งสองฝ่าย
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: “การระวังความคิด"
- อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังวาจา
การระวังความคิด
- แม้อยู่คนเดียวก็ต้องระวังความคิด
- การยกข้ออ้าง สร้างเหตุผล ตำหนิคนรอบข้าง โทษทุกคนยกเว้นตัวเอง มีทัศนคติลบต่อสิ่งต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้ระวังความคิด
- การปรุงแต่งมี 3 ทาง คือ ทางกาย วาจา ใจ
การพัฒนา-อุปสรรค
- การพัฒนามาคู่กับอุปสรรค
- การพัฒนาอยู่ตรงไหน อุปสรรคอยู่ตรงนั้น เช่น มีบางสิ่งเข้ามาทำให้หลุดออกจากมรรค ทำให้รู้ว่าเดินตามมรรคอยู่หรือไม่
- จะรู้ถึงความสุขได้ ต้องผ่านทุกข์มาก่อน ต้องเห็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน
- จึงต้องมีการ “พัฒนาทักษะ” เพื่อให้เกิดความสำเร็จ (=ภาวนา) โดยดูวิธีการจากคนที่ทำสำเร็จมาก่อนแล้วเอามาใช้เป็นแผนในการพัฒนาของเรา (การกระทำโดยแยบคาย)
ความคิดโดยแยบคาย
- ความคิดโดยแยบคาย (โยนิโสนมนสิการ = การทำในใจด้วยปัญญาอันแยบคาย)
- ทุกความคิดไม่ใช่ว่าดีหมดหรือเสียหมด
- ความคิดที่ดี = ความคิดที่เกิดประโยชน์โดยแยบคาย
- ความคิดไม่ดี = ความคิดที่บั่นทอนความแยบคาย ให้สูญเสียกำลังใจ
อิทธิบาท 4 กับ การระวังความคิด
ฉันทะ = ความคิดที่ทำให้เกิดความมั่นใจว่าต้องทำตามเป้าหมายนั้นได้
วิริยะ = ความคิดที่ทำให้เกิดความเพียร กำจัดสิ่งที่เป็นอกุศลในการทำเป้าหมายนั้น
จิตตะ = ความคิดใส่ใจในเป้าหมาย, เหนี่ยวนำความสำเร็จที่ต้องการให้เกิดขึ้นมา
วิมังสา = ความคิดที่จะพัฒนาปรับปรุงเป้าหมายให้ดีขึ้น
โดยสรุป:
- การระวังความคิด ต้องระวังทั้งสองด้าน ทั้งความคิดด้านลบและความคิดด้านบวก
- ให้นำหลักอิทธิบาท 4 มาพัฒนาวิธีการอันแยบคายที่จะให้เป้าหมายเกิดความสำเร็จขึ้นมาและลงมือทำ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 14 Dec 2025 - 55min - 373 - ทำบุญโดยไม่เบียดเบียนตน [6850-1u]
Q1: ทำบุญโดยไม่เบียดเบียนตน
A: การให้ทานต้องฉลาด
1. ต้องไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น และทั้งสองฝ่าย
- ไม่เบียดเบียนตนเอง = ตนเองต้องไม่อดอยาก ลำบาก, ต้องไม่สร้างอกุศล
- ไม่เบียดเบียนผู้อื่น = กู้ยืม บังคับเอาเงินจากคนอื่นมา
- ไม่เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย = ตนเองไม่ได้รับการเบียดเบียน และไม่ทำอกุศล
2. อย่าเอากิเลสเป็นตัวตั้ง – ให้มั่นใจในการทำความดี ไม่สั่นคลอนตามคำพูดคนอื่น
3. แบ่งงบประมาณไว้สำหรับการช่วยเหลือผู้อื่นและการทำบุญกับเนื้อนาบุญ
Q2: ครอบครัวเห็นต่างในการทำบุญ
A: เกิดจากการที่มีศรัทธาไม่เสมอกันและทิฎฐิไม่ตรงกัน
- ควรปรับศรัทธาและทิฏฐิของคนในครอบครัวให้เสมอกัน จึงจะอยู่กันได้อย่างเป็นสุข
- โดยต้องใช้ปัญญา เวลา ข้อมูล ค่อย ๆ กล่อมเกลา
Q3: จำนวนเงินทำบุญ
A: ถ้าศรัทธาเท่ากัน แต่ความปราณีตของทานไม่เท่ากัน บุญที่ได้รับจะเท่ากัน แต่ผลที่จะได้รับจะไม่เหมือนกัน แสงที่ปรากฏเมื่อเป็นเทวดาจะสว่างไม่เท่ากัน
Q4: ใส่บาตรด้วยอาหารที่ทำเองกับอาหารที่ซื้อ
A: ถ้าศรัทธาเท่ากัน บุญที่ได้รับจะเท่ากัน แต่ผลของทานที่จะได้รับจะไม่เหมือนกัน ตามความปราณีตของทาน
Q5: การระบุความประสงค์ในใบปวารณา
A: มีศรัทธาตรงไหนให้ทำตรงนั้น ถ้าไม่ศรัทธาตรงไหนก็อย่าไปทำตรงนั้น เพราะบุญที่เกิดจากการให้ทานจะน้อย
- ให้ช่วยเหลือในจุดที่ถูกต้อง อาจสอบถามก่อน แล้วค่อยทำบุญสนับสนุนเพื่อการนั้น
Q6: นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่
A: ลำพังความเชื่อแล้วจะเกิดปัญญามันไม่ได้
- ต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องมือในการเข้าถึง โดยอาศัยความเพียร หาจุดสมดุล คือ สติและสมาธิ หากเข้าถึงจุดที่ฉันจะไม่ไปนรกแล้ว ก็จะรู้ว่านรกสวรรค์มีจริง เป็นการรู้ด้วยญาน ไม่ใช่ศรัทธา นั่นคือ โสดาบัน
Q7: ล้างบาปด้วยการบวช
A: สิ้นกรรม ไม่เท่ากับ การล้างบาป
- บุญมี กรรมดีมี กรรมชั่วมี ให้ผล (วิบาก) เป็นความสุขและความทุกข์ ให้ผลในหลายรูปแบบ สุขทุกข์จึงวนอยู่
- การบวช = เป็นการทำกรรมดี สามารถนำไปสู่การสิ้นกรรมได้
- การสิ้นกรรม = อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์
Q8: เกิดใหม่ VS ไม่เกิดอีก
A: ถ้าต้องเกิดใหม่ การเกิดในที่ดีย่อมดีกว่าการเกิดในที่ไม่ดี แต่การเกิดไม่ว่าที่ใด ก็ยังมีทุกข์อยู่
- การไม่เกิดอีก (นิพพาน) จึงดีที่สุด เพราะอยู่เหนือสุข เหนือทุกข์
Q9: สมาทานศีล
A: การสมาทานศีล = ความตั้งใจที่จะกระทำความเป็นปกติ 5 ประการ
- ตลอดชีวิต สมาทานศีลครั้งเดียวก็เพียงพอ
- ศีล ไม่ต้องขอจากพระ แต่อยู่ที่การกระทำของเรา หากเรารักษาศีลได้ เราก็ได้ศีลเลย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 07 Dec 2025 - 52min - 372 - ธรรมชาติของความเจ็บป่วย 6 ประการ [6849-1u]
ช่วงไต่ตามทาง:Party Girl กับ คนบ้างาน
- ผู้ฟัง 2 ท่าน อายุ 27 ปี และ 35 ปี เป็นเพื่อนกัน คนหนึ่ง เคยชอบไปปาร์ตี้ งานเลี้ยงสังสรรค์ ร้องเพลง ดื่มเหล้า อีกคนหนึ่ง เป็นวิศวกร เงินเดือนหลักแสน สนใจแต่เรื่องงาน ต่อมา ได้ปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิ เกิดความคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่ใช่ทาง จึงเกิดปัญญา เปลี่ยนเป้าหมายในชีวิต คือ การบรรลุโสดาบันในชาตินี้
- โสดาบัน = หมายถึง อริยบุคคลขั้นที่ 1ใน 4 ขั้น
- โสดาบัน แปลว่า ผู้ถึงกระแส ไปตามกระแสของมรรค มีจุดหมาย คือ พระนิพพาน
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี
- สุขภาพกาย (รูป) กับ สุขภาพใจ (นาม) ต้องไปด้วยกัน จะดูแลด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ ต้องดูแลทั้งสองส่วนควบคู่กันไป
สุขภาพกายดี
พระพุทธเจ้าทรงให้แนวทางไว้ดังนี้
1) “อาหาร” = 1. กินพืชมากกว่าเนื้อสัตว์ 2. กินเป็นเวลา 3. กินพอประมาณ
2) “สถานที่อยู่” = ถ้าอยู่ที่ไหนแล้วกิเลสที่ยังละไม่ได้ ก็ยังละไม่ได้เหมือนเดิม หรือที่ละได้แล้ว ดันกลับมาอีก ก็อยู่ที่นั่นไม่ดี
3) “น้ำดื่ม” = ต้องกรองน้ำก่อน ไม่ให้มีตัวสัตว์ ให้น้ำมีความสะอาดเพื่อจะดื่มได้
สุขภาพใจดี
ถ้ากายยังไม่ป่วย ต้องรักษาจิตไม่ให้เป็นโรค
- โรคของจิต คือ กิเลส = ราคะ โทสะ โมหะ
- “ศีล” = การรักษากายและวาจา เป็นตัวบ่งบอกความไม่มีโรคของจิต ไม่ให้ราคะ โทสะ โมหะ ออกมา ถึงขนาดผิดศีล
- “สมาธิ” = จะรักษาความสงบ และการไม่มีราคะโทสะโมหะให้มันดีอยู่ได้ เช่น ไม่โกรธถึงขนาดด่าคน จะมีสมาธิได้ต้องมีสติตั้งเอาไว้
- “สติ” = สร้างพลังให้จิตตั้งอยู่ในศีลและสมาธิได้
- วิธีฝึกสติ = “สติปัฏฐาน 4” (กาย เวทนา จิต ธรรม) หรือง่าย ๆ ก็ใช้ “อาณาปานสติ” ดูลมหายใจ เป็นหนึ่งในอนุสติ 10 ที่ทำให้เกิดสติปัฏฐาน 4 ได้ การมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมในทุกอิริยาบถ เรียกว่า “สัมปชัญญะ” ก็จะทำให้เกิดสติปัฏฐาน 4 ได้
“ปัญญา” กับ “ธรรมชาติของความเจ็บป่วย”
- ความเจ็บป่วยจะมาถึงอย่างแน่นอน ตอนที่ยังไม่ป่วย จึงต้องมีปัญญา ในการเข้าใจธรรมชาติของความเจ็บป่วยไว้ล่วงหน้า เปรียบเหมือนทหารที่ต้องเตรียมตัวก่อนมีการประกาศสงคราม จึงจะสามารถรักษาบ้านเมืองเอาไว้ได้
- ธรรมชาติของความเจ็บป่วยมี 6 ประการ ดังนี้
1) เป็นภัยที่แม่ลูกช่วยกันไม่ได้
2) เราไม่มีความเป็นใหญ่เฉพาะตนในสิ่งนั้น = เช่น สั่งให้แบ่งเวทนาจากความเจ็บป่วยให้ผู้อื่นไม่ได้ สั่งให้หมอรักษาตนให้หายไม่ได้
3) เวทนาจากความเจ็บป่วยเป็นไปตามฐานะ = เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย อาจหายได้หรือระงับได้ ด้วยปีติอันเกิดจากการฟังธรรมะ เช่น กรณีพระคิลิมานนท์ พระวักกลิ พระอัสสชิ พระสารีบุตร เป็นต้น
4) เป็นโลกธรรม 8 = เป็นสุข เป็นทุกข์ ที่เกิดขึ้นได้
5) ต้องมีจิตใจอยู่ด้วยการมีเป้าหมาย = อิทธิบาท 4 ทำให้อายุยืนได้ถึง 120 ปี (1 กัลป์), อิคิไก (ญี่ปุ่น) ความหมายของการมีชีวิตอยู่ ทำตนให้เป็นประโยชน์
6) เวลาไปเยี่ยมผู้ป่วย ไม่ควรถามว่า ดีขึ้นหรือยัง แต่ควรถามว่า อดทนได้อยู่ไหม ไปให้กำลังใจ พูดคุยด้วย 5 อย่างข้างต้น ให้ผู้ป่วยเกิดความอาจหาญร่าเริงในธรรม
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 30 Nov 2025 - 58min - 370 - "งานด่วน" สำเร็จได้ด้วยอิทธิบาท 4 [6848-1u]
Q1: การทำหลายอย่างพร้อมกันให้สำเร็จ
A: ใช้หลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อาจใช้ข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ โดยแต่ละข้อจะต้องมีสมาธิ+ธรรมเครื่องปรุงแต่ง (งานที่จะต้องทำ) ประกอบอยู่ด้วย กล่าวคือ ต้องเชื่อมอิทธิบาท 4 ข้อใดข้อหนึ่ง ด้วยสมาธิ เข้ากับงานนั้นๆ
การทำงานหลายอย่างที่เร่งรีบให้สำเร็จ ต้องมีจิตใจที่มั่นคง (=สมาธิ)ยิ่งเร่งรีบเท่าไร ก็ต้องใจเย็นมากขึ้นเท่านั้น และใจต้องนิ่งหากอารมณ์เสียหรือวุ่นวายใจ นั่นคือ สมาธิหลุดแล้ว ให้สูดหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติขึ้น สมาธิก็จะกลับมาดังนั้น ต้องฝึกสมาธิ จะกี่นาทีก็ได้ ที่ไหนก็ได้Q2: Social Media ขัดขวางสมาธิ
A: ต้องมีที่โคจรที่เหมาะสม = เช่น ปิดโทรศัพท์มือถือ, เอาไปไว้ห้องอื่น, เปิดโหมดห้ามรบกวน, ลบแอพ
Q3: วิธีปล่อยวางเมื่อถูกต่อว่า
A: ต้องอดทน = แต่ไม่ใช่เก็บกด
วิธีการปลดปล่อยอารมณ์ที่ไม่ดีที่เจอมาทั้งวัน ทำได้ด้วย- “ทำสมาธิ” ให้จิตนุ่มนวลลง อ่อนเหมาะ เพื่อที่จะให้ความกังวลใจต่างๆที่มี จางคลายไป“เห็นความไม่เที่ยง” พิจารณาคำด่าว่าจริงหรือไม่, พิจารณาว่าคำด่า คือ เสียง คือ ธาตุลม“แผ่กรุณา”“เลือกเอาส่วนดีในคำด่ามาพัฒนา”
Q4: ความสุขในงานที่ทำซ้ำๆ หรือไม่มีคนเห็น
A: การทำงานซ้ำ ๆ เป็นวิริยะแล้ว ถ้ามีสมาธิใส่ลงไปในงานนั้นก็จะไม่เบื่อ จากนั้นให้พัฒนาฉันทะ (ความชอบ) และวิมังสา (ความไต่ตรองเพื่อพัฒนา) งานนั้นก็จะมีความท้าทาย
Q5: เข้าใจคนเห็นต่าง
A: ใช้พรหมวิหาร 4 โดยนึกถึงเรื่องราวที่มีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ตั้งไว้ที่ใจเราก่อน แล้วรักษาอารมณ์นั้นไว้ด้วยสติ จากนั้นให้ส่งอารมณ์ที่ติดมากับการนึกถึงเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นั้น ส่งไปให้บุคคลนั้น
Q6: การใช้จ่ายอย่างพอดี
A: สมชีวิตา = รายรับต้องท่วมรายจ่าย, รายจ่ายอย่าท่วมรายรับ
การใช้จ่าย 4 อย่าง- เพื่อการบริโภคในครอบครัวเก็บไว้เผื่อวันฝนตก (ยามยาก), ลงทุนสงเคราะห์ผู้อื่นทำบุญ
Q7: ความสุขที่แท้จริงที่ไม่ใช่สิ่งของ
A: ความสุขทั่วไป มี 2 ประเภท คือ ความสุขทางกาม และความสุขจากในภายใน
ความสุขทางกาม = มีคุณน้อย มีโทษมากความสุขจากในภายใน = มีคุณมาก มีโทษน้อย เกิดจากความปล่อยวาง ความสงบ สมาธิอย่างไรก็ตาม ความสุขทั่วไปสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ยั่งยืน ยังมีทุกข์แฝงอยู่ความสุขที่แท้จริง คือ “นิพพาน” อยู่เหนือสุขเหนือทุกข์Q8: AI แทนที่วัด แทนที่พระ
A: AI อาจจะแทนที่ได้บางส่วน เช่น ข้อมูล
แต่บางอย่าง AI ก็ทำไม่ได้ เช่น การเข้าใจอารมณ์หรือความรู้สึกของคนข้อดี ก็ให้เอามาใช้ ข้อเสีย ต้องระมัดระวังไม่ให้บานปลายแม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เราต้องมีเป้าหมายชีวิตในการพ้นทุกข์ (นิพพาน) ให้มีธรรมะในจิตใจ ปรับตัวตามเส้นทางของมรรค ไม่ประมาท ก็จะพ้นทุกข์ได้Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 30 Nov 2025 - 52min - 369 - "หมอนทองวิทยา" กับ "หลักธรรมสู่ความสำเร็จ" [6847-1u]
ช่วงไต่ตามทาง:หมอนทองวิทยา
- จากข่าวทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา ได้มุมมอง 4 เรื่อง
1. แม้ต้นทุนไม่เท่ากัน แต่ก็ประสบความสำเร็จได้ = ความเพียร ความพยายาม ความทุ่มเท ความมีระเบียบวินัยในการฝึกซ้อม ความทุ่มเทของผู้ฝึกสอน ปรากฏผลออกมาเป็นความสำเร็จ เกือบคว้าแชมป์
2. ชัยชนะแห่งความสำเร็จ ได้รับทีละน้อยตั้งแต่เริ่มตื่นนอนมาเพื่อฝึกซ้อม แข่งขันในทุกนัด
3. กัลยาณมิตร = เพื่อนที่นำกัลยาธรรม (ความดี) มาสู่ทีม คือ โค้ช
4. นี่คือเส้นทาง ยังไม่ใช่จุดหมาย = แต่ก็ได้เรียนรู้ระหว่างการเดินทาง ถ้าออกนอกเส้นทาง ก็จะไปไม่ถึงจุดหมาย ถ้าทำตามเส้นทาง ยังไงก็ไปถึงจุดหมาย
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: หลักธรรมสู่ความสำเร็จ
1. หลักอิทธิบาท 4
(1) ฉันทะ = ความชอบ ความพอใจ
(2) วิริยะ = ความเพียร ความกล้า
(3) จิตตะ = ความเอาใจใส่ ความจดจ่อ
(4) วิมังสา = ความไตร่ตรอง ความใคร่ครวญ การปรับปรุงในสิ่งที่เป็นข้อผิดพลาด
- เจริญข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ แต่ถ้าครบทำได้ทั้ง 4 ข้อ จะยิ่งดี พลังจะยิ่งมาก
- แต่ละข้อต้องอาศัย “สมาธิ” เป็นตัวกำกับ ทำให้เรื่องที่ตั้งไว้สำเร็จได้
2. หลักเสริมความสำเร็จ 9 ประการ
(1) ต้องมีสมาธิ = อาศัยฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา จนได้เอกัคคตาจิต จากนั้นให้ประคับประคองให้จิตตั้งไว้ให้ดีในการไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น ทำกุศลธรรมให้เกิดขึ้น พัฒนากุศลธรรมที่มีอยู่
(2) ต้องไม่ย่อหย่อนเกินไป = ไม่เกียจคร้าน
(3) ไม่ประคับประคองเกินไป = ไม่กังวลใจ ไม่ฟุ้งซ่าน
(4) ไม่หดหู่อยู่ในภายใน = ความง่วงซึม เหงาหงอย หดหู่ ท้อแท้
(5) ไม่ฟุ้งซ่านออกไปในภายนอก = อย่าฟุ้งซ่านไปตามตา หู จมูก ลิ้น กาย (กามคุณ 5) เช่น อาหาร การละเล่น ชื่อเสียง การสรรเสริญเยินยอ
(6) ให้ความสำคัญว่าเบื้องหน้าอย่างไร เบื้องหลังอย่างนั้น = ให้ทำดีอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
(7) ให้ความสำคัญว่าเบื้องบนอย่างไร เบื้องล่างอย่างนั้น = ไม่ส่งจิตออกไปในภายนอกในขณะที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ แต่ให้ส่งจิตอยู่ในภายใน ให้จิตเจริญอยู่ในกาย เป็นการเจริญกายคตาสติ
(8) ให้ความสำคัญว่ากลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น = เจริญอิทธิบาท 4 โดยไม่เห็นแก่เวลาเลย
(9) ทำจิตให้เปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ = รักษาจิตใจให้มีความสว่างสดใส
โดยสรุป:
- การเจริญอิทธิบาท 4 เป็นการเดินทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงเรื่องยิ่งใหญ่ในชีวิต
- การรักษาจิตให้สว่างสดใสและตั้งอิทธิบาท 4 ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อเอาจิตไปจดจ่อกับเรื่องใด ก็จะไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่ท้อถอย หากทำไปเรื่อย ๆ ก็จะได้รับความสำเร็จตลอดเส้นทาง โดยที่ความสำเร็จนั้นไม่ได้อยู่ในรูปแบบของถ้วยรางวัล แต่เป็นการชนะใจตนเองและผู้อื่น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 16 Nov 2025 - 56min - 368 - เส้นทางหลังความตาย [6846-1u]
Q1: ปฏิบัติธรรม-รักษาศีล ช่วงเข้าพรรษา
A: ช่วงเข้าพรรษา พระสงฆ์มีข้อจำกัด เช่น งดการเดินทาง ฆราวาสจึงเอาคติข้อนี้มาใช้สร้างความเพียรอย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น งดเหล้าเข้าพรรษา สวดมนต์ทุกวัน นั่งสมาธิทุกวัน
- ให้โฟกัสความสุขในช่วงเวลาที่ทำความเพียรนั้นว่า ได้อยู่ใกล้ชิดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (อริยอุโบสถ)
Q2: ทิศทางการตั้งพระพุทธรูป
A: พระพุทธรูปมีมาในสมัยหลัง จึงเทียบเคียงกับการจัดเสนาสนะสำหรับพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาลที่มีการบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก
- อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้านั่งเทศน์ นั่งสมาธิได้ทุกทิศ ดังนั้น ทิศทางการตั้งพระพุทธรูปจึงไม่ใช่สาระสำคัญ เท่ากับการตั้งใจปฏิบัติธรรม
Q3: ตายแล้วไปไหน
A: ความตาย เป็นไปตามเหตุและปัจจัย
- คนเราจะเกิดได้ ต้องเคยตายมาก่อน และเมื่อเกิดแล้ว ก็ต้องตาย เพราะเหตุแห่งความตายคือความเกิด ได้ทำมาแล้ว
- ซึ่งความตายสามารถดับไปได้ ถ้าเหตุและปัจจัยแห่งความตาย คือ ความเกิด นั้นหมดสิ้นไป
- หากละตัณหาและกำจัดอวิชชาได้ ก็จะละเหตุแห่งการเกิดได้ ความตายก็จะดับไป (นิพพาน) ซึ่งทำได้ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 ก็จะพ้นจากความทุกข์ได้
- หากกลัวสูญเสียคนรัก ต้องเห็นด้วยปัญญาให้ได้ว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมดา มีเกิดก็ต้องมีตาย
- ให้รักษาจิตของเราให้ดีตลอด จะได้ไปในที่ที่ดี
Q4: สิ่งที่ระลึกได้ก่อนตาย
A: คนทำไม่ดีมาตลอด แต่จิตสุดท้ายคิดเรื่องดี ก็ไปดี
- คนทำดีมาตลอด แต่จิตสุดท้ายคิดเรื่องไม่ดี ก็ไปไม่ดี
- อย่างไรก็ตาม ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ย่อมให้ผลแน่นอน อาจเป็นในเวลาต่อไป
Q5: เกิดมาเจอกันเพราะบุญบาป
A: คนรักกันได้ เพราะความเกื้อกูลกันในปัจจุบันหรือในกาลก่อน
- คนเกลียดกันได้ เพราะเหตุในปัจจุบันหรือในกาลก่อน
- แต่ความรักความเกลียด สามารถเปลี่ยนแปลงได้
- ให้มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อดทน กรุณา รักษาศีลให้ดี ก็จะเปลี่ยนจากศัตรูเป็นมิตร เปลี่ยนคนเกลียดเป็นคนรักได้
- อย่างไรก็ดี ควรทำจิตให้อยู่เหนือรักเกลียด เหนือดีชั่ว เหนือสุขทุกข์ ซึ่งทำได้โดยเริ่มต้นจากมาทางดี คือ มรรค 8 (ศีล สมาธิ ปัญญา) อันเป็นเส้นทางที่จะทำให้จิตของเราอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้นได้ ก็จะหลุดพ้นได้
Q6: ทำบุญขอหวย
A: ทำบุญ = ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
- ถ้าทำบุญโดยไม่ปรารถนาอะไรตอบแทน = บุญบริสุทธิ์มากกว่า
- ถ้าทำบุญโดยปรารถนาอะไรตอบแทน = บุญมีความเศร้าหมองเจือปน
- การทำบุญโดยปรารถนาสิ่งตอบแทน ยังดีกว่าการไม่ทำบุญเลย
- ให้อธิษฐานสร้างเหตุ อย่าขอเอาผล
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 09 Nov 2025 - 54min - 367 - ปาฏิหาริย์ใน 4 เดือนสุดท้ายของปี (Miracle Month) [6845-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: ครอบครัวฟังธรรม
- ครอบครัวที่หนึ่ง พ่อเปิดธรรมะฟัง แม่และคนอื่น ๆ ในบ้านก็ได้ฟังด้วย ทำให้เกิดปัญญา เกิดการพัฒนา เกิดความก้าวหน้าในชีวิต ทั้งทางโลกและเหนือโลก
- ครอบครัวที่สอง พ่อแม่เปิดธรรมะให้ลูกฟังก่อนนอน โดยเฉพาะรายการจิตตวิเวก ทำให้นอนหลับได้ดี
- ครอบครัวที่สาม พ่อฟังธรรมะ แม่กับลูกก็ได้ฟังด้วย ช่วงแรกพ่อเกิดความสงสัย ต่อมาได้ความรู้เพิ่มขึ้น ก็หายสงสัย
- การฟังธรรม ได้ประโยชน์แน่นอน ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: ปาฏิหาริย์ใน 4 เดือนสุดท้ายของปี (Miracle Month)
- เมื่อกำหนดเวลาสิ้นปีใกล้เข้ามา วิธีทำงานให้สำเร็จ มีดังนี้
(1) กำจัดความกังวลใจ ความฟุ้งซ่าน = ให้หายใจเข้า-ออก ลึก ๆ สัก 2-3 ครั้ง จะคลายกังวลได้
(2) อย่าคิดว่าตนเองสำคัญ ที่จะทำงานนั้นได้เพียงคนเดียว = ยังไงก็มีคนมาทำแทนได้
(3) สร้างระเบียบวินัย = เป็นทางแห่งความสำเร็จ
- ระเบียบ = ตั้งระบบที่ถูกต้องในงานที่ทำ (อิทธิบาท 4 - ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)
- วินัย = ความสามารถที่จะลงมือทำ ในสิ่งที่ต้องทำ ในเวลาที่ต้องทำ ไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่อยากทำก็ตาม
โดยสรุป:
ในช่วงท้ายของปี ปาฏิหาริย์มักจะเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ สิ่งใดที่ปรารถนาก็ขอให้สำเร็จได้ด้วยอิทธิบาท 4 อันเป็นธรรมะแห่งความสำเร็จ การเจริญอิทธิบาท 4 ด้วยกาย วาจา ใจ จะทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 02 Nov 2025 - 56min - 366 - AI สอนธรรมะ & Buddha Bot [6844-1u]
Q1: AI สอนธรรมะ
A: รูปแบบการส่งต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า เริ่มจากจดจำธรรมะที่ได้ฟัง แล้วนำมาบอกต่อปากต่อปาก ต่อมา ได้บันทึกเป็นตัวหนังสือ (Text) ลงในใบลานหรือกระดาษ เมื่อมีเทคโนโลยี ก็ได้นำข้อมูล Text เข้าสู่ระบบอินเตอร์เนต จนปัจจุบันได้ให้ AI ประมวลผล แล้วพูดออกมา
- จุดสำคัญ คือ คำสอนที่เป็น Text นั้น ต้องถูกต้อง เป็นสวากขาตธรรม (ธัมโม) เพื่อไม่ให้เกิดการส่งต่อข้อมูลที่ผิด ส่วนสื่อที่ใช้ในการรับข้อมูลจะเป็นรูปแบบใดก็ได้
- การกำหนดบทพยัญชนะในคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงเป็นเรื่องสำคัญ จึงมีการตรวจสอบอยู่เสมอในทุกยุคทุกสมัย ในปัจจุบัน การเรียนการสอนของคณะสงฆ์ จะเน้นเรื่องการทรงไว้เพื่อการรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยศึกษาพระธรรม ทุกอักขระ ทุกบทพยัญชนะ ทุกคำ เช่น การเรียนภาษาบาลี
- ข้อมูลจาก AI มีภาวะ AI hallucination ยังให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง จึงยังเชื่อไม่ได้ซะทีเดียว
- วิธีตรวจสอบความถูกต้องของธรรมะ
1. ต้อง “ปฏิบัติ”
(1) ถ้าราคะ โทสะ โมหะ ลดลง = ธรรมะถูกต้อง
(2) ถ้าข้อมูลถูก แต่ปฏิบัติยังไม่ถึง = ไม่บรรลุธรรม
(3) ถ้าข้อมูลผิด = ไม่บรรลุธรรม
2. เปรียบเทียบคำสอนจากแหล่งข้อมูลอื่น เช่น ใบลาน ตำรา คัมภีร์หนังสือ
- โดยสรุป : ต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องของคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ เช่น ใบลาน ตำรา คัมภีร์ หนังสือ เว็บไซต์ ข้อมูลจาก AI และหากปฏิบัติตามข้อมูลนั้นแล้ว ราคะ โทสะ โมหะ ลดลง นั่นเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้า
Q2: AI Buddha Bot
A: มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น สร้าง AI Bhudda Bot ให้คุยกับพระพุทธเจ้าได้ตลอดเวลา โดยนำข้อมูลมาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าที่บันทึกไว้
- ความจำเป็นของสถานที่ (วัด) ก็จะลดลง เปลี่ยนรูปแบบเป็นออนไลน์ ทั้งการสอน การนั่งสมาธิ การสวดมนต์
- เป็นการเปลี่ยนแปลงใน “รูปแบบ/สื่อการสอนธรรมะ” ส่วน “ธรรมะคำสอน” ไม่ได้เปลี่ยนแปลง
Q3: วิธีบริหารทรัพย์สิน
A: 1. เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยถูกต้อง
2. แบ่งจ่ายทรัพย์ให้ถูกต้อง 4 หน้าที่
(1) ใช้ในครัวเรือน ใช้ส่วนตัว
(2) เก็บไว้ใช้ในยามฝนตก, ลงทุน
(3) ให้เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น
(4) ให้เพื่อหวังเอาบุญ
Q4: Work-Life Integration
A: “ธรรมะ” ต้องอยู่ในชีวิตประจำวัน ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงานต้องสัมพันธ์กัน หลักธรรมจะประสานให้ไปด้วยกันได้ทั้งหมดโดยไม่มีการแบ่งแยก
Q5: การถูกต่อว่านินทา
A: การถูกนินทา เป็น 1 ในโลกธรรม 8 เป็นเรื่องธรรมดาของโลก แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ถูกนินทา
- ให้มองเห็นด้วย “ปัญญา” ของผู้ที่เป็นบัณทิต
(1) มองเป็นธาตุ = เป็นเพียงลม เป็นแรงสั่นสะเทือนออกมาเสียง ไม่ได้มีความหมายใด ๆ
(2) มองเป็นของไม่เที่ยง = เดี๋ยวก็ด่า เดี๋ยวก็ชม
(3) มองว่าผู้ด่า คือ ผู้ชี้ขุมทรัพย์ = ให้เราพัฒนาแก้ไขข้อบกพร่องให้ดีขึ้น
Q6: ทำวิปัสสนา ระหว่างทำงาน
A: สามารถทำได้ เป็น Work-Life Integration เพราะจิตเรามีดวงเดียว ธรรมะอยู่ที่จิต
- ต้องตั้งทัศนคติเอาไว้ให้ถูก โดยให้มีธรรมะทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ไม่แยกกัน
- การรักษาอินทรีย์ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่วัด ย่อมดี
Q7: ความรู้สึกผิดในอดีต
A: พระพุทธเจ้าสอนว่า “อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจในภายหลังเลย”
- ควรรู้สึกผิดตั้งแต่ตอนที่ทำไม่ดีนั้น
- แต่ถ้ามารู้สึกผิดทีหลัง ก็ยังดี เป็นการรู้สึกตัว ให้ตั้งใจว่าจะไม่ทำผิดอีก ก็จะหยุดความร้อนใจในภายหลังไว้เพียงเท่านี้
- สิ่งที่ทำผิดไปแล้ว มันล่วงไปแล้ว ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงการไม่ทำผิดซ้ำอีก นี่จะเป็นการให้อภัยตัวเองอย่างแท้จริง เป็นการปลดเปลื้องภาระทางใจ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 26 Oct 2025 - 55min - 365 - "สุขในครอบครัว" เกิดได้ด้วย "ขันติ" [6843-1u]
ปัญหาชีวิตคู่
- ปัญหาครอบครัว สามารถปรึกษาพระสงฆ์ได้ แต่จะผิดพระวินัย หากพระสงฆ์สนับสนุนให้คนแต่งงานกัน หรือแนะนำให้หย่าร้างกัน
- ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่เมื่อแต่งงานแล้ว จะกลายเป็นเรื่องของสองครอบครัว ซึ่งแต่ละครอบครัวอาจมีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน จึงเกิดปัญหาครอบครัวตามมา เช่น ปัญหาลูกสะใภ้กับแม่สามี ปัญหาสามีเข้ากับบ้านภรรยาไม่ได้ ปัญหาพฤติกรรมของลูก ปัญหาการเงินในครอบครัว ปัญหามือที่สาม ปัญหาการหย่าร้าง เป็นต้น
วิธีแก้ปัญหาครอบครัว
- ถ้าครอบครัวมีปัญหา ไม่รักกันเหมือนตอนแรก วิธีแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมะข้อเดียว นั่นคือ “ตบะ”
- การจะรู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี ให้พิจารณา “ประโยชน์ 3 กาล” และ “ประโยชน์ 3 ที่”
ประโยชน์ 3 กาล = ประโยชน์ในเวลาปัจจุบัน ประโยชน์ในเวลาต่อมา และประโยชน์ในเวลาต่อมาต่อมาอีก
ประโยชน์ 3 ที่ = ประโยชน์เกิดกับตนเอง ประโยชน์เกิดกับผู้อื่น และประโยชน์เกิดกับทั้งสองฝ่าย
“ตบะ และ “ขันติ"
- “ตบะ” หมายถึง ความอดทนในสิ่งที่อดทนได้ยาก (ขันติ) ซึ่งประกอบด้วยปัญญาในการกำจัดอกุศลธรรมออกไปจากจิตใจให้ได้
- ความอดทน ก่อให้เกิดประโยชน์ 3 กาล และประโยชน์ 3 ที่
- ความอดทน ก่อให้เกิดความเพียร นำไปสู่การบรรลุธรรมได้
- จิตใจของคนที่มีขันติ จะไม่หวั่นไหวสะเทือนไปตามโลกธรรม 8 จะเห็นได้ว่าโลกธรรม 8 เป็นของไม่เที่ยง สุขก็มี ทุกข์ก็มี
- คู่ครองที่มีความอดทน (ขันติ) ความอดทนจะค่อย ๆ บ่มเพาะคุณธรรมให้เกิดขึ้น จากนั้น คุณธรรมที่มี ความดีที่มี จะแผ่รัศมี ส่งอานิสงส์ให้คนที่อยู่รอบตัวปฏิบัติคุณธรรมเหล่านั้นได้เช่นกัน เปรียบดั่ง การเอาน้ำดี ไล่น้ำเสีย การเอาผ้าสะอาด เช็ดสิ่งที่สกปรก
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 19 Oct 2025 - 1h 02min - 364 - บัญชีพระ-บัญชีวัด [6842-1u]
Q1: บัญชีพระ บัญชีวัด
A: ตามธรรมวินัย เงินทองไม่ควรแก่สมณะ
- จึงให้มีไวยาวัจกร ผู้ที่ทำการแทนพระ ในการจัดการปัจจัยสี่อันควรแก่สมณะจะบริโภค
- ถ้าโอนเข้าบัญชีพระรูปเดียว ก็ไม่เป็นไปตามธรรมวินัย
- แต่ถ้าเป็นบัญชีวัด/มูลนิธิ ที่ไม่ได้เซ็นคนเดียว แต่ต้องเซ็นร่วมกันหลายคน อันนี้ได้
- “การให้ทาน การสละออก เป็นสิ่งที่ดี ที่ควรทำ แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามรูปแบบ รัดกุม ไม่หละหลวม ก็จะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย”
Q2: ข่าวพระมีผลต่อการทำบุญ
A: ความงมงาย = ตั้งศรัทธาไว้ไม่ถูก เช่น ตั้งศรัทธาไว้ที่ตัวบุคคล
- ศรัทธาที่ไม่มั่นคง ทำให้เกิดความคลอนแคลน เคลือบแคลงใจ เป็นวิจิกิจฉา
- ให้กลับมาตั้งศรัทธาให้ถูกต้องไว้ในพระพุทธ (การตรัสรู้) พระธรรม (คำสอน) พระสงฆ์ (การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ)
Q3: การขอพร
A: สุดโต่ง 2 ข้าง 1. ขอพรแล้ว แต่ไม่ทำอะไรเลย 2. ทุกอย่าง ฉันต้องทำเองทั้งหมด อะไรก็ช่วยไม่ได้
- ทางสายกลาง = ศรัทธา+ปัญญา+อธิษฐาน+ลงมือทำ
- ศรัทธาที่ประกอบด้วยความงมงาย จะไม่เกิดกำลังใจในการลงมือทำจริง
- ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา จะรู้ว่าอะไรเป็นเหตุ เป็นผล
- การตั้งจิตอธิษฐาน คือ การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้า ที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
- เมื่อเจออุปสรรค ด้วยอำนาจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้
Q4: ทำนายฟัน ดูดวง ดูฤกษ์ยาม เสกคาถา เป่าร่ายมนต์
A: หากทำเพื่อเลี้ยงชีพ ก็เป็นมิจฉาอาชีวะ
- ศรัทธา มี 3 ระดับ
1. ไม่มีศรัทธาเลย
2. มีศรัทธา แต่ตั้งไว้ในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ที่ไม่เป็นสัจจะความจริง
3. มีศรัทธา และตั้งไว้ในเรื่องที่ถูกต้อง ที่เป็นสัจจะความจริง คือ อริยสัจสี่
Q5: ไม่ได้โกหก แต่พูดไม่หมด
A: มิจฉาวาจา ได้แก่ 1. พูดโกหก 2. พูดส่อเสียด พูดยุยงให้แตกกัน 3. พูดคำหยาบ 4. พูดเพ้อเจ้อ
- ถ้ามีเจตนาพูดไม่หมด เพื่อให้คนอื่นเดือดร้อน แม้ไม่ได้โกหก ก็เป็นมิจฉาวาจาในข้ออื่นได้ และแม้ว่าจะไม่ผิดศีล ก็เป็นบาปทางใจได้
Q6: พูดโกหก เพื่อให้รู้สึกดี
A: วิธีให้รู้ความจริง อาจไม่ได้บอกในครั้งแรก แต่ต้องหาเวลาบอกในโอกาสต่อ ๆ ไป ในเวลาที่เหมาะสม ที่ผู้ฟังจะรับความจริงได้
Q7: AI สอนนิพพาน
A: ใครก็ตามที่สอนตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ก็สามารถนำไปสู่การบรรลุพระนิพพานได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 12 Oct 2025 - 44min - 363 - วิธีออกแบบ "แผนของชีวิต" [6841-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: เหตุแห่งความสำเร็จ
- ผู้ฟังท่านนี้ ก่อนฟังธรรมะ ประสบความสำเร็จในชีวิตหลายอย่าง เรียนเก่ง ทำงานดี ความสามารถสูง เดิมเข้าใจว่าความสำเร็จเหล่านี้เกิดเพราะความเก่งของตนเท่านั้น ต่อมา ได้ฟังธรรมะ จึงมีความเข้าใจใหม่ว่า ความสำเร็จเป็นเรื่องของการให้ผลของกรรมที่สะสมมาในชาติก่อน ทั้งบุญกิริยาวัตถุ 10 การให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา นอกจากนี้ ยังมีเหตุอันเกิดจากอุตุ เหตุแห่งการเตรียมตัวสม่ำเสมอ เหตุจากสุขภาพ ส่งผลให้เกิดสุขทุกข์ในปัจจุบัน
- เมื่อเข้าใจในเหตุเงื่อนไขปัจจัย และความเป็นอนัตตา (ไม่มีตัวตน) แล้ว ทิฏฐิและความยึดถือในตน จึงลดลง
- การฟังธรรมะ ทำให้กิเลสและความเศร้าหมองในจิตใจลดลง จิตใจมีความแจ่มใสมากขึ้น ความเครียดจึงลดลง สุขภาพดีขึ้น ผู้ฟังท่านนี้ก็มีจิตใจสบาย ไม่ถือตัว มีเหตุผล การงานก็ดีเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเกิดความคิดในงานดียิ่งขึ้น
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:วิธีออกแบบ “แผนของชีวิต”
- “ถ้าเราไม่มีแผนการดำเนินชีวิตของตัวเอง ก็จะต้องตกอยู่ในแผนการดำเนินชีวิตของผู้อื่น”
- “การไม่มีแผน นั่นแหละคือ แผนแห่งความล้มเหลวหรือความผิดพลาดทันที”
วิธีออกแบบ “แผนของชีวิต”
- เราต้องรู้ให้ได้ว่า เราต้องการอะไร/จะทำอะไร ในชีวิตข้างหน้า 1 ปี 10 ปี 20 ปี ...
- “ทางที่ใช่” จะรู้ได้ต่อเมื่อ “ลงมือทำ” โดย“ทำอย่างเต็มที่” จึงจะรู้ว่า “ชอบหรือไม่ชอบ” ในสิ่งนั้น
(1) “ทำเต็มที่”
- ต้องลงมือทำ = การลงมือทำ คือ ทางที่ใกล้ที่สุด เพื่อไปสู่จุดหมาย
เช่น การว่ายน้ำ/ขี่จักรยาน ต้องลงมือทำจึงจะเกิดทักษะนั้น ไม่ใช่อ่านคู่มือ
- การเจอปัญหา/อุปสรรค/ความผิดพลาด ไม่ใช่ความล้มเหลว ให้มี Mindset ว่า ปัญหานั้นจะนำไปสู่การพัฒนาและความก้าวหน้า
- อย่าไปโฟกัสที่ความล้มเหลวว่าทำไม่ได้ เพราะจะเกิดความกลัวและคิดล้มเลิก แต่ให้โฟกัสจดจ่อในจุดที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะทำได้ สิ่งนั้นจะมีพลัง
- ล้มแล้วอย่าเหลว ต้องล้มแล้วลุกให้ได้ นั่นคือ การพัฒนา เป็นความก้าวหน้า เช่น เด็กทารกฝึกเดินด้วยตนเอง
- การทำเต็มที่ = ทำด้วยศรัทธา (กำลังใจ) มีความเพียร (ทำจริงแน่วแน่จริง) มีสติ ระลึกได้ จดจ่อในเป้าหมายที่เราต้องการ จะเกิดเป็นสมาธิในงานที่ทำ (อินทรีย์ 5+อิทธิบาท 4) และจะเกิดปัญญา เห็นทิศทางที่ต้องดำเนินต่อไป
(2) “ความชอบหรือไม่ชอบ”
- ความชอบหรือไม่ชอบในที่นี้ = ไม่ใช่ความพอใจ/ไม่พอใจ (ตัณหา) แต่หมายถึง เห็นด้วยปัญญา ว่าใช่หรือไม่ใช่ ทำให้จิตใจเราตั้งอยู่ได้หรือไม่
(3) ขอคำแนะนำจากผู้รู้
- ผู้ที่เคยไปถึงเป้าหมายนั้นมาก่อน เช่น พระพุทธเจ้า บรรลุเป้าหมาย คือ นิพพานแล้ว
โดยสรุป:
- คนที่จะบอกได้ว่าชีวิตเราต้องการอะไร ไม่ใช่คนอื่น แต่คือตัวเราเอง เราต้องทำจิตใจให้สว่าง ด้วยการมีปัญญา ซึ่งต้องอาศัยสมาธิ และการลงมือทำจริง แน่วแน่จริง (ความเพียร) มีความมั่นใจ (ศรัทธา) มีสติ มีการพัฒนาจากข้อผิดพลาดต่าง ๆ
- งานที่ทำเต็มที่ ด้วยหลักอินทรีย์ 5 ประกอบอิทธิบาท 4 จะเกิดปัญญา เห็นช่องทางไปต่อ ความแจ่มแจ้งในใจจะปรากฏขึ้นว่างานนั้น ใช่หรือไม่ใช่ เพียงแค่คิดอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องลงมือทำ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 05 Oct 2025 - 57min - 362 - ละความยึดติดในสิ่งสมมติทั้งหลาย [6840-1u]
Q1: ทำบุญแล้ว พระเอาไปใช้ในทางไม่ถูก จะได้บุญหรือไม่
A: บุญมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ
1. ศรัทธาของผู้ให้ = ทั้งก่อน ในระหว่าง และหลังให้
- ศรัทธานั้นไม่ได้ตั้งอยู่กับตัวบุคคล
- ศรัทธานั้นไม่ใช่ความงมงาย
2. ศีลของผู้รับ = มีราคะ โทสะ โมหะ มากหรือน้อย
Q2: ทำบุญต้องหวังผล
A: วิธีทำบุญมี 3 อย่าง คือ การให้ทาน การรักษาศีล และการภาวนา
- ทำบุญต้องหวังผล หากผลที่หวังนั้น คือ นิพพานหรือการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ก็ต้องเลือก/พิจารณาการทำบุญนั้นให้ดี เช่น บุญจากการให้ทาน ต้องเลือกผู้รับที่เป็นเนื้อนาบุญ คือ มีราคะ โทสะ โมหะ น้อย โดยดูจากข้อวัตรปฏิบัติ ทางกาย วาจา ใจ ต้องใกล้ชิดและใช้เวลาดู
- บุญจากการให้ทาน เกิดได้ 3 ช่วงเวลา คือ ก่อนให้ ระหว่างให้ และหลังให้ ถ้าก่อนให้และระหว่างให้ มีศรัทธา ก็ได้บุญ แต่หากต่อมามีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับพระ แล้วเสื่อมศรัทธา บุญที่เกิดหลังให้ก็จะไม่ได้
- จึงไม่ควรตั้งศรัทธาไว้ที่ตัวบุคคล แต่ให้ตั้งศรัทธาไว้ที่สถาบันสงฆ์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงบุคคล แต่คือ การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
- เมื่อตั้งศรัทธาไว้ที่การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อย่างไม่คลอนแคลนแล้ว บุญก็จะไม่ลด ดังนั้น อย่าเอาการที่คนอื่นทำไม่ดี มาตัดกระแสบุญของเรา
Q3: ตู้ชำระหนี้สงฆ์
A: สมัยพุทธกาลไม่มี เพิ่งมีขึ้นในภายหลัง เริ่มจากประเพณีขนทรายเข้าวัด ที่มองว่าไปวัดแล้วเอาของวัดติดมาด้วย จึงต้องใช้หนี้วัด
Q4: บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นในวัด
A: สมัยก่อนไม่มีพระพุทธรูป การบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จึงทำที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปวัด แต่การไปวัด คือ การไปรวมตัวกันเพื่อฟังธรรมจากผู้รู้ ไปทำความสงบ
- ถ้าจะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ต้องบูชาในคุณธรรม ความดี ไม่ใช่บูชาเพื่อขอผล
Q5: เพาะพันธุ์แมวขาย
A: เป็นการค้าขายสัตว์เป็น
- ให้ทำอาชีพอื่นที่ไม่เสี่ยงเป็นบาป และมีเวลาว่างในการปฏิบัติธรรมมากขึ้น จะดีกว่า
Q6: ทีฆชาณุสูตร
A: ทีฆชาณุสูตร = ประโยชน์ในปัจจุบัน 4 ประการ และประโยชน์ในอนาคต 4 ประการ
- ประโยชน์ในอนาคต 4 ประการ คือ ศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา
Q7: ถวายตั๋วรถไฟให้พระ
A: โยมท่านหนึ่งเจอพระที่สถานีรถไฟ ตั้งใจจะถวายตั๋วรถไฟให้พระ แต่พระให้ถวายเป็นเงินแทน จึงไม่ได้ถวายให้
- ที่โยมทำ เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามธรรมวินัยแล้ว
- การที่ไม่ได้ถวายเงินให้พระ เป็นสิ่งที่ถูกตามธรรมวินัยแล้ว เป็นการช่วยพระรักษาศีล ได้บุญ
Q8: บูชาบุคคลที่ควรบูชา
A: บุคคลที่ควรบูชา ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระสงฆ์ (ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ) ผู้มีศีล มารดาบิดา (ผู้มีอุปการะก่อน) ผู้มีพรหมวิหาร 4 บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เทวดา (ผู้มีศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา)
Q9: การยึดติดกับสิ่งสมมติ
A: การยึดถือ (อุปาทาน) เกิดจาก ความเพลิน ความพอใจ หากมีในสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน
- ต้องมีสติ จึงจะไม่เพลิน ก็จะไม่ยึดถือในสิ่งที่สมมติเหล่านั้น
- ต้องฝึกการมีสติอยู่เรื่อย ๆ ให้มีกำลังมากขึ้น ความเพลินก็จะค่อย ๆ ลดลง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 28 Sep 2025 - 55min - 361 - ปรับชีวิตคู่ ให้อยู่อย่างมีสุข [6839-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: ปัญหาชีวิตคู่
- ผู้หญิงท่านหนึ่งแต่งงานเข้าบ้านสามี ไม่ใช่เรื่องของคน 2 คน เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ 2 ครอบครัว ต้องปรับตัวหลังแต่งงาน มีตัวแปรหลายอย่างเพิ่มขึ้น เช่น แม่สามี คนในครอบครัวสามี ลูก ปู่ย่าตายาย เกิดการกระทบกระทั่งกัน สามีลงไม้ลงมือ ไม่มีความสุขในครอบครัว
- อำนาจของกิเลส ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:
เรื่องเล่า “ใครน่ากลัวมากที่สุด”
- ประชาชนกลัวพระราชา พระราชากลัวนักรบที่ทรยศ นักรบกลัวโจรที่ไม่มีระเบียบวินัย โจรกลัวภรรยาด่า ภรรยากลัวคนนิ่ง ไม่เถียงกลับ
เรื่องเล่า “ครอบครัวอยู่เป็นสุข ด้วยน้ำมนต์คุณยาย”
- สามีภรรยาคู่หนึ่ง ทะเลาะกันมาก เถียงกันวันเว้นวัน เกิดความระอาใจ ต่างคนต่างไม่ยอมกัน คิดว่าอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุของปัญหา ภรรยาไปปรึกษาคุณยายว่าทำอย่างไรถึงอยู่กับคุณตาได้อย่างสงบ คุณยายจึงให้น้ำมนต์มา และกำชับว่าเมื่อสามีเข้ามาในเขตบ้านเมื่อไร ให้ภรรยาอมน้ำมนต์ไว้ในปาก จนกว่าสามีจะกินข้าวเสร็จ จึงค่อยบ้วนทิ้ง ให้ทำติดต่อกันเจ็ดวัน
- ผลปรากฏว่า สามีภรรยาไม่ได้ต่อคำซึ่งกันและกัน จึงไม่มีเรื่องให้ทะเลาะกันอีก
ความนิ่ง
- “ความนิ่ง” เป็นทางลัดที่จะนำไปสู่ความสงบ
- “ความนิ่ง” เป็นการเอาชนะการโต้เถียงกัน
- ชี้แจงได้ แต่ถ้าชี้แจงแล้วไม่เกิดประโยชน์ ก็ให้นิ่งเสีย
- ให้อดทน ยังไม่พูดขณะเกิดปัญหา รอให้อารมณ์เย็น บรรยากาศเหมาะสม จึงค่อยพูดคุยกัน
- “การนิ่ง” เป็น 1 ใน 4 ของฆราวาสธรรม 4 ในเรื่อง “ขันติ” (ความอดทน)
ฆราวาสธรรม 4 กับการใช้ชีวิตคู่
ฆราวาสธรรม 4 เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงให้ไว้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของคนคู่ หรือผู้ครองเรือน
1. สัจจะ (ความจริง) = มีความไว้วางใจต่อกัน มีความจริงใจต่อกัน ทั้งทางกาย วาจา ใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
2. ทมะ (การฝึกตน) = มีความข่มบังคับใจต่อผัสสะที่ไม่น่าพอใจ
3. ขันติ (ความอดทน) = มีความนิ่ง อดทนต่อสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม
- ความอดทน (ละอกุศลธรรมด้วยสติและปัญญา) ไม่ใช่ ความเก็บกด (เก็บอกุศลธรรม ราคะ โทสะ โมหะ)
4. จาคะ (ความเสียสละ) = ยอมให้กัน ลดทิฏฐิมานะ ลดความเอาแต่ใจ เสียสละทั้งสองฝ่าย ประนีประนอมกัน
- การครองเรือนไม่ใช่งานง่าย ๆ มีภาระมาก ทุกข์ของผู้ครองเรือนมีมากกว่าการออกบวช
- ปัญหาครอบครัว เกิดจากการขาดฆราวาสธรรม 4 ข้อใดข้อหนึ่ง
- ยิ่งมีคนในครอบครัวที่เกี่ยวข้องกันมากเท่าไร ยิ่งต้องเพิ่มฆราวาสธรรม 4 ให้มากขึ้นเท่านั้น
- หากพยายามปรับตัวแล้ว ให้เวลาแล้ว ไม่ดีขึ้น ก็ลองแยกกันอยู่ ห่างกันสักพัก
- ถ้าพิจารณาแล้วครอบครัวไม่มีฆราวาสธรรม 4 อยู่เลย และต้องเลิกกันจริง ๆ เพราะอยู่กับคนพาลไม่ดี ก็ให้เลิกกันด้วยดี ไม่คิดร้าย ไม่พยาบาท
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 21 Sep 2025 - 57min - 360 - วิธีทำบุญ ใส่บาตร และการนำของวัดไปใช้ [6838-1u]
Q1: นำของจากวัด มาใช้ส่วนตัว บาปหรือไม่
A: ต้องแยกประเด็นก่อนว่าสิ่งของนั้น ถวายให้ “สงฆ์” (หมู่, วัด, ไม่เจาะจงบุคคล) หรือ “ภิกษุ” (เจาะจงบุคคล)
- กฎของสงฆ์ = หากญาติโยมจะน้อมลาภปัจจัยอันใดอันหนึ่งถวายเพื่อหมู่สงฆ์ ถ้ามีภิกษุบอกให้ถวายแก่ท่านเพียงรูปเดียว ภิกษุรูปนั้นเป็นอาบัติ (ความผิดน้อมลาภของหมู่เข้าสู่ตัวเอง)
- รูปแบบการแบ่งสิ่งของของสงฆ์ = ตักอาหารไล่จากภิกษุผู้มีพรรษามากไปหาน้อย, เก็บสิ่งของไว้ในคลังแล้วไปเบิกเมื่อต้องการใช้, จับสลาก
- ดังนั้น หากเป็นสิ่งของของหมู่สงฆ์ ถ้าญาติโยมจะเอาไปใช้ ก็ต้องขออนุญาตหมู่สงฆ์ เช่น เจ้าอาวาสผู้ได้รับมอบหมายให้ตัดสินใจแทนหมู่สงฆ์, หมู่สงฆ์เกิน 4 รูป ประชุมกันแล้ว ไม่ใช่ขออนุญาตภิกษุรูปเดียว เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว =ไม่เป็นการถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ = ไม่บาป, ไม่ผิดศีล
Q2: ใช้สิ่งของของคนตาย
A: สิ่งของของคนตาย = ไม่มีเจ้าของ
- คนตายไปแล้วไม่สามารถเรียกร้องว่าเป็นของตนได้อีกต่อไป ตัวอย่าง พระเจ้าปเสนทิโกศล ชี้ว่าสิ่งของนั้นเป็นของปู่ ของพ่อ ซึ่งตายไปแล้วแต่เอาไปไม่ได้
Q3: พระให้ถังสังฆทาน
A: สังฆทาน = ทานที่ให้แก่หมู่สงฆ์ ไม่ได้ให้เฉพาะเจาะจงบุคคล ไม่จำกัดรูปแบบว่าต้องเป็นถัง
- ถ้าภิกษุนั้นได้รับมอบฉันทะจากหมู่สงฆ์ให้สละได้ เช่น เจ้าอาวาส ผู้ได้รับก็เอาไปใช้ได้ จะเอาไปให้ใครต่อก็ได้
Q4: นำของที่ได้รับมาไปถวายต่อให้พระ
A: ทำได้ ผู้ให้ทอดแรกก็ได้บุญด้วย
Q5: ใส่บาตร ไม่ใส่น้ำดื่ม
A: มีอะไรก็ใส่บาตรได้ ใส่เท่าที่มี
- บาตร จะใส่ได้เฉพาะของที่กลืนล่วงลำคอเท่านั้น
- ผู้ให้ทานแต่ละคน มีความละเอียดประณีตแตกต่างกัน
Q6: ทำบุญไม่เกินตัว
A: “คนฉลาดในการให้ทาน จะไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย”
- ความบริสุทธิ์ของบุญจากการให้ทานมากน้อย ขึ้นอยู่กับ
1. ผู้ให้ = มีศรัทธา มีศีล
2. ผู้รับ = มีราคะ โทสะ โมหะ น้อย
3. ของที่ให้ = ได้มาโดยบริสุทธิ์
- จำนวนเงิน, สิ่งของ ที่ให้ทาน ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักว่าจะได้บุญมากหรือน้อย
- การให้ทาน = เป็นไปเพื่อการสละออก ไม่ใช่เพื่อความยึดถือว่าต้องได้ผลของทาน
- การสร้างบุญนอกจากการให้ทานแล้ว ยังมีบุญเหล่าอื่น ได้แก่ การรักษาศีล การภาวนา ได้บุญมากกว่าให้ทาน นำไปสู่การอยู่เหนือบุญ เหนือบาป ได้
Q7: เรียนภาษาบาลี
A: การเข้าใจรูปแบบของภาษาบาลี ทำให้ได้รู้ความคิดของผู้พูด
- การเรียน = การฝึกฝนทักษะใหม่
- ถ้าเอื้อเฟื้อรับฟังคำตักเตือนของผู้สอน ด้วยความเคารพหนักแน่น ก็จะสามารถไปได้
Q8: ทำงานที่ไม่ชอบ กับคนที่ไม่ชอบ
A: ต้องตั้งสติไว้ให้มาก เปรียบเหมือนเข้าป่าที่มีหนามเยอะ ต้องระมัดระวังอย่างมาก
- ต้องตั้งสติไว้ให้ดี อย่าทำในสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม เพื่อตอบโต้สิ่งไม่ดีที่คนอื่นทำ
- ตั้งสติโดยนึกถึงลมหายใจ, พุทโธ, กายคตาสติ เป็นต้น
- ความชอบในงาน = ปรับจิตเราได้ = อย่าเพลินไปตามสิ่งที่ชอบใจ (ความสบาย) ก็จะสามารถปรับจิตเพื่อการทำงานทั้งที่ชอบและไม่ชอบได้
- หลักธรรมที่ทำให้มีความสุขในการทำงาน คือ สังคหวัตถุ 4
1. ทาน = แบ่งปันสิ่งของให้กัน
2. ปิยวาจา = พูดจาดีต่อกัน
3. อัตถจริยา = ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
4. สมานัตตตา = เสมอต้นเสมอปลาย ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่เอาเปรียบ เห็นประโยชน์ส่วนรวม
Q9: Social Media กระทบกับการทำงาน
A: ปิดไปเลย, เอาโทรศัพท์ไปไว้อีกห้องหนึ่ง ให้เข้าถึงไม่ได้ในช่วงเวลานั้น
- แบ่งเวลาใช้ Social Media ให้เหมาะสม
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 14 Sep 2025 - 54min - 359 - วิธีกำจัด "ความบ้า" ในตัวทุกคน [6837-1u]
ช่วงไต่ตามทาง:เป็นประสาท เพราะสามีมีหญิงอื่น
- ผู้หญิงท่านหนึ่ง เจอผัสสะที่ไม่น่าพอใจอย่างมาก แบบไม่ทันตั้งตัว จับได้ว่าสามีมีหญิงอื่น เกิดอาการมึน นอนไม่หลับ หัวเราะ ร้องไห้ หลายความคิดเกิดขึ้น คิดวน หาทางออกไม่เจอ จะเป็นประสาท
เปรียบเหมือนกับ “ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ”
- ลูกศรอาบยาพิษ = ตัณหา (ราคะ โทสะ โมหะ)
- พิษ = อวิชชา
- แผล = ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ต้องใช้สติ เป็นเครื่องมือตรวจหาว่าลูกศรที่แทงอยู่ตรงไหน)
- มีดปาดแผลเอาลูกศรออก = ปัญญาที่มีความคม
- บีบหนองที่แผลออก = กำจัดสิ่งไม่ดีออก อย่าไปทำอีก เช่น การด่า การคิดไม่ดี การทำร้ายผู้อื่น
- ยาใส่แผล = เจริญศีล สมาธิ ปัญญา เมตตา กรุณา อุเบกขา
- ไม่ให้แผลกำเริบ ไม่กินของแสลง ไม่ให้แผลโดนลมโดนแดด = อย่าทำสิ่งที่เป็นอกุศลเพิ่ม และอย่าคิด อย่าคุย อยู่ห่าง ๆ สิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดความโกรธนั้นขึ้นมาอีก
- ตัวเรา คือ ผู้ที่รู้ว่าเจ็บตรงไหนได้ดีที่สุด พระพุทธเจ้าให้ยาไว้แล้ว ก็ให้ใส่ยาให้ตรงแผลที่สุด ก็จะหายจากโรค (ความเข้าใจผิด) นี้ได้
- ธรรมะรักษานี้ แม้จะต้องเจ็บบ้าง แต่ถ้าไม่รีบรักษา เชื้ออาจลุกลาม จนต้องตัดอวัยวะหรือเสียชีวิต
- ทางที่ดี ควรป้องกันไม่ให้ถูกแทงด้วยลูกศรอาบยาพิษแต่แรก โดยสำรวมอินทรีย์ รักษาศีล ไม่เพลิน ไม่หลง เห็นตามความเป็นจริง
ความรักแบบเมตตาหรือราคะ
- “ความรัก” อยู่ตรงไหน ภัยอันตรายอยู่ตรงนั้น เพราะสิ่งที่รักที่พอใจ ย่อมเปลี่ยนแปลงไป ไม่เที่ยง นี่คือความจริง
- ต้องมีสติ ทำจิตให้นิ่งเป็นสมาธิ จะเกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริง แยกได้ว่าเป็นความรักแบบเมตตาหรือราคะ ให้ถอนราคะออก เหลือไว้แต่เมตตา
- ความจริงเป็นของดี กุศลธรรมเกิดขึ้นได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา ก็ให้เข้าใจว่าสุขทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา และเลือกที่จะสร้างสิ่งที่เป็นกุศล
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:สัญญาณบ่งบอกความบ้า
1.ทางด้านพฤติกรรม = นอนไม่หลับ นอนมากเกินไป เบื่ออาหาร กินมากขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น หาอบายมุขเพื่อให้เกิดความสุขในตอนนั้น เช่น สุรา บุหรี่ ยาเสพติด เล่นโซเซียลมากเกินไป
2. ทางด้านอารมณ์ = เพ้อ อาละวาด เครียดตลอดเวลา หวาดระแวง กังวลใจไปหมด
3. ทางด้านความคิด = จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ตัดสินใจในเรื่องเล็กน้อยไม่ได้ คิดว่าจะมีคนทำร้าย เห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงแว่ว คิดทำร้ายตัวเอง
โรคประสาทมีในทุกคน
- คนบ้า คือ คนที่ยังมีราคะ โทสะ โมหะ
- จะเกิดความวิปลาส 4 อย่าง
1. เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง
2. เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข
3. เห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) ว่าเป็นตัวเราของเรา
4. เห็นสิ่งไม่งาม (อสุภะ) ว่าเป็นของงาม
ราคะ โทสะ โมหะ ทำให้ไม่เป็นตัวเอง
ราคะ = ความหิว ความต้องการ
โทสะ = ความร้อน ความโกรธ ความไม่พอใจ
โมหะ = ความไม่เข้าใจ ความมึน ความมืด
วิธีการกำจัดราคะ โทสะ โมหะ
- ใช้สติ = ตรวจหาลูกศรอาบยาพิษ
- ใช้ปัญญา = มีดปาดแผลเอาลูกศรออก
- ใช้ศีล สมาธิ ปัญญา เห็นตามความเป็นจริง เมตตา กรุณา อุเบกขา = ใส่ยาที่แผลทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
- แผลหาย = กำจัดอวิชชาซึ่งเป็นรากของราคะ โทสะ โมหะ ออกไปจากจิตได้ ไม่วิปลาสอีกต่อไป เป็นผู้ที่พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 07 Sep 2025 - 58min - 358 - หนังสือสุทธิ และการรับเงินของพระ [6836-1u]
Q1: หนังสือสุทธิของพระ
A: หนังสือสุทธิของพระ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการบวช เช่น วันที่บวช พระอุปัชฌาย์ วัดที่สังกัด สมณศักดิ์ ข้อมูลทะเบียนราษฎรบางส่วน (เลขบัตรประจำตัวประชาชน มารดาบิดา สัญชาติ)
Q2: การรับเงินของพระ
A: พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ชัดเจนว่า “เงินและทองไม่ควรแก่สมณะ เงินและทองควรแก่ผู้บริโภคกาม”
- พระสงฆ์ยินดีในทองและเงินที่เก็บไว้ให้ไม่ได้ เป็นอาบัติ
- วิธีที่จะทำให้เกิดความบริสุทธิ์ ความบริบูรณ์ ตามธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ และไม่เป็นการขวางทางบุญของผู้ให้ทาน คือ
1. ญาติโยมสามารถให้เงินไว้กับไวยาวัจกร แล้วบอกว่าเป็นเงินสำหรับปัจจัยสี่ของพระในเรื่องใด ให้ไวยาวัจกรเป็นผู้จัดการดูแลให้
2. เมื่อพระต้องการปัจจัยสี่ใด ก็ไปบอกไวยาวัจกรให้จัดหาให้ แต่จะไปเบิกเป็นเงินไม่ได้ ไวยาวัจกรก็จะนำเงินที่ญาติโยมให้ไว้นำไปจัดหาสิ่งของนั้นให้พระ
Q3: นรกสวรรค์ เป็นสิ่งสมมติ
A: อยู่ที่มุมมองต่อสิ่งที่มากระทบ
- นรก = การได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในสิ่งที่ไม่น่าพอใจ
- สวรรค์ = การได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในสิ่งที่พอใจ
- เมื่อมีผัสสะมากระทบ อาจถูกกิเลสบิดเบือนทำให้การรับรู้ของจิตผิดเพี้ยนไปในทางร้อน ทางหิว ทางมืด ตามอำนาจของราคะ โทสะ โมหะได้
- หากไม่มีกิเลส ก็จะเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริงด้วยปัญญาว่า ทุกขเวทนาและสุขเวทนาที่เกิดขึ้น ก็เป็นธรรมดาอย่างนั้น จิตก็จะอยู่เหนือบาป เหนือบุญ เหนือสวรรค์ เหนือนนรก เป็นสภาวะหลุดพ้น (นิพพาน) ซึ่งมรรค 8 เป็นทางที่นำไปสู่ทางหลุดพ้นนี้ได้
Q4: ผู้ไม่ถูกนินทา ย่อมไม่มีในโลก
A: สุข-ทุกข์ นินทา-สรรเสริญ มีลาภ-เสื่อมลาภ มียศ-เสื่อมยศ (โลกธรรม 8) = เป็นของโลก โลกจะหมุนไป เปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ เดี๋ยวมี เดี๋ยวไม่มี
- ถ้าผิดจริงก็ปรับปรุงแก้ไข แต่ถ้าไม่ได้ทำผิด ก็อย่าถือคำด่าคำนินทานั้นเป็นสาระ ให้ทำความดีต่อไปเรื่อย ๆ
Q5: ผู้ชี้ขุมทรัพย์
A: เรื่องนี้อยู่ในกินติสูตร
- ผู้ที่ตักเตือนผู้อื่น เป็นกัลยาณมิตร มีความเป็นผู้นำ มีพรหมวิหาร 4
1. ถ้าพูดเตือน ณ ตอนนั้น แล้วเขาไม่เคือง = ก็พูดตอนนั้นได้เลย
2. ถ้าพูดเตือน ณ ตอนนั้น แล้วเขาจะเคือง = ก็อย่าเพิ่งพูด ให้หาเวลาและวิธีการอื่นที่พูดแล้วเขารับได้ เช่น เวลากินข้าว
3. ให้เห็นว่าความขัดเคืองของเขาเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการที่เขาจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ = ก็ต้องพูด
4. ถ้าพูดเตือนแล้ว เขาจะเคือง และจะไม่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแน่ ๆ = ก็ต้องใช้อุเบกขา
- อย่ามีจิตใจที่คิดว่า “เรื่องของเขา เราจะไม่ยุ่ง” อันนี้เป็นโมหะ แต่ให้มีพรหมวิหาร 4 พิจารณาตามลำดับข้างต้น
Q6: ไม่ควรไว้ใจในคนไม่คุ้นเคย แม้ในคนคุ้นเคยก็ไม่ควรไว้ใจ
A: ไว้ใจ = เพลิน, ประมาท, ถือวิสาสะ ไม่ได้หมายความว่า ไม่เชื่อใจ
- ต่อให้เป็นคนคุ้นเคยกัน ก็ต้องระมัดระวัง เกรงใจกัน ไม่ถือวิสาสะ ไม่ประมาท
Q7: ลดผลกรรมจากอาชีพฆ่าสัตว์
A: ลดผลของกรรม = เพิ่มปริมาณความดี
- ให้ทำความดีอย่างอื่น ไม่ประมาทในการให้ทาน ไม่ประมาทในการรักษาศีลข้ออื่น ไม่ประมาทในการเจริญภาวนา และให้ตั้งจิตอธิษฐานที่จะทำมาหากินอย่างอื่นที่ไม่ต้องฆ่าสัตว์
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 31 Aug 2025 - 52min - 357 - ข้อปฏิบัติที่ไม่มีทางผิด 3 ประการ [6835-1u]
ช่วงไต่ตามทาง:
- ผู้ฟังท่านนี้ เคยเป็นคนมีความสงสัยมาก แต่เมื่อได้ฟังธรรมะจากครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ทำให้มีความเข้าใจมากขึ้น จิตใจเย็นลง ความสงสัยในเรื่องต่าง ๆ จางคลายไป ระงับไป
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:วิธีคิดที่ไม่มีทางผิด
- อปัณณกสูตร การปฏิบัติที่ไม่มีทางผิด
เรื่องที่ 1 อุปมาเหมือนลูกเต๋าที่ปรับแต่งถ่วงน้ำหนักไว้แล้ว ยังไงก็ลงด้านนี้ตลอด ใช้เป็นกลโกงในการเล่นพนัน ก็แต่คนดีก็สามารถนำมาวิธีคิดให้ได้เปรียบมาใช้กับสถานการณ์เพื่อให้ตั้งอยู่ในความดีได้ตลอด ไม่เผลอเพลิน มีสติ ทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย ทั้งในปัจจุบันและในเวลาต่อ ๆ ไป
เรื่องที่ 2 พ่อค้าเดินทางด้วยเกวียนไปค้าขายต่างเมือง ต้องผ่านเส้นทางที่มียักษ์คอยหลอกลวงจับพ่อค้ากิน พ่อค้าเห็นว่าถ้าข้ามไปได้จะค้าขายได้กำไรมาก จึงเตรียมตัวบริหารความเสี่ยงต่าง ๆ เช่น เตรียมน้ำไปให้เกินพอดีนิดหน่อยสำหรับการเดินทาง สั่งลูกน้องไม่ให้ใช้น้ำเกินและอย่าเชื่อคนที่เจอระหว่างทาง
ความเสี่ยงสูง แต่คุ้มที่จะทำ
- ในทุกเรื่อง ถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีปัญญา ก็จะมีความเสี่ยงสูง แต่ถ้าจะเกิดผลตอบแทนที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย และเกิดประโยชน์ทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาต่อ ๆ ไปอีก แม้จะมีความเสี่ยงมาก แต่ก็คุ้มที่จะทำ โดยสามารถลดความเสี่ยง ด้วยการเพิ่มความรู้ ลดความยาก ด้วยการเพิ่มความเพียรได้
วิธีคิดที่ไม่มีทางผิด
1. มีระบบที่จะป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า (มีปัญญา โยนิโสมนสิการ)
2. มีระเบียบวินัยที่จะทำตามระบบนั้น (มีวิริยะ มีความเพียร)
3. หากเกิดความผิดพลาด ให้รีบแก้ไข
4. มีความยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ได้ แต่ต้องไม่เสี่ยงจนเกินไป
วิธีคิดในการกระทำมี 2 แบบ
1. ยังไงก็ผิด = เป็นความวิบัติ 3 อย่าง คือ ศีลวิบัติ จิตวิบัติ และทิฏฐิวิบัติ
2. ยังไงก็ไม่ผิด = เป็นความถึงพร้อม 3 อย่าง คือ ศีลสัมปทา จิตสัมปทา และทิฏฐิสัมปทา
ข้อปฏิบัติ 3 อย่าง ที่ไม่มีทางผิด
1. การคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย = สำรวมอินทรีย์ ระวังอย่าให้บาป อกุศลธรรมเกิดขึ้น
2. การรู้ประมาณในการบริโภค = อย่ากินมากเกินไป กินพอระงับเวทนา ไม่กินเพื่อเล่น, มัวเมา, ประดับตกแต่ง
3. การประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ = ทำความเพียรในการเดินจงกรม นั่งสมาธิ อยู่เป็นประจำ
- ถ้ามีความคิดนึกตริตรึกใน 3 เรื่องนี้อยู่เสมอ จะทำให้การปฏิบัติไม่ว่าเรื่องใด มีแต่จะดีท่าเดียว
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 24 Aug 2025 - 59min - 356 - ความคิดในจิตสุดท้าย [6834-1u]
Q1: พระสูตรภาษาอังกฤษ
A: พระสูตร 2 ภาษา (ไทย-อังกฤษ) รับฟังได้ 4 ช่องทาง
1. FM 88.00 MHz ทุกวัน เวลา 05.00-05.30 น.
2. Youtube ช่องปัญญาภาวนา รายการ PureDhamma
3. Podcast ช่องปัญญาภาวนา รายการ PureDhamma
4. www.panya.org
- รายการ Sunday Dhamma talk เดือนละครั้ง ทุกวันอาทิตย์ที่สามของเดือน ทาง FM 88.00 MHz เวลา 08.00 น.
Q2: ค้าขายอาวุธ
A: สำหรับอุบาสกอุบาสิกา ที่มีจิตใจน้อมตั้งดิ่งอยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ควรค้าขาย 5 อย่าง ได้แก่ 1. อาวุธ 2. สัตว์เป็น 3. สัตว์ตาย (เนื้อสัตว์) 4. สุรา 5. ยาพิษ
- แม้การค้าขาย 5 อย่างนี้ จะไม่ผิดศีล แต่เป็นไปเพื่อการสนับสนุนให้มีการทำผิดศีล จึงมีส่วนได้รับบาปนั้นด้วย
- เพื่อไม่ให้ได้รับส่วนแห่งบาป อันจะเป็นตัวปิดกั้นทางสู่มรรคผลนิพพาน ให้ค้าขายอย่างอื่นหรือทำอาชีพอื่น
- ยุทโธปกรณ์ที่ใช้สำหรับป้องกันอาวุธเข้ามาโจมตี ถือว่าเป็นอาวุธเช่นกัน เพราะขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะนำใช้ไปทางไหน จึงถือเป็นการค้าขายอาวุธ
- การปรับเปลี่ยนความรู้ ความสามารถ เทคโนโลยี ไปในทางไม่เบียดเบียน เกิดประโยชน์กับตัวเองหรือผู้อื่น คือทางที่ถูกต้อง
Q3:ค้าขายเนื้อสัตว์
A: บุญ บาป เป็นคนละบัญชี
- การค้าขายเนื้อสัตว์ ไม่ได้ผิดศีล
- คนขายเนื้อสัตว์ อย่าทำผิดศีลและสร้างบุญในรูปแบบอื่น เช่น รักษาศีลให้ดี เจริญสมาธิ ทำทาน ค่อย ๆ ลดการเบียดเบียนลง และตั้งจิตอธิษฐานในการเปลี่ยนอาชีพ
Q4: การซื้อหุ้นของบริษัทค้าอาวุธ
A: แบบแรก ซื้อหุ้นแบบวิเคราะห์สถิติ ซื้อมาขายไป = ไม่เป็นการสนับสนุนการค้าอาวุธ
แบบสอง ซื้อหุ้นแบบพื้นฐาน มองธุรกิจ ผลประกอบการในช่วงมีการรบ คาดว่าจะได้กำไรจึงลงทุน = เป็นการสนับสนุนการค้าอาวุธ
Q5: เนื้อวัว VS เนื้อหมู
A: การฆ่า ไม่ดีทั้งหมด
- สัตว์ที่ฆ่า บาปไม่เท่ากัน ดูจากตัวเล็กตัวใหญ่ มีบุญคุณมากน้อย สัตว์นั้นเบียดเบียนมากหรือน้อย
- คนที่ค้าขายเนื้อสัตว์ เมื่อรู้ว่าประมาทแล้วแต่ยังออกมาไม่ได้ ก็ต้องไม่ประมาท อาจลดการฆ่าหรือลดกินเนื้อสัตว์บางประเภท
Q6: ละความโกรธ
A: ไม่ควรโกรธใครเลย
1. ใช้ “เมตตา” ช่วยละความโกรธ
2. ใช้ “กรุณา” เพื่อยับยั้งการตอบโต้ของเรา, แนะนำเขาให้ดีขึ้น
3. ใช้ “อุเบกขา” หยุดจิตของเราไม่ให้ไปในทางอกุศล ให้ตั้งจิตวางเฉยต่อผัสสะที่มากระทบว่า “สัตว์โลกมีกรรมเป็นของของตน เขาทำกรรมอย่างไร ก็จะได้รับผลอย่างนั้น เขาเบียดเบียนผู้อื่น เขาก็มีกรรมของเขา ถ้าเราเบียดเบียนเขา เราก็จะมีกรรมของเรา อย่ากระนั้นเลย เราก็จะไม่เบียดเบียนใคร”
Q7: ภัยธรรมชาติ เกิดจากกรรมใด
A: ทุกขเวทนา เกิดได้ด้วยเหตุ 6 ประการ คือ 1. กรรมเก่าของเรา 2.เหตุแห่งดินฟ้าอากาศ 3.กรรมของคนอื่น 4. สุขภาพของเรา 5. เตรียมตัวไม่สม่ำเสมอ 6. กรรมในปัจจุบัน
- วิธีปรับจิตให้อยู่กับเวทนาได้อย่างสบายใจ คือ นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น บุญจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาที่อยู่กับทุกขเวทนา เช่น ขันติ อุเบกขา
- “เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม” เพราะทุกข์สังเกตได้ง่าย ทำให้ไม่ประมาท แต่สุข ทำให้เพลินได้ง่าย ทำให้ประมาท แต่ทั้งสุขและทุกข์ ต่างก็ตั้งอยู่ดับไปเช่นกัน สุขเวทนาและทุกขเวทนาจึงนำมาซึ่งทุกข์พอ ๆ กัน
Q8: ความคิดในจิตสุดท้าย
A: จิตสุดท้าย ให้นึกถึงสิ่งที่เป็นกุศลธรรมที่เคยได้ทำ จะนำไปสู่สุขคติ เช่น การทำบุญทำทาน รักษาศีล ดูแลพ่อแม่อย่างดี เคยไปบวชไปปฏิบัติธรรม นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ นึกถึงการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของเรา จะทำให้เป็นผู้มีสติ ไม่ลืมหลง เกิดสมาธิ อย่างน้อยก็ได้เป็นพระอนาคามี มีพรหมโลกเป็นที่ไป
- ด้วยจิตสงบ มีสมาธิแล้ว ถ้าพิจารณาให้เกิดปัญญาว่า “ทุกสิ่งเป็นของไม่เที่ยง” ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ ไม่ก่อนไม่หลังความตาย
- ขอให้มีสติ ไม่หลง ไม่เพลิน ไม่ประมาท ฝึกจิตให้นึกถึงสิ่งที่เป็นกุศลธรรมอยู่เสมอ นึกถึงความตายวันละหลาย ๆ รอบ เป็นมรณานุสติ
การนึกถึงความตายด้วยปัญญาอย่างถูกต้อง ก็จะพ้นจากความตายได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 17 Aug 2025 - 54min - 355 - อธิษฐานสู่ความสำเร็จ [6833-1u]
ช่วงไต่ตามทาง:บนบานเพื่อได้ยอดขาย/สอบติด
- ผู้ฟังท่านนี้เป็นนักขายประกัน มีศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัย ไม่เชื่อว่าการบนบานจะช่วยเพิ่มยอดขายได้ แต่เพื่อนร่วมวงการไปบนบานแล้วได้ลูกค้าเพิ่ม และลูกค้าของผู้ฟังก็ให้หมอดูก่อนทำประกัน เกิดความลังเลว่าจะไปบนบานบ้างดีหรือไม่ แต่ในใจก็แย้งเพราะมีศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัย
- ผู้ฟังอีกท่าน มีศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัย ลูกจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้พาลูกไปบนบานศาลกล่าวที่ใด ต่างกับเด็กคนอื่น
- ความมั่นใจอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ สามารถยังประโยชน์ให้ถึงความสำเร็จในชีวิตได้
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:อธิษฐานสู่ความสำเร็จ
ความงมงาย กับ การอธิษฐาน
- งมงาย = ศรัทธาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา
- อธิษฐาน = การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เป็นการ “สร้างเหตุ” ที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จ ไม่ใช่อธิษฐานเพื่อขอผลสำเร็จ โดยจะมีเครื่องบูชาหรือไม่ก็ได้ สำคัญอยู่ที่ใจ
- การอธิษฐานไม่ใช่การบนบานหรืออ้อนวอนขอร้อง
- พระพุทธเจ้าสอนว่า “ถ้าลำพังคนเราจะได้อะไร เพียงจากการอ้อนวอนขอร้องแล้ว จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร”
- การอ้อนวอนขอร้องไม่ใช่หลักการของคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ท่านให้ทำ คือ “อธิษฐาน”
การบูชาสิ่งที่ควรบูชาเป็นมงคลอย่างยิ่ง
- การบูชา ไม่ใช่การอ้อนวอนขอร้อง
- การบูชาบรรพบุรุษ หรือเทพเจ้า ให้บูชาในคุณความดีให้เข้ามาอยู่ในจิตใจ เช่น ความเมตตากรุณาที่ท่านเลี้ยงดูมา คุณความดีของเทพเจ้า เช่น ความกล้าหาญ ความซื่อสัตย์ ความเพียร
- เครื่องบูชา มี 2 รูปแบบ ได้แก่
1. การให้ทานโดยมีผู้รับ
2. การบูชายัญโดยไม่มีผู้รับ
- ความเชื่อที่ว่า ยัญที่บูชาแล้วมีผล ทานที่ให้แล้วมีผล เป็นสัมมาทิฏฐิ
อธิษฐานสร้างเหตุนำไปสู่ความสำเร็จ
- ระเบียบวินัย นำไปสู่ความสำเร็จ
- วิธีตั้งจิตอธิษฐาน
1. เริ่มต้นให้ตั้งจิตยินดีนึกถึงศีลหรือคุณความดีของสิ่งที่อธิษฐานต่อ เช่น คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สังฆคุณ 9 ของครูบาอาจารย์ ความดีของเทพเจ้าต่าง ๆ ศีลของพญานาค สังคหวัตถุ 4 ของท้าวเวสสุวรรณ พรหมวิหาร 4 ของท้าวมหาพรหม
2. บูชาด้วยสิ่งของต่าง ๆ ที่ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์
3. ให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า “เพื่อให้ได้ผลนี้ ฉันจะสร้างเหตุดังนี้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใด ก็จะไม่เลิกความเพียรนี้”
พระพุทธเจ้าอธิษฐานสร้างเหตุ
- การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่สุด พระพุทธเจ้าอธิษฐานสร้างเหตุที่ใต้ต้นโพธิ์
ความมั่นใจและความศรัทธา
- กำลังใจในการทำความเพียร (วิริยะ) = ความมั่นใจ = ความศรัทธา = ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผลและปัญญา ไม่ใช่งมงาย
- ศรัทธา 4 อย่าง ได้แก่
1. ศรัทธาในเรื่องของกรรม = กฎแห่งกรรม
2. ศรัทธาในผลของกรรม = ผลของกรรมอาจไม่ได้ให้ผลในทันที แต่จะให้ผลในเวลาต่อไป และให้ผลไม่เท่ากัน มากบ้างน้อยบ้าง
3. ศรัทธาว่าสัตว์มีกรรมเป็นของของตน = แต่ละคนต้องรับผิดชอบในการกระทำของตน
4. ศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า = พุทโธ (ทางพ้นทุกข์มีอยู่) ธัมโม (วิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงความพ้นทุกข์มีอยู่) สังโฆ (ผู้ปฏิบัติแล้วพ้นทุกข์ได้จริงมีอยู่) ให้มีศรัทธาในข้อนี้แบบอจลศรัทธา คือ ศรัทธาเหมือนเสาหินยาว 16 ศอก มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 1 ศอก เป็นเสาหินทั้งแท่งไม่มีรอยต่อ ฝังลงไปในดินลึก 8 ศอก โผล่ขึ้นพ้นดินยาว 8 ศอก ทำมุม 90 องศากับพื้นดิน ตบดินให้แน่นอย่างดี ลมจะไม่สามารถพัดเสานี้ให้สั่นคลอนได้ ผู้ที่มีศรัทธาในข้อนี้อย่างเต็มเปี่ยม สามารถยังประโยชน์ให้ไม่ต้องเกิดอีก เป็นพระโสดาบันเข้าถึงกระแสที่จะเข้าสู่พระนิพพานได้
- บุคคลที่มีศีลเต็ม มีศรัทธาเต็ม สามารถยังประโยชน์ในชีวิตนี้ให้สำเร็จได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 10 Aug 2025 - 56min - 354 - วิธีเปลี่ยนแปลงความผิดพลาดในชีวิต [6832-1u]
Q1: ชาวพุทธสายมู
A: คนมีที่พึ่งดีกว่าคนไม่มีที่พึ่ง เพราะคนมีที่พึ่ง ยังมีความละอายใจกับการทำไม่ดีต่อสิ่งที่นับถือ แต่คนไม่มีที่พึ่งจะทำไม่ดีได้โดยไม่ละอายใจต่อสิ่งใด
- คนมีที่พึ่งไม่ถูกต้อง = ขอให้พ้นทุกข์ด้วยการอ้อนวอนขอร้องต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่การอ้อนวอนขอร้องไม่ใช่วิธีที่ทำให้พ้นทุกข์ได้ เพราะถ้าใช่ โลกนี้จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร ไม่มีคนเจ็บป่วย ซึ่งความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
- คนมีที่พึ่งถูกต้อง = คือ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง แล้วรู้ธรรมะ เห็นธรรมะ ใช้ธรรมะเป็นที่พึ่ง คือ การใช้ตนเป็นที่พึ่ง ทุกข์หนักอยู่ที่ใจ ถ้าจิตใจตั้งไว้ถูกต้อง ก็จะปล่อยวางทุกข์ได้ จิตใจจะเบาลงได้ โดยไม่ต้องอ้อนวอนขอร้องต่อสิ่งใด
- อิทธิปาฏิหาริย์ในพระพุทธศาสนามีมาก หลายชั้น แต่ไม่ใช่เรื่องการอ้อนวอนขอร้อง ไม่ได้มีสิ่งใดบันดาล แต่เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจที่เกิดจากอำนาจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
- มรรค 8 (ศีล สมาธิ ปัญญา) ที่เกิดจากการมีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดในชีวิตได้ ทำกรรมดีก็จะได้ผลดี กรรมนั่นแหละ คือ ปาฏิหาริย์ของการกระทำที่จะให้ผลเกิดขึ้นกับตัวเรา หากเข้าใจได้เช่นนี้ นั่นคือ ปัญญา อภินิหารต่าง ๆ จึงจัดอยู่ในส่วนของปัญญา
Q2: ทำบุญใส่ซองให้พระ/ใส่ในบาตร/ตู้บริจาค
A: พุทธพจน์ = เงินและทองไม่ควรแก่สมณะ เงินและทองควรแก่ฆราวาสเท่านั้น สมณะไม่ควรยินดีในการรับเงินและทอง แต่สามารถรับปัจจัยสี่ที่ควรแก่สมณะจะบริโภคที่เกิดจากเงินและทองนั้นได้ โดยให้มี “ไวยาวัจกร” ผู้ที่ทำการแทนสงฆ์
- ไวยาวัจกร ต้องเป็นอุบาสก หรือคนทำการในอารามนั้นที่ไม่ใช่ผู้หญิง
- เมื่อพระต้องใช้ปัจจัยสี่ที่ควรแก่สมณะจะบริโภคสิ่งใด ก็จะไปบอกไวยาวัจกรให้ช่วยจัดหาให้ ไวยาวัจกรก็จะนำเงินที่โยมทำบุญไปจัดหามาให้พระ
- การให้ทาน ต้องหวังเอาบุญ จึงต้องทำต่อเนื้อนาบุญ (ผู้ที่มีราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง)
Q3: Internet ประตูสู่ความเสื่อมของพุทธศาสนา
A: พระพุทธศาสนาเคยเสื่อมจากประเทศอินเดียที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนา ทั้งที่สมัยนั้นยังไม่มี Internet แต่เพราะมีมิจฉาทิฏฐิ ทำให้ความเข้าใจที่ถูกต้องค่อย ๆ หายไป
- เหตุแห่งความเสื่อมของพุทธศาสนา คือ พระเถระไม่ใส่ใจในการปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่ทรงจำคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้องดีงาม ไม่ได้บอกสอนต่อกันไป สนใจแต่เรื่องชื่อเสียง ลาภสักการะ
- เทคโนโลยี เป็นผัสสะรูปแบบหนึ่ง มีการสื่อสารข้อมูล ผัสสะจะเป็นตัวกระตุ้นกิเลส จึงต้องสำรวมอินทรีย์ ตั้งสติไว้ให้ดี
- Internet เป็นเครืองมือในการเผยแพร่คำสอนได้
Q4: พระเล่น Internet
A: ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่การละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศลธรรม (กระตุ้นราคะ โทสะ โมหะ) ก็ทำได้ ไม่ผิดศีล ไม่อาบัติ
- การผ่อนคลายสำหรับพระสงฆ์ คือ การนั่งสมาธิ ไม่ใช่การดูซีรีส์
Q5: ภาระของพระสงฆ์
A: ภาระ = ของหนัก
- เมื่อบวชเป็นพระ ก็ต้องรับภาระในการทรงจำคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ
- สมบัติ/ประโยชน์ที่จะได้รับในพุทธศาสนาก็มีมากเช่นกัน เป็นเรื่องเบาใจ เช่น มีความปล่อยวาง มีจิตสงบ มีปัญญา มีสมาธิ
- ต้องมีความคิดแบบม้าอาชาไนย ต่อให้ใครไม่ทำ เราก็จะทำ
- เมื่อรับภาระแล้ว ให้มุ่งที่ผลประโยชน์ที่จะได้รับ ก็จะมีกำลังใจในการปฏิบัติ
Q6: ความผิดพลาดในชีวิต
A: ถ้ามองแต่จุดที่ผิดพลาด ก็จะโฟกัสที่จุดนั้น สิ่งนั้นก็จะมีพลัง ทำให้กิเลสเพิ่มขึ้น (ราคะ โทสะ โมหะ เพิ่มขึ้น)
- แต่ถ้ามองข้อผิดพลาดนั้นว่า เป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง พัฒนาข้อผิดพลาดให้ดีขึ้น = เป็นสัมมาทิฏฐิ (ราคา โทสะ โมหะ เบาบางลง) เกิดสัมมาวายามะ (ความเพียร) เกิดความแน่วแน่จริง การลงมือทำจริง ข้อผิดพลาดนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงพัฒนาให้ดีขึ้นได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 03 Aug 2025 - 56min - 353 - วิธีรับมือกับสถานการณ์ที่ยากต่อการตัดสินใจ [6831-1u]
ช่วงไต่ตามทาง:ทำงานที่ใหม่/ที่เดิม
- ผู้ฟังท่านนี้ได้รับข้อเสนอจากที่ทำงานใหม่ที่ดีกว่าที่เดิม แต่ก็ลังเลใจเพราะที่ทำงานเดิมก็ดีอยู่แล้ว จึงปรึกษาคนรอบข้าง แต่ก็ได้รับความเห็นต่างกัน จึงตัดสินใจไม่ได้
- สภาวะกำกวม กังวลใจ ความสับสน ความไม่แน่ใจ ความไม่มั่นใจ ความเคลือบเคลืองสงสัย เห็นแย้ง เรียกว่า “วิจิกิจฉา”
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: ปัญญากับสถานการณ์ที่ยากต่อการตัดสินใจ
ตัวเรา คือ คนที่รู้ตัวเราดีที่สุดว่า สถานการณ์เป็นอย่างไร ต้องการสิ่งไหน จะดำเนินชีวิตไปอย่างไร แต่ที่ตัดสินใจไม่ได้ เพราะจิตของเราไม่ได้ตั้งอยู่ในสถานะที่จะบอกได้ เพราะยังมีความไม่ลงใจ มีความเคลือบแคลงใจ เรียกว่า “วิจิกิจฉา” ซึ่งทางออกของปัญหานั้น คือ “ทางสายกลาง”
ทางสายกลาง = มัชฌิมาปฏิปทา องค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง (ศีล สมาธิ ปัญญา)
- การตัดสินใจไม่ได้ เป็นมิจฉาสังกัปปะ ยังไม่อยู่ในทางสายกลาง
- ความขัดแย้งกันในตัวเอง ต้องใช้ปัญญาเท่านั้นจึงจะเข้าใจ
- “ปัญญา” เกิดได้ด้วยการคิดอย่างเป็นระบบตามอริยสัจสี่ (โยนิโสมนสิการ) ด้วยจิตอันเป็นสมาธิ เรียกว่า การพิจารณา เมื่อพิจารณาแล้วก็จะเกิดปัญญา
วิธีทำให้เกิดปัญญา (ทำให้จิตว่าง) 2 วิธี
วิธีที่ 1 นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
- จิตจะเกิดความสบายใจ เพราะเมื่อเราตริตรึกเรื่องไหน จิตจะน้อมไปในเรื่องนั้น จิตน้อมไปในเรื่องไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง
- เมื่อเรานึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างถูกต้องดีงาม ประกอบด้วยปัญญา อันเป็นศรัทธาที่ใช่แล้ว เราจะมีปีติสุข คือ ความอิ่มเอิบใจ ความสบายใจเกิดขึ้นในภายใน ความเครียด ความกังวลใจ ภายในใจ ก็จะหยุดลงครู่หนึ่ง ณ จังหวะนั้น เราหยุดความกังวลใจได้ หยุดสิ่งที่ไม่ควรทำได้ และเราก็จะสามารถทำสิ่งที่ควรทำ ควรเจริญ ให้เกิดขึ้นได้ ณ จุดนั้น แล้วก็ต้องรักษาสภาวะแบบนี้ไว้ ก็จะไม่กลับไปกังวลใจอีก
วิธีที่ 2 เจริญพรหมวิหาร 4
- เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
วิธีพิจารณาสถานการณ์ที่ยากต่อการตัดสินใจ
- เมื่อจิตสงบแล้ว ให้ยกเอาสิ่งสถานการณ์ที่เป็นปัญหาขึ้นมาพิจารณา ทีละทางเลือก ด้วยจิตอันสงบ แล้วสังเกตดูจิตของเราว่าแจ่มใสขึ้น หรือเศร้าหมองลง ร้อนหรือเย็น ทำ 3 ครั้ง 3 วัน จดไว้ แล้วตัดสินใจตามนั้น อย่าเปลี่ยนการตัดสินใจอีก เดินหน้าอย่างเดียว
- การตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ทุกข์ก็มี สุขก็มี ต้องเจอปัญหา ปรับตัว ให้มีการพัฒนา บ่มเพาะให้จิตใจมีความเข้มแข็ง เรียนรู้จากประสบการณ์
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 27 Jul 2025 - 47min - 352 - พระสงฆ์ สีกา กับ วิกฤตแห่งศรัทธา [6830-1u]
Q1: พระสงฆ์ สีกา กับ วิกฤติแห่งศรัทธา
A: พระพุทธเจ้าบัญญัติ “พระวินัย” เพื่อให้คนที่ยังไม่มีศรัทธา ให้มีศรัทธา ให้คนที่มีศรัทธาอยู่แล้ว ให้มีศรัทธามากยิ่งขึ้น เพราะมีพระวินัย พระพุทธศาสนาจึงดำรงมาได้จนถึงทุกวันนี้
แง่มุมที่ 1 = เป็นเรื่องที่ดี ที่อุบาสก อุบาสิกา ในปัจจุบัน ยังมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า พฤติกรรมเสพเมถุนของพระสงฆ์กับสีกาในข่าว เป็นสิ่งไม่ดี ซึ่งเป็นกระบวนการป้องกันการประพฤติมิชอบในศาสนา
แง่มุมที่ 2 = ความมหัศจรรย์ของธรรมวินัย จะมีกระบวนการกำจัดคนไม่ดีออกไป คนทุศีล จะอยู่ไม่ได้ พระพุทธเจ้าเปรียบไว้ เหมือนทะเลจะไม่อยู่รวมกับซากศพหรือเศษสิ่งของ ที่จะถูกพัดให้เกยตื้นขึ้นฝั่งเสมอ
แง่มุมที่ 3 = การปล่อยให้คนไม่ดีอยู่ในหมู่สงฆ์ ก็จะดึงคนอื่นไปไม่ดีด้วย (อ้างได้ว่าคนอื่นก็ทำ) ดังนั้น การตัดคนไม่ดีออกจากระบบ จะทำให้คนอื่นไม่ถูกดึงไปในทางเสื่อมด้วย
- เรื่อง อาบัติ ไม่ได้มีไว้เพื่อเพ่งโทษ แต่เป็นกรอบเพื่อแยกแยะเรื่องดี เรื่องไม่ดี ถ้าไม่ดี ก็ให้แก้ไขปรับปรุง
- อาบัติหนัก = การกระทำที่ผิดพลาด ซึ่งมีกระบวนการแก้ไขได้ยาก เช่น อาบัติสังฆาทิเสส (ต้องติดคุกพระ 6 วัน และต้องนิมนต์พระ 20 รูป มาเพื่อรับฟัง และแก้ไข), อาบัติปาราชิก (เช่น เสพเมถุน ขโมยของ ฆ่ามนุษย์ อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน ต้องขาดจากความเป็นพระ)
- แม้อาบัติหนัก จะแก้ไขได้ยากหรือแก้ไขไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ตกนรกเสมอไป ถ้าปรับปรุงตนเองเป็นฆราวาส รักษาศีล 8 อย่างดี หรือบวชเป็นเณร รักษาศีล 10 อย่างดี ก็สามารถบรรลุธรรมได้
แง่มุมที่ 4 = คำว่า “สีกา” มาจาก อุบาสิกา, คำว่า “ประสก” มาจาก อุบาสก
แง่มุมที่ 5 = จุดเกิดการแก้ไขปรับปรุงตน คือ ตนเตือนตน, คนอื่นเตือนตน, โดนโพสต์ลงโซเซียล, ถูกองค์กรวินิจฉัย, ตกนรก
แง่มุมที่ 6 = การทำผิดศีล เกิดจาก “กิเลส” ล่อลวง ด้วยชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ เพศตรงข้าม
แง่มุมที่ 7 = โทษของการศรัทธาในตัวบุคคล 5 อย่าง 1. เสียความเลื่อมใส 2. ติเตียน 3. เสียใจ 4. เสื่อมจากสัทธรรม 5. เสื่อมศรัทธา
- “ศรัทธา” จึงต้องประกอบด้วย “ปัญญา” เสมอ กล่าวคือ ศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (ไม่ใช่ตัวพระพุทธเจ้า) (พุทโธ) ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า (ธัมโม) และศรัทธาในการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ของพระสงฆ์หรือใครก็ได้ (สังโฆ)
- ปัจจุบัน พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยังคงมีอยู่ ไม่ได้หายไปไหน หากเห็นด้วยปัญญาเช่นนี้ นั่นคือ อจลศรัทธา เป็นศรัทธาที่ไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลน
Q2: การลาสิกขา
A: การลาสิขา จะสำเร็จประโยชน์ต่อเมื่อ มีบุคคลที่เป็นพระสงฆ์ (ที่ไม่ปาราชิก) คนเดียว รับฟังว่า จะไม่อยู่เป็นพระแล้ว ขอลาสิกขา เพียงเท่านี้ ทำที่ไหนก็ได้
- ถ้าอาบัติปาราชิก บวชใหม่เป็นพระไม่ได้ แต่บวชเป็นเณรได้ ถ้าอาบัติอื่น บวชใหม่เป็นพระได้
- เรื่องเบาใจในศาสนานี้ยังมีอยู่ เช่น การเจริญเมตตา ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วเจริญพรหมวิหาร 4 แม้ชั่วลัดมือเดียว ก็ได้ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่เหินห่างจากฌานแล้ว จะมีนิพพานเป็นที่สุดจบได้นั่นเอง
Q3: ข้อปฏิบัติของพระสงฆ์ต่อสีกา
A: พระวินัย บัญญัติไว้แล้ว เช่น อย่ามอง, อย่าคุย, ถ้าต้องคุย ให้คุยเรื่องธรรมะ และห้ามเกิน 6 คำ, ถ้าต้องคุยเกิน 6 คำ ต้องมีผู้ชายอื่นอยู่ด้วย, ห้ามอยู่สองต่อสองในที่ลับหู ลับตา, ถ้าต้องอยู่สองต่อสองในที่ลับหู ลับตา หรือไม่ลับตา แต่ลับหู ก็ต้องยืน ห้ามนั่ง
- ให้รักษาศีล ตรวจสอบตนเองอยู่เป็นประจำ สำรวมอินทรีย์ ไม่ประมาท ในธรรมวินัยนี้ เป็นคำสอนสำหรับผู้ตั้งเจตนาดี มีปัญญา มีศรัทธา รู้จักแก้ไขปรับปรุงตัว ก็จะไม่เสีย มีแต่เจริญ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 20 Jul 2025 - 51min - 351 - วิธีรับมือกับสิ่งไม่น่าพอใจ [6829-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง
- ผู้ฟังท่านนี้เป็นข้าราชการ ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง เพราะคนที่อาวุโสน้อยกว่า ความสามารถน้อยกว่า แต่มีเส้นสาย ได้รับการเลื่อนตำแหน่งข้ามตนเองไป แต่ผู้ฟังท่านนี้ก็อดทน ไม่โกรธ ตั้งใจทำงานต่อไปอย่างดี ต่อมา หัวหน้าแผนกอื่นเห็นความสามารถจึงชักชวนไปอยู่ที่ส่วนงานอื่น ท้ายที่สุด ผู้ฟังท่านนี้ก็ได้เลื่อนตำแหน่งและทำงานด้วยความสุขใจ
- การที่เราตั้งอยู่ในความดี รักษาความดีของตนไว้อยู่ตลอด ปรับปรุงแก้ไขตนเองให้ดีอยู่เสมอ เป็นกุศลกรรม เป็นประโยชน์ แม้จะมีสิ่งที่ไม่น่าพอใจเกิดขึ้นบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ความดีนั้นจะให้ผลแน่นอน แต่อาจออกมาในรูปแบบอื่นที่ไม่คาดคิดได้
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: วิธีรับมือกับสิ่งไม่น่าพอใจ 5 ประการ
- เมื่อพบเจอสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ต้อง “มีสติ” รู้ว่าความไม่น่าพอใจเกิดขึ้นแล้ว จากนั้นให้ทำวิธีใดวิธีหนึ่งใน 5 วิธีนี้ เพื่อทำให้จิตใจตั้งอยู่ในกุศลธรรม กำจัดอกุศลธรรมออกไปจากใจ
- วิธีที่ 1 คิดเรื่องอื่น = ให้คิดเรื่องอื่นในทางสว่าง ไม่ใช่ทางที่ผิดศีล ตัวอย่าง กรณีนางปฏาจารา กรณีนางวิสาขา
- วิธีที่ 2 เห็นโทษของสิ่งที่ไม่น่าพอใจนั้น = ให้ละอกุศลธรรมในใจทันที ด้วยการเห็นโทษของสิ่งนั้น เช่น โทษของความโกรธ คือ ผิวพรรณไม่งาม นอนไม่เป็นสุข ได้รับความเสื่อม มีโภคทรัพย์น้อย ความไม่ดีเกิดขึ้นกับตน เสื่อมจากมิตร
- วิธีที่ 3 ไม่นึกถึงเรื่องที่ไม่น่าพอใจนั้นเลย = เอาจิตไปเข้าสมาธิแทน ตัวอย่าง กรณีพระมหาปันถก
- วิธีที่ 4 มองแง่มุมอื่นที่เป็นกุศล = ตัวอย่าง กรณีพระปุณณะ ไปอยู่ที่เมืองสุนาปรันตะ กรณีเศรษฐีตีนแมว
- วิธีที่ 5 อดทนต่อสิ่งที่ไม่น่าพอใจ = เช่น การนั่งสมาธิ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 13 Jul 2025 - 59min - 350 - งานสำเร็จด้วยจิตเป็นสุข [6828-1u]
Q1: หลักธรรมนำองค์กรสู่ความสำเร็จ
A: หัวหน้าต้องมีสังคหวัตถุ 4 = ธรรมะที่จะประสานหมู่ชนให้สามัคคีกันได้
1. ทาน = ให้ เสียสละ แบ่งปัน
2. ปิยวาจา = พูดจาดีต่อกัน ไม่ทิ่มแทง ไม่พูดคำหยาบ
3. อัตถจริยา =ประพฤติประโยชน์ ช่วยเหลือกัน
4. สมานัตตตา = มีตนเสมอกัน นัยแรก เสมอต้นเสมอปลายในทาน ปิยวาจา และอัตถจริยา นัยสอง มีเป้าหมายร่วมกัน นัยสาม มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรเช่นเดียวกับผู้อื่น
- หัวหน้าต้องมีพรหมวิหาร 4 = ธรรมะเพื่อการรักษาความเป็นผู้ใหญ่ของตน (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)
- บุคคลในองค์กรต้องมีอิทธิบาท 4 = ธรรมะเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)
Q2: ทำงานอย่างไรให้จิตใจเป็นสุข
A: งานทุกอย่างสามารถสร้างกุศลธรรมให้เกิดขึ้นในงานนั้นได้ (ยกเว้นงานที่ทำผิดศีล) เช่น สร้างความดี รักษาศีล ทำสังควัตถุ 4 เจริญอิทธิบาท 4 มีพรหมวิหาร 4 เป็นต้น ให้ตั้งความพอใจไว้ตรงนี้ ก็จะเกิดสันตุฏฐี = ความสันโดษ (พอใจในสิ่งที่มี ไม่ไปตามอำนาจความอยาก) ทำให้รักษาจิตให้เป็นสุขได้ ส่งผลให้เจริญอิทธิบาท 4 ได้ดียิ่งขึ้น ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานได้
Q3: การทำงานเป็นทีม
A: นอกจากสังคหวัตถุ 4 แล้ว ต้องมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นด้วย
- หัวหน้าต่อลูกน้อง (ตามหลักทิศ 6) = ให้ของที่มีรสประหลาด ให้ทำงานตามกำลัง มีรางวัลวันหยุด ดูแลยามเจ็บไข้
- ลูกน้องต่อหัวหน้า (ตามหลักทิศ 6) = ทำงานเต็มที่ ไม่ถือเอาทรัพย์ที่เจ้านายไม่ได้ให้ มาทำงานก่อน เลิกงานทีหลัง
Q4: ธรรมะสำหรับชีวิตคู่
A: ฆราวาสธรรม 4 = ธรรมะสำหรับผู้ครองเรือน
1. สัจจะ (ความจริง) = นัยแรก ให้ความจริงต่อกัน นัยสอง เห็นความจริงของโลก (อริยสัจ, อนิจจัง, อนัตตา)
2. ทมะ (การฝึกตน)) = ฝึกข่มบังคับใจตน ปรับเปลี่ยนตนเอง
3. ขันติ (ความอดทน) = อดทนต่อสิ่งที่ไม่น่าพอใจ พฤติกรรมที่ไม่ชอบ
4. จาคะ (ความเสียสละ)
- ความรักด้วยราคะ = ต้องการเงื่อนไขตอบแทน
- ความรักด้วยเมตตา = ไม่ต้องการเงื่อนไขใดตอบแทน ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต
- ความอดทนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของราคะซึ่งอยู่ไม่นิ่ง ความอดทนนั้นจะอยู่ได้ไม่นาน ทนได้แค่ไหน ก็อยู่ด้วยกันได้เท่านั้น
- แต่ความอดทนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเมตตา ความอดทนนั้นจะตามมาด้วยพรหมวิหาร 4 ข้ออื่น รวมถึงอุเบกขา
- สามีภรรยาไม่สามารถเปลี่ยนอีกฝ่ายให้เป็นในแบบที่ “อยาก” ให้เป็นได้ จึงต้องฝึกจิตใจให้มีความมั่นคง จึงจะอดทนได้มาก หากมีความอยากมาก จิตใจก็จะไม่มั่นคง
Q5: ภรรยา 7 ประเภท และหน้าที่ของสามี
A: ภรรยา 7 ประเภท
1. ภรรยาเสมอด้วยเพชฌฆาต = จ้องทำร้ายสามี
2. ภรรยาเสมอด้วยโจร = ขโมยของสามี, มีชู้
3. ภรรยาเสมอด้วยเจ้านาย = ชอบออกคำสั่งกับสามี
4. ภรรยาเสมอด้วยแม่ = คอยดูแล เตือนสามี
5. ภรรยาเสมอด้วยพี่สาวน้องสาว
6. ภรรยาเสมอด้วยเพื่อน
7. ภรรยาเสมอด้วยทาสี
- ข้อ 1-3 ไม่ดี ทำให้จิตใจตั้งอยู่ในทางอกุศล
- ข้อ 4-7 ดี ทำให้จิตใจตั้งอยู่ในทางกุศล
- หน้าที่ของสามีต่อภรรยา 5 ประการ
1. ยกย่องภรรยา
2. ไม่ดูหมิ่นภรรยา
3. ไม่ประพฤตินอกใจ
4. มอบความเป็นใหญ่ในหน้าที่ให้
5. ให้เครื่องประดับ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 06 Jul 2025 - 51min - 349 - AI กับ Mindset สู่ความสำเร็จ [6827-1u]
Mindset ที่นำไปสู่ความสำเร็จ
1. แยกแยะประโยชน์และโทษ = ทุกสิ่งล้วนมีทั้งประโยชน์และโทษ มากน้อยไม่เท่ากัน ต้องเรียนรู้ให้ทัน ลงมือทำให้เร็ว ปรับเปลี่ยนให้ไว อย่ากลัวความผิดพลาด เพราะความผิดพลาดจะนำไปสู่การแก้ไขให้เกิดการพัฒนาได้ และต้องลงมือทำบ่อย ๆ อย่าคิดว่าทุกอย่างต้อง Perfect จึงไม่ลงมือทำ การปรับปรุงตนเองเพียงวันละ 1% นำไปสู่การพัฒนาตัวเองได้
- ตัวอย่าง พิษของงู นำมาทำเป็นเซรุ่ม
- ตัวอย่าง AI มีโทษทำให้มนุษย์ไม่ได้ใช้ความคิดและมีปัญหาปฏิสัมพันธ์กับคน แม้ AI จะมีโทษ แต่ถ้าเข้าใจโทษของมันแล้ว อยู่กับโทษของมันให้ได้ พยายามลดโทษและพยายามสร้างประโยชน์จาก AI ก็จะได้รับประโยชน์
2. อย่ารักใครมากเกินไป อย่าเกลียดใครมากเกินไป = คนเราเปลี่ยนแปลงได้ อย่าไปยึดติด ความรักเป็นราคะ ความเกลียดเป็นโทสะ ต้องมีสติสัมปชัญญะ พิจารณาให้เห็นด้วยปัญญา เจริญพรหมวิหาร 4
3. รู้จักปฏิเสธ = งานมาก ทางเลือกมาก ต้องเลือกให้ดี รู้จักปฏิเสธบ้าง จัดลำดับความสำคัญของงานให้ถูกต้อง ให้จิตใจมาจดจ่ออยู่กับงานที่สำคัญ
4. กินอาหารพอประมาณ = อย่ากินอาหารเต็มที่ ให้กินแค่ 80% ของท้อง อย่ากินบ่อย เพราะมีสารพิษในอาหารมาก มีเมนูมาเชิญชวนมาก ทำให้เกิดความมัวเมา เป็นทาสของอาหาร นำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เกิดจากพฤติกรรมการกิน เช่น โรคกลุ่ม NCDs (เบาหวาน ความดัน หัวใจ ฯลฯ) เป็นต้น
5. นอนเป็นเวลา = ตั้งเวลาเข้านอน ดีกว่าตั้งเวลาตื่น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 29 Jun 2025 - 59min - 348 - รักษาศีลแล้ว จะกินอะไร? [6826-1u]
Q1: แก้ความขัดแย้ง ด้วยสันติวิธี
A: ต้องทำลายข้อจำกัดของแต่ละฝ่าย ด้วยการอยู่เหนือข้อจำกัดเหล่านั้น
- สันติวิธี คือ
1. ตั้งสติ = ไม่เผลอเพลินไปตาม “อารมณ์” ชอบใจหรือไม่ชอบใจ มีความอดทนไม่ไปตามการยั่วยุ จะทำให้การตัดสินใจเป็นไปด้วย “เหตุผล”
2. มีพรหมวิหาร 4 = โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เมตตา” และ “อุเบกขา”
3. ไม่ทำผิดศีล = เช่น ไม่ฆ่า ไม่พูดโกหก
- การพูดปลุกกระแสให้มีความสามัคคีกัน เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าพูดเพื่อให้เกลียดอีกฝ่ายหนึ่ง จะเป็นวาจาที่ยุยงให้แตกกัน อย่าให้เป็นอย่างนั้น
Q2: รักษาศีลแล้ว จะกินอะไร?
A: คนเรามักจะอ้างว่าจำเป็นต้องทำผิดศีล ถ้าไม่ทำผิดศีลแล้ว จะเอาอะไรกิน?
- คำตอบคือ ก็กินศีลที่คุณรักษานั่นแหละ
- วิธีกินศีลให้อิ่ม คือ ให้ศีลที่รักษาไว้ออกผล
1. ถ้าเรารักษาศีล ศีลจะรักษาเรา = เช่น มีความสุขกาย สุขใจ ไม่ทุกข์ในโรคภัยไข้เจ็บ ครอบครัวไม่แตกแยก
2. เมื่อมีศีล จะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง = แม้เจอผัสสะที่ไม่น่าพอใจ (เช่น ยอดขายตก) แต่เมื่อนึกถึงศีลแล้ว การตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ จะดีขึ้น จิตใจจะดีขึ้น เมื่อจิตใจดี มีความมั่นคงแล้ว จะสามารถตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งการตัดสินใจนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงของชีวิต เช่น ได้อาชีพใหม่ที่ไม่ผิดศีล ปัญหาในครอบครัวก็จะดีขึ้น ปัญหาต่าง ๆ ก็จะคลี่คลาย
Q3: ลืมแก้บน
A: หลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ไม่มีการอ้อนวอนขอร้อง หรือการบนบานศาลกล่าว มีแต่การตั้งเจตนา ตั้งอธิษฐาน ตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดความสำเร็จ การตั้งเจตนาต่อหน้าพระพุทธรูปหรือสิ่งที่เคารพ ก็เพื่อให้เกิดความละอายที่จะล้มเลิกการสร้างเหตุนั้นกลางทาง
- ถ้าเคยบนบานศาลกล่าวไว้แต่จำไม่ได้ แล้วไม่สบายใจ ก็ทำตามที่บนในจุดที่สบายใจ ณ เวลานั้น แล้วกลับมาอยู่ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องว่าไม่มีการอ้อนวอนขอร้องหรือบนบานศาลกล่าว แต่ให้ตั้งเจตนา อธิษฐานสร้างเหตุในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ
- มีศรัทธา มีความเพียรแล้ว ต้องมีปัญญาด้วย ก็จะไม่งมงาย ไม่ถูกหลอก
Q4: ชอบเช่าพระเครื่อง
A: เช่าพระมาหลายองค์ มีคนถามว่าตอนนี้ห้อยพระกี่องค์ แล้วองค์ที่เหลือจะห้อยตอนไหน คิดได้ จึงเลิกเช่าพระ = เกิดปัญญา เพราะมีกัลยาณมิตรให้เกิดกัลยาธรรม
Q5: ทุกสิ่งในโลก เป็นสิ่งสมมติ
A: ทุกสิ่งในโลก เป็นสิ่งสมมติ
- สิ่งสมมติทั้งหลาย เกิดจากการปรุงแต่งของจิต
- เมื่อเกิดความเพลิน ความพอใจ ในสิ่งสมมตินั้นแล้ว จะเกิดอุปาทาน (ความยึดถือ)
- เมื่อสิ่งที่ยึดถือนั้นเกิดเปลี่ยนแปลงไป ก็จะเกิดความทุกข์ทันที
- ดังนั้น ความทุกข์จึงเกิดจากความยึดถือ ยึดตรงไหน ทุกข์ตรงนั้น
- ทางแก้ = ไม่ใช่การกำจัดกองทุกข์ แต่ต้องกำจัดความยึดถือ ด้วยการเจริญศีล สมาธิ ปัญญา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 22 Jun 2025 - 53min - 347 - ปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน [6825-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: สุนัขตาย
- ความรัก ความชอบใจ ในสิ่งใด เป็นความเพลิน เป็นอุปาทาน (ความยึดถือ) จิตที่ยึดถือไว้กับสิ่งใด สิ่งนั้นจะเป็นตัวตน (อัตตา) ขึ้นมาทันที เมื่อสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป ต้องพลัดพรากจากสิ่งนั้น จิตจะถูกฉีกออก แหวกออก กระชากออก จึงเกิดความรู้สึกที่เป็นความทุกข์ขึ้น
- ความยึดถือที่เป็นผลจากความทะยานอยาก อันเกิดจากความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความเพลิน ซึมซาบเข้ามาสู่จิต โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะถูกอวิชชาบังไว้ ทำให้ตัณหาคืบคลานเข้ามา ทำให้จิตมีทุกข์
- อวิชชา เปรียบเหมือนยาพิษ ตัณหา ความทะยานอยาก ความยึดถือ เปรียบเหมือนลูกศร แทงเข้ามาในใจ
- ทางแก้ คือ ต้องถอนลูกศรออก ด้วยการตั้งสติไว้อยู่กับพุธโธ ธัมโม สังโฆ ลมหายใจ พิจารณากาย เป็นต้น และถอนยาพิษ ด้วยวิชชา (ความรู้) โดยใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ทุกคนต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ที่พอใจ ทั้งสิ้น สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วย่อมมีการแตกดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเกิดปัญญาเช่นนี้ อวิชชาจะคลายลง ความทุกข์ ความเศร้าโศกก็จะลดลง
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: ปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน
- หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อเราถูกกระทำ (ด้วยอกุศลธรรม) อย่ากระทำต่อ (ด้วยอกุศลธรรม) เราจะแย่กว่า เพราะเปลี่ยนจากดีกลายเป็นไม่ดี การเอาความชั่วเข้าห้ำหั่นกับความชั่วมันง่าย แต่จบยาก ความชั่วจะยิ่งเพิ่มขึ้น เหมือนทำความสะอาดพื้นสกปรก ด้วยสิ่งสกปรก
- ปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน
1. ให้เรารักษาเขตแดนทั้งภายนอก (แผ่นดิน) และเขตแดนภายใน (จิต) ของเราไว้ให้ดี กล่าวคือ ให้รักษากุศลธรรมทางกาย (ไม่ฆ่า) ทางวาจา (พูดจาดี) ทางใจ (ไม่พยาบาท) ตัวอย่าง พระเจ้าวิฑูฑภะรบกับพวกเจ้าศากยะ โดยพวกเจ้าศากยะฝึกซ้อมรบไว้เพื่อป้องกันแต่จะไม่ฆ่า เช่น ยิงธนูป้องกัน หรือฟันไม่ตาย
2. เปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร ด้วย “สังคหวัตถุ 4” คือ 1. ทาน 2. ปิยวาจา (พูดจาดี) 3. อัตถจริยา (ประพฤติประโยชน์แก่กัน) 4. สมานัตตตา (วางตนสม่ำเสมอ)
3. ใช้พรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) เพื่อหาทางออก
- สงครามทั้งหลายที่ลงกันไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างถือในเหตุผลของตน แต่หากยอมลดเงื่อนไขลงหรือไม่มีเงื่อนไขเลย สถานการณ์ก็จะคลี่คลายได้ ทางออกของปัญหาก็จะปรากฏขึ้น
- พรหมวิหาร 4 ให้ได้โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณ และไม่มีขอบเขต จะทำให้จิตใจของอีกฝ่ายอ่อนลง จะมองเห็นทางออกของปัญหาได้ แต่ต้องระวังเรื่อง "เมตตาเสือตกบ่อ" ที่เมตตาต้องมาพร้อมกับอุเบกขาด้วย
4. “ไม่ประมาท” ในเรื่องข่าว (ตามกระแสเกินไป, ปล่อยชะล่าใจเกินไป) การเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันตัว (คน, สิ่งของ, อาหาร, ยุทโธปกรณ์)
5. ใช้วิธีทางการทูตมากกว่าวิธีทางการทหาร (รบราฆ่าฟัน) ถ้าคุยกันไม่ได้ให้หยุดไว้ก่อน อย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์ (ราคะ โทสะ โมหะ) หากทั้งสองฝ่ายเจรจากันด้วยจิตที่มีราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง มีสติสัมปชัญญะ ประกอบด้วยเมตตาและอุเบกขาแล้ว จะรักษาทั้งสองฝ่ายได้ เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นความสามัคคีได้ เปลี่ยนทางตันให้เป็นทางออกได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายก็จะตกเป็นเครื่องมือของกิเลส ไม่มีใครชนะ แพ้ทั้งคู่
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 15 Jun 2025 - 54min - 346 - การถวายเงินให้พระสงฆ์ [6824-1u]
Q1: การถวายเงินให้พระ
A: การถวายเงินให้วัด หากตั้งจิตเจาะจงให้กับหมู่สงฆ์ (หมู่แห่งผู้ฟังคำสอน ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ) ถือเป็นการตั้งเจตนาไว้ดีแล้ว แม้พระสงฆ์ผู้รับไว้แทนจะเป็นพระทุศีล อานิสงส์ผลบุญที่เกิดจากการให้ทานนั้น ยังให้ผลเท่าเดิม
- พระพุทธเจ้าทรงเปรียบศาสนาพุทธเหมือนทะเลด้วยอุปมา 8 ประการ หนึ่งในนั้น คือ อุปมาเหมือนทะเลจะไม่อยู่ร่วมกับซากศพ เศษซากต่าง ๆ จะถูกพัดขึ้นฝั่งทั้งหมด คนที่ทำไม่ดีในคำสอนนี้จะอยู่ไม่ได้ จะต้องถูกซัดออกจากศาสนา
Q2: ทำบุญชาตินี้ หวังผลชาติหน้า
A: การมองการณ์ไกลด้วยปัญญา คือ การมองเห็นอนาคตว่ายังต้องเจอทุกข์จากความแก่ เจ็บ ตาย รวมถึงชาติหน้ายังต้องเกิดแล้วเจอแบบนี้อีก ไปอีกหลายชาติ เมื่อเห็นดังนี้จะคิดต่อไปว่า วันนี้จะทำอะไร เพื่อให้เมื่อความแก่ เจ็บ ตาย มาถึงแล้ว จะยังเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้ จะทำอย่างไรไม่ให้ไปเกิดในชาติหน้าอีก
- ให้สร้างเหตุปัจจัยในการทำความดี (ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา) แล้วตั้งจิตอธิษฐาน (ตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำเหตุนั้น ไม่ใช่การอ้อนวอนขอร้อง) ทั้งนี้ การให้ผลของบุญอาจใช้เวลา ระหว่างนั้นให้สร้างเหตุในการทำความดีต่อไปเรื่อย ๆ
Q3: การเล่นหวย
A: หลักในการใช้จ่ายทรัพย์ (สมชีวิตา) รายรับต้องท่วมรายจ่าย อย่าให้รายจ่ายท่วมรายรับ โดยใช้จ่ายใน 4 อย่าง
1. เลี้ยงตน เลี้ยงครอบครอบครัวให้เหมาะสม
2. ใช้จ่ายเพื่อการรักษา (เปลี่ยนเป็นสินทรัพย์อย่างอื่นที่ไม่สูญหาย, ลงทุน)
3. แบ่งปันเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
4. แบ่งปันเพื่อหวังบุญ (ทำบุญกับเนื้อนาบุญ)
- อบายมุข (รูรั่วของทรัพย์) ได้แก่ 1. นักเลงสุรา 2. นักเลงการพนัน 3. นักเลงเจ้าชู้ 4. มีเพื่อนชั่ว
- ซื้อหุ้นต่างกับซื้อหวย เพราะซื้อหวย ตอนออกรางวัลเราควบคุมไม่ได้ แต่การซื้อหุ้น เราควบคุมผลตอบแทนได้ว่าจะขายเท่าไร
Q4: ตู้ชำระหนี้สงฆ์
A: ตู้ชำระหนี้สงฆ์ = เพิ่งมีในสมัยนี้ มีที่มาจาก ญาติโยมไปวัด ใช้ของวัด ดินทรายติดเท้าออกมา เหมือนเอาของวัดออกจากวัด จึงอยากชำระคืนวัด
- ญาติโยมไม่ควรยินดีกับการถวายเงินให้พระสงฆ์โดยตรง เพราะจะทำให้ศีลหรือคุณธรรมของท่านลดลง ไม่ถูกต้องตามพระวินัย พระสงฆ์รับเงินเองไม่ได้ จะทำให้ศีลของพระรูปนั้นเสื่อมลง ผู้ทำบุญก็จะได้บุญลดลง แต่ควรยินดีให้พระรูปนั้นมีศีลบริบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยมอบให้ไวยาวัจกร ผู้ทำหน้าที่แทนในการจัดทำปัจจัย 4 ให้ควรแก่สมณะที่จะบริโภคต่อไป บุญก็จะเกิดขึ้นกับผู้ทำบุญ
Q5: การวางตัวของผู้หญิงกับพระ
A: ศีลของพระเพื่อป้องกันผู้หญิง เช่น พระสงฆ์จะอยู่สองต่อสองกับผู้หญิงไม่ได้ ต้องมีตาคู่ที่สามอยู่ด้วย ถ้าจะแสดงธรรม ต้องมีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่ด้วย และแสดงธรรมได้ไม่เกิน 6 คำ แตะต้องกายหญิงไม่ได้
- การอยู่ในที่ลับหู เช่น โทรศัพท์ ก็ควรให้มีหูคู่ที่สามอยู่ด้วย หรือบันทึกเสียงเอาไว้ หรือเปิด speaker phone ให้อีกคนฟังด้วย
- ดังนั้น เพื่อเป็นการจรรโลงรักษาศาสนา เวลาผู้หญิงไปหาพระ ไม่ควรไปคนเดียว แต่ให้มีผู้ชายไปด้วย หรือให้มีพระอีกรูปอยู่ด้วย เพื่อช่วยในการรักษาศีลของพระได้
Q6: ดูหนังฟังเพลง กับ การละความเพลิน
A: ผู้ที่ถือศีล 8 ต้องละการดูหนังฟังเพลง เพราะเป็นการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศลธรรม (ทำให้ราคะ หรือโทสะ เพิ่มขึ้น)
- ผู้ที่ถือศีล 5 ยังดูหนังฟังเพลงได้ แต่ถ้าระดับความเพลินนั้น จะทำให้ผิดศีล (เช่น ข้อ 3) ก็ต้องหยุด
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 08 Jun 2025 - 53min - 345 - วิธีออกจากวังวนของ Second-Guess [6823-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: ความคับข้องใจจาก Second-Guess
- การตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเห็นการกระทำของคนอื่นแล้ว เกิดความคิดที่สองแทรกขึ้นมาทันที ซึ่งหักล้างกับความคิดแรก อาจเป็นได้ทั้งเรื่องดีหรือไม่ดี ทำให้เกิดความคิดคับข้องใจในเรื่องต่างๆ เป็นลักษณะที่เรียกว่า Second Guessing ซึ่งความคับข้องใจนั้น อาจสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมหลายแบบในบุคคลคนเดียวกัน เป็น Multiple Personality
- ความคับข้องใจ เป็นการเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย
- ผู้ฟังท่านนี้เป็นนักธุรกิจ เกิดคำถามในใจตนว่าสินค้าบางอย่างขายแพงเกินไป ได้กำไรเกินไป คิดจะลดราคา ถ้าลดราคาแล้วลูกค้าจะรับได้หรือไม่ เกิดเป็นความคับข้องใจในความคิดของตน คิดวนไป ตัดสินใจไม่ได้ เกิดเป็นความเครียด อยู่เป็นประจำ รวมถึงข้องใจในการกระทำของบุคคลอื่นด้วย บางครั้งก็พูดความคิดของตนออกมา จิกกัดคนอื่น แต่บอกว่าหวังดี คนอื่นก็เครียดตามไปด้วย
- แต่เมื่อได้ฟังรายการธรรมะรับอรุณ ได้รู้จัก “การตั้งสติ” ด้วยการสังเกตและแยกแยะความคิดที่เป็น second-guess ในแต่ละเรื่องที่โผล่ขึ้นมา ว่าเป็นสังกัปปะ (ความดำริ) ที่ไม่ดี ทำให้เครียด จึงแยกตัวออกจากความคิดนั้น ด้วยการคิดเรื่องอื่น เช่น ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ลมหายใจ ความเมตตา หมวดธรรมะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ความคิดไม่ดีก็ค่อย ๆ อ่อนกำลังลง
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: วิธีออกจากวังวนของ Second-Guess
- เราอย่าเอาเวทนาเป็นเกณฑ์ในการดำเนินชีวิตว่า ให้หลีกหนีความทุกข์ แล้วเอาความสุขเป็นหลัก แต่ให้เอากุศลหรืออกุศลเป็นเกณฑ์ กุศลบางอย่างอาจมีทุกขเวทนาแฝงมา อกุศลบางอย่างอาจมีสุขเวทนาแฝงมา แต่ในที่สุดแล้ว กุศลจะให้สุขเวทนาที่มีค่ามากกว่า และอกุศลจะให้ทุกขเวทนาที่หนักหน่วงมากกว่า
- ทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คือ ทางที่เอากุศลเป็นเกณฑ์ เป็นทางออกจากความทุกข์ทั้งปวง
ตัวอย่าง สัมมาวาจา
ตัวอย่าง การทำงาน - ด้วยฉันทะ
ตัวอย่าง การช่วยเหลือผู้อื่น - ด้วยเมตตา กรุณา และอุเบกขา
ตัวอย่าง การตั้งราคาสินค้าและบริการ – ไม่ขูดรีด ไม่เบียดเบียน
ตัวอย่าง การลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง - ด้วยอิทธิบาท 4 ด้วยความสันโดษ มักน้อย ไม่ขี้เกียจ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 01 Jun 2025 - 1h 00min - 344 - ถูกบีบคั้นให้ทำไม่ดี แก้อย่างไร [6822-1u]
Q1: กิจกรรมทำบุญในวัด
A: การทำบุญ กระทำได้ 3 รูปแบบ คือ ทางกาย (ให้ทาน) ทางวาจา (ศีล) ทางใจ (ภาวนา)
- การบูชาบุคคล:
- พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ควรบูชาสูงสุด ให้ถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ ที่พึ่งที่ระลึกสูงสุด เพื่อการพ้นทุกข์
- การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นสิ่งที่ควรกระทำ โดยบูชาในคุณความดีของบุคคลเหล่านั้น เช่น พ่อแม่ คุณความดีของเทพเจ้า
- การอธิษฐาน:
- การอ้อนวอนขอร้อง = ปรารถนา “เอาผล” โดยไม่สร้างเหตุที่ถูกต้อง
- การอธิษฐาน = ไม่ใช่การอ้อนวอนขอร้อง แต่เป็นการตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นการ “สร้างเหตุ” เพื่อหวังเอาผล
Q2: ทางออกจากวงจรอุบาทว์ของจิต
A: จิตมีความเป็นประภัสสร แต่ธรรมชาติของจิตจะไหลไปตามกระแสของสิ่งต่างๆ ที่มากระทบ ทำให้จิตผ่องใสได้ เศร้าหมองได้
- การพัฒนาจิต = ผู้ที่มีปัญญาจะทำความเข้าใจให้ถูกต้องตามทางสายกลาง (มรรค 8) จิตจะผ่องใสได้ โดยไม่ต้องพึ่งสิ่งแวดล้อมภายนอก
- กิเลสทำให้จิตไม่สงบ เมื่อจิตไม่สงบก็จะทำให้เกิดกิเลส เป็นเช่นนี้วนไป เป็นวงจรอุบาทว์ของจิต (Vicious Cycle)
- วิธีออกจากวงจรอุบาทว์ของจิต = เริ่มจากเปลี่ยนคำถามว่า "ทำไมจิตถึงเป็นอย่างนั้น" เป็น "ใครหนอจะรู้ทางออกของความทุกข์นี้ สักหนึ่งหรือสองวิธี?" จิตก็จะเปลี่ยนโฟกัสทันที สัมมาสติเริ่มเกิดขึ้นแล้ว (พุทโธ) จากนั้นให้นึกถึงพระสงฆ์ผู้ที่เคยแก้ปัญหาความทุกข์ในจิตได้แล้ว (สังโฆ) โดยมีพระธรรมเป็นกระบวนการในการแก้ปัญญานั้น (ธัมโม) เมื่อเห็นดังนั้นแล้ว จะเกิดความมั่นใจ (ศรัทธา) และเมื่อมีศรัทธาแล้วจะเกิดการลงมือทำจริง แน่วแน่จริง ได้ผลเป็นจิตที่ผ่องใส เมื่อจิตผ่องใส ก็ยิ่งมีความมั่นใจความศรัทธามากขึ้น ก็จะยิ่งทำจริง แน่วแน่จริง มากยิ่งขึ้น (ความเพียร) จิตก็จะพัฒนายิ่งขึ้น
Q3: ถูกบีบคั้นให้ทำไม่ดี แก้อย่างไร
A: การรู้ว่าสิ่งไหนควรทำ (กุศล) หรือไม่ควรทำ (อกุศล) อันนี้ดี เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว แต่ที่ยังลงมือทำสิ่งที่ควรทำไม่ได้ เพราะยังมีความเพลิน ยังไม่มีสัมมาสติและสัมมาวายามะ (การทำจริง แน่วแน่จริง) แก้ได้โดยระลึกถึงคนที่เคยถูกบีบคั้นเรื่องเดียวกัน แต่เขาฝืน ทวนกระแสแล้ว ทำได้แล้ว เช่น พระพุทธเจ้า ปูชนียบุคคลอื่น ก็จะมีพลังใจขึ้น (สัมมาสติ) นำไปสู่การลงมือทำในสิ่งที่เป็นกุศล (สัมมาวายามะ) ต่อไปได้
Q4: การพูดโกหก VS การเลี่ยงบาลี
A: โกหก = พูดไม่ตรงตามความเป็นจริง เช่น เห็น บอกไม่เห็น, ทำ บอกไม่ได้ทำ, ได้ยิน บอกไม่ได้ยิน
- การเลี่ยงบาลี ไม่ผิดศีล
Q5: พระสงฆ์ฉันอาหารเวลาใด
A: ห้ามพระสงฆ์ฉันอาหารนอกกาล = หลังเที่ยง (พระอาทิตย์ตรงศีรษะ) (วิกาล)
- สิ่งที่ฉันได้หลังวิกาล = ยา (ต้องมีเหตุป่วยจึงจะฉันได้), น้ำ+ดิน, ปานะ (น้ำผลไม้ที่ผ่านการกรอง ไม่เติมน้ำตาล ไม่ผ่านความร้อน เช่น น้ำมะม่วง)
- หากพระสงฆ์รับอาหารหลังวิกาลแล้ว ถือว่าอาหารนั้นจะฉันไม่ได้อีก
- การถวายสังฆทานซึ่งมีอาหารรวมอยู่ด้วย หลังเที่ยง มีวิธีการแก้ปัญหา คือ ให้มีผู้จัดการแทน (เช่น ไวยาวัจกร) แยกส่วนที่เป็นอาหารไว้ โดยที่พระยังไม่ได้รับ แล้วให้มีผู้ประเคนถวายให้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 25 May 2025 - 58min - 343 - ธรรมะเพื่อครอบครัวที่มั่นคง [6821-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: ความรักของหญิงชาย
- ชายหญิงคู่หนึ่ง รักกันตั้งแต่สมัยมัธยม เรียนมหาวิทยาลัยคณะเดียวกัน ตั้งใจว่าเรียนจบจะแต่งงานกัน สองครอบครัวดีมาก ทั้งสองคนได้มาปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ หลายครั้ง ทุกปี ความรู้สึกที่มีให้กันเปลี่ยนแปลงไป ความรู้สึกในทางกำหนัดทางกามจืดจางลง ความเพลิดเพลินในเพศตรงข้ามลดลง เปลี่ยนเป็นความรู้สึกแบบเพื่อน พี่น้อง มองกันด้วยความรัก ความเมตตา เป็นความรักที่บริสุทธิ์ ไม่มีเงื่อนไข ทั้งสองคนเห็นตรงกันว่าจะไม่แต่งงานกัน
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ : ครอบครัวเป็นพื้นฐานแห่งชีวิต
- ครอบครัวที่เล็กที่สุด คือ พ่อ แม่ ลูก
- ในมงคล 38 ประการ มีเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวถึง 3 ข้อ ได้แก่ การบำรุงบิดามารดา การสงเคราะห์บุตร และการสงเคราะห์คู่ครอง หากทำความเข้าใจและทำตามได้ จะทำให้สถาบันครอบครัวมีความมั่นคงและมีความมงคลเกิดขึ้นได้
(1) บำรุงบิดามารดา
- มารดาบิดา เป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลก เป็นผู้ที่อุปการะบุตรก่อนตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ ให้เรารู้คุณนั้นแล้วกระทำต่อ (กตัญญูกตเวที) เช่น ทำบุญอุทิศให้ ช่วยทำกิจธุระ เป็นลูกที่ทำตัวดี ซื้ออาหารที่ชอบให้ทาน
- หากมีปมกับพ่อแม่ ให้แก้ด้วยการทำดีต่อพ่อแม่ไปเรื่อยๆ จะทำให้ความไม่ดีค่อยเจือจางลดลงไป ต้องอดทน
- ให้ตั้งจิตใหม่ตั้งแต่บัดนี้ ในการที่จะบำรุงยกพ่อแม่ขึ้นเหนือเศียรเหนือเกล้า แล้วลงมือทำ ล้างเท้าบิดามารดาด้วยน้ำอุ่น จะเป็นมงคลในชีวิต
(2) สงเคราะห์บุตร
- พ่อแม่ มีหน้าที่ ห้ามลูกจากบาป และให้ลูกตั้งอยู่ในความดี
- ให้เลี้ยงดูลูกให้ดี อย่าใช้อารมณ์ อย่าโยนหน้าที่นี้ไปให้ครู อย่าตามใจเกินไป อย่าเข้มงวดเกินไป
(3) สงเคราะห์คู่ครอง
- สามีภรรยา ต้องเกื้อหนุน สงเคราะห์กัน
- สามี มีหน้าที่ มอบความเป็นใหญ่ในหน้าที่ให้ ให้อาหาร ให้เครื่องประดับ ยกย่อง ไม่ดูหมิ่น ไม่ประพฤตินอกใจ
- ภรรยา มีหน้าที่ จัดแจงการงานอย่างดี สงเคราะห์คนข้างเคียงดี รักษาทรัพย์ที่มีอยู่ ขยันขันแข็งในหน้าที่ทั้งปวง ไม่ประพฤตินอกใจ
- สำหรับคนที่ไม่มีคู่ครอง ไม่มีลูก ยังไงก็มีครอบครัว คือ ตัวเราที่เกิดจากพ่อแม่ ก็ให้ทำหน้าที่ลูกต่อพ่อแม่ให้ดี
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 18 May 2025 - 56min - 342 - แก้ทุกข์จากกรรมเก่า [6820-1u]
Q1: กรรมเก่าทำให้เกิดทุกข์
A: เหตุปัจจัยเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดสุขทุกข์ มี 8 ประการ
- สุขภาพ ระบบน้ำดี (ระบบการย่อยอาหาร)สุขภาพ ระบบเสมหะ (ระบบน้ำเหลือง)สุขภาพ ธาตุลมปัญหาสุขภาพทั้งสามอย่างรวมกันฤดูเปลี่ยนแปลงการรักษาตัวไม่สม่ำเสมอการถูกทำร้ายผลของกรรม (กรรมเก่าในอดีต, กรรมที่ทำในปัจจุบัน)
หากเชื่อว่าสุขทุกข์เกิดเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น = มิจฉาทิฏฐิความเชื่อว่าทุกข์เป็นเพราะกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว จะทำให้ในปัจจุบันจิตจะน้อมไปในทางที่ไม่ทำอะไรเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็นกุศลทิฏฐิที่ถูกต้อง คือ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เป็นเรื่องธรรมดาของโลก เมื่อเจอสุขหรือทุกข์ สิ่งที่เราต้องทำไม่ต่างกัน คือ ไม่เผลอเพลิน ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า สุขทุกข์นั้นเป็นของไม่เที่ยง และให้อยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์Q2: ทุกข์จากกรรมเก่า แก้อย่างไร?
A: หากทุกข์นั้นเกิดจากกรรมเก่าจริง ๆ สิ่งที่ต้องทำ คือ อย่าไปอาฆาตแค้นตอบ ให้ทำกาย วาจา ใจ ให้ไปในทางกุศล เช่น สร้างเหตุปัจจัยให้เกิดผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความสุข เช่น แผ่เมตตา มีปิยวาจา มีสังคหวัตถุ 4 ให้ทาน แบ่งปัน เอื้อเฟื้อประโยชน์ อีกฝ่ายก็จะมีจิตใจที่นุ่มนวลลง ความสุขก็จะเกิดขึ้น
Q3: นั่งสมาธิได้นาน เพราะมีบารมีเก่าสะสม
A: การได้สมาธิเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ได้แก่ ศรัทธา ศีล ปัญญา ความเพียร
เหตุปัจจัยของแต่ละคน บ้างก็เพราะทำมาจากชาติก่อน บ้างก็ทำเอาในชาตินี้สมาธิ อยู่ในหมวดของมรรคในอริยสัจสี่ ต้องทำให้มี ต้องทำให้เจริญQ4: หน้าตาดี ฐานะดี เพราะบุญเก่า
A: ลักษณะคนที่มาสว่าง (เทวดา, พรหม) มาเกิด ก็จะมีผิวพรรณงาม มีวรรณะงาม มีทรัพย์สินเงินทองมาก
ลักษณะคนที่มามืด (สัตว์นรก, สัตว์เดรัจฉาน) มาเกิด แนวโน้มจะมีผิวพรรณทราม ตกยาก มีทรัพย์สินเงินทองน้อยอย่างไรก็ตาม ไม่ว่า “มา” สว่างหรือมามืด อยู่ที่ปัจจุบันว่าจะ “ไป” ทางไหน ถ้าทำอกุศลธรรม ก็จะไปมืด ถ้าทำกุศลธรรม ก็จะไปสว่างQ5: ทำบุญอะไร ได้บุญสูงสุด
A: บุญ = ความสุข
นอกจากการให้ทานแล้ว ก็ยังมีบุญในรูปแบบอื่น เช่น กุศลกรรมบถ 10 = ทางกาย (ไม่ฆ่าสัตว์, ไม่ลักทรัพย์, ไม่ประพฤติผิดในกาม) ทางวาจา (ไม่พูดโกหก, ไม่พูดเพ้อเจ้อ, ไม่พูดส่อเสียด, ไม่พูดคำหยาบ) ทางใจ (ไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของคนอื่น, ไม่พยาบาท, มีสัมมาทิฏฐิ)บุญยกิริยาวัตถุ 10 มรรค 8 (ศีล สมาธิ ปัญญา)ทาน ศีล ภาวนาบุญจากการที่มีความอ่อนน้อม มีมารยาท เป็นจิตอาสา บอกบุญผู้อื่น ชวนไปปฏิบัติธรรม อนุโมทนา ฟังธรรม สอนให้ผู้อื่นรู้ธรรมQ6: ผิดศีลด้วยความจำเป็น ตกนรกหรือไม่
A: การตกนรก มีเหตุปัจจัย คือ การทำชั่วเป็นปกติ
หากไม่ผิดศีลเลย ประตูนรกก็จะปิดสนิท แต่ถ้าทำผิดศีลบ้าง ก็จะมีช่องประตูนรกเปิดอยู่ต้องใช้ปัญญา หาทางออกที่ไม่จำเป็นต้องทำผิดศีลให้ได้Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 11 May 2025 - 55min - 341 - ปรับจิต เปลี่ยนความคิด [6819-1u]
ลักษณะความคิด
- โดยทั่วไปจะเข้าใจว่าร่างกายอาศัยสมองเป็นเครื่องมือในการคิดนึก เพื่อขยับร่างกาย กล้ามเนื้อต่าง ๆ แต่จริง ๆ แล้วมีจิตเป็นตัวควบคุมไว้อีกชั้นหนึ่ง โดยจิตจะใช้สมองเป็นเครื่องมือในการคิดนึกสิ่งต่าง ๆ
ระดับการควบคุมร่างกาย 3 ระดับ
1. ควบคุมได้ = แขน ขา ปาก เว้นแต่ถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยอื่นก็จะควบคุมไม่ได้ เช่น เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า
2. ควบคุมได้ในเวลาจำกัดจากนั้นจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ = กลั้นหายใจ กลั้นปัสสาวะอุจจาระ กระพริบตา
3. ควบคุมไม่ได้เลย = เป็นระบบควบคุมด้วยประสาทแบบอัตโนมัติ (Automatic nervous system) เช่น การเต้นของหัวใจ ไต ระบบทางเดินอาหาร
จิตควบคุมความคิด
- อุปนิสัยของจิตที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ = “อาสวะ” ซึ่งเกิดจากการสะสมการกระทำนั้นมา เช่น คนคิดลบ เมื่อเจอเหตุการณ์ไม่น่าพอใจ จะเกิดความโกรธ คิดไม่ดี ขึ้นโดยอัตโนมัติ หรือคนคิดบวก เมื่อได้ยินคนพูดเรื่องทำบุญ จะอนุโมทนา โดยอัตโนมัติ
- ความคิดนึกบางอย่างก็มีประโยชน์ ประกอบด้วยกุศล เป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และทั้งสองฝ่าย เป็นไปเพื่อความสุขตลอดกาลนาน
- แต่ความคิดนึกบางอย่างก็ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นโทษทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย เป็นไปเพื่อความทุกข์ตลอดกาลนาน
- ดังนั้น จึงต้องพิจารณาไตร่ตรองอยู่เสมอว่าความคิดนั้นเป็นประโยชน์หรือไม่ เพราะจะได้รับผลของสุขทุกข์ต่างกัน
วิธีปรับจิต
- การเพ่งจิตจดจ่อมากยิ่งขึ้น เป็นการตั้งสติ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสมาธิได้ และการฟังธรรมทำให้เกิดปัญญา
- เมื่อสมาธิและปัญญา (สมถะวิปัสสนา) รวมกันเมื่อไร จะเป็นตัวกำจัดอาสวะที่ไม่ดีออกไปทันทีในชั่วพริบตาเดียว สามารถบรรลุธรรมขั้นโสดาบัน หรือพระอรหันต์ได้ ตัวอย่าง นายกาละ บุตรของอนาถบิณฑิกเศรษฐี (ไม่ฟังธรรม) นายเขมกะ หลานของอนาถบิณฑิกเศรษฐี (เจ้าชู้) องคุลีมาล (ฆ่าคน)
- จิตสามารถฝึกให้มีความคิดไปในทางกุศล ไม่ไปในทางอกุศลได้ ด้วยการเดินตามทางมรรค 8 เริ่มจากการตั้งสติ รู้จักแยกแยะให้เห็นความไม่ดีก่อน จึงจะกำจัดความไม่ดีนั้นได้ จากนั้นก็ฝึกสมถะวิปัสสนา ฟังธรรมอยู่เสมอ น้อมจิตมาทางกุศล คบกัลยาณมิตร ฝึกซ้ำอยู่เรื่อย ๆ ให้อินทรีย์มีกำลัง อาสวะไม่ดีในฝ่ายทุกข์โทษก็จะค่อย ๆ หลุดออกไป ทุกคนทำได้ตั้งแต่ตอนนี้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 04 May 2025 - 56min - 340 - ธรรมะสำหรับนายจ้างลูกจ้าง [6818-1u]
Q1: ธรรมะสำหรับนายจ้างลูกจ้าง
A: หน้าที่ของนายจ้างต่อลูกจ้าง 5 ประการ
1. ให้ทำงานตามกำลัง (ความสามารถ)
2. ให้อาหารและรางวัล (ค่าตอบแทน)
3. รักษาพยาบาลยามเจ็บไข้
4. ให้ของที่มีรสประหลาด (surprise, motivation)
5. ปล่อยให้อิสระตามสมัย (ให้ลูกจ้างมีเวลาว่างบ้าง)
- หน้าที่ของลูกจ้างต่อนายจ้าง
1. ลุกขึ้นทำงานก่อนนายจ้าง
2. เลิกงานหลังนายจ้าง
3. ถือเอาแต่ของที่นายให้ (ไม่ขโมย)
4. ทำงานให้ดีที่สุด - พัฒนาปรับปรุงงานให้ดี ทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานได้ดี
5. นำเกียรติคุณของนายไปร่ำลือ
- อิสรชน = คนที่มีอิสระ เปลี่ยนงานได้ง่าย จะเป็นอิสรชนได้ต้องมีเงินเก็บ จึงต้องรู้จักการจัดสรรเงิน
- เศรษฐี = ไม่ต้องทำงานเพื่อเงิน แต่ให้เงินทำงานแทน
- มหาเศรษฐี = ให้เงินทำงานแทนมาก ๆ ไม่ต้องทำงานแล้ว
- งานใด ๆ ก็ตาม จะสำเร็จได้ ต้องมีอิทธิบาท 4 โดยมี “ตัวงาน” เป็นตัวตั้ง มี “สมาธิ” เป็นตัวเชื่อมกับฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เช่น การใส่ความรัก ความพอใจลงไปในงาน
- ถ้าไม่เจริญอิทธิบาท 4 ในงานปัจจุบัน ก็จะเพลินไปตามอารมณ์ความไม่อยากทำ จึงต้องฝึกเจริญอิทธิบาท 4 อยู่เสมอ
- เมื่อพัฒนางานปัจจุบันของตนได้ดีแล้ว ก็มีโอกาสที่นายจ้างก็จะเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งให้ตามความสามารถ ถ้าบริษัทเดิมไม่เห็น บริษัทใหม่ก็จะเห็นความสามารถนั้น หรือไม่เราก็จะเห็นโอกาสใหม่ด้วยตัวของเราเอง
Q2: ไม่ชอบให้คนมาบอกบุญ
A: เหตุแห่งสุขทุกข์ของเรา ควรตั้งไว้ให้ถูกต้องตามธรรม เช่น เราจะมีความสุขเมื่อได้ช่วยเหลือผู้อื่น ได้ให้ทาน
- เมื่อมีคนมาบอกบุญ ต้องรักษาจิตให้ดี ในการกระทำทางกาย วาจา ใจ ถ้าไม่มีเงินทำบุญก็ไม่เป็นไร แต่การกระทำทางวาจา และทางใจควรต่อกระแสบุญนั้นมา เปรียบเหมือนการต่อเทียน ด้วยการอนุโมทนา รักษาใจไม่คิดไม่พอใจ หรือวางเฉย
Q3: จุดเทียนต่อจากคนอื่น
A: การจุดเทียนต่อกระแสบุญ กระแสบาป เป็นอุปมาอุปไมย กรรมดีกรรมชั่วเกิดจากตัวเรา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำอย่างไรต่อ จากกระแสบุญกระแสบาปนั้น
Q4: ลบล้างคำสาบาน
A: การตั้งจิตอธิษฐาน = การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อธิษฐานสร้างเหตุ ไม่ใช่ขอผล
- การตั้งจิตอธิษฐานเป็นความยึดถือ เป็นความผูกพัน ยังข้องอยู่ (สัตว) เช่น อธิษฐานให้เป็นคู่ครองกัน
- การถอนคำอธิษฐาน ก็ให้ตั้งจิตอธิษฐานสร้างเหตุใหม่ ในการที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ดี (ศีล สมาธิ ปัญญา) เพราะเป็นไปเพื่อการถอนความยึดถือทั้งหลายเหล่านั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 27 Apr 2025 - 53min - 339 - จิตปรุงแต่งภาพและเสียง [6817-1u]
ช่วงไต่ตามทาง:
ผู้ฟังท่านนี้ปฏิบัติธรรมแล้วมีอาการได้ยินเสียงในหัวอยู่ตลอด แต่คนอื่นไม่ได้ยิน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่พยายามอยู่กับอาการนี้ให้ได้ โดยปรับกฎเกณฑ์การใช้ชีวิตใหม่เพื่อรักษาจิต เวลาได้ยินเสียงอะไรก็จะไม่ส่งจิตตามไป ซึ่งควบคุมได้บ้าง ไม่ได้บ้างต้องทำความเข้าใจอริยสัจสี่ เข้าใจเรื่องทุกข์ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เพื่อให้อยู่กับทุกข์ได้ โดยไม่ทุกข์ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ : ภาพและเสียงในหัว
ภาพหรือเสียงที่ผ่านเข้ามาทางตา ทางหู เข้าสู่จิตใจ จิตจะเข้าไปเกลือกกลั้วในอารมณ์นั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามี "สติ" เป็นเครื่องป้องกันหรือไม่ เสียงในหัวไม่ต่างจากเสียงที่ได้ยินจริง ๆ เช่น คำด่า ถ้าเราโกรธไปตามคำด่านั้น เราจะเป็นบ้า เพราะนั่นเป็นแค่เสียง ความโกรธที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้เราผ่านทางคำด่านั้น ถ้าเราไม่รับเอามา ความโกรธก็จะเป็นของเขาอยู่นั่นเอง"ธัมมารมณ์" เกิดจากการปรุงแต่งของจิต อาจเกิดจาก
1. การปรุงแต่งที่เป็นญาณทัศนะจริง ๆ
2. การปรุงแต่งของอาสวะกิเลส
3. การปรุงแต่งจากสิ่งภายนอกมากระทบ
ภาพหรือเสียงในหัว ที่เกิดเป็นธัมมารมณ์นั้น ต้องแยกแยะให้ได้ว่า เกิดจากการปรุงแต่งของจิตแบบใด ถ้ายังแยกแยะไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งตามอารมณ์นั้นไป เพราะอาจเป็นกับดักของมารได้ จะทำให้เป็นบ้าไปตามอำนาจของราคะ โทสะ โมหะได้ เช่น ภาพหรือเสียงในหัวนั้นเป็นธัมมารมณ์ที่เกิดจากกิเลส แต่คิดไปว่าเกิดจากญาณทัศนะ แล้วเชื่อตามนั้น ตามอารมณ์นั้นไป เกิดปัญหาคิดว่าตนรู้วาระจิตผู้อื่น มีเจโตปริยญาณ หรือเข้าใจว่าตนบรรลุธรรมขั้นสูง“สติ” ที่มีกำลัง จะสามารถแยกแยะได้ว่าธัมมารมณ์นั้น เกิดจากการปรุงแต่งของจิตแบบใดเครื่องป้องกันรักษาจิตไม่ให้บ้าไปตามอำนาจราคะ โทสะ โมหะ คือ
1. การรักษาศีล
2. การฝึกสติ
เกิดผลเป็นสมาธิ ทำให้จิตไม่บ้าไปตามอำนาจราคะ โทสะ โมหะ ชั่วระยะเวลาที่สตินั้นดำรงอยู่ พลังสติเพิ่มขึ้นได้ เช่น ไม่คุยฟุ้ง หลีกเร้น ไม่ยินดีในการหลับใหลแต่ประกอบด้วยธรรมะอันเป็นเครื่องตื่น รู้ประมาณในการบริโภค สำรวมอินทรีย์ กินนอนให้เป็นการภาวนา กาย วาจา ใจ เป็นไปในทางไหนมาก จิตก็จะน้อมไปทางนั้น จิตน้อมไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง ในทางกลับกัน จิตของผู้ที่สะสมอาสวะไว้แบบใดมาก การปรุงแต่งจากจิต ก็จะแสดงออกไปทางกาย วาจา ใจแบบนั้น ดังตัวอย่างองคุลีมาลการปฏิบัติตามมรรค 8 จะลดความเป็นบ้าในจิตลงได้ ให้รักษากายและวาจาด้วยศีล รักษาใจด้วยสติและสมาธิ กรณีถึงขั้นเห็นภาพหลอน เสียงหลอน ต้องพบจิตแพทย์ ใช้ยารักษา เช่น ยากล่อมประสาท ให้สมองไม่ต้องคิดมาก ก็จะช่วยลดการคิดนึกปรุงแต่งของจิตลงได้บ้าง แต่การควบคุมจิตไม่มียารักษา ต้องปรับจิตด้วยตนเอง อาจใช้เครื่องมือจากสิ่งภายนอกมากระตุ้น เช่น คำสอนของพระพุทธเจ้า ช่วยให้เข้าใจ ทำให้สติมีกำลังเกิดขึ้นได้ความอยากให้ไม่มีภาพหรือเสียงในหัวนั้น เป็นเหตุแห่งความทุกข์ ยิ่งอยากมาก ยิ่งทุกข์มาก จึงต้องอยู่กับสิ่งนี้ให้ได้ โดยไม่ทุกข์ ด้วยการตั้งสติไว้ให้ดี ไม่ไปตามความคิดนั้นHosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 20 Apr 2025 - 58min - 338 - มงคลรับวันสงกรานต์ [6816-1u]
Q1: มงคลรับวันสงกรานต์
A: ความเป็นมงคลไม่ได้ขึ้นอยู่กับกาลเวลา แต่อยู่ที่การลงมือทำ ทำความดีเมื่อใด ความเป็นมงคลก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น
- “พรหมวิหาร 4” เป็นหลักธรรมที่ช่วยคุ้มครองจิตใจของเรา เพื่อให้ชีวิตตลอดทั้งปีเป็นไปด้วยความราบรื่น ผ่านพ้นอุปสรรคทั้งหลายไปได้ และเป็นหลักธรรมที่ผู้ใหญ่พึงมี
Q2: สิ่งที่ไม่ควรพูด
A: คำพูดที่โปรยประโยชน์ทิ้งเสีย ไม่ควรพูด ได้แก่
1. คำหยาบ
2. คำพูดที่ทำให้คนแตกกัน แม้เป็นความจริงก็ตาม
3. คำพูดที่ไม่ก่อให้เกิดกุศลธรรมในจิต = คำพูดที่เกิดประโยชน์ คือ เกิดประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในเวลาต่อมา ประโยชน์ที่สุด (นิพพาน)
4. คำพูดที่ไม่ถูกต้องตามกาล = พูดตอนนั้นผู้ฟังอาจจะไม่ชอบ และไม่รับฟัง
5. คำพูดนั้นไม่มีที่มา ไม่มีแหล่งอ้างอิง ไม่มีหลักฐาน
6. คำพูดเพ้อเจ้อ
Q3: การแผ่เมตตาต้องสวดมนต์บทแผ่เมตตาหรือไม่
A: หลักสำคัญ คือ การแผ่เมตตาทางใจ
- หากตั้งจิตให้แผ่เมตตาได้แล้ว ก็ไม่ต้องมีการกระทำกาย (กรวดน้ำ) หรือวาจา (สวดมนต์) ประกอบก็ได้
- แต่ถ้ายังตั้งจิตแผ่เมตตายังไม่ได้ ก็ต้องเริ่มจากการกระทำทางกาย (กรวดน้ำ) และวาจา (บทสวดมนต์) ก่อน แล้วค่อยน้อมจิตใจให้ไปในแนวทางเดียวกันกับกายและวาจานั้น
Q4: ญาติเยอะ จะแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลอย่างไร
A: เตรียมตัวไว้ก่อน โดยการเขียนรายชื่อญาติทั้งหมดไว้ หรือจะใช้คำว่า “ญาติทั้งหลาย” ก็ได้
Q5: วิจิกิจฉา แก้ได้ด้วย “ศรัทธา”
A: - ความกังวลใจ เคลือบแคลง ไม่ลงใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า (วิจิกิจฉา) แก้ได้ด้วยการสร้างความมั่นใจ (ศรัทธา)
- ศรัทธา = ความมั่นใจในพระพุทธ (การตรัสรู้) พระธรรม (องค์ความรู้ที่ทำให้เกิดการตรัสรู้) พระสงฆ์ (ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามธัมโมก็จะได้ผลคือพุทโธเช่นเดียวกัน)
Q6: ทางพ้นทุกข์ ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ
A: พระพุทธเจ้าทรงหาทางแก้ความทุกข์ด้วยการครองเรือน ระบบการปกครอง การทำทุกรกิริยา แล้วเห็นว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
- ทางสายกลาง คือ ทางพ้นทุกข์ คือ มรรค 8 (ศีล สมาธิ ปัญญา) ซึ่งต้องใช้ความเพียร
Q7: วิธีอยู่ร่วมกับคนที่ไม่ชอบ
A: อย่าไปเกลียดเขาตอบ ให้เรามีเมตตาต่อเขา ถ้าเขายังเกลียดเราอยู่ ก็เป็นเวรของเขา
- ไม่มองใครด้วยความเป็นศัตรูเลย ด้วยความที่เราตั้งจิตไว้ถูก ไม่คิดเบียดเบียน มีความเมตตากรุณาอุเบกขา จะทำให้เห็นช่องทางบางอย่างเปิดออก ให้จิตใจเรามีความแจ่มใส คนรอบข้างก็จะได้รับพลังบวกจากเรา การงานก็จะสำเร็จได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 13 Apr 2025 - 55min - 337 - เครื่องมือเผชิญหน้ากับการสูญเสียคนรัก [6815-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: พระเจ้าปเสนทิโกศลสูญเสียพระนางมัลลิกาภรรยาอันเป็นที่รัก
- ความเศร้าโศก ความร่ำไร ย่อมเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รักที่น่าพอใจ เมื่อความเศร้าโศก (ลูกศรอาบยาพิษ) ทิ่มแทงกลางอกแล้ว ใครเล่าจะถอนลูกศรนี้ออกได้ จะทำอย่างไรให้จิตใจยังผาสุกอยู่ได้
- คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นยาสมานแผลจากลูกศรนั้น
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:
- ลักษณะความสุดโต่งและทางสายกลาง เมื่อสูญเสียคนรัก
สุดโต่ง = 1. ร่ำไห้คร่ำครวญ ทุบอกชกตัว งุนงงพร่ำเพ้อ ทานอาหารไม่ลง นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอม การงานอื่น ๆ ไม่ทำ 2. แสดงความโกรธ ความขัดเคือง ความไม่พอใจ ให้ปรากฏ
ทางสายกลาง = พิจารณาใคร่ครวญ (โยนิโสมนสิการ) ให้เกิด “ปัญญา” ซึ่งมีเครื่องมือ 3 ประการที่ทำให้เกิดปัญญา
เครื่องมือในการเผชิญหน้ากับการสูญเสียคนรัก 3 ประการ
เครื่องมือที่ 1 พิจารณาฐานสูตร 5 ประการ
- ฐานะ 5 ประการ ที่ไม่ว่าจะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ไม่พึงได้
1. ขอสิ่งที่มีความแก่ ว่าอย่าแก่
2. ขอสิ่งที่มีความเจ็บไข้ ว่าอย่าเจ็บไข้
3. ขอสิ่งที่มีความตาย ว่าอย่าตาย
4. ขอสิ่งที่มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา ว่าอย่าได้สิ้นไป
5. ขอสิ่งที่มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา ว่าอย่าได้เปลี่ยนแปลงไป
- ฐานะ 5 ประการนี้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่เพียงแค่เราเท่านั้นที่ต้องเจอ จึงไม่ควรกังวลใจ เศร้าโศกร่ำไร
เครื่องมือที่ 2 พิจารณาอนมตัคคปริยายสูตร
- พระพุทธเจ้าแสดงธรรมนี้ให้กับนางปฏาจาราที่ได้สูญเสียคนในครอบครัว 7 คน เกิดความเศร้าโศกมาก นัยว่า น้ำตาที่หลั่งไหลจากการได้พบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ การพลัดพรากจากสิ่งที่น่าพอใจ เฉพาะการตายแบบธรรมชาติ ถ้านับย้อนหลัง 1 กัป นำมานับรวมกันจนปริมาณน้ำตาเท่ากับน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ เวลา 1 กัป ยังไม่สิ้นไปเลย
- ความโศกที่เจอวันนี้มันเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับความเศร้าโศกที่เคยเจอมาแล้ว ให้พิจารณาว่า เราต้องการจะทุกข์มากไปกว่านี้หรือไม่ ถ้ายังมีความเกิด ก็ยังต้องพบกับความพลัดพรากอีกต่อ ๆ ไปเป็นธรรมดา ไม่มีที่สิ้นสุด
- ความสุข คือ ความทุกข์ที่ทนได้ง่าย สุขอยู่ตรงไหน ทุกข์จะตามมาด้วย ทุกข์ที่ต้องพยายามรักษาสุขเอาไว้ และเมื่อสุขหมดลง ทุกข์ก็จะตามมา สุขทุกข์มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ความทุกข์ไม่ว่าทนได้ง่ายหรือทนได้ยาก ก็ทุกข์พอกัน เราจึงต้องอยู่เหนือทั้งสุขและทุกข์ จึงจะมีความผาสุกที่แท้จริง สุขจากในภายใน
เครื่องมือที่ 3 ปรารภความเพียร
- ต้องมีความกล้าเผชิญหน้ากับความจริง โดยมีอาวุธ คือ สติ สมาธิ และปัญญา
- วิริยะ, วายามะ = การนำเอาสิ่งที่เป็นอกุศลออกไป และนำเอาสิ่งที่เป็นกุศลเข้ามาในจิต
- สติ + สมาธิ + ความเพียร (โดยมีศรัทธาเป็นตัวหล่อหลอมรวมกัน) = เกิดอาวุธ คือ ปัญญา ให้เห็นแทงตลอดตามความเป็นจริงว่า ความพลัดพราก ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน เป็นธรรมชาติ ไม่ควรค่าแก่การยึดถือ
โดยสรุป: การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ ต้องเตรียมใจไว้ก่อน ให้พิจารณาอยู่เนือง ๆ ว่า สัตว์จะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจทั้งสิ้น การจะได้ตามปรารถนาในสิ่งใด ๆ จะไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อเราตริตรึกในข้อนี้อยู่เป็นประจำ สติก็จะมีกำลังเพิ่มขึ้น ประกอบกับความเพียร จิตจะสงบระงับเป็นอารมณ์อันเดียว เมื่อเจอผัสสะก็จะมีอาวุธ คือ ปัญญาเกิดขึ้นมาได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 06 Apr 2025 - 57min - 336 - การวางจิตต่อคำชมและคำด่า [6814-1u]
Q1: คนถูกด่าแล้วด่ากลับ เลวกว่าคนด่ามา
A: เพราะดูที่กุศลหรืออกุศลที่เกิดขึ้นในจิตใจ
คนที่มีความดีอยู่แล้ว เมื่อถูกคนด่า มีความโกรธเกิดขึ้น 1) ความชั่วในทางใจเพิ่มขึ้น 2) ความดีที่ทำอยู่ลดลงหรือหายหมด 3) การด่ากลับไป ทำให้ความชั่วทางวาจาก็เพิ่มขึ้น จึงเห็นได้ว่าจิตใจแย่ลงมากกว่าคนด่ามาลามก = ความเศร้าหมอง ความเสื่อมทรามลงของจิตใจวิธีตอบโต้คนที่ด่า คือ ใช้ความอดทนและปัญญา ไม่ด่าตอบเพราะกลัวบาปมากกว่าเมื่อมีผัสสะมากระทบทำให้ความไม่พอใจเกิดขึ้น จะเป็นเครื่องทดสอบว่าเราจะสามารถดำรงกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในเส้นทางของมรรค 8 ได้หรือไม่วิธีจัดการจิตใจ- กรณีคำชม - ให้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงกรณีคำด่า - ให้ใช้หลักพรหมวิหาร 4 แผ่เมตตา 3 ขั้นตอน ให้ตนเอง ให้ผู้ด่าเรา และให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย
Q2: พระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์
A: ในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาท มีรายนามพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ ในคัมภีร์อรรถกถา มีพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ในคัมภีร์ฝ่ายมหายาน มีพระพุทธเจ้ามากกว่านี้ ในคัมภีร์พุทธวงศ์ จะอธิบายรายละเอียดของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์
แต่ทุกคัมภีร์เหมือนกัน คือ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องมรรค 8ในยุคสมัยหนึ่งจะมีพระพุทธเจ้าได้เพียงพระองค์เดียว จนเมื่อคำสอนและพระธาตุต่างๆ หายไปหมดแล้ว พระพุทธเจ้าอีกพระองค์จึงจะอุบัติขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นคนละกาลเวลากัน ช่วงเวลาที่ไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้ามีมากกว่าQ3: พระไตรปิฎก
A: พระไตรปิฎก = 45 เล่ม ไม่มีอรรถกถา แบ่งเป็นพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ส่วนอรรถกถา = มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยได้รวบรวมไว้มี 91 เล่ม ซึ่งรวมพระไตรปิฎกกับอรรถกถา
Q4: เปรียญธรรม
A: การจัดสอบเปรียญธรรมในคณะสงฆ์ มี 9 ประโยค จัดขึ้นตั้งแต่สมัยพระสมณเจ้า
การแบ่งเป็นประโยค ก็เพื่อความชัดเจนในการวัดผลQ5: ปล่อยปลาชนิดไหน ห้ามกินปลาชนิดนั้น
A: ไม่มีบัญญัติในคำสอนของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้ฆ่าสัตว์ทุกประเภท ที่มีปราณ มีลมหายใจการปล่อยปลา = มีจิตกรุณาให้เขาพ้นจากความตายเฉพาะหน้าความกรุณาต่อสัตว์ทั้งหลายเป็นเรื่องที่ดี ให้โดยไม่มีประมาณ ไม่มีเงื่อนไขQ6: กรรมที่นำไปเกิดใหม่
A: นิมิตที่ปรากฏก่อนตาย เป็นนิมิตที่เกิดจากกรรมที่นำไปเกิด
ต้องสะสมความดีไว้ เพื่อให้จิตของเราทุกขณะ ตั้งอยู่ในกุศลธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในปัจจุบัน ในเวลาต่อมา (ตายแล้วไปเกิดในที่ที่ดี) และเกิดประโยชน์สูงสุด (พระนิพพาน)Q7: พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ
A: พูดส่อเสียด =พูดยุยงให้แตกกัน แม้เป็นคำจริงก็ตาม
พูดเพ้อเจ้อ = พูดเอาเอง โดยไม่มีหลักฐานอ้างอิง
โทษของการพูดมาก ก็จะเสี่ยงต่อการพูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด พูดโกหก พูดคำหยาบได้ ซึ่งเป็นมิจฉาวาจา ถ้าทำบ่อย ๆ ก็จะไปตกนรกได้โทษของการพูดโกหก = ถูกกล่าวตู่ด้วยคำพูดที่ไม่จริงโทษของการพูดยุงยงให้แตกกัน = แตกจากมิตรโทษของการพูดคำหยาบ = ได้ฟังสิ่งที่ไม่น่าพอใจโทษของการพูดเพ้อเจ้อ = พูดแล้วไม่มีใครเชื่อHosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 30 Mar 2025 - 58min - 335 - วิธีแก้ปมในอดีต [6813-1u]
ช่วงไต่ตามทาง :
- ผู้ฟังท่านนี้เป็นโรคกลัวที่แคบ ส่งผลต่อการดำรงชีวิต เช่น นั่งรถ ขึ้นเครื่องบิน ขึ้นลิฟท์ ต้องมีคนไปด้วย เข้าเครื่องทำ MRI หรือ CT Scan ไม่ได้ ต้องให้ยาสลบหรือยากล่อมประสาท และมีอาการนอนไม่หลับร่วมด้วย เป็นปมมาจากตอนเด็กเคยถูกทำโทษถูกขังให้อยู่ในโกดังคนเดียว
- ผู้ฟังท่านนี้สวดมนต์ นั่งสมาธิ ทำบุญทำทาน มาอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่สาว ๆ แต่อาการก็ยังไม่หาย จนกระทั่งอายุประมาณ 70 ปี อาการกลัวที่แคบและนอนไม่หลับก็หายไปเอง
- พิจารณาแล้วเห็นว่า เพราะความกลัวตายจึงกลัวที่แคบ เกิดจากความคิดปรุงแต่ง แต่การปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องและเมื่อเกษียณมีเวลาปฏิบัติธรรมได้มากขึ้น ได้พิจารณามรณานุสติ ทำให้เข้าใจความตาย ความกลัวตายจึงลดลง จนปล่อยวางได้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปี
- การรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยสมาธิ ถ้าจิตเป็นสมาธิ มีปีติปราโมทย์แล้ว จะทำให้โรคที่มีอยู่ หายได้ ตามควรแก่ฐานะของมัน การมีธรรมะรักษาจิตใจ แม้โรคทางกายจะไม่หาย ต้องเป็นไปตามเหตุเงื่อนไขปัจจัย แต่เมื่อต้องตายก็จะมีจิตใจที่ผาสุกอยู่ได้ มีจิตใจที่สูงที่ประเสริฐ เมื่อละกายนี้ไป ก็จะไปเกิดในที่ที่ดี สุขคติโลกสวรรค์ เป็นหนทางที่ธรรมะสามารถนำพาไปได้
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ :
- อดีต = ความคิดปัจจุบัน ในเรื่องที่ผ่านมาแล้ว
อนาคต = ความคิดปัจจุบัน ในเรื่องที่ยังมาไม่ถึง
- เรื่องดีในตอนนั้น อาจเป็นเรื่องไม่ดีในอนาคตได้ หรือเรื่องไม่ดีในตอนนั้น อาจเป็นเรื่องดีในอนาคตได้ ไม่มีอะไรแน่นอน แต่การจมอยู่ในอดีตจะทำให้มองไม่เห็นอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร
- ปมในอดีต = มีความยึดถือในจุดนั้นต่อเนื่องมา จนสะท้อนเป็นพฤติกรรมในปัจจุบัน อดีตและอนาคตจึงเป็น Timeline ที่มาด้วยกัน
วิธีเลิกอดีตและอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน:
- วิธีตัดความเชื่อมโยงในอดีต = ให้อภัย มีเมตตา วางอุเบกขา ไม่คิดปองร้ายอาฆาต แผ่ไปให้ คนที่ทำไม่ดีต่อเรา
- วิธีวางอนาคต = อนาคตยังไม่มาถึง อย่าเพิ่งไปนึกถึง วางแผนงานได้ แต่อย่าคาดหวัง
- ให้อยู่กับปัจจุบัน = ปัจจุบันเป็นของไม่เที่ยง เกิดได้ ดับได้ และไม่เพลินไปกับปัจจุบัน แต่ให้อยู่กับปัจจุบันด้วยสติสัมปชัญญะ ก็จะคลายความยึดถือทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ได้ โดยให้ปฏิบัติตามมรรค 8 ก็จะมีความสุขในปัจจุบัน ไม่ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ให้จิตของเราอยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ ด้วยสติสัมปชัญญะ ก็จะอยู่เหนือโลก
- การเข้าใจอดีต อนาคต และปัจจุบันอย่างถูกต้อง ก็จะสามารถปล่อยวางจิตใจได้อย่างสบาย มีเงื่อนไขปัจจัยในโลกผ่านเข้ามาทางตา ทางหู ให้เห็นด้วยความเป็นของไม่เที่ยง อันนี้เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ให้มีระบบในการทำปัจจุบันให้มีความเหมาะสมถูกต้องดีงาม ด้วยอิทธิบาท 4
อุบายกำจัดความผูกเวร :
- จุดที่เกิดความผูกเวร ความอาฆาต ได้แก่ ตัวเรา คนที่เรารัก คนที่เราเกลียด
- ต้องกำจัดที่จุดนั้น ให้เห็นความไม่เที่ยง ณ จุดนั้น ความผูกเวร ความอาฆาต ก็จะคลายลง
วิธีคลายความกลัวตาย :
ความกลัวอนาคต สุดจบอยู่ที่การตาย วิธีคลายความกังวลในความตายมี 4 อย่าง
1. ไม่ประมาทในการละกายทุจริต บำเพ็ญกายสุจริต
2. ไม่ประมาทในการละวจีทุจริต บำเพ็ญวจีสุจริต
3. ไม่ประมาทในการละมโนสุจริต บำเพ็ญมโนสุจริต
4. ไม่ประมาทในการละมิจฉาทิฏฐิ บำเพ็ญสัมมาทิฏฐิ
วิธีฝึกสะสมอาสวะที่ดีในปัจจุบัน :
1. ฝึกอยู่คนเดียว - ทำจิตใจให้ดีอยู่ได้ ไม่เบื่อ ไม่เซ็ง
2. หาความสุขจากภายใน – ไม่พึ่งสิ่งภายนอก
3. รักษาสุขภาพกาย - รู้ประมาณในการบริโภค นอนให้ถูกเวลา ออกกำลังกาย
4. แบ่งเวลา ใช้เวลาให้ถูกต้องเหมาะสม
5. มีกัลยาณมิตร - มีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 23 Mar 2025 - 56min - 334 - เจ้ากรรมนายเวร กับ กรรมเก่า [6812-1u]
Q1: ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นเจ้ากรรมนายเวรหรือไม่
A: การอุปการะผู้อื่นก่อน เป็นธรรมะค้ำจุนโลก
- การช่วยเหลือผู้อื่นโดยคิดว่าเขาจะช่วยกลับ จะทำให้ได้บุญน้อย
- การช่วยเหลือผู้อื่นเพื่อให้เป็นเครื่องประดับจิต เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต จะทำให้ได้บุญมาก เพราะจิตจะนุ่มนวลเหมาะสำหรับการเจริญสมถวิปัสสนา
Q2: กรรมเก่า เจ้ากรรมนายเวร
A: ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือ ทุกอย่างมีเหตุ มีปัจจัย มีเงื่อนไข บางอย่างเกิดจากกรรมเก่า บางอย่างเกิดจากกรรมใหม่ บางอย่างเกิดจากผู้มีอำนาจบันดาล ให้เรายืนหยัดตั้งมั่นในการสร้างกรรมดีไว้ แม้จะมีทุกข์บ้าง สุขบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดาในโลก
- ถ้ามีคนมาผูกเวรกับเรา แต่เราจะไม่ผูกเวรกับใคร จะมองสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยความเป็นมิตร ไม่มองเห็นใครด้วยความเป็นศัตรูเลย ให้แผ่เมตตา ไม่คิดพยาบาทหรือเบียดเบียน
- บทสวดมนต์แผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร เป็นวจีกรรม การกระทำดีทั้งทางกาย วาจา และใจ ต้องให้สอดคล้องกันด้วย
Q3: บรรลุธรรมสมัยพุทธกาลทำได้ง่ายกว่าปัจจุบัน
A: การบรรลุธรรมง่ายหรือยาก ขึ้นอยู่กับเหตุที่สร้าง ซึ่งแต่ละคนสร้างเหตุแห่งการบรรลุธรรมมาไม่เท่ากัน
- แม้สัทธรรมปฏิรูป (ธรรมะปลอม,ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง) จะมีมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ปฏิบัติผิด อย่างไรก็ตาม เหตุที่จะทำให้เกิดการบรรลุธรรมยังคงมีเหมือนเดิม นั่นคือ มรรค 8 (ศีล สมาธิ ปัญญา) ดังนั้น หากสร้างเหตุแห่งการบรรลุธรรม การบรรลุธรรมก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก
Q4: ความสงบ คืออะไร
A: ความสงบ หมายถึง สงบจากราคะ โทสะ โมหะ
- วิเวก ได้แก่ วิเวกทางกาย (เสนาสนะสงัด) กับวิเวกทางใจ (ไม่คิดทางกาม พยาบาท เบียดเบียน)
- วิเวกขั้นพื้นฐาน คือ มีความคิดในทางกุศล
Q5: ลาภทั้งหลาย มีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง
A: ลาภ = การได้
- การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ คือ ไม่มีโรคทางกาย และไม่มีโรคทางใจ (ราคะ โทสะ โมหะ)
Q6: ทรัพย์มีความสันโดษ เป็นอย่างยิ่ง
A: สันโดษ = ความพอใจยินดีในสิ่งที่มีอยู่
- สันโดษ ทำให้ไม่ทุกข์ ช่วยรักษาจิต ดังนั้น ความสันโดษ จึงเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
Q7: ญาติมีความคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง
A: สังคหวัตถุ 4 เป็นธรรมที่ช่วยประสานญาติมิตรได้ คือ ให้ทาน พูดดีต่อกัน ประพฤติประโยชน์ต่อกัน เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน
Q8: พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง
A: พระนิพพานเป็นความสุขที่ละเอียด
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 16 Mar 2025 - 53min - 333 - วิธีสื่อสารให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง [6811-1u]
ช่วงไต่ตามทาง:
ผู้ฟังท่านนี้ เป็นคนจิตใจดี ชีวิตมีความราบรื่นในทุกด้าน ยกเว้นเรื่องคุณแม่ที่มีจิตใจรุ่มร้อน อารมณ์ร้อน นำเงินไปใช้ในทางไม่ควร บ่ายเบี่ยงในการฟังธรรม ผู้ฟังท่านนี้เกิดความกลุ้มใจ เคยพูดเตือน แต่คุณแม่ไม่รับฟัง เลยเปลี่ยนวิธีการพูดโดยยกเอาความดีของท่านขึ้นมาก่อน ความรัก ความเมตตา ความอดทน ยกย่องแม่ด้วยใจจริง จิตใจคุณแม่มีความนุ่มนวลลง จิตใจเปิดกว้างมากขึ้น ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น รับฟังลูกมากขึ้น “สัมมาวาจา” พูดให้เกิดประโยชน์ เป็นกุศล คนฟังก็จะรู้สึกได้ ปมเงื่อนความขัดข้องในจิตใจก็จะคลายลง นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: “วิธีสื่อสารให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง”
ถ้ามีความอยาก (ตัณหา) และมีความไม่รู้ (อวิชชา) เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่จะตามมา คือ “ความโลภ” (อยากได้) และ “ความกลัว” (จะสูญเสีย) ก็จะเกิด “ความโกรธ” และ “ความเศร้าเสียใจ” ตามมาเสมอแม้ต้องเผชิญกับพฤติกรรมไม่ดีของผู้อื่น แต่เราก็ต้องตั้งอยู่ในกุศลธรรมให้ได้ จิตใจเราต้องนุ่มนวลอยู่ได้ เป็นสัมมา แต่ถ้าจิตใจเราเศร้าหมอง แสดงว่าไม่ถูก เป็นมิจฉา ความถูกผิดยกไว้ก่อน อยู่ที่เราจะควบคุมจิตใจเราได้หรือไม่ ละมิจฉาได้หรือไม่ เปรียบได้กับซากศพสุนัขวางอยู่หน้าบ้าน ต้องรีบเอาไปทิ้ง ไม่เอาเข้าบ้าน จะเหม็นเน่ามากยิ่งขึ้นคนที่จะทำแบบนี้ได้ ต้องมีสติสัมปชัญญะ มีความตั้งจิตใจว่าจะเปลี่ยนแปลง โดยตั้งอยู่ในกุศลธรรมจิตใจทั้งสองฝ่ายจะลงกันได้ เข้ากันได้ ต้องมีความนุ่มนวล อ่อนเหมาะ ทั้งสองฝ่าย จึงต้องเริ่มปรับจิตใจของเราให้ดีก่อน (ไม่โกรธตอบ พูดจาดี ๆ ตอบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความเมตตากรุณา) ด้วยความดีข้อนี้ ก็จะแผ่ไปได้ทั้งตัวเราและผู้อื่น ซึ่งต้องใช้เวลา อาจมากน้อยไม่เท่ากัน“กระบวนการสื่อสารความจริง” (Total Truth Process) คือ กระบวนการสื่อสารที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งจิตใจและพฤติกรรม ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้า มี 6 ขั้นตอน ตามลำดับ ดังนี้
- มีความโกรธ อย่างไรมีความเจ็บปวด เจ็บใจ อย่างไร มีความกลัว ความกังวล อะไรมีความเสียใจ ความรู้สึกเศร้าใจ อย่างไรมีความต้องการจริง ๆ คืออะไรจบด้วยมีความรัก ความปรารถนาดี การให้อภัย ความกรุณา อุเบกขา การขอบคุณ
การใคร่ครวญ 6 ขั้นตอนนี้ แล้วสื่อสารออกมาเป็นคำพูดหรือการเขียน จะสามารถเปลี่ยนความโกรธให้เป็นความรักความเมตตาได้ ขันธ์ 5 เป็นของหนัก หากถือไว้นานก็จะมีความเหนียวแน่นมาก เวลาจะปล่อย ก็ต้องค่อยๆ แซะออก ค่อยๆ ระบายออกมา อาจต้องทำหลายๆ รอบ หากทำครบ 6 ขั้นตอนดังกล่าว ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่อกันได้Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 09 Mar 2025 - 55min - 332 - การให้อภัยที่ปราศจากโทษ [6810-1u]
Q1: ให้อภัยแต่ได้รับผลร้าย
A: การมีเมตตา ต้องไม่มีประมาณ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีเวร
แต่การมีเมตตาต้องมีอุเบกขาประกอบด้วย กล่าวคือ ต้องรู้จักที่จะหยุด (วาง) ด้วยอำนาจของอุเบกขา ไม่เปิดช่องให้คนไม่ดีทำไม่ดีกับเราอีก เราก็จะไม่ได้รับโทษจากการที่มีเมตตา ดังนั้น ต้องปรับเมตตาให้เหมาะสมกับอุเบกขาอุปมาเรื่องเมตตาเสือตกบ่อ แต่ผู้ช่วยเหลือกลับถูกไล่จับเป็นอาหาร จนตกลงไปในบ่อเสียเอง เป็นการได้รับโทษจากการมีเมตตา บัณฑิต จะมองจิตของผู้ทำความดี มีเมตตา เป็นจิตที่มีกุศลธรรม ควรยกย่องผู้ที่มีจิตแบบนี้ ไม่ว่าการมีชีวิตอยู่ของผู้นั้นจะสั้นหรือยาวก็ตามQ2: หาความสุขในชีวิตนี้ให้เต็มที่
A: กามสุข = ความสุขที่เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ทำได้ตราบใดที่ไม่ผิดศีล
แต่ความสุขที่เหนือกว่ากามสุข มีอยู่ คือ ความสุขที่เกิดจากความสงบ การมีปัญญา มีสมาธิให้หาความสุขที่ละเอียดประณีตยิ่งขึ้นจากภายนอกเข้ามาสู่ในภายในQ3: ทำบุญด้วยความไม่เต็มใจ
A: การทำบุญทำทานยังไงก็ได้บุญ เพราะเกิดจากการกระทำทางกาย แต่จะได้บุญมากหรือน้อย เศร้าหมองหรือไม่ อยู่ที่ว่ากำหนดจิตไว้อย่างไร ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินมากหรือน้อย ดังนั้นผู้ให้ต้องตั้งจิตไว้ให้ดี กาย วาจา ใจ ต้องสอดคล้องไปด้วยกัน
Q4: ทำบุญหวังผล
A: ทำบุญต้องหวังผล
ถ้าผลที่หวังเป็นเรื่องกาม = บุญก็จะไม่บริสุทธิ์ ได้บุญน้อย ถ้าผลที่หวังคือความดี ให้จิตสูงขึ้น กำจัดความตระหนี่ = ได้บุญมากการอ้อนวอนขอร้อง = หวังเอาผลโดยไม่สร้างเหตุ ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องของคนมีทุกข์ต้องการที่พึ่งการตั้งจิตอธิษฐาน ไม่ใช่การอ้อนวอนขอร้อง แต่เป็นการตั้งจิตเพื่อสร้างเหตุและปัจจัยให้เกิดความสำเร็จQ5: ที่สุดของการให้ทาน
A: การให้ทานมีหลายขั้น
- ให้ทานด้วยความอยาก ได้บุญนิดหน่อยให้ทานด้วยคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีให้ทานด้วยว่าเป็นประเพณี โดยปรารภถึงบรรพบุรุษให้ทานด้วยว่าภิกษุ ไม่อาจทำอาหารเองได้ ให้ทานด้วยว่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้ทานให้ทานด้วยจิตเลื่อมใสให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต = ทานนั้นทำให้เกิดสมถะวิปัสสนา คือ เกิดปีติ เกิดปัญญาจากการสละออก
Q6: การเพิ่มกำลังของอินทรีย์ 5
A: อินทรีย์ 5 = ความเป็นใหญ่ของจิตใจที่จะบรรลุธรรม ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
เมื่อทำสิ่งใด สิ่งนั้นจะมีพลัง ดังนั้น ให้ฝึกเจริญอินทรีย์ 5 แต่ละข้อให้มาก ก็จะมีกำลังมากขึ้น
Q7: ฟังบทสวดมนต์แล้วหลับ
A: แต่ละคนมีอินทรีย์แก่กล้าไม่เท่ากัน บางคนฟังเทศน์ ฟังบทสวดมนต์ แล้วไม่หลับ เพราะมีกำลังจิตไม่เหมือนกัน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 02 Mar 2025 - 56min - 331 - “ทรัพย์สมดุล” ด้วยอุปมาผลมะเดื่อ รวงผึ้ง และจอมปลวก [6809-1u]
ค่าของเงิน VS ค่าของผลมะเดื่อ
เลขศูนย์แต่ละตัวในเงินมีค่าไม่เท่ากัน เปรียบเทียบกับการได้กินผลมะเดื่อยามหิว ลูกแรก ๆ รู้สึกอร่อย มีค่ามากกว่าลูกหลัง ๆ ฐานของรวงผึ้งหรือจอมปลวกจะกว้างกว่าส่วนปลายเสมอ เปรียบกับการสะสมฐานของทรัพย์หรือหน้าที่การงานต้องมีความมั่นคง พระพุทธเจ้าสอนหลักสมชีวิตา การสะสมโภคทรัพย์ต้องเป็นระบบ คือรายรับต้องท่วมรายจ่ายและอุดรอยรั่วรายรับ & รายจ่าย
รายรับ = ต้องได้มาโดยธรรม ไม่ว่าจะทำเองหรือให้คนอื่นทำให้ Active Income หรือ Passive Incomeรายจ่าย = ต้องจ่ายใน 4 หน้าที่ คือ 1) ใช้จ่ายในครัวเรือน 2) เก็บไว้เผื่อวันฝนตก 3) ลงทุนให้งอกเงย 4) ให้เพื่อสงเคราะห์หรือหวังเอาบุญ (สงเคราะห์ผู้อื่น ทำพลีกรรม ทำบุญกับเนื้อนาบุญ)อุดรอยรั่วของทรัพย์
- ความมัวเมา เช่น อบายมุข นักเลงสุรา ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เอาเงินเก็บเผื่อวันฝนตก มาใช้จ่ายคบเพื่อนชั่วความงมงายแสวงหารายรับโดยวิธีที่ไม่เป็นไปตามธรรม
ระบบการจัดการทรัพย์ที่ดีคือ
รายรับต้องท่วมรายจ่าย รายรับต้องได้มาโดยธรรม รายจ่ายต้องจ่ายไปใน 4 หน้าที่ และต้องอุดรอยรั่วของทรัพย์ โดยให้ทำอย่างสม่ำเสมอ ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ต้องมีความระมัดระวังสม่ำเสมอ ไม่ประมาท ไม่ติดในกามคุณเมื่อมีระบบการจัดการทรัพย์ที่ดีแล้ว เศรษฐีก็จะสร้างรวงผึ้งหรือจอมปลวกไว้หลายแห่ง และมีอิทธิบาท 4ระหว่างคนที่ให้ทานกับคนที่ไม่ให้ทาน พระอรหันต์จะแสดงธรรมให้กับผู้ให้ทานก่อน เพราะแสดงว่าเป็นผู้มีศรัทธา มีปัญญา รู้จักแบ่งจ่ายทรัพย์โดยสรุป:
ในยามสถานการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น (โรคระบาด อุทกภัย สงคราม) หากเป็นผู้มีระบบจัดการทรัพย์ที่ดี มีความเหมาะสมแล้ว จะมีความไม่สะดุ้งสะเทือน ตรงกันข้ามกับผู้ที่ประมาท ไม่มีระบบจัดการทรัพย์ที่ดี เมื่อเกิดวิกฤตก็จะทุกข์มาก ท่านจึงให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ว่าจะมีเงินน้อยหรือเงินมาก ก็สามารถสร้างระบบจัดการทรัพย์ที่ดีได้ ให้เลิกในสิ่งที่ควรเลิก ให้ทำในสิ่งที่ควรทำ ให้มีวินัย มีความเพียร ความสำเร็จก็จะมีขึ้นมาได้ ความสำเร็จในที่นี้ ไม่ใช่ให้มีขนาดรวงผึ้งหรือจอมปลวกใหญ่ แต่ให้มีระบบจัดการทรัพย์ที่ดี ให้ลูกมะเดื่อเรียงอยู่อย่างถูกต้อง รู้จักรับจ่ายให้เหมาะสม ถูกหน้าที่ตามธรรม นั่นคือความผาสุก เล็กใหญ่ไม่สำคัญ มากน้อยไม่ใช่สาระ สาระสำคัญอยู่ที่มีระบบหรือไม่ มีสมชีวิตาหรือไม่ ผลมะเดื่อหมายถึงสมชีวิตา รวงผึ้งหรือจอมปลวก หมายถึงการสะสมหมุนไปให้ถูกต้อง ให้เรานำมาปฏิบัติ ชีวิตก็จะดีขึ้นได้อย่างแน่นอน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 23 Feb 2025 - 57min - 330 - ตายแล้วไปไหน [6808-1u]
Q1: ขีดความสามารถของมนุษย์ ชนะได้ด้วยความเพียร
A: ความพยายามของมนุษย์ ในการทำสิ่งต่าง ๆ ทำให้เกิดความสำเร็จได้ เช่น ไปดวงจันทร์ ปีนภูเขาสูง
ความรู้จากภายนอกไม่มีที่สิ้นสุด แต่ที่สิ้นสุดของโลกหาได้จากภายในกายและใจของเรา ซึ่งการจะรู้เรื่องกายใจของเรานั้นต้องเดินตามทางมรรค 8ให้ยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น เป็นมุทิตาในหลักพรหมวิหาร 4Q2: คำกล่าวที่ดี
A: คนเราไม่จำเป็นต้องพูดมาก การกล่าวคำที่ดี คือให้กล่าวคำที่ควรค่าแก่การจดจำ เป็นคำที่ประกอบด้วยธรรม ประกอบด้วยวินัย ถูกต้องตามเวลา ถูกกาล และถูกบุคคล
Q3: ประเพณีสวดพระมาลัย
A: เป็นการรวบรวมร้อยเรียงคำสอนของพระพุทธเจ้ามาอ่านให้ฟังในงานศพเพื่อสอนคนเป็น
Q4: ตายแล้วไปไหน
A:“จุติ” แปลว่า ตาย, เคลื่อนจากชาติหนึ่งมาเกิดในอีกชาติหนึ่ง มักใช้กับเทวดาที่มีแต่กายละเอียด ไม่มีกายหยาบ
จิตไม่สามารถอยู่ได้หากไม่มีนามรูปเป็นตัวเกาะไว้ ดังนั้นเมื่อจิตเคลื่อนออกจากนามรูปคือกายหนึ่งแล้ว จิตก็จะต้องไปมีนามรูปใหม่จึงจะอยู่ได้ เมื่อตายแล้วจิตก็จะเคลื่อนออกจากนามรูปคือกาย ไปเกาะนามรูปใหม่ทันที (เกิดชาติใหม่ทันที) ตามแต่กรรมที่เขาทำไว้ ตามแต่เหตุปัจจัยของสภาวะจิตสุดท้ายในขณะนั้นว่าจะไปก้าวลงในสภาวะนามรูปแบบไหนต่อไป กล่าวคือ- ถ้าจิตสุดท้ายกังวลใจ โกรธ ไม่พอใจ = จิตก็จะก้าวลงไปเกาะในนามรูปที่มีสภาวะความกังวลใจ ความโกรธ ความไม่พอใจ มีความเบียดเบียน ความแก่งแย่ง อยู่มาก คือ สัตว์เดรัจฉาน, สัตว์นรก ถ้าจิตสุดท้ายมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน = จิตก็จะก้าวลงไปเกาะกับนามรูปที่มีลักษณะแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีศีล เป็นส่วนมาก คือ เทวดา, มนุษย์ ถ้าจิตสุดท้ายมีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา = จิตก็จะก้าวลงไปเกาะกับนามรูปที่มีลักษณะมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อยู่มาก คือ เป็นพรหม ถ้าเป็นพระอรหันต์ = ท่านจะไม่เกิดอีกแล้ว ดับเย็นตั้งแต่ตอนที่ท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว
การทำบุญให้คนตาย ช่วยคลายความโศกเศร้าให้คนเป็น และเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่จะต้องทำทักษิณาทาน (ทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล) อุทิศให้บรรพบุรุษ คือ เขียนชื่อบรรพบุรุษเป็นผู้ทำบุญนั้น และให้ทำต่อเนื้อนาบุญQ5: ไรเดอร์อ่านหนังสือระหว่างรออาหาร
A: ตรงกับหลักอิทธิบาท 4 ในข้อ “จิตตะ” คือ ความเอาใจใส่อยู่ตลอดเวลา
การตั้งเป้าหมายในชีวิตที่ถูกต้องเป็นมงคลผู้ที่มีอิทธิบาท 4 ทำอะไรก็จะสำเร็จQ6: ความไม่แน่นอนในชีวิต
A: พระพุทธเจ้าทรงเตือนไว้ว่า เหตุปัจจัยแห่งความตายมีมากและไม่มีอะไรจะต้านทานได้
ให้เอาความดีที่เคยทำไว้เป็นที่พึ่งที่ระลึกตอนที่จะตาย ดังนั้นขณะที่มีชีวิตอยู่ ให้ประพฤติธรรม สร้างความดี สร้างกุศล เอาไว้ให้มากHosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 16 Feb 2025 - 56min - 329 - การอธิษฐาน VS การบน [6807-1u]
ช่วงไต่ตามทาง :
- ผู้ฟังท่านนี้เป็นนักขายประกัน เป็นคนที่มีศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัย ไม่เชื่อว่าการบนบานศาลกล่าวจะทำให้ขายประกันเพิ่มได้ แต่เพื่อนร่วมวงการไปบนบานแล้วได้ลูกค้าเพิ่ม และตนเองก็เจอลูกค้าที่ให้หมอดูไพ่ก่อนทำประกัน จึงลังเลว่าจะไปบนบานศาลกล่าวบ้างดีหรือไม่ แต่ก็แย้งในใจว่าตนมีศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัย
- ผู้ฟังอีกท่านหนึ่ง เป็นคนที่มีศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัย ลูกจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนอื่นไปบนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้สอบได้ แต่ผู้ฟังท่านนี้ไม่ได้พาลูกไปบนบานศาลกล่าวที่ใด
- ความมั่นใจอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ สามารถยังประโยชน์ให้ถึงความสำเร็จในชีวิตได้
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: การอธิษฐาน VS การบน
- พระพุทธเจ้าสอนว่า “ถ้าลำพังคนเราจะได้อะไร เพียงจากการอ้อนวอนขอร้องแล้ว จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร” การอ้อนวอนขอร้องไม่ใช่หลักการของคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ท่านให้ทำคือ “อธิษฐาน”
- ความงมงาย = ศรัทธาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา
- อธิษฐาน = ไม่ใช่การบนบาน อ้อนวอนขอร้อง แต่หมายถึง การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เป็น “การสร้างเหตุ” ที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จ ไม่ใช่อธิษฐานเพื่อขอผลสำเร็จ โดยจะมีเครื่องบูชาหรือไม่ก็ได้ สำคัญอยู่ที่ใจ เช่น เพื่อให้ได้ผลนี้ ขออธิษฐานตั้งจิตไว้ว่าจะสร้างเหตุอย่างนี้
- อย่างไรก็ตาม การบูชาสิ่งที่ควรบูชาเป็นมงคลอย่างยิ่ง เช่น การบูชาบรรพบุรุษ (ความเมตตากรุณาที่ท่านเลี้ยงดูเรามา) การบูชาเทพเจ้า (ซึ่งมีความดี เช่น ความกล้าหาญ ความซื่อสัตย์ ความเพียร) ให้บูชาความดีเหล่านั้นให้เข้ามาอยู่ในจิตใจของเรา
- เครื่องบูชา มี 2 รูปแบบ ได้แก่ การให้ทานโดยมีผู้รับ และการบูชายัญโดยไม่มีผู้รับ ความเชื่อที่ว่ายัญที่บูชาแล้วมีผล ทานที่ให้แล้วมีผล นั่นเป็นสัมมาทิฏฐิ
- สังคหวัตถุ 4 ธรรมให้เกิดความเป็นที่รัก สามารถทำให้เกิดความสำเร็จได้ ได้แก่ การให้ การมีปิยวาจา การประพฤติประโยชน์ และการวางตนเสมอกัน
- การมีระเบียบวินัย นำไปสู่ความสำเร็จได้
- พระพุทธเจ้าอธิษฐานสร้างเหตุให้เกิดความสำเร็จในการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่สุด
- ศรัทธา = ความมั่นใจ = ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุและผล ประกอบด้วยปัญญา ไม่ใช่ความเชื่อแบบงมงาย
1. ศรัทธาในเรื่องของกรรม = เชื่อในกฎแห่งกรรม
2. ศรัทธาในผลของกรรม (วิบาก) = ผลของกรรมอาจไม่ได้ให้ผลในทันที แต่จะให้ผลในเวลาต่อไป และให้ผลไม่เท่ากัน มากบ้างน้อยบ้าง
3. ศรัทธาว่าสัตว์มีกรรมเป็นของของตน = แต่ละคนย่อมต้องรับผิดชอบในการกระทำของตนที่ได้ทำไว้
4. ศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า = พุทโธ (ทางพ้นทุกข์มีอยู่) ธัมโม (วิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงความพ้นทุกข์มีอยู่) สังโฆ (ผู้ปฏิบัติแล้วพ้นทุกข์ได้จริงมีอยู่) ให้มีศรัทธาในข้อนี้แบบอจลศรัทธา คือ ศรัทธาเหมือนเสาหินยาว 16 ศอก มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 1 ศอก เป็นเสาหินทั้งแท่งไม่มีรอยต่อ ฝังลงไปในดินลึก 8 ศอก โผล่ขึ้นพ้นดินยาว 8 ศอก ทำมุม 90 องศากับพื้นดิน ตบดินให้แน่นอย่างดี ลมจะไม่สามารถพัดเสานี้ให้สั่นคลอนได้ ผู้ที่มีศรัทธาในข้อนี้อย่างเต็มเปี่ยม สามารถยังประโยชน์ให้ไม่ต้องเกิดอีก เป็นพระโสดาบันเข้าถึงกระแสที่จะเข้าสู่พระนิพพานได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 09 Feb 2025 - 56min - 328 - "มาฆบูชา" วันแห่งความรัก [6806-1u]
Q1: วันมาฆบูชา
A: เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ในปีที่ 1 หลังการตรัสรู้ และเป็นวันที่พระพุทธเจ้าปลงอายุสังขาร ในปีที่ 45 หลังการตรัสรู้ ก่อนการปรินิพพาน 3 เดือน
- โอวาทปาติโมกข์ เป็นคำสอนที่สำคัญ
- ให้เป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะ มีความเพียร เอาเรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนสติ ไม่ควรประมาท ควรทำให้รู้แจ้งในคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่ารอตอนเกษียณ
Q2: วันวาเลนไทน์
A: ความรักในทางพระพุทธศาสนา = ความเมตตา
- ลักษณะของความเมตตา = ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีประมาณ และไม่เว้นใครไว้ (ไม่ผูกเวร)
- การแผ่เมตตา ให้เริ่มจากตัวเราไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในทิศเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องขวา เบื้องซ้าย เบื้องบน เบื้องล่าง เหมือนคนเป่าสังข์ให้ได้ยินไปทั่วทุกทิศ
Q3: การเมตตาต่อบิดามารดา
A: ให้ลดเงื่อนไขของแต่ละฝ่ายลง อีกฝ่ายก็จะลดเงื่อนไขลงเช่นกัน ก็จะรับรู้ได้ถึงความเมตตา
Q4: ติดการดูซีรีส์
A: การติด = ความยึดถือ = อุปาทาน
- การติดทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ต้องแก้ที่เวทนา (สุขเวทนาที่เกิดจากสิ่งนั้น) โดยต้องตั้งสติ ตรวจให้เจอว่าเวทนาอยู่ตรงไหน เมื่อเห็นเวทนาแล้วก็อย่าตามไป ให้เห็นเวทนานั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ทำซ้ำ ๆ เรื่อย ๆ แล้วเวทนานั้นจะอ่อนกำลังลง ค่อย ๆ จางหายไป
Q5: ทาสหมา ทาสแมว
A: การนึกถึงหมาแมวแล้วเกิดความรักใคร่เอ็นดู นั่นคือ เมตตา เป็นเทคนิคหนึ่งที่ทำให้จิตตั้งไว้กับเมตตาได้
Q6: ใส่บาตรแล้ว ต้องกรวดน้ำให้ตัวเองหรือไม่
A: การทำทาน = เป็นบุญแล้ว
- การให้ทานนั้นอาจทำให้จิตจะตั้งไว้ด้วยกับเมตตาเพิ่มขึ้นมาได้ แล้วแผ่เมตตานั้นไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย โดยไม่จำเป็นต้องกรวดน้ำก็ได้
- การกรวดน้ำ = การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนั้นเฉพาะเจาะจงให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเป็นบุญกุศลที่เกิดจากการทำทานนั้น
- การทำทาน แม้ไม่กรวดน้ำ หากตั้งจิตอุทิศให้ ก็ถึงเช่นกัน
- โดยสรุป การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลจากการให้ทาน ไม่ต้องกรวดน้ำให้ตัวเอง เพราะเราทำบุญกับมือเราแล้ว แต่ถ้าเป็นเมตตาต้องแผ่ให้ตัวเองด้วย
Q7: การแผ่เมตตา
A: การแผ่เมตตาอยู่ที่การตั้งจิต จะแจกแจงเจาะจงให้ใครก็ได้ หรือจะแผ่ให้สรรพสัตว์ทั้งหลายก็ครอบคลุมทุกคน
- การแผ่เมตตาให้สัตว์ที่ไม่ชอบ เป็นอานิสงส์ของการเจริญเมตตาภาวนา 1 ใน 11 อย่าง นั่นคือ การที่อมนุษย์จะรัก ไม่คิดประทุษร้าย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 02 Feb 2025 - 51min - 327 - เทคนิคการทำสมาธิด้วยจินตนาการ Live [6805-1u]
Q1: การเมตตาต่อคนในครอบครัว
A: ให้แสดงออกซึ่งความรักต่อคนในครอบครัวให้ตรงกันทั้งกาย วาจา ใจ
- ให้ใช้เครื่องมือของพรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
- อย่าโฟกัสในจุดที่มีปัญหา ให้โฟกัสในจุดที่ดี การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นได้
Q2: คำว่า “นมัสการ” ใช้กับใคร
A: คำว่า “นมัสการ” ใช้ได้กับนักบวช รวมถึงแม่ชีด้วย
Q3: อินทรีย์ 5
A: อินทรีย์ 5 = ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
- ความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม ต้องพัฒนาอินทรีย์ 5 ให้มีกำลัง
Q4: ปี 2568 เน้นเรื่องการทำสมาธิ
A: การทำสมาธิต้องฝึก
- อุปมาเรื่อง“แม่โคปีนภูเขา”
Q5: คนใจร้อน สมองช้า ฟังธรรม
A: กิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ) เป็นตัวบีบคั้น ทำให้จิตใจตัวเราไม่เป็นตัวเอง ตกเป็นทาสของกิเลส
- สติ ทำให้ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส
- คนสมองช้า ยิ่งเรียนรู้ธรรมได้ดี เพราะสามารถมีสติ สังเกตได้ดี สามารถแยกแยะกิเลสออกจากจิตได้ ความใจร้อนก็จะลดลง กิเลสก็จะลดลง
Q6: ฝึกทำสมาธิได้บ้าง หลุดบ้าง
A: การระลึกถึงพุทโธ ธัมโม สังโฆ นำไปสู่ความสำเร็จในการทำสมาธิได้
- พุทโธ = การมีศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ท่านทำสำเร็จมาก่อนแล้ว
- ธัมโม (กระบวนการ) = วิธีทำจิตให้สงบ คือ การมีสติ สมาธิ ศีล สำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในการบริโภค
- สังโฆ (ลงมือปฏิบัติ) = มีผู้ลงมือปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จแล้ว
Q7: สมาทานศีล
A: ศีล คือ ความเป็นปกติ
- สมาทานศีล คือ การตั้งเจตนาในการรักษาศีล
Q8: พระบอกให้ใส่บาตร
A: ถ้าเคยปวารณา (ออกตัวให้ขอได้) ต่อพระรูปนั้นไว้ ท่านก็ขอได้
Q9: เทคนิคการทำสมาธิด้วยจินตนาการ
A: องค์ประกอบของฌาน 1 คือ วิตก วิจารณ์ ปีติ และสุข
- การจินตนาการนึกถึงภาพพระพุทธเจ้านั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา (วิตก=ความตริตรึกที่ไม่มีกามพยาบาทเบียดเบียน) มีรายละเอียดอย่างไร เช่น มีแมลงบิน ลมพัด พระอาทิตย์อยู่ตรงไหน (วิจารณ์) เมื่อนึกถึงแล้วเกิดความอิ่มเอิบใจ ความสบายใจ (ปีติ) และเกิดความสุขที่เกิดจากปีตินั้น (สุข) ถือว่าครบองค์ประกอบของฌาน 1 แล้ว
- โดยสรุป: การที่เราจินตนาการตริตรึกในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม พยาบาท เบียดเบียน แล้วเกิดความอิ่มเอิบใจ ความสบายใจ นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้สมาธิเกิดขึ้น เราสามารถเลือกเรื่องที่ต้องการคิดได้ เรื่องไหนที่ไม่อยากคิดก็ไม่คิดได้ ลักษณะนี้เรียกว่าเป็น “ผู้ที่มีอำนาจเหนือจิต”
Q10: การถ่อมตัว
A: หลักธรรมะ: เราจะไม่มัวเพ่ง (โทษ) ดูผู้อื่น แต่จะเพ่งดูตัวเอง
- ถ้าจะดูผู้อื่นให้ดูที่ความดีของเขา
- เราไม่มองใครโดยความเป็นศัตรูเลย จะมองดูผู้อื่นด้วยสายตาแห่งความเป็นมิตร ก็จะมีการพัฒนาได้อย่างเต็มที่
- การฟังธรรมแล้วจดบันทึกไว้เป็นข้อดี
Q11: ขณะเดินจงกรมเห็นตัวเองไม่มีความคิด
A: ในอิริยาบถเดิน การที่ไม่คิดอะไรแสดงว่าไม่มีวิตกวิจารณ์ แล้วจิตใจมีความเบาสบายแสดงว่ามีปีติสุข มีความสุขที่เกิดจากความอิ่มเอิบใจ ความสบายใจ แสดงว่ามีสติสมาธิ ให้ฝึกทำบ่อย ๆ ในทุก ๆ อิริยาบทสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ “ปัญญา”
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 26 Jan 2025 - 59min - 326 - วิธีทำสมาธิสำหรับคนไม่มีเวลา [6804-1u]
Q1: การพูดตรง ๆ
A: สัมมาวาจา 4 ประการ = พูดจริงไม่โกหก, ไม่พูดหยาบ, ไม่พูดยุยงให้แตกกัน, ไม่พูดเพ้อเจ้อ
- วาจาหยาบ = วาจาทิ่มแทง หอกคือปาก ไม่ใช่แค่คำหยาบ แต่รวมถึงคำพูดไม่หยาบแต่เนื้อหาทำให้สะเทือนใจ จิตเหินห่างจากสมาธิ
- ไม่พึงกล่าวคำล่วงเกินต่อหน้า = การเตือนเมื่อเขาทำไม่ดี ให้พูดเฉพาะกับเขาโดยตรง ไม่พูดขณะที่มีคนอื่นอยู่ และคำพูดนั้นต้อง 1. เป็นคำจริง 2. ประกอบด้วยประโยชน์ 3.ถูกเวลา 4. ผู้พูดมีจิตเมตตา
Q2: การแต่งกายไปวัดของคนเมืองกับคนชนบท
A: เกิดจากผัสสะที่มากระทบให้เกิดความพอใจหรือไม่น่าพอใจสำหรับคนเมืองมีมากกว่าคนในชนบท คนในชนบทจึงสำรวมอินทรีย์ได้มากกว่า
- ให้ดูที่คุณธรรมของแต่ละคนว่าสามารถตั้งคุณธรรมในการสำรวมอินทรีย์ได้มากน้อย ไม่ควรเหมารวมว่าเป็นคนเมืองหรือคนในชนบท
- ต้องอธิบายโทษหรือประโยชน์ด้วยสัมมาวาจา การช่วยเหลือเอื้อเฟื้อแนะนำจะเป็นความเจริญในธรรมวินัย
Q3: ทำบาปในวัด VS ทำบาปนอกวัด บาปต่างกันหรือไม่
A: ไม่ควรทำบาป ไม่ว่ามากหรือน้อย
- การกระทำจะเป็นบาปหนักหรือเบา ขึ้นอยู่กับเจตนา
- ขณะอยู่ในวัด เห็นพระพุทธรูป มีเครื่องเตือนให้เกิดหิริโอตัปปะ (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) แต่ก็ละทิ้งหิริโอตัปปะนั้น แล้วทำบาป แสดงว่าต้องมีเจตนาในการกระทำมากกว่าอยู่นอกวัด
Q4: วิธีทำสมาธิสำหรับคนไม่มีเวลา
A: ในงานพบปะผู้ฟังประจำปี (26 ม.ค. 68) พระอาจารย์จะพูดเกี่ยวกับ “การเข้าถึงการมีอำนาจเหนือจิต เพื่อเข้าถึงทุกปัญหาของชีวิต ด้วยเครื่องมือแห่งสมาธิ 5 ประการ”
- เครื่องมือแรกที่ทำให้จิตเป็นสมาธิ คือ “สติ” โดยสติคือการสังเกตเฉย ๆ เหมือนยามเฝ้าดูคนเข้าออก ซึ่งคนเราสามารถมีสติในทุกอิริยาบถที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ ถ้าไม่มีสติก็จะเกิดความเพลิน
- เครื่องมือที่ทำให้เกิดสติ เช่น การสังเกตลมหายใจเข้าออก หรือการจดจ่ออยู่กับอิริยาบถที่ทำงานอยู่
Q5: ปล่อยวาง คืออะไร
A: ปล่อยวาง คือ การวางความยึดถือ (อุปาทาน) ในขันธ์ 5, ในตัวตน, ในสิ่งนั้น โดยแยบคาย
- ปล่อยวางไม่ใช่ทำลายขันธ์ 5 และไม่ใช่การหนีปัญหา
- ต้องฝึกให้มีสติอยู่บ่อยๆ จิตก็จะสงบ เมื่อจิตสงบก็จะเกิดปัญญา เมื่อเกิดปัญญาแล้วก็จะสามารถแยกความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เราไปยึดถือกับตัวความยึดถือได้ จิตก็อย่างหนึ่ง สิ่งที่เราไปยึดถือก็อย่างหนึ่ง ตัวความยึดถือก็อย่างหนึ่ง 3 อย่างนี้เมื่อมาอยู่ด้วยกันจึงคิดว่าเป็นอันเดียวกัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ พระพุทธศาสนาจึงสอนให้แยกแยะแล้วกำจัดสิ่งที่ไม่ใช่เสีย แล้วรักษาสิ่งที่เป็นประโยชน์ไว้ ก็จะสามารถหลุดพ้นได้
- สุขทุกข์เกิดขึ้นเป็นธรรมดา เมื่อปล่อยวางได้แล้ว ก็จะมีสุขที่เหนือกว่าสุขเวทนาที่เกิดขึ้นจากสิ่งนั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 19 Jan 2025 - 55min - 325 - "พรหมวิหาร" ทางออกจากโลกที่วุ่นวาย [6803-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: พี่น้องทะเลาะกัน
- พี่ชายน้องชายทะเลาะกันเรื่องการทำธุรกิจ และทรัพย์สิน เป็นคดีความกัน ไม่คุยกัน
- แต่ละฝ่ายต่างมีเหตุผล แล้วใช้เหตุผลนั้นเป็นเงื่อนไขให้เกิดข้อจำกัด เกิดความหวงกั้น บีบคั้น ทำให้อีกฝ่ายอึดอัด
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ
- กฎหมายเป็นเครื่องมือยุติปัญหา แต่ธรรมะเป็นเครื่องมือลดการมีเงื่อนไขที่ทำให้เกิดข้อจำกัดของแต่ละคน ที่ทำให้เกิดการบีบคั้น ความหวงกั้น ทำให้เกิดเรื่องราวตามมา เช่น การด่า การอ้างการทำชั่วเพื่อทำความดี การทำสงคราม
- โลกที่มีเงื่อนไข = โลกที่ประกอบด้วยกาม (กามโลก) มีกามเป็นเครื่องผูก เครื่องก่อ เครื่องบีบคั้น เครื่องบังคับให้ทำ
- ในกามโลก มาร (ผู้ล้างผลาญความดี เช่น กิเลสมาร เทวบุตรมาร) จะเปลี่ยนเหตุผลของแต่ละคน ให้เป็นเงื่อนไข ข้อจำกัด ข้อผูกมัด ทำให้เกิดการบีบคั้น หวงกั้น
“พรหมวิหาร” เป็นเครื่องมือของพรหมโลก
- พรหมวิหาร เป็นเครื่องมืออกจากกามโลกได้ เพราะไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อจำกัด ไม่มีการบีบคั้น เป็นโลกที่มารไปไม่ถึง เมื่อจิตเราไม่ถูกบีบคั้น ก็จะไม่ไปบีบคั้นผู้อื่น ผู้อื่นก็จะรู้สึกโล่งโปร่ง ความมีเงื่อนไขของเขาก็จะลดลง ทางออกอื่นก็จะปรากฏขึ้น สถานการณ์ก็จะคลี่คลายได้
- ลักษณะของพรหมวิหาร คือ
1. ไม่มีเงื่อนไข
2. ไม่มีประมาณ ทั้งปริมาณและเวลา
3. ไม่เว้นใครไว้
- ระดับของการเจริญพรหมวิหาร
1. ทางกาย = ให้ทาน ช่วยเหลือทางการกระทำ
2. ทางวาจา = พูดดี ให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความเห็นอกเห็นใจกัน
3. ทางใจ = จิตใจเราตั้งไว้ด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
- พรหมวิหาร 4 ได้แก่
1. เมตตา = ความรัก ความปรารถนาดี เช่น แม่รักลูก ตรงข้ามกับความโกรธ ความอาฆาต ความไม่พอใจ
2. กรุณา = ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เช่น นายพรานลดคันศรธนูไม่ฆ่ากวาง ตรงข้ามกับความคิดปองร้าย
3. มุทิตา = ยินดีกับความสุขของผู้อื่น เช่น นายพรานยินดีกับกวางที่ยังมีชีวิตอยู่ ตรงข้ามกับความอิจฉาริษยา
4. อุเบกขา = วางเฉย ต่อเมตตา กรุณา มุทิตา ตรงข้ามกับความด้านชา
- พรหมวิหาร ต้องมาด้วยกันทั้ง 4 อย่าง ขาดอันใดอันหนึ่งไม่ได้ ประกอบกันทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
การรักษาตนไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของมารได้ชื่อว่ารักษาผู้อื่นด้วย
- เปรียบเหมือนนักแสดงกายกรรมต่อตัว ทุกคนต้องคอยรักษาน้ำหนักของตัวเองเพื่อให้คนอื่นทรงตัวอยู่ได้
- หากจิตใจเราปราศจากเงื่อนไข ไม่มีขอบเขต ไม่มีความหวงกั้น ไม่มีความบีบคั้น รักษาตัวไม่ให้ตกไปเป็นเครื่องมือของมาร โดยใช้เครื่องมือของพรหม คือ พรหมวิหาร 4 ในการรักษาตน (ปฏิบัติธรรม ประพฤติตามธรรม เสพธรรมคือพรหมวิหาร เจริญธรรมทำให้มากซึ่งธรรมะ) ได้ชื่อว่ารักษาผู้อื่นด้วย ผู้อื่นก็จะไม่ได้รับการเบียดเบียน แต่ได้รับความเมตตา ความรักใคร่เอ็นดูจากเรา จิตเขาก็จะมีกระแสแห่งพรหมวิหารนี้ด้วย ทำให้จิตใจเขาชุ่มเย็น ความมีเงื่อนไข และข้อจำกัดของเขาจะลดลง ทางออกอื่นก็จะปรากฏขึ้น
- การเป็นฝ่ายเริ่มมีเมตตามีอุเบกขาก่อน ไม่ใช่การยอมให้เขาฉกฉวยประโยชน์ แต่เป็นการไม่ยอมตกเป็นทาสของมาร เป็นการปลดพันธนาการของตัวเองจากอำนาจของมารให้มาทำความดีได้อย่างไม่มีเงื่อนไข เป็นอิสระจากมาร เป็นการอยู่เหนือมาร
- ให้หยุดทำความชั่วโดยเอาความดีมาเป็นข้ออ้าง เพราะเป็นการใช้เครื่องมือมาร ตกเป็นทาสของมาร
โดยสรุป:
ในโลกที่มีความวุ่นวาย ไม่สงบ หาทางออกไม่ได้ “เมตตา” จึงเป็นคำตอบ เมตตาในที่นี้ หมายรวมถึง กรุณา มุทิตา และอุเบกขาด้วย “พรหมวิหาร” สามารถเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร เปลี่ยนทางตันให้เป็นโอกาส เปลี่ยนอันตรายให้เป็นความแคล้วคลาด เปลี่ยนคนพาลให้เป็นบัณฑิต เปลี่ยนความอิจฉาให้เป็นการอนุโมทนา เปลี่ยนความกลัวให้เป็นความกล้า เปลี่ยนความน่ากลัวให้เป็นความสวยงามได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 12 Jan 2025 - 59min - 324 - แนวทางกำหนดจิตเพื่อสักการะพระเขี้ยวแก้ว [6802-1u]
Q1: การสักการะพระเขี้ยวแก้ว
A: การอยู่ใกล้กับพระพุทธเจ้า = การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
- หากจิตเป็นสมาธิ มีสัมมาทิฏฐิ มีความสงบ ไม่มีนิวรณ์ จิตเป็นอารมณ์อันเดียว ก็เหมือนอยู่ติดชายสังฆาฏิของพระพุทธเจ้า เพราะเสมอกันด้วยธรรมะ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่อันเดียวกันกับพระพุทธเจ้า
- หากไม่สะดวกมาสักการะพระเขี้ยวแก้ว ก็สามารถตั้งจิตระลึกถึงพระพุทธเจ้าได้ ตามความหมายของบทสวดอิติปิโสฯ
- การเดินประทักษิณเพื่อสักการะพระเขี้ยวแก้ว 3 รอบ ในแต่ละรอบจะวนไปทั้ง 4 ทิศ ให้เราตั้งจิตในการรู้อริยสัจทั้งสี่ แบบปัญญา รอบ 3 อาการ 12 กล่าวคือ
รอบที่ 1 (กำหนดรู้) = ทุกข์คืออะไรบ้าง สมุทัยคือตัณหา นิโรธคือความดับไม่เหลือของตัณหา มรรคคือองค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง
รอบที่ 2 (ควรทำ) = ทุกข์ควรกำหนดรู้หรือยอมรับ สมุทัยควรละหรือกำจัด นิโรธควรทำให้แจ้ง มรรคควรทำให้เจริญหรือทำให้มาก
รอบที่ 3 (ทำได้แล้ว) = ทุกข์นั้นรู้แล้ว สมุทัยละได้แล้ว นิโรธทำให้แจ้งได้แล้ว มรรคทำให้เจริญได้แล้ว
- การตั้งจิตในการสักการะพระเขี้ยวแก้วไว้ดี จะได้บุญทั้งจากการบูชาด้วยอามิส (สิ่งของ) และการบูชาด้วยการปฏิบัติ (สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินประทักษิณ)
Q2: การเดินประทักษิณ เวียนขวา เวียนซ้าย
A: เวียนขวา (ตามเข็มนาฬิกา) = ใช้แสดงความเคารพ งานมงคล งานถวายพระเพลิงของพระพุทธเจ้าหรือพระเจ้าจักรพรรดิ
เวียนซ้าย (ทวนเข็มนาฬิกา) = งานอวมงคล
Q3: พิธีลอยอังคาร
A: การลอยอังคารเป็นความเชื่อ, พิธีกรรมของพราหมณ์
- ไม่มีการลอยอังคารของพระพุทธเจ้าเพราะมีผู้เก็บไปบูชาหมด
Q4: ทำความดีแต่อยากได้รับคำชม
A: ความดีที่ทำ = เป็นความดีแน่นอน
- ความอยากได้รับคำชม = เป็นความเศร้าหมอง บุญได้เต็มแต่มีความเศร้าหมอง
- เจตนาประกาศความดีที่ทำ เพื่อให้ผู้อื่นร่วมทำความดีด้วย อันนี้ดีทวีคูณ จะได้ทั้งโภคสมบัติและบริวารสมบัติ
Q5: ทำบุญหวังผล
A: ทำบุญต้องหวังผล
- ผลที่หวัง คือ การกำจัดกิเลส เช่น ความตระหนี่ ก็จะได้บุญมาก
Q6: วันเด็กแห่งชาติ
A: เทคโนโลยีทำให้กระแสของตัณหาในยุคปัจจุบันพัดแรงมากขึ้น ผ่านมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำให้เกิดกิเลสมาก จิตใจหวั่นไหวมาก มีปัญหาตามมามาก
- เด็กสมัยนี้มีสิ่งกระตุ้นมากขึ้น กิเลสเกิดขึ้นในจิตใจมาก
- ผู้ปกครองต้องสอนเด็กให้มีธรรมะมากขึ้น ให้มีความเมตตา มีสติ มีอุเบกขา มีระเบียบวินัย ให้มากขึ้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 05 Jan 2025 - 54min - 323 - วิธีคลายทุกข์จากการสูญเสียคนรัก [6801-1u]
สูญเสียคนในครอบครัว
ผู้ฟังท่านนี้สูญเสียคุณพ่อคุณแม่ มีความเสียใจ จิตใจเศร้าหมอง ไม่เป็นสุข ส่งผลให้มองเรื่องอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ดีไปด้วย
- จิตใจแบบนี้ อุปมาเหมือนฝีกลัดหนอง โดนแผลนิดเดียวก็เจ็บ เมื่อมีผัสสะมากระทบนิดเดียวจะได้รับความกระเทือนใจมาก
- จิตตริตรึกเรื่องไหน จิตจะน้อมไปทางนั้น จิตน้อมไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง หากเศร้าหมอง เสียใจ จิตก็จะเห็นแต่สิ่งนั้น สิ่งนั้นก็จะมีกำลังให้จิตน้อมไปทางนั้นมากขึ้น ส่งผลต่อฮอร์โมนในร่างกาย อาจพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้าได้
- วิธีแก้ คือ ต้องมีอำนาจเหนือจิต
ความเคยชินของจิต กับ ลูกศรอาบยาพิษ
- “ลูกศรอาบยาพิษ” เปรียบได้ดังนี้
หัวลูกศร = ความรัก ความเพลิน ตัณหา (รูป รส กลิ่น เสียง)
ยาพิษที่เคลือบไว้ = อวิชชา
ช่องทางที่แทงเข้ามา = ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ตัวรับลูกศร = จิต
- อำนาจเหนือจิต จะเกิดขึ้นได้ ต้องทวนกระแสให้ความเคยชินของจิตอ่อนลง
วิธีแก้ลูกศรอาบยาพิษ
- ตรวจว่าถูกแทงตรงไหน, เปิดปากแผลออกด้วยมีดที่คมและสะอาด, เอาหัวลูกศรออก, บีบหนองออกให้หมด, ทายา, สมานแผลปิดแผล, ไม่กินของแสลง
โพชฌงค์ 7
- คือ องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม เพื่อให้จิตเกิดความรู้คือวิชชา เกิดความพ้นคือวิมุตติ เพื่อให้วิชชานั้นดับอวิชชา ก็จะพ้นจากความทุกข์ได้
- โพชฌงค์ 7 มีเหตุปัจจัย คือ
1. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ = วางเฉยต่อสิ่งที่มากระทบ มีสมาธิเป็นเหตุ
2. สมาธิสัมโพชฌงค์ = จิตที่ตั้งมั่นเป็นอารมณ์อันเดียว มีความระงับลงของจิตเป็นเหตุ
3. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ = ความระงับลงของจิต มีปีติเป็นเหตุ
4. ปีติสัมโพชฌงค์ = ความสุขอยู่ในภายในไม่ต้องพึ่งสิ่งภายนอก มีกุศลธรรมในจิตเพิ่ม อกุศลธรรมในจิตลดเป็นเหตุ
5. วิริยสัมโพชฌงค์ = กุศลธรรมในจิตเพิ่ม อกุศลธรรมในจิตลด มีการใคร่ครวญธรรมด้วยปัญญาเป็นเหตุ
6. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ = การใคร่ครวญธรรมด้วยปัญญา โดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) มีสติ เป็นเหตุ
7. สติสัมโพชฌงค์ = ความระลึกได้
อำนาจเหนือจิต เริ่มด้วย “สติ”
- การเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ต้องอาศัยความกล้าและความเพียร โดยมีอาวุธ คือ “สติ”
- สติ ตั้งขึ้นได้ด้วยการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านมีความปรารถนาให้พวกเราพ้นทุกข์ แผ่ความเมตตากรุณาข้ามระยะทาง ข้ามเวลา ผ่านทางคำสอนมาถึงพวกเราทุกวันนี้ เรายังคงได้รับกระแสแห่งความเมตตากรุณาของพระพุทธเจ้าอยู่ ให้เราเอาตรงนี้เป็นหลักชัย เป็นหลักประกัน ใช้สติระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นชัยภูมิ เป็นฐานตั้งมั่น ในการเผชิญหน้ากับความจริงของชีวิตว่า ทุกคนมีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา ไม่ใช่แค่คนในครอบครัวเรา โดยระลึกว่าหากท่านอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ จิตของท่านจะเป็นแบบใด ถ้าจิตของท่านยังดีอยู่ได้ในสถานการณ์ที่สูญเสียคนที่รัก เราจะเอาเสี้ยวส่วนของความสามารถในการรักษาจิตของท่านมาไว้ในจิตเรา
- การระลึกถึงพระพุทธเจ้า ทำให้ความเพลิน ความเศร้าลดลง เปรียบได้กับฝนหนึ่งเม็ด เม็ดฝนแต่ละหยดสามารถทำให้น้ำทะเลพร่องหรือเต็มได้ สติแม้น้อยหนึ่งก็ทำให้มีอำนาจเหนือจิตได้เช่นกัน
- สติเป็นเครื่องตรวจหาลูกศรว่าถูกแทงตรงไหน ทุกข์เรื่องไหนให้เอาจิตไปจ่อที่ตรงนั้น ตั้งสติตรงนั้น โดยสังเกตเฉย ๆ ว่าชอบใจหรือไม่ชอบใจ แล้วพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงว่าสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว มีความเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขปัจจัยได้ เราต้องพลัดพรากจากสิ่งนั้นแน่นอน ปัญญาก็จะเกิด อวิชชาก็จะลดลง จิตมีความผ่องใสขึ้น ทำบ่อย ๆ ก็จะวางอุเบกขาในเรื่องนั้นได้ จิตก็จะพ้นจากทุกข์ได้
- เรื่องที่ไม่น่าพอใจ หากพิจารณาด้วยสติที่มีกำลังมาก สิ่งนั้นจะมีอำนาจเหนือจิตลดลง เปรียบกับสัตว์หกชนิดถูกผูกไว้ที่เสาหลัก ดึงไปไหนไม่ได้ สุดท้ายก็จะอ่อนกำลังลง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 29 Dec 2024 - 59min - 322 - หลักในการฟังธรรม [6752-1u]
Q1: ผลกรรมจากการสอนธรรมะผิด
A: หลักการ = คำสอนของพระพุทธเจ้าต้องกลับไปที่แม่บทเสมอ ศาสนาพุทธมีผู้สอนคนเดียว คือ พระพุทธเจ้า คนอื่นสอนไม่ได้ ส่วนครูบาอาจารย์ญาติโยมไม่ใช่ผู้สอน แต่เป็นผู้กล่าวตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ด้วยหลักการนี้จะไม่ถูกหลอกได้ง่าย คำสอนจะไม่ผิดเพี้ยน เป็นการรักษาพระสัทธรรมให้ตั้งอยู่ได้นาน
- ผู้ฟังธรรมแล้วเอามาเทียบเคียงกับแม่บท ตรวจสอบว่าตรงกับพุทธพจน์บทใด แล้วปฏิบัติตามคำสอน การฟังธรรมนั้นก็จะได้ประโยชน์ แม้ว่าคนสอนจะสอนผิด แต่ถ้าคนฟังปฏิบัติถูก ความถูกต้องก็จะเกิดขึ้นในจิตใจของคนฟังและออกจากสิ่งที่ผิดได้ ซึ่งแนวทางที่ถูกต้อง คือ มรรค 8
- การกล่าวตู่พระพุทธเจ้า เช่น กล่าวตู่ว่าคำสอนนั้นเป็นของตน ตนเป็นผู้คิดค้นขึ้นใหม่ ทั้งที่เอามาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า กล่าวตู่ว่าพระพุทธเจ้ากล่าวไว้ ทั้งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวไว้ กล่าวตู่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวไว้ ทั้งที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้
- ผู้กล่าวตู่พระพุทธเจ้า ได้รับผลกรรมแน่นอน มากน้อยแล้วแต่เจตนา
- ทั้งนี้ เราไม่ควรมองกันด้วยสายตาที่คิดร้ายต่อกัน หากเขาทำผิดพลาดก็ควรชี้แนะบอกให้แก้ไขปรับปรุงให้ไปในทางที่ดีได้
Q2: ความรู้ถึงขั้นแสดงธรรมได้
A: คำสอนของพระพุทธเจ้ามีทุกระดับ เราสามารถเข้าถึงได้ในระดับที่เราอยู่ ตรงไหนที่เข้าใจและปฏิบัติได้ก็เอาตรงนั้นก่อน เพื่อเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติในระดับต่อ ๆ ไป
Q3: ทำบุญปีใหม่
A: บุญมากที่สุด คือ ทำให้เกิด “ปัญญา”
- วิธีที่ 1 ให้ทาน (ใช้สิ่งของ)
เช่น การใส่บาตร ให้ทาน โดยไม่ยึดถือหรือหวังในผล แต่หวังให้เกิดความบริสุทธิ์ทางใจ คือ ให้การให้ทานนั้นเป็นเครื่องปรุงแต่งจิตให้เกิดสมถวิปัสสนา โดยตั้งจิตเพื่อการสละออกซึ่งสิ่งของ ความตระหนี่ ความหวงกั้น ทำเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การตั้งจิตแบบนี้จะเกิดปัญญาจากการให้ทานได้
- วิธีที่ 2 รักษาศีล (ใช้ร่างกาย)
- วิธีที่ 3 ภาวนา (ใช้จิตใจ)
เช่น ทบทวนตนเองในรอบปี ด้านอกุศลธรรมเพิ่มขึ้นหรือไม่ ที่มีอยู่จะปิดกั้นป้องกันได้อย่างไร ด้านกุศลธรรมเพิ่มขึ้นหรือไม่ ที่มีอยู่จะพัฒนาให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร หากไตร่ตรองได้ ปัญญาก็จะเกิด แล้ววางแผนต่อไปว่าปีใหม่จะทำกุศลธรรมให้เพิ่ม สร้างนิสัยใหม่ที่ดีอย่างไร
Q4: อิริยาบถในการทำสมาธิ
A: ถ้าจิตไม่มีความกำหนัดในกาม ความง่วงซึม ความฟุ้งซ่าน ความเคลือบแคลงเห็นแย้ง ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ที่ใด ที่นั่นก็เป็นทิพย์
Q5: คนรุ่นใหม่ยากจนกว่าคนรุ่นก่อน
A: เหตุแห่งการมีโภคทรัพย์ คือ มีการให้ทานมาก่อน
- การให้ผลของกรรมดีกรรมชั่วเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น อาหารทิพย์หรือไฟนรก ไม่อาจให้ผลในโลกมนุษย์ได้
- หากในโลกมีคนทำดีน้อย ความชั่วมาก การให้ผลของกรรมก็จะผิดเพี้ยนไปตามกิเลสของมนุษย์ เศรษฐกิจของโลกไม่ดี การให้ผลด้านโภคทรัพย์ก็จะได้ไม่เต็มที่
Q6: การกล่าวถึงคุณวิเศษ
A: อุตตริมนุสสธรรม = คุณวิเศษขั้นสมาธิขึ้นไปจนถึงปัญญาที่เหนือมนุษย์ เช่น ได้ฌานขั้นสูง อ่านจิตผู้อื่น เหาะเหินเดินอากาศ
1. กรณีพูดถึงคุณวิเศษของตนเอง
- หากไม่มีจริง แต่บอกว่ามี เพื่อให้คนอื่นเชื่อว่าตนเองมี = ผิดขั้นปาราชิก
- หากไม่มีจริง แต่เข้าใจว่ามี = ไม่ผิด
- หากมีจริง พูดว่ามี แต่ไม่ได้แสดง = ผิดเบา ๆ
2. กรณีพูดถึงคุณวิเศษของผู้อื่น เพื่อให้เกิดลาภสักการะกับผู้อื่น
- พระพุทธเจ้าเตือนว่าไม่ดี เป็นมหาโจรในระดับที่หลอกได้ทั้งเทวดาจนถึงพรหม
โดยสรุป :
- ปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า ให้ค้นพบด้วยตนเอง หากจะพูดก็ให้พูดในหลักธรรมที่ไม่น้อมเข้าสู่ตัว
- ให้ยกย่องครูบาอาจารย์ในเหตุที่ท่านทำ เช่น มีศีล ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อย่าไปยกย่องที่ผล
- ความมักน้อย = ไม่ต้องการให้คนอื่นมารู้ถึงความดีของเรา
Q7: อยากให้ลูกเกิดมาเป็นคนดี
A: หน้าที่ของพ่อแม่ คือ ให้ลูกตั้งอยู่ในความดี ห้ามเสียจากบาป ให้ศึกษาศิลปวิทยา มอบมรดกให้ตามสมควร หาคู่ครองให้เมื่อสมควร
- วิธีสอนลูก ต้องไม่ใช่ด้วยการทำไม่ดีหรือทำบาป และอย่าโยนหน้าที่นี้ให้ครู
- และต้องไม่ยึดถือมาก หากเกินขอบเขตจะกลายเป็นพ่อแม่รังแกฉัน
Q8: การพูดจาหยอกล้อกับญาติโยม
A: พระพุทธเจ้ากำหนดว่า “จะไม่พูดจาหยอกล้อเพื่อให้หัวเราะกันเล่น”
- การเทศน์ให้จิตใจญาติโยมเกิดความร่าเริง ชื่นมื่น แจ่มใส มีกำลัง มีความเบิกบาน ได้ แต่ไม่ควรเกินไปถึงขั้นหัวเราะกันเล่น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 22 Dec 2024 - 53min - 321 - วิธีวางจิตต่อคำพูดคนอื่น [6751-1u]
คำพูดคนอื่นที่รับเอามากระทบจิต
- คำพูดไม่ดีเหมือนฝีกลัดหนอง หนองที่ออกมาจากปาก เหม็นด้วย กระทบจิตผู้อื่นด้วย หากเราอยู่ใกล้คนประเภทนี้ เราก็จะโดนอยู่เรื่อย
คำด่า คำชม เป็นสุดโต่งทั้งสองข้าง
- การกล่าวหา คือ การกล่าวถึง
- คำด่า คำชม สำหรับผู้ฟังไม่ได้ต่างกันเพราะเป็นสุดโต่งทั้งสองข้าง คือ ทำให้เกิดความพอใจหรือไม่น่าพอใจ เกิดเป็นกิเลส คือ ความลุ่มหลงยินดีพอใจหรือเกิดความขัดเคืองไม่พอใจ ซึ่งผู้ฟังไม่ควรให้เกิดกิเลส สำหรับผู้พูดจะเกิดกรรม หากเป็นคำด่าก็เกิดกรรมชั่ว ถ้าเป็นคำชมก็เกิดกรรมดี ซึ่งผู้พูดควรจะพูดแต่สิ่งที่เป็นกรรมดี
- แม้ว่าการกล่าวหานั้นจะเป็น 1. เรื่องจริง 2. เป็นประโยชน์ 3. เป็นคำกล่าวที่อ่อนหวาน 4. พูดด้วยจิตเมตตา 5.เหมาะสมกับเวลา แต่ผู้ฟังก็อาจจะเกิดความไม่พอใจได้ เพราะการตีความหรือมุมมองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
- หากผู้ฟังเกิดความโกรธจากสิ่งที่ได้รับฟัง ได้ชื่อว่ารับบาป, รับโทสะ, รับความโกรธตอบ, รับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ นั้นต่อมาทันที จิตใจที่ประกอบด้วยความโกรธจะมีความหยาบอยู่ในภายใน
พระพุทธเจ้าสอนว่า
“จิตต้องไม่แปรปรวน ต้องไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป ต้องมีจิตเอ็นดูเกื้อกูลประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน อันเป็นจิตใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ แผ่ไปถึงทุกคนโดยปรารภคนที่ด่าว่าเรา”
วิธีวางจิตต่อคำพูดคนอื่น มี 2 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 ทำจิตให้มีเมตตา ไม่ให้จิตติดลบไปในทางโกรธ
- อุปมา 5 อย่าง
(1) ทำจิตให้เหมือนแผ่นดิน = ไม่ว่าจะพยายามขุดแผ่นดินทั้งหมดให้เป็นทะเลสาบก็ไม่มีทางเป็นไปได้
(2) ทำจิตให้เหมือนอากาศ = ไม่ว่าจะพยายามวาดรูปลงในอากาศอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นไปได้
(3) ทำจิตให้เหมือนน้ำ = ไม่ว่าจะพยายามต้มน้ำในแม่น้ำให้เดือดอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นไปได้
(4) ทำจิตให้เหมือนแผ่นหนังแมวป่าขนฟู = ซึ่งเกิดจากระบวนการทำที่ประณีต ไม่ว่าจะพยายามขึงแล้วตีให้มีเสียงดังกังวาลเหมือนกลองก็ไม่มีทางเป็นไปได้เพราะหนังมีความอ่อนนุ่มไปแล้ว
(5) ทำจิตให้เหมือนโจรที่เลื่อยตนเองเหมือนต้นไม้ให้หมดไปด้วยเลื่อยที่มีด้ามจับสองข้าง = ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้
- ให้พิจารณาว่าตัวเราประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ เช่นเดียวกันกับอุปมาข้างต้น คำชมคำด่าที่เกิดกับเราเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ แผ่นดิน ผืนน้ำ อากาศ กระบวนการเกิดของร่างกาย ต้นไม้ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมีเยอะกว่ามาก ดังนั้น เรื่องไม่จริง ไม่เป็นประโยชน์ คำหยาบคาย จิตที่มีโทสะ ไม่ถูกเวลา ย่อมไม่เป็นสาระแต่เป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อสนใจสิ่งหนึ่ง สิ่งอื่นที่ไม่สนใจจะอ่อนกำลังลง เรื่องเล็กก็จะไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่
- จิตใจที่กว้างขวาง ไม่เห็นแก่สั้นไม่เห็นแก่ยาว ให้ได้ไม่มีประมาณ คือ “พรหมวิหาร” (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) ความโกรธก็จะระงับไปได้ และช่วยเพิ่มความอดทน ทำให้จิตไม่แปรปรวน
ขั้นตอนที่ 2 แผ่เมตตาไปยังผู้ที่กล่าวหา
- ด้วยจิตที่เปรียบกับความรักที่แม่มีต่อลูกฉันใด ให้เรามีความรักความปรารถนาดีด้วยจิตที่กว้างขวางกับบุคคลนั้นฉันนั้น เอาบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแผ่ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วย
- อย่าไปกล่าวเรื่องที่จะต้องทุ่มเถียงกัน เพราะจะทำให้ต้องพูดมาก จิตฟุ้งซ่าน ไม่สำรวม จิตเหินห่างจากสมาธิ มารก็จะได้ช่องตรงนี้
- เปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตร ต่อให้เขามองเราเป็นศัตรู ก็ให้เรามองเขาเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย มองด้วยสายตาแห่งคนที่รักใคร่
- ในชีวิตประจำวัน ก่อนออกจากบ้านให้แผ่เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาด้วยจิตแบบนี้ ทุกทิศทุกทาง โดยไม่มีประมาณ จะเป็นทางออกที่ยั่งยืน เป็นทางสายกลาง ไม่สุดโต่งทั้งสองข้าง อยู่ในที่ใดกับใคร ที่แห่งนั้นก็จะมีความผาสุก ความผาสุกนี้จะเป็นที่พึ่งแก่เราได้ และจะทำให้เกิดปัญญา ไม่คิดเบียดเบียนใคร ได้ประโยชน์ทั้งตนเอง และผู้อื่น
- ควรตั้งจิตต่อคำพูดผู้อื่น ด้วยจิตที่มีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา รักษาจิตอย่างนี้ให้ได้ตลอดทั้งวันและในเวลาต่อ ๆ ไป ก็จะทำให้เกิดชัยชนะในชีวิตของเราได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 15 Dec 2024 - 58min - 320 - ฆราวาสสอนธรรม และการวิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์ [6750-1u]
Q1: วิธีระงับผลของกรรมชั่ว
A: การทำให้ “สิ้นกรรม” ในทางพระพุทธศาสนาสามารถทำได้ เช่น กรณีพระองคุลีมาล
- ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม คือ การบรรลุธรรม บรรลุพระนิพพาน ไม่ต้องเกิดอีก
- ยิ่งมีเงื่อนไขในความสุขมาก ยิ่งมีความทุกข์มาก ยิ่งมีเงื่อนไขในความสุขน้อย ยิ่งมีความสุขที่เหนือกว่าสุขเวทนามาก เพราะมีความทุกข์น้อย
- แนวทางที่จะทำให้มีเงื่อนไขในความสุขน้อยลง จนถึงไม่มีเงื่อนไขให้ทุกข์เลย ประกอบด้วย องค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง (มรรค 8)
- เมื่อเจอเส้นทางแห่งมรรค 8 แล้ว ให้เดินตามเส้นทางนี้ไปจนสุดทางแล้วจะเจอที่หมาย คือ ความพ้นทุกข์ ความสิ้นกรรมอย่างแท้จริง
- แต่ในระหว่างทางที่เดินตามมรรค 8 อาจเจอสุขบ้าง เจอทุกข์บ้าง ก็ต้องใช้ปัญญาเห็นความไม่เที่ยง ใช้ปัญญาเห็นด้วยปัญญา จะยิ่งทำให้การเดินทางบนเส้นทางสายกลางนี้ยิ่งดี ยิ่งเร็ว มีอินทรีย์แก่กล้า ไปถึงจุดหมายคือความสิ้นกรรมได้อย่างรวดเร็ว
Q2: บวชแก้กรรม
A: “บัญชีบุญ” กับ “บัญชีบาป” เป็นคนละบัญชีกัน
- “กรรม” กับ “ผลของกรรม” คนละอย่างกัน
- เปรียบได้กับ เกลือ (กรรมชั่ว) ผสมกับน้ำ (กรรมดี) ได้ความเค็ม (ผลของกรรมชั่ว) ความเค็มจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณของเกลือและน้ำ
- การบวชแก้กรรม เปรียบได้กับการเพิ่มปริมาณน้ำ อาจทำให้ผลของกรรมชั่วเบาบางลงได้
- ไม่ควรประมาทในการทำความชั่ว = กรรมชั่วแม้เพียงนิดเดียวก็ให้ผล ไม่ควรทำ
- ไม่ควรประมาทในการทำความดี = ควรหมั่นทำความดีอย่างสม่ำเสมอ (ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา) จะได้ไม่ร้อนใจในภายหลัง เมื่อถึงคราวที่กรรมชั่วให้ผล ก็อาจจะทำให้ได้รับผลกรรมเบาบางลงได้
Q3: ฆราวาสสอนธรรม
A: ศาสนาพุทธไม่ได้เป็นของพระสงฆ์อย่างเดียว แต่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา จะต้องช่วยกันรักษาศาสนา คือ รักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าและนำมาปฏิบัติต่อไปจากสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
- เราสามารถฟังธรรมได้จากทุกคน และท่านผู้ฟังเองก็ควรจะแสดงธรรมต่อไปด้วย
- การแสดงธรรมต้องเป็นคำพูดที่ชาวเมืองใช้พูดกัน ฟังแล้วรื่นหู ไม่หยาบคาย หากไม่เป็นดังนี้ การแสดงธรรมนั้นก็อาจจะพอสำหรับคนบางกลุ่ม อาจไม่ใช่สำหรับคนทุกกลุ่ม จึงอาจถูกติเตียนได้
Q4: การวิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์
A: ความเจริญก้าวหน้าในธรรมวินัยนี้ อยู่ที่ว่าเหล่าภิกษุ (รวมถึงทุกคนในศาสนา) คอยที่จะตักเตือนกัน รับฟังกัน ให้ออกจากอาบัติ (ความผิดต่าง ๆ)
- เจตนารมณ์ของการชี้อาบัติ ก็เพื่อให้เกิดความเจริญกับบุคคลนั้น ไม่ใช่การเพ่งโทษหรืออยากให้เขาได้ไม่ดี เพราะหากให้เขาถืออาบัติต่อไปเรื่อย ๆ กุศลธรรมก็จะลดลง ความไม่ดีความเศร้าหมองในจิตจะเพิ่มขึ้น การชี้อาบัติเพื่อให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี
- ถ้าเราทำไม่ถูก แล้วมีคนเตือนเรา แล้วเราแก้ไข อันนี้จะดีขึ้นได้
- เมื่อบุคคลใดทำไม่ถูก แล้วมีคนเตือน แล้วรับฟังคำตักเตือนนั้นด้วยความเคารพหนักแน่น หากเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรมแล้ว บุคคลนั้นจะมีความเจริญ
- พระพุทธเจ้าได้กำหนดระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติเรื่องการเตือนกันของพระสงฆ์ไว้แล้ว เช่น ช่วงออกพรรษา มีระบบปวารณา เปิดโอกาสให้พระสงฆ์เตือนซึ่งกันและกันได้ หรือมีระบบการปลงอาบัติ โดยจะเรียกมาพูดกันตรง ๆ ต่อหน้า พร้อมหน้ากันในที่ประชุมสงฆ์ ว่าได้กระทำจริงหรือไม่ แก้ไขแล้วหรือไม่ เรื่องก็จะระงับได้
- การวิพากษ์วิจารณ์พระสงฆ์ทำได้ต่อเมื่อมีการประชุมสงฆ์กันเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างพูดโดยที่ยังไม่ได้มีการพิจารณาว่าถูกต้องหรือไม่อย่างไร เป็นการข้ามขั้นตอน ทำให้เกิดความวุ่นวาย
- ในธรรมวินัยนี้ การตักเตือนกันและกัน การยอมรับ การเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดการออกจากอาบัติ การรับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น การไม่เพ่งโทษติเตียน การให้ผู้อื่นชี้ขุมทรัพย์ แล้วเกิดการพัฒนา นั่นเป็นความเจริญในธรรมวินัยนี้
Q5: การภาวนากับการสวดมนต์
A: การภาวนา คือ การพัฒนาจิต
- การสวดมนต์เป็นหนึ่งในรูปแบบที่จะพัฒนาจิตได้
- การฟังธรรม ใคร่ครวญธรรม เป็นการภาวนาอย่างหนึ่ง
- ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นการพัฒนาการภาวนา เป็นไปเพื่อให้เกิดปัญญา นำไปสู่การบรรลุธรรม
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 08 Dec 2024 - 55min - 319 - การมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า [6749-1u]
เหตุปัจจัยแห่งความตาย
- เหตุปัจจัยแห่งการตายมีมาก เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ใช่เรื่องยาก ความตายต้องเกิดขึ้นกับทุกคนแน่นอน
- การรักหรือพอใจในสิ่งใดมาก หากไม่ได้สิ่งนั้นมา “จะตาย” ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่การตาย แต่ปัญหาอยู่ที่ “ความอยาก (ตัณหา)”
- เพราะมีตัณหา จึงมีอุปาทาน (ความยึดถือ)
เพราะมีอุปาทาน จึงมีภพ (สภาวะ)
เพราะมีภพ จึงมีความเกิด
เพราะมีความเกิด จึงมีความตาย
ความตายไม่ใช่เครื่องมือให้พ้นจากทุกข์
- ความตายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ความตายไม่ใช่ตัวแก้ปัญหา เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความตาย แต่ปัญหาอยู่ที่ความอยาก ดังนั้น แม้จะตายแต่ถ้ายังมีตัณหาหรืออวิชชาอยู่ ก็เป็นเหตุให้ไปเกิดใหม่ เมื่อเกิดใหม่ก็ต้องเจอปัญหาอีก ต้องเจอสิ่งที่เป็นทุกข์อีก ต้องตายอีก ซึ่งความทุกข์ที่จะต้องไปเจอปัญหาใหม่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน
- ความตายเป็นตัวทุกข์ ไม่ใช่เครื่องมือให้พ้นจากความทุกข์ ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ คือ ให้รู้ว่าเหตุปัจจัยของความตายคือการเกิด การเกิดมาจากภพ ภพมาจากอุปาทาน อุปาทานมาจากตัณหา ถ้ามีตัณหามากมีอุปาทานมาก ความทุกข์ก็จะมาก
- การฆ่าตัวตายเป็นบาป (ยกเว้นบางกรณีในสมัยพุทธกาล) การฆ่าตัวตายด้วยทิฏฐิที่ไม่ถูกต้องอาจต้องไปเกิดในนรก ซึ่งเป็นภพที่มีความทุกข์มาก ความสุขน้อย
ผู้ที่เกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้มีบุญ
- ภพของมนุษย์มีทั้งสุขทั้งทุกข์ปนกันไป ไม่ใช่มีแต่ทุกข์เพียงอย่างเดียว ต้องมีสุขบ้างอย่างแน่นอน อยู่ที่เราจะมองเห็นหรือไม่
- การเห็นความจริงเพียงครึ่งเดียวว่าชีวิตมีแต่ความทุกข์เท่านั้น แล้วรับความจริงไม่ได้ จิตใจก็จะตกต่ำลง แต่หากจิตมีกำลังพอ จะมองเห็นอีกด้านหนึ่งของสุขและทุกข์ การคิดวนแต่เพียงด้านเดียวจะมองไม่เห็น ต้องเงยหน้าขึ้นมามองไปรอบ ๆ ถึงคนที่ยังมีความรักในเราอยู่ เช่น คนในครอบครัว ให้ตั้งสติไว้ ก็จะค่อย ๆ เห็น
ทางออกของปัญหาในโลกนี้
- ปัญหาในโลกนี้มีทางออกหลายทาง ซึ่งความตายไม่ใช่ทางออกของปัญหา
- “หากลำพังเพียงการตายแล้วจะทำให้ปัญหาจบลงตรงนั้น โลกนี้จะไม่มีปัญหาอะไร” แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ปัญหาในโลกนี้ยังคงมีอยู่
- ตัณหา (ความอยาก) คือ ต้นเหตุของปัญหาต่าง ๆ จึงต้องกำจัดตัณหา
- จิตใจเราต้องมีเมตตา ให้อภัย ทั้งต่อตัวเราและผู้อื่น จิตใจจะเริ่มเบาขึ้นเรื่อย ๆ จะเห็นตามความเป็นจริงของชีวิตว่า สุขก็มี ทุกข์ก็มี ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องดี ๆ ในชีวิต ยังมีอยู่
- หากไม่เหลือใครในชีวิต ก็ยังมีพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ยังมีคำสอนของท่านอยู่
การมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า
- การมีชีวิตอยู่ด้วยความดี ด้วยความเมตตากรุณา ด้วยการให้อภัย ด้วยความเห็นตามความเป็นจริงว่าสุขก็มีทุกข์ก็มี วินาทีนั้นการมีชีวิตอยู่ของเราก็จะมีคุณค่า มีความหมาย
- ชีวิตเรามีค่า ตรงที่เราสามารถใส่ปัญญา ใส่ความดี ความเมตตากรุณา ความอดทน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเห็นตามความเป็นจริงในสุขทุกข์ ลงไปในชีวิตได้ การที่เราใส่สิ่งใดลงไปในชีวิต ชีวิตเราก็จะมีค่ามีราคาตามสิ่งนั้นขึ้นมา ชีวิตเรา เราเลือกได้ การเลือกได้นั้นคือการตั้งสติ ระลึกให้ได้ มองให้เห็น ทำความเข้าใจชีวิต ชีวิตในโลกนี้ยังมีโอกาสอยู่เสมอ
- เหตุการณ์ในชีวิตต่าง ๆ เป็นเครื่องเตือนสติ ให้เราตั้งสติเห็นว่าชีวิตมีสองด้านทั้งสุขและทุกข์ แล้วตัดสินใจดำรงชีวิตของเราให้มีคุณค่า มีราคา ด้วยปัญญา ด้วยความดี ด้วยเมตตากรุณา ด้วยการให้อภัย ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ด้วยการเห็นตามความเป็นจริง ด้วยการเข้าใจชีวิต ให้ทำในขณะที่มีชีวิตอยู่ ทำชีวิตของเราให้มีคุณค่าด้วยสิ่งเหล่านี้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 01 Dec 2024 - 56min - 318 - เครื่องหมายแสดงการได้สมาธิ [6748-1u]
Q1: เมื่อมรณภาพ ทรัพย์สินของพระสงฆ์ตกแก่ใคร
A: ของส่วนตัวของพระสงฆ์ ถ้ามีการระบุว่าให้แก่ใครก็เป็นไปตามนั้น แต่ถ้าไม่ระบุก็จะตกเป็นของพระอุปัฏฐาก ถ้าไม่มีพระอุปัฏฐากก็จะแบ่งกันในหมู่สงฆ์แล้วแต่ตกลงกัน
Q2: ฟังข่าวแล้วเกิดความคิดให้คนทำผิดได้ไม่ดี เป็นบาปหรือไม่
A: บาป เพราะมีจิตคิดประทุษร้าย
- เวลาที่เห็นคนอื่นทำไม่ดี ให้เราเรียนรู้ว่าความดีจะเกิดได้แบบไหน ความดีไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการทำไม่ดีต่อ ทำร้ายต่อ หรือตอบโต้ด้วยสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม เปรียบได้กับพื้นบ้านสกปรก ไม่อาจสะอาดได้ด้วยสิ่งปฏิกูลแต่ต้องใช้น้ำสะอาดมาชะล้าง ความสกปรกจึงจะหายไปได้ ดังนั้น ความดีจึงจะเอาชนะความไม่ดีได้
- สื่อควรจะลงข่าวดีๆ มากกว่าข่าวไม่ดี เพราะคนจะได้เอาไปเป็นตัวอย่างได้
Q3: เพ่งโทษผู้อื่น ปั่นให้คนอื่นเกลียดตาม
A: ลักษณะคนดี 4 อย่าง และคนไม่ดี 4 อย่าง
- คนพาล (คนไม่ดี)
1. เพ่งโทษ = เห็นแต่ความไม่ดีของผู้อื่น, โทษของผู้อื่นเพียงนิดเดียวแต่เอามาขยายความให้มาก
2. ลบหลู่คุณท่าน = ดูแคลนด้อยค่าสิ่งที่ผู้อื่นทำดี
3. ยกตน = ตนทำดีเพียงนิดเดียวแต่เอามาขยายความให้มาก
4. ปกปิดโทษของตน = ถ้าไม่มีใครถามก็ไม่พูด ถ้าถามก็จะพูดเพียงนิดเดียว
- คนดี (บัณฑิต)
1. ไม่เปิดเผยโทษผู้อื่น = ถ้าไม่มีใครถามก็จะไม่พูด ถ้าถามก็จะพูดเพียงนิดเดียว
2. เปิดเผยความดีผู้อื่น = แม้ไม่มีใครถาม
3. เปิดเผยความผิดของตนเอง
4. ปกปิดความดีของตน = ถ้าไม่มีใครถามก็จะไม่พูด ถ้าถามก็จะพูดเพียงนิดเดียว
- การเป็นศัตรูกับคนไม่ดี ไม่ค่อยฉลาด เพราะเขาจะทำชั่วกับเราได้ตลอด แต่การเปลี่ยนมิตรที่ไม่ดีให้เป็นคนดีจะดีกว่า ห้ามเขาเสียจากบาป ให้ตั้งอยู่ในความดี เราจะเป็นผู้มีอุปการะต่อผู้นั้น ต้องอาศัยเมตตาและปัญญา สังคมนั้นก็จะพัฒนาได้ การอยู่ร่วมกันแบบนี้ ได้ชื่อว่า รักษาตัวเราด้วยและรักษาผู้อื่นด้วย
Q4: เครื่องหมายที่แสดงถึงการได้สมาธิ
A: หากความคิดในทางอกุศลดับ ไม่คิดเรื่องกาม พยาบาท เบียดเบียน นั่นคือ จิตเป็นสมาธิแล้ว หากจิตเผลอไปคิดเรื่องเหล่านั้นก็ต้องตั้งสติขึ้นใหม่ โดยให้จิตกลับมาอยู่กับฐานที่ตั้ง (กรรมฐาน เช่น การฟัง ลมหายใจ พุทโธ) ยับยั้งจิตไม่ให้ไปในทางอกุศลด้วยอำนาจของสติ เมื่อมีสติแล้วสมาธิก็จะเกิดขึ้นได้
- สัมมาทิฏฐิ (รู้ว่า กาม พยาบาท เบียดเบียนเป็นสิ่งไม่ดี) สัมมาวายะ (ความพยายามระลึกถึงสิ่งที่ดี) และสัมมาสติ (ความระลึกถึงสิ่งที่ดีนั้น) ต้องประกอบกันจึงจะทำให้เกิดสมาธิขึ้นได้
- ระดับของสมาธิ
ฌาน 1 มีความคิดอยู่ แต่หลุดจากเรื่อง กาม พยาบาท เบียดเบียน
ฌาน 2 มีความคิดเพียงเรื่องเดียว
ฌาน 3 มีอุเบกขา ความวางเฉยในเรื่องเดียวนั้น
ฌาน 4 วางสุขที่เกิดจากอุเบกขา ให้เหลือแต่อุเบกขาล้วน ๆ
- การฝึกสมาธิ สามารถทำได้ทุกอิริยาบถ
Q5: สวดมนต์หรือนั่งสมาธิ เพียงอย่างเดียว
A: ได้ เพราะทางแห่งการบรรลุธรรมมี 5 ทาง ได้แก่ 1. ฟังธรรม 2. แสดงธรรม 3. ใคร่ครวญธรรม 4. สาธยายธรรม (สวดมนต์) และ 5. นั่งสมาธิ
Q6: อานุภาพของบทสวดมนต์
A: ให้ตรวจสอบก่อนว่าบทสวดมนต์นั้นมีในพระไตรปิฎก ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนหรือไม่ ถ้าลงกันไม่ได้ เข้ากันไม่ได้ เทียบเคียงแล้วไม่มี ก็ให้ยกออกไป แต่ถ้าเทียบแล้วมี ก็นำเอามา
Q7: พระพุทธเจ้าทรงใช้ขันติกับเรื่องไหนมากที่สุด
A: ทุกรกิริยา เพราะอีกนิดเดียวจะเสียชีวิตแล้ว
Q8: การบวชชี
A: ภิกษุณีไม่มีในประเทศไทย แต่จะมีอุบาสิกาห่มชุดขาวประพฤติพรหมจรรย์
- สมาคมแม่ชีไทย ช่วยในการประพฤติพรหมจรรย์ของผู้หญิง
Q9: ขอหวยจากศาลพระภูมิที่บ้าน
A: พระพุทธเจ้าสอนว่า “ถ้าคนเราจะสำเร็จอะไรขึ้นมาสักอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยเหตุเพียงการอ้อนวอนขอร้อง ในโลกนี้จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร”
- การเล่นหวย เป็นความเมาในโภคทรัพย์ เมาในความหวัง ในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เป็นการพนัน เป็นอบายมุขควรหลีกเลี่ยง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 24 Nov 2024 - 56min - 317 - ความสันโดษกับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน [6747-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: เล่นโทรศัพท์มากเกินไป
A: ผู้ฟังท่านนี้ใช้เวลาไปกับการเล่นโทรศัพท์มากเกินไป จึงแก้ไขด้วยการแบ่งเวลาทำงานกับการเล่นโทรศัพท์ให้ชัดเจน หรือปิดโทรศัพท์แล้วไปทำอย่างอื่น เช่น ไปหลีกเร้น
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: สันโดษกับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มีดังนี้
1. ทำความเข้าใจเรื่องสันโดษที่ถูกต้อง
- “สันโดษ” หมายถึง ความพอใจ ความยินดีตามมีตามได้ในสิ่งที่เรามี พระพุทธเจ้าให้มีทั้งสันโดษและไม่สันโดษ คือ
= ให้สันโดษ (รู้จักอิ่มจักพอ) ในปัจจัยสี่ สิ่งของภายนอก กาม
= ไม่สันโดษ (ไม่รู้จักอิ่มจักพอ) ในกุศลธรรมทั้งหลาย เช่น อิทธิบาท 4
- เมื่อมีความเข้าใจเรื่องสันโดษที่ถูกต้องแล้ว จะสามารถแยกแยะเรื่องอื่น ๆ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้
2. เจริญอิทธิบาท 4
(1) ฉันทะ = มีความพอใจในการทำงาน
(2) วิริยะ = ความเพียร ความอุตสาหะ
(3) จิตตะ = ความเอาใจใส่ จดจ่อ
(4) วิมังสา = การไตร่ตรองพิจารณาทดลองค้นคว้า
- ประสิทธิภาพในงานจะเกิดขึ้นตรงที่มีสมาธิจดจ่อ การที่เจริญอิทธิบาท 4 ข้อใดข้อหนึ่ง สามารถเป็นฐานให้เกิดสมาธิได้ เมื่อจิตเกิดสมาธิแล้วก็จะสามารถทำงานนั้นให้สำเร็จได้
3. ความคงไว้ซึ่งสมาธิ
- "สมาธิ" เป็นจุดสำคัญ ในการจะทำอะไรก็ตามให้เกิดความสำเร็จ สมาธิไม่จำเป็นต้องอยู่ในอิริยาบถนั่งหลับตา
- “สติ” เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสมาธิ จึงต้องทำให้สติมีกำลัง เพื่อให้สมาธิไม่เสื่อม
- “นิวรณ์ 5” เป็นเครื่องกั้น เครื่องขวาง การมุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จ นิวรณ์ 5 เกิดขึ้นตรงไหน สมาธิตรงนั้นจะเสื่อมทันที ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จึงต้องละนิวรณ์ 5 อันได้แก่
(1) กามฉันทะ = ความพอใจในกาม สิ่งของภายนอก
(2) พยาบาท = ความคิดอาฆาต ปองร้าย ให้เขาได้ไม่ดี
(3) ถีนมิทธะ = ความง่วงซึม ความหดหู่ ท้อแท้ท้อถอย
(4) อุทธัจจกุกกุจจะ = ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ วิตกวิจารณ์
(5) วิจิกิจฉา = ความเคลือบแคลง ไม่ลงใจ
4. ลดความเครียดในการทำงาน
- วิธีสังเกตว่ามีความเครียดในการทำงาน คือ มีนิวรณ์ 5 เกิดขึ้น
- วิธีคลายความเครียด เช่น เปลี่ยนอิริยาบถ พักผ่อนสายตา ออกกำลังกาย สวดมนต์ นอน เดิน
- วิธีที่ไม่ใช่การคลายความเครียด คือ ไปหากาม เช่น การเล่นโทรศัพท์
- “การเจริญฉันทะเพื่อละฉันทะ” คือ การนำธรรมฉันทะมาเพื่อละกามฉันทะ
- เราต้องมีวิธีการลด ละความเครียดในการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
โดยสรุป:
“ทุกคนมีศักยภาพในการทำงานให้สำเร็จและสามารถดึงศักยภาพนั้นออกมาใช้ได้ โดยต้องเข้าใจเรื่องสันโดษที่ถูกต้อง เจริญอิทธิบาท 4 คงไว้ซึ่งสมาธิ และลดความเครียดในการทำงาน ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้”
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 17 Nov 2024 - 56min - 316 - การเตรียมความพร้อมเพื่อตั้งรับความทุกข์ [6746-1u]
Q1: ชีวิตที่พลิกผันกรณี The icon
A: เรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้เห็น
1. เห็นโลกธรรม ความไม่เที่ยง คือ สุขทุกข์ ได้ลาภเสื่อมลาภ สรรเสริญนินทา
2. เห็นการตั้งอยู่ในความประมาท เมื่อมีสุข ไม่ได้สังเกตเห็นความไม่เที่ยงของความสุขนั้น เมื่อความสุขนั้นเปลี่ยนแปลงไปก็จะเกิดทุกข์มาก
3. ค่านิยมของคนสมัยนี้ คือ ความสำเร็จทางวัตถุ ทางกายภาพ แต่ค่านิยมของคนสังคมที่ควรจะมี คือ ความเป็นผู้มีศีล ซึ่งเครื่องหมายของผู้มีศีลคือ ดูว่าเมื่อถูกกระทำ แนวความคิด การกระทำทางกาย คำพูด เป็นไปในทางที่ดี แต่ทั้งนี้ ก็มีโจรเสื้อนอก คือ สร้างภาพภายนอกว่าเป็นคนดีแต่ความจริงกำลังหลอกคนอื่นอยู่ เราจึงต้องป้องกันตัวเราเอง ด้วยการเข้าใจความไม่เที่ยงของสุขทุกข์ เราก็จะออกจากทุกข์ได้เร็ว ถือเป็นบทเรียน ไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่อาฆาตใคร
Q2: การเทศน์ของพระสงฆ์
A: ด้านภายนอก: ไม่เทศน์ให้ผู้ที่ยังไม่พร้อมในการฟังธรรม เช่น ถืออาวุธในมือ สวมหมวก สวมรองเท้า อยู่ในที่สูงกว่า หรือแสดงถึงความไม่เคารพ
- ด้านเนื้อหาในการเทศน์: ไม่พูดเรื่องโลก ให้พูดเรื่องอริยสัจ 4
- การประทุษร้ายสกุล เป็นอาบัติของพระข้อหนึ่งหากมีคนมาโจทก์ คือ การทำให้บุคคลนั้นมาศรัทธาในตัวเองคนเดียวมากกว่าศรัทธาในระบบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
- ปัจจุบันมีการตัดคลิปบางช่วงของการเทศน์ จึงควรฟังเทศน์ทั้งหมด ไม่ฟังฉาบฉวย เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด
Q3: ฆราวาสติเตียนพระสงฆ์ได้หรือไม่
A: ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือพระสงฆ์ก็ตาม ให้ “ยกย่อง” บุคคลที่ควรยกย่อง ในสิ่งที่ควรยกย่อง และ “ติเตียน” บุคคลที่ควรติเตียน ในสิ่งที่ควรติเตียน
- คนเราไม่ได้ดีหรือชั่วโดยส่วนเดียวทั้งหมด มีทั้งเรื่องที่ทำดีและทำไม่ดี ดังนั้น จะเหมาว่าเขาดีหรือไม่ดีไม่ได้ จึงต้องแยกแยะแต่ละเรื่อง
- การติเตียนไม่ใช่การด่าบริภาษ (ด่าด้วยคำหยาบคาย จิตอาฆาต ต้องการให้เขาได้ไม่ดี) การติเตียนจะดูไปตามแต่ละสถานการณ์ ด้วยจิตเมตตา ชี้โทษให้เห็นว่าไม่ตรงตามคำสอนอย่างไร
- การยกย่องไม่ใช่การสรรเสริญเยินยอ การยกย่อง คือ การพูดถึงอานิสงส์ในสิ่งที่เขาทำดีนั้น
Q4: การทำคุณไสย
A: พระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้พระสงฆ์ทำคุณไสย เพราะจะเป็นการหลอกผู้อื่นให้ไปทางสุดโต่งทั้งสองข้างที่ไม่ใช่ทางสายกลาง (มรรค) ทำให้หลุดออกจากทางไปสู่นิพพานอันเป็นทางที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้จริง
Q5: การเลี้ยงสัตว์
A: การเลี้ยงสัตว์อย่าเบียดเบียนเขา อย่าต่อว่าเขา อย่าทำร้ายเขา ส่วนสัตว์จะได้รับการเลี้ยงดูได้ดีแค่ไหนก็เป็นไปตามกรรมของเขา
Q6: เตรียมความพร้อมเพื่อตั้งรับความทุกข์
A: พระพุทธเจ้าเปรียบตัวเราเป็นเมือง ที่มี “จิต” เป็นเจ้าเมือง เพื่อการรักษาเมืองไว้ ต้องกระทำดังนี้
1. มียามเฝ้าไว้หน้าประตู = เปรียบได้กับ “สติ” เป็นนายทวารเฝ้าไว้ เพื่อระวังบาปอกุศลธรรม ที่จะผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันเกิดจากผัสสะที่น่าพอใจ (ความเพลินความลุ่มหลง) และผัสสะไม่น่าพอใจ
2. มีเสบียง = เปรียบได้กับ “สมาธิ” เพื่อเลี้ยงดูในเมืองให้เหมาะสม
3. มีกองกำลัง = เปรียบได้กับ “ความเพียร”
4. มีอาวุธ = เปรียบได้กับ “การฟังธรรม”
- เมื่อเตรียม 4 อย่างข้างต้นไว้แล้ว เราจะมีความกล้า ไม่กลัวต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเข้ามา
- โดยสรุป : เราต้องรักษาจิตใจของเราให้เหมือนเมืองกายเมืองใจ เพื่อเตรียมพร้อมรับสิ่งที่จะเข้ามา ผู้ที่มีชีวิตอย่างนี้เรียกว่าเป็น “ผู้ไม่ประมาท”
Q7: นิพพาน กับการไม่แต่งงาน ไม่มีลูก
A: เหตุปัจจัยที่จะไปนิพพาน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
- ชีวิตความเป็นอยู่ในโลกไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม หากมีศีล สมาธิ ปัญญา ก็สามารถไปนิพพานได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 10 Nov 2024 - 56min - 315 - ธรรมอันเป็นเครื่องป้องกันความขลาดและสมบัติ 3 ประการ [6745-1u]
ช่วงไต่ตามทาง : ธรรมอันเป็นเครื่องป้องกันความขลาด
- คุณแม่สมบูรณ์อายุ 80 ปี ทางด้านร่างกายได้รับการดูแลอย่างดีจากลูกหลาน แต่ด้านจิตใจมีความร้อนใจ มีความกังวลใจในลูกหลานมาก จึงให้สมาทานพระรัตนตรัยและสมาทานศีล เมื่อมีศีลแล้วก็จะไม่มีความร้อนใจ แต่จะอยู่ได้นานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังของสติ จึงให้ภาวนา “พุทโธ” เพื่อเป็นหลักกำหนดสติ ให้จิตมีสติตั้งไว้ พร้อมกับให้มีปัญญาร่วมด้วย ศีลกับปัญญาจะทำให้เกิดสมาธิได้
- วิธีขจัดความกังวลใจในเรื่องต่าง ๆ
(1) กังวลใจในสิ่งของ = ให้เข้าใจว่า “สิ่งทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง”ให้คลายความกังวลผูกพันต่อสิ่งนั้น
(2) กังวลใจในบุคคล = ให้เข้าใจว่า “สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ให้คลายความกังวลในบุคคลนั้น
(3) กังวลใจในกายของตน = ให้เข้าใจว่า“กายนี้เป็นของที่เกิดมาจากธาตุดินน้ำลมไฟ มีความแตกไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา อย่าไปยึดถือกังวล เปรียบเหมือนภาชนะหม้อดินที่เก่าแล้วมีรอยรั่ว หันไปเอาภาชนะทองคำดีกว่าซึ่งเปรียบได้กับกายของเทวดา”
(4) กังวลใจในชาติภพหน้าของตน = ให้เข้าใจว่า “ถ้ามีกรรมดี ก็จะไปในที่ที่ดี”ก็จะไปสวรรค์ได้ ให้นึกถึงทาน นึกถึงศีลที่ตนเคยทำไว้ และหากเจริญ “เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา” ก็จะไปพรหมโลกได้ เมื่อจิตชุ่มเย็นไปด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แล้ว ให้เห็นว่า “กายและใจ รูปและนาม ในตัวของเรา มันไม่ใช่ของเรา ให้ปล่อยวาง”
- การทำความเข้าใจเป็นขั้นตอนในเรื่องเหล่านี้ ผลที่ตามมาคือจะมีธรรมะเป็นเครื่องป้องกันความขลาดทำให้จิตไม่มีความกลัว ไม่มีความกังวลได้
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ : สมบัติ 3 ประการ
- ทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ยังมีสมบัติอื่นที่มีคุณค่ามากกว่า และคุณค่านั้นไม่แปรเปลี่ยนไปตามค่านิยมของสังคม ความเข้าใจในเรื่องคุณค่าของสมบัตินี้จะทำให้เราไม่ถูกหลอก
- สมบัติแบ่งเป็น 3 ระดับ
(1) มนุษยสมบัติ (เสื่อมได้) = รัตนะ 7 อย่าง ฤทธิ์ 4 อย่าง ได้มาโดยการทำมาหากินหรือลงทุน
(2) ทิพยสมบัติ (เสื่อมได้) = อาหารทิพย์ อากาศเย็นสบายตลอดเวลา ได้มาโดยการทำทาน รักษาศีล
(3) นิพพานสมบัติ (ไม่มีความเสื่อมปรากฏ) = เป็นสมบัติที่มีคุณค่ามาก ประณีตกว่า และยั่งยืนกว่า ได้มาโดยการเจริญภาวนาเห็นความไม่เที่ยง
- อริยทรัพย์ 7 ประการที่จะนำมาซึ่งทิพยสมบัติและนิพพานสมบัติ อันเป็นทรัพย์ที่ไม่เป็นสาธารณะกับผู้อื่น ได้แก่
(1) ศรัทธา = ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
(2) ศีล
(3) หิริ = ความละอายต่อบาป
(4) โอตตัปปะ = ความเกรงกลัวต่อบาป
(5) พาหุสัจจะ = การศึกษาเล่าเรียน
(6) จาคะ = การสละออก ซึ่งจะได้รับผลมากหรือน้อย พิจารณาจากทานสมบัติ 3 ประการ คือ 1. ผู้รับมีคุณธรรมดีเป็นเนื้อนาบุญ 2. สิ่งของที่ให้บริสุทธิ์ และ 3. มีจิตตั้งใจให้
(7) ปัญญา
- ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เราสามารถสร้างอริยทรัพย์เพื่อเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งทิพยสมบัติและนิพพานสมบัติได้อยู่ตลอด ซึ่งสามารถทำไปพร้อมกับการสร้างมนุษยสมบัติได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 03 Nov 2024 - 57min - 314 - แก้อาการเสพติด Social Media [6744-1u]
Q1: เสพติดการเล่นมือถือ social media แก้อย่างไร
A: อาการเสพติด ไม่ว่าอะไรก็ตาม คือ การเสพติดเวทนา (ความรู้สึกที่เป็นสุข) วิธีแก้ในทางธรรมะ คือ ต้องมีปัญญาเห็นว่า ตัณหาทำให้เกิดความพอใจในเวทนานั้น และเห็นตามความเป็นจริงว่า “เวทนาเป็นของไม่เที่ยง” ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดยินดีในเวทนานั้นได้
- การเสพติด Social Media แยกเป็น 2 ระดับ
(1) ระดับความเพลินที่ยังควบคุมตัวเองได้ = แก้โดยวางแผนล่วงหน้าและแบ่งเวลาให้ชัดเจนว่าจะใช้เวลาทำสิ่งใดกี่นาทีโดยไม่เล่นมือถือ การวางแผนล่วงหน้าจะทำให้มีกำลังใจในการทำสิ่งนั้น ณ เวลานั้น ซึ่งต้องอาศัยความสม่ำเสมอก็จะเกิดความมีระเบียบวินัยขึ้นมา
(2) ระดับความเพลินที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่ได้เล่นจะอารมณ์เสีย ก้าวร้าว = แก้โดยต้องงดการเล่นเลย ร่วมกับปรึกษาแพทย์ เมื่ออาการดีขึ้นแล้วจึงค่อยมาทำความเข้าใจว่าเวทนาเป็นของไม่เที่ยง
- การเสพติด Social Media เป็นการเสพติดความรู้สึกที่เป็นสุข อาจมีปัญหาอื่นที่เป็นสิ่งไม่น่าพอใจแฝงอยู่ก็เป็นได้ เช่น ปัญหาครอบครัว การเรียน ความสัมพันธ์ เป็นต้น ก็ต้องหาสาเหตุแล้วตามไปแก้ปัญหาเหล่านั้น
Q2: วิธีสร้างวินัย ไม่ให้ผัดวันประกันพรุ่ง
A: ต้องใช้สมาธิ + อิทธิบาท 4
- ให้สำรวจตัวเองว่าช่วงเวลาใดที่จะมีสมาธิมาก ก็ใช้ช่วงเวลานั้นจดจ่อกับการทำงาน
- อิทธิบาท 4 เป็นหลักธรรมให้การงานบรรลุผลสำเร็จได้ ช่วยให้ไม่ผัดวันประกันพรุ่งได้
Q3: วิธีสร้างพลังจดจ่อในงาน
A: ต้องใช้การตั้งเป้าหมายประกอบกับสมาธิ + อิทธิบาท 4
- โดยตั้งเป้าหมายในเรื่องประโยชน์ที่จะได้รับทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น หรือทั้งสองฝ่าย ความดี คุณธรรม ปัญญา ความอดทน ความเมตตา เป็นต้น เช่น การมีบ้าน เป้าหมายไม่ใช่บ้าน แต่เป้าหมาย คือ เพื่อความรัก ความเมตตาต่อคนในครอบครัว
- หลีกเลี่ยงการตั้งเป้าหมายทางกาม พยาบาท เบียดเบียน เพราะสมาธิไม่อาจตั้งอยู่กับสิ่งเหล่านั้นได้
- สมาธิ กับนิวรณ์ (ความสุขที่เกิดจากกาม) ไม่อาจเข้ากันได้
Q4: โดนนินทาลับหลัง ควรทำอย่างไร
A: คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก ให้เอาชนะความเท็จด้วยความจริง
- ถ้าถูกบัณฑิตนินทา เข้าใจผิด = ให้เอาความจริงมาเปิดเผย
- ถ้าถูกคนพาลนินทา เข้าใจผิด = ปล่อยไป ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องโต้ตอบ แต่ไม่ต้องหนี ให้เรื่องราวนั้นระงับไปก่อนจึงจะค่อยไป ให้เอาชนะความเท็จด้วยความจริง
Q5: พระสงฆ์ถูกลอตเตอรี่
A: พระสงฆ์มีลอตเตอรี่ในครอบครองไม่เป็นไร แต่ถ้าได้มาโดยการใช้เงินซื้อก็ผิดอาบัติปาจิตตีย์
- ถ้าถูกรางวัลได้เงินมา ถ้ายินดีในความเป็นปัจจัย 4 ได้ แต่ถ้ายินดีในเงินทองอันนี้ผิด
Q6: ข้อดีข้อเสียของความอดทน
A: ความอดทนมีข้อดีอย่างเดียวไม่มีข้อเสีย ยิ่งใช้ ก็ยิ่งมีมาก และยิ่งมีมาก ยิ่งดี
- ความอดทน คือ การอดกลั้นต่อทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น ไม่ให้อกุศลธรรมเกิด แต่ถ้าอกุศลธรรมเกิดแล้วต้องมีความสามารถในการละอกุศลธรรมนั้นด้วย
- กิเลสบางอย่างต้องใช้ความอดทน กิเลสบางอย่างต้องใช้การละ เป็นคนละทักษะกัน
- การเก็บกดกับความอดทนไม่เหมือนกัน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 27 Oct 2024 - 56min - 313 - ธรรมะ 14 ประการ เพื่อการบริหารทรัพย์ [6743-1u]
ช่วงไต่ตามทาง:
- ผู้ฟังท่านนี้ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง เมื่อปี 2560 สถานการณ์เศรษฐกิจไม่ค่อยดี แต่ได้ปฏิบัติธรรม ตั้งอยู่ในศีลธรรม ทำสมาธิ จิตเกิดความสงบ ได้ตั้งจิตอธิษฐานด้วยบุญกุศลของตนขอให้มีงานเข้ามา ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ มีงานเข้ามาเป็นโครงการใหญ่ หลังจากนั้นชีวิตก็พลิกผันไปในทางที่ดีหลายเรื่อง มีเงินเหลือเก็บ
- คนที่ตั้งอยู่ในศีลธรรม ไม่คดโกง บุญก็จะส่งผล ให้สามารถรักษาตัวได้
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: ธรรมะ 14 ประการ เพื่อการบริหารทรัพย์
- ธรรมะ 14 ประการนี้ จะทำให้ผู้ครองเรือนซึ่งยังยินดีด้วยเงินทองไม่ตกเป็นทาสของเงิน รู้จักใช้เงินให้เป็น และกำจัดอะไรที่ไม่ดีเกี่ยวกับเงินทองออกไปได้
1. อาหารของโภคทรัพย์ = ต้องมีความขยัน จะทำให้มีโภคทรัพย์มากขึ้น อย่าขี้เกียจ
2. บริหารจัดการทรัพย์ = สัมปทา 4 ได้แก่ การทำการงานปกติด้วยความขยัน, รักษาทรัพย์ (เก็บออม ลงทุน), มีกัลยาณมิตร (ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา) และมีสมชีวิตา (ใช้จ่ายทรัพย์อย่างเหมาะสม มีความสมดุล รายรับต้องท่วมรายจ่าย)
3. ผู้ประกอบการ (พ่อค้าแม่ค้า) บริหาร 3 เวลา = ทำการงานอย่างดีที่สุดในเวลาเช้า กลางวัน เย็น
4. ผู้ประกอบการ (พ่อค้าแม่ค้า) มีตาดี 3 ตา = เห็นว่าสิ่งใดจะขายได้กำไร, ฉลาดในการซื้อขายสิ่งที่ตนจะพึงซื้อขายได้ และถึงพร้อมด้วยบุคคลที่จะเป็นที่พึ่งได้
5. ทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ (ปิดทางน้ำออก) = อบายมุข 6 ได้แก่ ดื่มน้ำเมา, เที่ยวไปตามตรอกซอกซอยในเวลากลางคืน, การพนัน, คบคนชั่วเป็นมิตร, ความเกียจคร้าน และการเที่ยวดูมหรสพ หรือ อบายมุข 4 ได้แก่ นักเลงเจ้าชู้, นักเลงสุรา, นักเลงการพนัน และคบเพื่อนชั่ว
6. ทางเจริญแห่งโภคทรัพย์ (เปิดทางน้ำเข้า) = มีสัมปทา 4 และปิดทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์
7. ตระกูลที่มีความมั่นคง มั่นคั่ง ตั้งอยู่ได้นาน = มีองค์ประกอบ 4 ข้อ คือ แสวงหาพัสดุที่หายไป, ซ่อมแซมพัสดุที่คร่ำคร่า, รู้จักประมาณในการบริโภค และแต่งตั้งบุรุษหรือสตรีผู้มีศีลให้เป็นแม่เจ้าเรือนหรือพ่อเจ้าเรือน
8. โทษของการมีโภคทรัพย์ = โทษ 5 อย่าง ได้แก่ ถูกทำลายได้ด้วยไฟหรือน้ำ ถูกเอาไปได้ด้วยพระราชา โจร หรือทายาทที่ไม่เป็นที่รัก
9. ประโยชน์จากการมีโภคทรัพย์ = เลี้ยงตนให้เป็นสุข เลี้ยงมารดาบิดา เลี้ยงบุตรภรรยา เลี้ยงมิตรสหาย และบำเพ็ญทานแก่สมณะผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นทางสู่สวรรค์หรือนิพพานได้ หรือ บำรุงเลี้ยงคนภายในให้อยู่เป็นสุข บำรุงเลี้ยงคนภายนอก ใช้ป้องกันภัย ทำพลีกรรม และบำเพ็ญบุญกับผู้ที่จะไปนิพพานเพื่อให้ตนได้อานิสงส์
10. การใช้จ่ายทรัพย์ใน 4 หน้าที่ = ใช้เลี้ยงตนและครอบครัว, เก็บ, สงเคราะห์ และให้เพื่อหวังเอาบุญ
11. การสิ้นทรัพย์ไปโดยเปล่าประโยชน์ = เป็นผลมาจากไม่ใช้จ่ายทรัพย์ใน 4 หน้าที่
12. ความเป็นผู้ประมาทในการมีทรัพย์มาก = ยกตน ประพฤติผิดศีล
13. โภคทรัพย์ย่อมฆ่าคนทรามปัญญา แต่จะฆ่าคนมีปัญญาไม่ได้
14. ผู้ที่ยังบริโภคกาม 10 ประการ = กามโภคี 10 ประการ ซึ่งแบ่งผู้ที่ยังบริโภคกามออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่หาได้โดยไม่เป็นธรรม กลุ่มที่หาได้โดยเป็นธรรมบ้างไม่เป็นธรรมบ้าง และกลุ่มที่หาได้ตามธรรมเท่านั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 20 Oct 2024 - 56min - 312 - ระบบของกรรมกับ "การขโมยดวง" [6742-1u]
Q1: ขโมยดวง
A: บุญบาป ขโมยกันไม่ได้ ใครทำคนนั้นได้ ทำให้กันก็ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นพระพุทธเจ้าคงแบ่งบุญให้ทุกคนพ้นทุกข์ไปแล้ว
การเสริมดวง (ดวงดี) = ทำความดี มีสัมมาทิฏฐิ (เห็นว่า สุขทุกข์เกิดกับตนโดยมีเหตุปัจจัย เช่น กรรมเก่า การเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอ ดินฟ้าอากาศ ผู้อื่นทำร้าย ปัญหาสุขภาพ)การขโมยดวง (ดวงตก) = ทำความชั่ว คบเพื่อนชั่ว มีมิจฉาทิฏฐิ (เห็นว่า สุขทุกข์เกิดจากมีผู้เป็นใหญ่คอยบันดาลให้เกิดกับตนเท่านั้น หรือเกิดจากกรรมเก่าของตนเท่านั้น หรือกรรมเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุปัจจัย)ไม่ว่าจะเป็นการเสริมดวงหรือการขโมยดวง อยู่ที่การกระทำของเราว่าทำดีหรือทำชั่ว ให้มั่นใจในระบบของ “กรรม” ถ้าอยากได้สุข ไม่อยากได้ทุกข์ ก็ต้องสร้างเหตุปัจจัยที่เหมาะสม โดยการทำดี พูดดี คิดดี ซึ่งเราสามารถทำได้โดยไม่ต้องให้ใครมาพยากรณ์กรณีเจอผัสสะที่ไม่น่าพอใจที่เกิดจากการกระทำของผู้อื่น (กายหยาบ กายละเอียด) วิธีอยู่อย่างไรให้ผาสุก ก็ต้องมั่นใจในเรื่องของ “กรรม” ที่ถูกต้องQ2: การแสดงธรรมโดยเคารพเพื่อนผู้ประพฤติธรรม
A: ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หลักการแสดงธรรมให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่ายมี 5 ประการ
- แสดงไปตามลำดับไม่ตัดลัดให้ขาดความอ้างเหตุผล = มีที่มา แหล่งอ้างอิงอาศัยความเอ็นดู = อนุเคราะห์ให้เขาพ้นจากความทุกข์ไม่เพ่งอามิสแสดงธรรม = ไม่หวังลาภสักการะจากการแสดงธรรมไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น = ไม่ยกตนข่มผู้อื่น
หากแสดงธรรมไม่ตรงตามหลักการข้างต้น ผู้แสดงธรรมก็จะถูกติเตียน
Q3: บรรลุธรรมโดยไม่ฟังธรรม ได้หรือไม่?
A: พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า“ประตูแห่งนิพพานอันเป็นอมตะ เราเปิดไว้แล้วแก่สัตว์ในยุคนี้ สัตว์เหล่าใดมีโสตประสาท สัตว์เหล่านั้นจงปลงศรัทธาลงไปเถิด”
การบรรลุธรรม (มรรคผล) มี 3 ระดับ- ระดับสัมมาสัมพุทธเจ้า = บรรลุธรรมได้ด้วยพระองค์เอง ไม่ต้องมีผู้บอกผู้สอน และสามารถสอนผู้อื่นให้บรรลุธรรมตามได้ระดับปัจเจกพุทธเจ้า = บรรลุธรรมได้ด้วยพระองค์เอง ไม่ต้องมีผู้บอกผู้สอน แต่จะสอนผู้อื่นให้บรรลุธรรมตามไม่ได้ ระดับอนุพุทโธ = บรรลุตามที่พระพุทธเจ้าสอน ซึ่งต้องมีการได้ฟังธรรม (ได้ยิน ได้อ่าน) ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอนจึงจะบรรลุธรรมได้
Q4: การนั่งสมาธิ เป็นบุญได้อย่างไร?
A: “บุญ” เป็นชื่อของความสุขความสงบที่อยู่ในจิตใจ
การนั่งสมาธิ = เมื่อจิตสงบจะเกิดความสุขในจิตใจมาก เป็นบุญมาก เป็นบุญที่ละเอียดประณีต ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอก คงอยู่ได้นานกว่า สิ่งที่จะมาแปดเปื้อนมีน้อย เป็นเหตุให้เกิดพละ 5 ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่ม “พละ 5” ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาQ5: อานิสงส์ของการสวดมนต์
A: การสวดมนต์ เป็นทางแห่งการบรรลุธรรม
หากสวดมนต์แล้ว เกิดปิติปราโมทย์จะทำให้จิตสงบระงับ เมื่อจิตสงบระงับจิตจะเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิจะทำให้เข้าถึงวิมุตติได้การสวดมนต์ไม่ใช่เวทมนต์คาถาที่จะเสกสิ่งใดให้เกิดขึ้นได้ แต่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ให้เรานำไปปฏิบัติจึงจะเกิดผลQ6: เลี้ยงปลาสวยงาม บาปหรือไม่?
A: เอาเรื่องการไม่ฆ่าสัตว์เป็นเกณฑ์ ไม่นำเขามาทรมานเบียดเบียน หรือพรากเขามาจากวิถีการใช้ชีวิตปกติที่ดีอยู่แล้ว คำนึงถึงภาระค่าใช้จ่ายในการดูแล ทั้งนี้ มีความสุขอย่างอื่นที่มากกว่าความสุขจากการเลี้ยงปลาสวยงาม เช่น การนั่งสมาธิ การฟังธรรม
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 13 Oct 2024 - 52min - 311 - ธรรมะเพื่อการแก้ปัญหาทางการเงิน [6741-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: ปลดหนี้
- ผู้ฟังท่านนี้ถูกเพื่อนชักชวนให้ลงทุนในธุรกิจเสริมความงาม ตกลงแบ่งกำไรให้ 40% จึงไปกู้เงินเพื่อมาลงทุนเพิ่มเกือบ 10 ล้านบาท ด้วยความเชื่อใจที่เป็นเพื่อนกันจึงไม่ได้ทำเอกสารหลักฐานอะไรไว้ ผ่านไป 2 ปี พบว่าธุรกิจนั้นไม่มีส่วนที่เพื่อนลงทุนเลย แต่ทรัพย์สินของธุรกิจกลับเป็นชื่อเพื่อนทั้งหมด เมื่อกิจการถูกปิด สรุปมีหนี้ 15 ล้านบาทที่ผู้ฟังท่านนี้ต้องชดใช้ให้เจ้าหนี้ ผู้ฟังท่านนี้ใช้เวลา 3 เดือน ติดต่อดำเนินคดีกับอีกฝ่ายแต่ไม่มีวี่แววว่าจะได้รับการชดใช้เงินคืน จึงตัดใจไม่ดำเนินคดีต่อแล้วหันมาตั้งหน้าตั้งตาทำงานใหม่ เจรจากับเจ้าหนี้ ผ่านไปไม่ถึงปี ก็สามารถปลดหนี้ทั้งหมดได้
- ได้เรียนรู้ว่า เพราะความโลภ ความไม่รอบคอบ และความประมาท จึงเกิดเหตุการณ์นี้ การเป็นคดีความ ใช้เวลามาก แต่เมื่อตัดใจเอาเวลาไปทุ่มเทกับการทำงานด้วยจิตใจที่ไม่มีความโกรธ ไม่มีความอาฆาตคิดร้ายต่อเพื่อนที่โกง มีเมตตา มีอุเบกขา ทำให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ แม้ยังมีหนี้ที่ต้องชดใช้ แต่จิตใจไม่เป็นอะไร สถานการณ์ก็พลิกผันทำงานหาเงินใช้หนี้ 15 ล้านบาท ได้ภายใน 1 ปี
- ผู้ฟังอีกท่านหนึ่ง เรียนจบเป็นหนี้ กยศ. และมีหนี้ทางครอบครัวที่ต้องช่วยชดใช้เป็นล้าน จึงประหยัดค่าใช้จ่าย เอาข้าวไปกินที่ทำงาน เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ ลดสิ่งที่ฟุ่มเฟือย เลือกซื้อสิ่งที่จำเป็นมากกว่าสิ่งที่อยากได้โดยใช้ส่วนลด ทำงานอื่นเพิ่ม ใช้เวลา 2-3 ปี ก็ปลดหนี้ทั้งหมดได้และมีเงินเก็บ
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:การแก้ปัญหาทางการเงิน
ในการครองเรือน เงินทองเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงปัจจัย 4 ให้เป็นไปได้ ปัญหาทางการเงิน แก้ไม่ได้ด้วยความอยากหรือความตระหนี่ และไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการอ้อนวอนขอร้อง
การปฏิบัติตนต่อสถานะทางการเงิน 3 แบบ คือ
แบบที่หนึ่ง : ยามมีเงิน
(1) ต้องแบ่งจ่ายทรัพย์ใน 4 หน้าที่ = เพื่อป้องกันความตระหนี่ คือ 1. ใช้จ่าย 2. เก็บออม 3. สงเคราะห์ 4. ทำบุญ
(2) อย่าเพลิดเพลิน ลุ่มหลง ยินดีพอใจ ในเงินที่มี (ราคะ) = จะเป็นเหตุให้เกิดความยึดถือและความโลภ ซึ่งจะดึงดูดสิ่งเหล่านั้นหรือคนเหล่านั้นเข้ามาในชีวิต เมื่อมีคนโลภเข้ามา ความโลภบังตาก็อาจถูกหลอกได้ ให้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงอยู่เสมอ ได้ลาภ เสื่อมลาภได้ จะป้องกันความโลภที่เกิดขึ้นในจิตใจได้
(3) อย่ามีความตระหนี่ หวงแหน (โมหะ) = จะเป็นเหตุให้เกิดความเศร้าหมองในจิตใจ จะดึงดูดสิ่งเหล่านั้นเข้ามาในชีวิต การประหยัด มัธยัสถ์ เป็นการแบ่งจ่ายทรัพย์ ไม่เหมือนความตระหนี่
แบบที่สอง: ยามไม่มีเงินและเป็นหนี้
- ไม่อ้อนวอนขอร้องหวังรวยทางลัด เป็นความอยาก ความโลภ จะดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามา อาจถูกหลอกได้
- ให้ตั้งจิตอธิษฐานที่ถูกต้องเพื่อสร้างเหตุ คือ การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้าในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กาย วาจา ใจ ของเราสามารถทำได้ ไม่ใช่การขอผล เช่น ตั้งจิตอธิษฐานให้เรามีปัญญาในการรู้จักแบ่งจ่ายทรัพย์ให้เหมาะสม, ให้เรามีความขยัน มีกำลังใจสูง ไม่ย่อท้อ, ให้เรามีตาในการมองเห็นว่าใครเป็นกัลยาณมิตรหรือปาปมิตร
- คาถา อุ อะ กา สะ, รู้จักแบ่งจ่ายทรัพย์ 4 หน้าที่, ไม่ใช้จ่ายในสิ่งที่เป็นอบายมุข (ดื่มสุรา ยาเสพติด บุหรี่ การพนัน)
- จิตใจน้อมไปตามสิ่งที่เราคิด จิตเราน้อมไปทางไหนจะดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามา ถ้าตั้งจิตไว้ถูกต้องจะดึงดูดกัลยาณมิตรเข้ามา
- กายทุกข์หน่อยก็อดทนเอา แต่ให้ตั้งจิตไว้ให้ดี อย่าตามความอยาก (ตัณหา) อย่าโลภ (โลภะ) อย่าตระหนี่ (โมหะ) มองมิตรให้ออกว่าเป็นปาปมิตรหรือกัลยาณมิตร
แบบที่สาม: ยามกลับมามีเงินอีกครั้ง
- รักษาจิตให้ดีเหมือนเดิม อย่าเพลิดเพลินลุ่มหลงในเงินนั้น อย่าเพลินในความสุข ให้เห็นความไม่เที่ยงในสุขเวทนานั้น ไม่ประมาท
- ด้วยจิตที่ไม่มีความโลภ ไม่มีความตระหนี่ จะเห็นช่องทางในการหาทรัพย์เพิ่มขึ้นได้
- เรียนรู้จากความผิดพลาดที่ผ่านมา
- การเป็นหนี้ด้วยความโลภไม่ดี แต่การกู้เงินด้วยปัญญา รู้จักบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เกิดความก้าวหน้าได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 06 Oct 2024 - 59min - 310 - ปัญญาส่องใจจากภัยน้ำท่วม [6740-1u]
Q1: ปัญหาเพื่อนบ้านให้อาหารนกพิราบ
A: การอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องไม่เบียดเบียนทั้ง 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนเรา ส่วนเขา ส่วนร่วม และส่วนรวม การกระทำใดเป็นการเบียดเบียนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมุมมองที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ)
- การขจัดปัญหาเพื่อนบ้านให้อาหารนกพิราบ ทำให้นกมาทำรัง มีมูลนก ต้องทำความสะอาดเพิ่ม ลำพังเพียงคาถาบทใดบทหนึ่งจะทำให้สิ่งใดสำเร็จขึ้นมาได้ อันนี้เป็นความเข้าใจผิด ความเข้าใจที่ถูกคือต้องอาศัยทั้งกาย วาจา และใจ ที่เป็นไปในทางเดียวกัน สิ่งใดสิ่งหนึ่งจึงจะสำเร็จขึ้นมาได้
(1) ทางกาย (ทำดี) = ทำความสะอาดในสิ่งที่คนอื่นทำไว้ เหมือนทำงานจิตอาสากวาดลานวัด
(2) ทางวาจา (ปิยวาจา) = พูดคุยทำความเข้าใจกันด้วยปิยวาจา
(3) ทางใจ (สัมมาทิฏฐิ+แผ่เมตตา) = ถ้ามีมุมมองว่าถูกเบียดเบียน ก็จะเป็นทุกข์ แต่ถ้าเปลี่ยนมุมมองว่าเรามีจิตอาสาทำความสะอาดในสิ่งที่คนอื่นทำไว้เหมือนพระปุณณมันตานีบุตร ก็จะเป็นบุญ จึงต้องปรับที่มุมมองของเรา และเจริญเมตตาแผ่ให้ทั้งเพื่อนบ้านและนกเหล่านั้น จะทำให้เมื่อเรามองเห็นจะไม่ขัดเคืองใจ มีความชุ่มเย็นอยู่ในใจ
- อย่ามองว่าปัญหานี้เกิดจากกรรมเก่าโดยส่วนเดียว ให้ทำสิ่งดีขึ้นมาใหม่ สร้างสิ่งที่เป็นกุศล ละสิ่งที่เป็นอกุศล (ความคิดเบียดเบียน) ด้วยการแผ่เมตตา แม้สถานการณ์จะไม่เปลี่ยนไป แต่เราจะไม่ทุกข์เท่าเดิม ความทุกข์จะผ่อนคลายลง
Q2: ประสบภัยน้ำท่วมเป็นกรรมเก่าหรือไม่
A: สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปได้ทั้ง 3 อย่าง ทั้งจากตัวเราทำเอง กรรมเก่า หรือผู้ที่มีฤทธิ์บันดาล
- มิจฉาทิฏฐิ = ความคิดสุดโต่ง
(1) สุขหรือทุกข์เกิดจากกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว – จิตจะน้อมไปในทางที่ไม่ทำอะไร
(2) การอ้อนวอนร้องขอต่อสิ่งใดแล้วสิ่งนั้นจะสำเร็จโดยส่วนเดียว
(3) สิ่งใดสำเร็จได้ด้วยการกระทำของตนเท่านั้น – หากทำแล้วไม่สำเร็จก็จะเกิดความท้อใจ เสียใจได้
- สัมมาทิฏฐิ = ทางสายกลาง ทุกอย่างมีเหตุมีปัจจัย ไม่สำเร็จก็ไม่ทุกข์ สำเร็จก็ไม่ยึดติด มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ทำสิ่งที่ควรทำ ละสิ่งที่ควรละ
-ในช่วงน้ำท่วม
(1) ช่วยเหลือกัน
(2) เข้าใจโลกด้วยปัญญา มีสติ = เห็นด้วยปัญญาว่าสุขก็มี ทุกข์ก็มี ละความยึดถือ เมื่อยอมรับได้ก็จะอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ ทั้งทุกขเวทนาและสุขเวทนาจะแทรกซึมเข้ามาในจิตใจไม่ได้ จะทุกข์แค่ทางกาย แต่ไม่ทุกข์ใจ ให้มีสติตั้งไว้ แก้ปัญหาไปทีละสถานการณ์
Q3: ลูกติเตียนพ่อแม่ที่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นบาปหรือไม่
A: คำพูดด่าบริภาษ = คำหยาบ คำพูดเสียดสี ที่ทิ่มแทงจิตให้หลุดออกจากสมาธิ ไม่ว่าทำต่อใคร เป็นบาปทั้งสิ้น ยิ่งทำกับคนที่มีบุญคุณมาก ก็ยิ่งบาปมาก
- คนที่ควรติเตียน หากไม่ติเตียน อันนี้ทำไม่ถูก
- การติเตียน ให้ติเตียนที่พฤติกรรมซึ่งเกิดจากกิเลสบังคับให้ทำ ไม่ใช่ติเตียนที่ตัวบุคคล
- การติเตียน ทำได้โดยไม่พูดเสียดสีที่ทิ่มแทงจิตให้หลุดออกจากสมาธิ ด้วยวาจาอันหยาบคายร้ายกาจ แต่ถ้าพูดเสียดสีแบบที่ทำให้กิเลสหรือพฤติกรรมที่ไม่ดีหลุดลอกไป อันนี้ถูกต้อง
- การติเตียนพ่อแม่ที่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต้องไม่ใช้คำด่าบริภาษ ดูช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ท่านจะรับฟัง ผู้พูดต้องใจเย็น การตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ด้วยการให้ท่านออกจากบาป ตั้งอยู่ในความดี ประดิษฐานให้ท่านมีศีล เป็นสิ่งที่ลูกพึงกระทำตอบ
Q4: ทำชั่ว โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำเป็นความชั่ว บาปหรือไม่
A: แยกเป็น 2 กรณี
- กรณีแรก ทำโดยไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ผิด = เป็นโมหะ เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิด ปฏิเสธว่าสิ่งนั้นไม่มี เพราะตนไม่เห็น
- กรณีสอง ทำดีแต่เบียดเบียนผู้อื่น = ต้องแยกส่วน อย่าเหมารวม ให้แยกส่วนดีที่ควรยกย่อง และส่วนไม่ดีที่ควรติเตียน แล้วค่อยกำจัดสิ่งที่ควรติเตียน เพิ่มส่วนที่ควรยกย่อง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 29 Sep 2024 - 54min - 309 - บริหารสมองในวัยเกษียณ [6739-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: ลูกศิษย์ย้อนนึกถึงเมื่อครั้งช่วยสร้างวัด
- ลูกศิษย์ของหลวงพ่อ ดร.สะอาด สมัยเริ่มสร้างวัดป่าดอนหายโศก ได้เคยร่วมสร้างกุฏิ ศาลาปฏิบัติธรรม และมาปฏิบัติธรรมที่วัด แต่ไม่ได้มาวัด 30 ปี จนกระทั่งได้ทราบข่าวการมรณภาพของหลวงพ่อจึงเดินทางมาที่วัด และได้หวนนึกถึงความหลังที่ตนได้สร้างมา จิตใจก็มีความปราบปลื้ม ดีใจ สบายใจ ความระลึกได้นั้นคือ “สติ” ระลึกถึงศีลความดีที่ตนเคยทำมา (สีลานุสติ) ระลึกถึงครูบาอาจารย์ (สังฆานุสติ) ระลึกถึงศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา (เทวตานุสติ) ความดีของตนที่ระลึกได้นี้ จะเป็นที่พึ่งของตนในเวลาที่จะจากโลกนี้ไปได้
- ในขณะจิตสุดท้าย ถ้าจิตน้อมไปคิดถึงเรื่องไม่ดี ปองร้าย พยาบาท ทางกาม ก็จะไปไม่ดี เกิดเป็นเปรตหรือสัตว์นรก
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: บริหารสมองในวัยเกษียณ
- กาย วาจา ใจ จะปรุงแต่งอย่างไรให้สมองและจิตยังดีอยู่ได้ ไม่แก่ไปตามร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ให้ยังมีความผาสุกได้อยู่
- จิตกับสมองไม่เหมือนกัน สมองควบคุมร่างกาย ส่วนจิตควบคุมสมองอีกชั้นหนึ่ง จิตใช้สมองเป็นเครื่องมือในการคิดปรุงแต่งการพูดหรือการเคลื่อนไหวร่างกาย การฝึกสมองผ่านทางกาย ทางวาจา จะทำให้สมองไม่แก่
1. ทางกาย (กายสังขาร) = การเคลื่อนไหวร่างกายมีส่วนสำคัญทำให้สมองมีความคมอยู่ ไม่หลงลืม
(1) นอนให้เพียงพอ
(2) ทานอาหารพออิ่ม - ไม่มากไม่น้อยเกินไป มีคุณค่าต่อร่างกาย
(3) ออกกำลังกายพอประมาณ – การเดินช่วยย่อยอาหารได้ดี
(4) จัดตารางเวลาชีวิต - หนึ่งวันจะทำอะไรบ้าง
2. ทางวาจา (วจีสังขาร) = การพูดจะช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานได้อย่างดี
(1) อ่านออกเสียง - กระตุ้นสมองให้ประมวลผลเรื่องคำพูด
(2) อธิบายรูปภาพที่เกิดขึ้นในความคิดออกมาเป็นคำพูด - เช่น จะไปกินข้าวนอกบ้าน ให้อธิบายตามภาพที่เกิดขึ้นในหัวเป็นคำพูดว่า จะกินข้าวผัดอะไร จานเป็นยังไง ปริมาณเท่าไร กินที่ไหน แต่งตัวยังไง ไปกันกี่คน
(3) ตั้งคำถามในเรื่องต่าง ๆ หรือ ตอบคำถามคนอื่น – สมองจะได้รับการพัฒนาเมื่อคิดเป็นคำถามในสิ่งที่ยังไม่รู้
(4) สังเกตรูปหรือเสียงต่างๆ – ฝึกอายตนะด้านการรับรู้ ฝึกสติ ช่วยพัฒนาสมอง
(5) ฟังสิ่งที่คนอื่นพูดวิจารณ์เรา – มีสติ คิดตาม เรื่องที่เราต้องปรับปรุง สมองจะได้ใช้งาน
(6) พูดชื่นชมผู้อื่น - ก่อนพูดจะผ่านกระบวนการประมวลผลในสมอง ไม่มีประโยชน์ที่จะนึกถึงความไม่ดีของคนอื่นแล้วทำให้จิตใจเราเศร้าหมอง เราต้องรักษาจิตของเราให้สูงก่อน การมองเห็นแง่ดีของคนอื่นจะช่วยพัฒนาความดีของเราให้มากขึ้นได้
(7) พูดเปรียบเปรย ยกอุปมาอุปไมย เทียบเคียง – เส้นประสาทในสมองจะถูกกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมโยง
3. ทางจิต (จิตสังขาร) = จิตใช้สมองเป็นเครื่องมือในการปรุงแต่งออกไปทางกาย ทางวาจา ทางความคิด
(1) ฝึกคิดเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อจิตใจ = ไม่คิดตำหนิผู้อื่น การเขียนอธิบายเป็นตัวอักษร เป็นการทบทวน เป็นการโยนิโสมนสิการอย่างหนึ่ง ไตร่ตรองใคร่ครวญโดยแยบคาย กระชับความคิด ช่วยกระตุ้นสมองให้คิดไปในทางดีได้
(2) ฝึกคิดวางแผนงานล่วงหน้า
(3) ฝึกคิดสร้างสรรค์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
(4) ฝึกสมาธิ - สำคัญที่สุด ให้จิตได้พักผ่อนจากการปรุงแต่ง โดยให้ตั้งสติขึ้น สติเป็นเครื่องมือในการทำให้จิตสงบ เมื่อจิตสงบ การใช้สมองซึ่งเป็นเครื่องมือของจิตก็จะใช้ได้อย่างดี การฟังเทศน์ฟังธรรมจะทำให้จิตเป็นสมาธิได้ง่าย
โดยสรุป: ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติ ลูกหลาน สิ่งของต่าง ๆ แม้แต่ร่างกายของเรา สิ่งเหล่านี้จะพังทั้งหมด ไม่สามารถเอามาเป็นที่พึ่งได้ แต่สิ่งที่จะเป็นที่พึ่งของเราได้ คือ จิตที่มีธรรมะ หากจิตมีที่พึ่งที่มั่นคงแล้ว เวลากายแตกดับ ก็จะมีที่พึ่งอันเกษม ที่พึ่งอันสูงสุด การลับสมองของเราให้คมอยู่เสมอ ด้วยกาย วาจา ใจ จะทำให้จิตใช้สมองเป็นเครื่องมือในการพัฒนาจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมองยังดีอยู่ได้ ด้วยจิตใจที่ดี จิตใจที่มีกุศลธรรม จากบุญกุศลที่สะสมไว้นั่นเอง และต้องไปตรวจสุขภาพเช็คระบบประสาทและสมองด้วย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 22 Sep 2024 - 58min - 308 - จริยธรรมของผู้บริหารบ้านเมือง [6738-1u]
Q1: คุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหารบ้านเมือง
A: ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ ต้องเป็นคนดี คนเก่ง และคนกล้า
1. เป็นคนดี = เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เป็นคุณธรรมข้อแรกที่นักปกครองต้องมี มีเกณฑ์วัด 4 ระดับ
(1) ประโยชน์ส่วนตัว = วงกลม 2 วง เห็นประโยชน์ส่วนตัวแยกจากคนอื่น
(2) ประโยชน์ส่วนร่วม = เห็นเฉพาะประโยชน์ส่วนที่วงกลม 2 วงทับซ้อนกัน
(3) ประโยชน์ส่วนเรา = เห็นประโยชน์ของวงกลมทั้ง 2 วง ทั้งส่วนทับซ้อนและไม่ทับซ้อนกัน
(4) ประโยชน์ส่วนรวม = เห็นประโยชน์ขยายเป็นสี่เหลี่ยมที่ครอบรวมวงกลมทั้ง 2 วง ทั้งหมด
2. เป็นคนเก่ง = มีทักษะ มีความสามารถ ฝึกฝนได้
3. เป็นคนกล้า = กล้าที่จะยืนหยัดในความดี เมื่อมีอำนาจแล้วไม่ถูกกิเลสดึงให้ความดีลดลง
- ถ้าบกพร่องเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็จะมีปัญหาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมหรือประสิทธิภาพในการบริหารงาน
- ดี กล้า แต่ไม่เก่ง = มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารงาน
- ดี เก่ง แต่ไม่กล้า = ไม่มีเสถียรภาพในการบริหารงานให้สืบต่อไปอย่างยั่งยืนได้
- เก่ง กล้า แต่ไม่ดี = หาประโยชน์ส่วนตัว เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก
- โดยสรุป “ดี เก่ง กล้า” เป็นเกณฑ์เพื่อเลือกคนมาทำงานบริหารบ้านเมือง จะทำให้บ้านเมืองพัฒนาดีขึ้นได้ ดีและเก่งต้องมาด้วยกัน ถ้าเก่งอย่างเดียวแต่ไม่ใช่คนดี ก็จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม แต่ถ้าคนดีเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมแล้ว ก็สามารถเรียกคนเก่งมาใช้งานได้
Q2: นิมนต์พระรูปเดียวทำบุญขึ้นบ้านใหม่
A: ได้ หรือไม่นิมนต์พระเลยก็ได้ เพราะบุญเกิดจากทาน ศีล ภาวนา แต่คนไทยติดรูปแบบ สมัยพุทธกาล เจ้าลิจฉวีสร้างปราสาทใหม่นิมนต์พระพุทธเจ้ามาใช้สถานที่นี้ก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล ทำให้เป็นทางมาแห่งบุญ 5 ประการ คือ 1. ได้เห็นพระสงฆ์ เป็นการเห็นอันเลิศ 2. ได้กราบไหว้พระสงฆ์ เป็นการบูชาเลิศ 3. ได้ถวายทาน 4. ได้ฟังธรรม 5. ได้ถามปัญหา
- พระสงฆ์เป็นนาบุญ ถ้านิมนต์พระมาแล้วได้ทำ 5 ประการนี้ ถือว่าได้บุญเต็ม ไม่ว่าจะนิมนต์มากี่รูปก็ตาม
Q3: ผู้หญิงเข้าวัดมากกว่าผู้ชาย
A: จิตใจของคนไม่มีเพศหรือวัย จิตก็คือจิต จิตที่ดีก็มักจะคล้อยไปในทางดี จิตที่ไม่ดีก็มักจะคล้อยไปในทางไม่ดี คนชั่วทำความดีได้ยาก คนดีทำความชั่วได้ยาก คนชั่วทำความชั่วได้ง่าย คนดีทำความดีได้ง่าย
Q4: พิธีกรรมบูชาเทพที่วัด และการอุทิศบุญกุศล
A: หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เริ่มต้นด้วย “ศรัทธา” และต้องจบที่ “ปัญญา”
- คนที่มีศรัทธาในสิ่งที่ไม่ถูกต้องยังดีกว่าคนที่ไม่มีศรัทธาในอะไรเลย เพราะคนที่ไม่มีศรัทธาในอะไรเลยจะทำความชั่วได้โดยไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด ส่วนคนที่มีศรัทธาในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ยังสามารถเปลี่ยนให้มีศรัทธาที่ถูกต้องได้ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
- ศรัทธาที่เป็นไปเพื่อปัญญา คือ รู้ตามความเป็นจริง เกิดความปล่อยวาง ตั้งอยู่ในทางศีล สมาธิ ปัญญา เป็นสิ่งที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้จริง
- พิธีกรรมใดที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อให้เกิดปัญญา แต่เป็นไปเพื่อความงมงาย พิธีกรรมนั้นก็ไม่ถูกทาง
- การอุทิศบุญกุศลให้ผู้ล่วงลับ เป็นสิ่งที่ควรทำ จะทำให้เกิดความสบายใจแก่ผู้ทำบุญ ส่วนผู้ล่วงลับจะได้บุญหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเขาอยู่ในฐานะที่จะรับได้หรือไม่ เฉพาะปรทัตตูปชีวิกเปรตเท่านั้นที่จะสามารถรับบุญที่เป็นอาหารได้
Q5: เนื้อคู่มีจริงหรือไม่
A: ผู้ที่เห็นกันแล้วเกิดความพอใจกัน เกิดจากการเกื้อกูลกันในกาลก่อนหรือในปัจจุบัน เป็นความรู้สึกภายใน การเลือกคู่ครองให้ดูที่ ศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา ต้องเสมอกัน อย่าไปดูแค่เรื่องกาม ถ้ามีคู่ครองไม่ดี ไม่มีดีกว่า มีความสุขที่เหนือกว่า เช่น ความสุขที่เกิดจากการรักษาศีล สมาธิ ปัญญา
Q6: เตือนพ่อแม่ด้วยคำพูดไม่ดี บาปหรือไม่
A: ไม่ว่าพ่อแม่ด่าลูกหรือลูกด่าพ่อแม่ ก็เป็นบาป เพราะการด่าเป็นมิจฉาวาจา เราจะห้ามเขาจากบาปด้วยบาปไม่ได้ ถ้าลูกด่าพ่อแม่ บาปหนักกว่าเพราะทำต่อผู้มีบุญคุณ อย่าไปเอาเครื่องมือมารมาใช้ ต้องหาเทคนิคในการเตือนพ่อแม่ ให้ตั้งจิตเจตนาไว้ด้วยเมตตากรุณาให้ท่านพ้นจากความทุกข์ พบกับความสุข และให้การกระทำและเจตนาไปในทางเดียวกัน ความดีก็จะไม่ถูกตัด
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 15 Sep 2024 - 53min - 307 - สมชีวิตาสู่อิสระทางการเงิน [6737-1u]
ช่วงไต่ตามทาง : นักธุรกิจสายมูเตลู
ผู้ฟังท่านนี้เป็นนักธุรกิจ เคยนิยมการบูชาวัตถุต่างๆ เป็นสายมูเตลู แต่เมื่อเริ่มฟังธรรม นั่งสมาธิ ทำให้เข้าใจว่าการบูชาคนที่ไม่ควรบูชา ได้ผลไม่ดี จึงลดการบูชาวัตถุ หันมาเน้นที่พระรัตนตรัย มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึกเท่านั้น ไม่เอาอย่างอื่นเป็นที่พึ่ง ปรับเปลี่ยนหิ้งพระใหม่ ตั้งจิตในการบูชาใหม่ เกิดความสบายใจ โล่งใจขึ้น เมื่อมีใจที่สบายแล้ว การพูดหรือการกระทำอะไรก็ปลอดโปร่งโล่งสบายไปด้วย มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป สิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนไป ธุรกิจก็ดำเนินไปได้ด้วยดี การทำงานกับลูกน้องหรือลูกค้าก็ไม่มีปัญหา เหมือนดึงดูดกระแสของสิ่งดีดีเข้ามาในชีวิตพุทธพจน์ “ถ้าใครจะสำเร็จอะไรได้ด้วยเพียงการอ้อนวอนขอร้อง ในโลกนี้จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร”การบูชาอื่นในคุณธรรมที่ผู้นั้นมี เช่น ศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา แล้วเราตั้งจิตไว้ตรงนั้น ก็เป็นเทวตานุสติได้ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: การใช้จ่ายเงินอย่างถูกต้อง (สมชีวิตา)
“สมชีวิตา” = การรู้จักใช้จ่ายเงินอย่างถูกต้อง
1. รายรับต้องท่วมรายจ่าย อย่าให้รายจ่ายท่วมรายรับ
2. การใช้จ่าย ต้องแบ่งไว้ 4 ประเภทนี้ เท่านั้น
1) เพื่อเลี้ยงตน เลี้ยงครอบครัว
2) เพื่อรักษาทรัพย์ – ลงทุน
3) เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น – ให้ยืม
4) เพื่อหวังเอาบุญ – ทำบุญกับเนื้อนาบุญ, หมู่สงฆ์
“รายรับ” แบ่งคนได้เป็น 3 ประเภท
1) กุฎุมพี = คนมีรายรับ
2) เศรษฐี = คนมีรายรับมากจนท่วมรายจ่าย
3) มหาเศรษฐี = คนมีรายรับมากจนท่วมรายจ่าย โดยมีรายรับหลายทาง
“การใช้จ่าย” แบ่งคนได้เป็น 3 ประเภท
1) คนเข็ญใจ = คนที่มีรายรับ ไม่ท่วมรายจ่าย
2) คนจน = คนที่มีรายรับพอๆ กับรายจ่าย
3) อิสรชน = คนที่มีรายรับ ท่วมรายจ่าย
การใช้จ่ายอย่างถูกต้อง ทำให้เป็นอิสรชน เมื่อเป็นอิสรชนแล้ว เราจะมีกำลังใจสูง มีบุญที่เกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ในแต่ละประเภท การแบ่งจ่ายทรัพย์ที่ถูกต้องในชีวิตประจำวันเป็นบุญทันที เป็นบุญที่สะสมอยู่เรื่อย ๆ ทำให้จิตใจเปิดกว้างอิสรชนที่มีรายรับจนถึงขั้นให้เงินทำงานแทน (Passive Income) เปรียบเหมือนรวงผึ้งหรือจอมปลวก เช่น ซื้ออสังหาปล่อยให้เช่า เงินปันผลจากหุ้น หากท่วมรายจ่ายทั้งหมดได้ ก็จะเกิดภาวะอิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) ไม่ต้องทำงานแบบ active แล้ว ก็ได้โดยสรุป: สมชีวิตา = การรู้จักใช้ชีวิตให้สมดุล รู้จักรายรับ รู้จักรายจ่าย ใช้จ่ายอย่างถูกต้อง ด้วยการกระทำอย่างนี้สามารถสร้าง Passive Outcome ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 08 Sep 2024 - 59min - 306 - วิธีรับมือกับลูกน้องเพื่อพัฒนาองค์กร [6736-1u]
กัลยาณมิตร VS ปาปมิตร
“กัลยาณมิตร” มี 4 ลักษณะ
1. มิตรมีอุปการะ = คอยให้ประโยชน์ คอยเตือนเรารักษาเราเมื่อประมาทประพฤติไม่ดี คอยรักษาทรัพย์ให้เราเมื่อเราประมาท เมื่อมีภัยจะเป็นที่พึ่งพำนักได้ ในยามมีเหตุจำเป็นเดือดร้อนต่าง ๆ ยิ่งเป็นที่พึ่งได้เป็นสองเท่าจากที่เคยออกปากไว้
2. มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข = มิตรที่บอกความลับของตนแก่เพื่อน ปิดความลับของเพื่อน ไม่ละทิ้งในยามอันตราย แม้ชีวิตก็สละให้กันได้
3. มิตรแนะประโยชน์ = ห้ามจากความชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดี ให้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง บอกทางสวรรค์ให้
4. มิตรมีความรักใคร่ = ไม่ยินดีในความเสื่อมของเพื่อน ยินดีในความเจริญของเพื่อน ห้ามคนที่กล่าวโทษเพื่อน สนับสนุนคนที่สรรเสริญเพื่อน
“ปาปมิตร” มี 4 ลักษณะ
1. ปอกลอก = คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว เวลาจะเสียให้นิดเดียว แต่เวลาจะเอา เอามาก ไม่ช่วยงาน
2. ดีแต่พูด = เอาสิ่งที่ล่วงไปแล้วมาพูด อ้างสิ่งที่ยังมาไม่ถึงจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้ สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้ เมื่อมีกิจเกิดขึ้นแสดงความขัดข้อง
3. คนหัวประจบ = จะทำดี ก็คล้อยตาม จะทำชั่ว ก็คล้อยตาม ต่อหน้าสรรเสริญ ลับหลังนินทา
4. ชักชวนไปในทางชิบหาย = ชวนดื่มเหล้า ชวนให้ไปเที่ยวตามครอกซอกซอยในเวลากลางคืน ชวนให้ไปดูมหรสพ ชวนให้เล่นการพนัน
Q1: เพื่อนร่วมงานที่ถือความคิดตนเป็นใหญ่
A: ให้เราทำตัวเป็นมิตรแนะประโยชน์ 1. ไม่ทำตนเป็นคนไม่ดีเสียเอง 2. แนะนำให้เขาทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี 3. ทำตนให้เป็นเพื่อนที่ดีสำหรับเขา เขาก็จะมีศรัทธาในตัวเรา พูดแนะนำอะไรไปเขาก็จะรับฟัง
- หากเราไม่ได้ต้องการเกี่ยวข้องกับเขามาก ก็ต่างคนต่างอยู่ก็ได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นคนไม่ดี
- ทั้งนี้ การนำธรรมะเข้าสู่องค์กร จะทำให้พฤติกรรมและทัศนคติของคนในองค์กรมีศีล สมาธิ ปัญญา มีจิตใจที่นุ่มนวลลง เป็นวิธีที่เอาชนะได้อย่างถาวร
Q2: ลูกน้องขาดงานบ่อย
A: ให้พูดคุยสอบถามลูกน้องว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่
- เจ้านายมีหน้าที่ คือ ให้ลูกน้องทำงานตามกำลัง หากประสิทธิภาพในการทำงานของลูกน้องลดลง ก็ต้องปรับให้เขาทำงานในสิ่งที่เขาทำได้ ทำงานลดลงตามความสามารถ และให้เงินเดือนลดลงตามความสามารถนั้น
Q3: ลูกน้องไม่ทำตามหน้าที่
A: ให้ลูกน้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตน และปรับงานของลูกน้องไม่ให้กระทบกระเทือนกับคนอื่น หรือให้ลูกน้องออกจากงาน
- การฝึกสมาธิจะทำให้คนที่มีจิตใจที่แข็งกระด้าง มีจิตใจนุ่มนวลอ่อนลงได้ บางบริษัทจึงจัดให้มีการฝึกสมาธิปีละครั้ง หรือมีการจัดกิจกรรมฟังเทศน์ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม
Q4: ลูกน้องมีปัญหาส่วนตัวกระทบกับงาน
A: ให้พิจารณาก่อนว่าพื้นฐานจิตใจของลูกน้องเป็นคนดีหรือไม่ (เทวดา, พรหมโลก, สัตว์นรก) เกิดมามืดหรือสว่าง เราจะเป็นมิตรมีอุปการะให้เขาไปทางดีหรือไม่ เป็นที่พึ่งให้เขาได้หรือไม่
- สามารถอุปการะเขาได้ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ = ทางใจให้ได้ไม่มีประมาณ ไม่มีหมด “กรุณา” ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ “อุเบกขา” ไม่ให้จิตเราหวั่นไหวไปกับสิ่งที่ไม่ดีนั้น, มีปิยวาจา พูดดีด้วย หรือแบ่งจ่ายทรัพย์ของเราไว้ช่วยเหลือคนอื่น
Q5: คนชอบนินทา
A: แม้ไม่ได้พูดโกหกหรือคำหยาบ แต่ถ้ามีเจตนาพูดยุยงให้เขาแตกกัน ถ้าทำมาก ๆ โทษหนัก ก็จะไปตกนรก โทษเบา ก็จะทำให้เป็นคนที่แตกจากมิตร ไม่มีใครคบด้วย เราอย่าไปแช่งเขาเพราะโทษจะเกิดกับเราเอง อย่าไปนินทาตอบ ให้เราอดทน ให้เอาชนะคำไม่จริงด้วยคำจริง เอาชนะคำนินทาลับหลัง ด้วยการพูดอ่อนโยน จะเป็นการเอาชนะได้อย่างยั่งยืน
Q6: เด็กฝากในที่ทำงาน
A: อย่ามีอคติกับเขา บาปกรรมจะให้ผลกับเราได้ ควรรักษาความดีของเราไว้ แนะนำเด็กฝากในทางที่ดี ให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข องค์กรก็จะพัฒนาไปในทางที่ดีได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 01 Sep 2024 - 52min - 305 - วิธีประคับประคองชีวิตคู่ให้อยู่เป็นสุข [6735-1u]
โสด VS แต่งงาน
- พระพุทธเจ้าทรงเตือนไว้ว่า “ผู้ใดมีสิ่งที่รักหนึ่งร้อย ผู้นั้นก็จะมีทุกข์หนึ่งร้อย ผู้ใดมีรักเก้าสิบ ผู้นั้นก็จะมีทุกข์เก้าสิบ ผู้ใดมีรักหนึ่ง ผู้นั้นก็จะมีทุกข์หนึ่ง ผู้ที่ไม่มีรัก ก็จะเป็นผู้ไม่มีทุกข์”
- ถ้ายังไม่แต่งงาน = อยู่เป็นโสดดีกว่า
- ถ้าจะแต่งงาน = อย่าเลือกคู่ครองจากสิ่งภายนอก เช่น รูปร่างหน้าตา เพราะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่ให้เลือกที่คุณธรรมภายใน ได้แก่ “ศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา”
- ถ้าแต่งงานแล้ว = ก็อย่าคิดเลิก ให้อยู่กันไป ถ้าไม่เวิร์ค ก็ต้องอดทน ปรับตัวให้อยู่ด้วยกันต่อไปให้ได้
- ตั้งแต่วันแต่งงาน ชีวิตไม่ได้เป็นของเราโดยสิ้นเชิงอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นของกันและกัน ต้องเกี่ยวเนื่องกับครอบครัวของอีกฝ่ายหรือลูก จึงต้องช่วยกันรักษา ถ้าฝ่ายหนึ่งรักษาแต่อีกฝ่ายไม่รักษา ก็จะเกิดความบกพร่องในด้านที่ไม่รักษานั้น แต่ถ้าเรารักษาให้ดี ความดีก็จะเกิดขึ้นแก่เรา
- การอยู่ครองเรือน อย่าอยู่ด้วยความรักแบบฉันชู้สาว ด้วยความพอใจหรือไม่พอใจ แต่ให้อยู่ด้วยคุณธรรม คือ “ศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา” อยู่ด้วยหน้าที่ของความเป็นสามีภรรยา อยู่ด้วยกิจที่ควรทำ อยู่ด้วยความเมตตา การครองเรือนของเราก็จะไปได้
หน้าที่ของสามีและภรรยาที่มีต่อกัน
- สามีภรรยา เป็นทิศเบื้องหลัง ในหมวดธรรมเรื่อง “ทิศ 6” หากรักษาทิศนี้ไม่ดี ทิศนี้ก็จะเป็นภัย
- หน้าที่ของสามีต่อภรรยา ได้แก่ ยกย่อง, ไม่ดูหมิ่น, ไม่ประพฤตินอกใจ, มอบความเป็นใหญ่ในหน้าที่ให้ และให้เครื่องประดับ
- หน้าที่ของภรรยาต่อสามี ได้แก่ จัดแจงการงานอย่างดี, สงเคราะห์คนข้างเคียงดี, ไม่ประพฤตินอกใจ, ตามรักษาทรัพย์ที่มีอยู่, ขยันขันแข็งในหน้าที่การงานทั้งปวง
ลักษณะภรรยา 7 จำพวก
ไม่ดี = 1. เสมอด้วยเพชฌฆาต 2.เสมอด้วยโจร 3. เสมอด้วยนาย
ดี = 4. เสมอด้วยมารดา 5. เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว 6.เสมอด้วยเพื่อน 7.เสมอด้วยทาสี
10 วิธีดำรงความสัมพันธ์กับพ่อแม่สามีอย่างเป็นสุข
1.ไฟในอย่านำออก 2. ไฟนอกอย่านำเข้า 3. พึงให้กับคนที่ให้เท่านั้น 4.ไม่พึงให้กับคนที่ไม่ให้ 5.พึงให้กับคนที่ทั้งให้และไม่ให้ 6.นั่งให้เป็นสุข 7.บริโภคให้เป็นสุข 8.พึงนอนให้เป็นสุข 9.บำเรอไฟ 10.นอบน้อมเทวดาภายใน
วิธีรับมือเมื่อเจอเรื่องไม่น่าพอใจ
- ในการอยู่ครองเรือน เมื่อเจอเรื่องที่ไม่น่าพอใจ ให้อดทนเอา โดยทำจิตให้เหมือนแผ่นดิน ที่ใครจะมีคนมาขุดให้ไม่เป็นแผ่นดินย่อมเป็นไปไม่ได้, ทำจิตให้เหมือนแม่น้ำ ที่ใครจะมาจุดไฟเผาให้แม่น้ำเดือดย่อมเป็นไปไม่ได้, ทำจิตให้เหมือนอากาศ ที่ใครจะมาเขียนรูปให้ปรากฏบนอากาศย่อมเป็นไปไม่ได้, ทำจิตให้เหมือนแผ่นหนังแมวป่าขนฟู ที่ใครจะเอาไม้มาทุบตีให้มีเสียงย่อมเป็นไปไม่ได้
- ให้เอาชนะความเท็จด้วยคำสัตย์, เอาชนะความไม่เข้าใจด้วยความเข้าใจ, เอาชนะความเกลียดด้วยความรัก, เอาชนะคำโกหกด้วยความจริง
เมื่อคิดจะเลิกกัน
- หากจะเลิกกัน ให้อีกฝ่ายเป็นคนขอเลิก ส่วนเราให้ประคับประคองชีวิตคู่ให้ไปต่อด้วยกันได้และให้เราตั้งอยู่ในการรักษาศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา เมตตา กรุณา ไว้ให้ดี ถ้าอีกฝ่ายมีบุญสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองมารักษาศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา ให้เสมอกับเราได้ ก็จะอยู่ด้วยกันต่อไปได้ แต่ถ้าเขาไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้เขาก็จะแยกจากเราไปเอง เช่น เรารักษาศีล แต่อีกฝ่ายไม่รักษาศีล เขาจะไม่พอใจเรา มีแนวโน้มที่เขาจะไปหาคนอื่นที่ไม่รักษาศีลเหมือนกัน
โดยสรุป :
อยู่เป็นโสดประพฤติพรหมจรรย์นั้นดีกว่า แต่ค่านิยมของสังคมในปัจจุบัน นิยมการมีคู่ครอง เมื่อเลือกที่จะมีคู่ครองแล้ว ก็รักษาให้ดีด้วยวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ก็จะประคับประคองชีวิตคู่นั้นให้มีความราบรื่น มีกำลัง มีความมั่งคั่ง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 25 Aug 2024 - 58min - 304 - ที่พึ่งในยามทุกข์ ที่ไม่ใช่ "พิธีแก้กรรม" [6734-1u]
Q1: ความอยากได้เงินเพิ่ม เพื่อนำไปทำบุญเพิ่มอีก เป็นความโลภหรือไม่
A: ความอยากได้เงินเพิ่มเพื่อนำไปทำบุญเพิ่มอีก จะทำให้บุญที่ทำในครั้งนั้นเศร้าหมองลง
- การระลึกถึงบุญจากการทำทาน เป็นจาคานุสติ เกิดเป็นความสุขใจ แต่เมื่อเกิดความอยากได้เงินเพิ่มเพื่อนำไปทำทานเพิ่มอีก จะทำให้บุญนั้นเศร้าหมองลง ในขณะเดียวกัน ความคิดที่ว่าจะทำบุญเพิ่มอีก ก็เกิดสภาวะจิตสุขใจ เป็นบุญ ดังนั้น จึงเกิดสภาวะจิตที่เป็นบุญบ้าง สุขใจบ้าง เศร้าหมองบ้าง ปะปนกัน สลับกันไป
- วิธีที่ถูกต้อง คือ รักษาสภาวะจิตให้อยู่ในแดนของบุญมาก ๆ ด้วยการภาวนา ซึ่งเป็นบุญที่เหนือกว่าการให้ทาน จึงจะถูกต้อง นอกจากการให้ทานแล้ว ควรยินดีในการรักษาศีล เจริญภาวนาด้วย จึงจะได้บุญเต็มในทุกรูปแบบ
Q2: หากมีบุญมากกว่าบาป เมื่อตายแล้วจะไปสวรรค์ได้เลยหรือไม่
A: ขึ้นอยู่กับว่าในขณะที่ตาย บุญหรือบาปให้ผลก่อนกัน ไม่ใช่ว่าบุญหรือบาปน้อยกว่ากัน
Q3: พิธีแก้กรรม
A: ในทางพระพุทธศาสนา ไม่มีคำว่า “แก้กรรม” มีแต่ “ต้องได้รับผลของกรรม” “ความสิ้นกรรม” “กรรมหนักกรรมเบา”
- การเจริญพุทธมนต์ เป็นการฟังบทสวดที่เป็นพุทธวจนของพระพุทธเจ้า การฟังธรรมได้บุญ
- พระพุทธเจ้าสอนว่า “ถ้าใครจะสำเร็จอะไรได้ด้วยการอ้อนวอนขอร้อง ในโลกนี้จะไม่มีใครเสื่อมจากอะไร” เช่น จะไม่มีคนป่วยหรือคนตาย ดังนั้น สิ่งใดจะสำเร็จขึ้นได้ด้วยการอ้อนวอนขอร้อง จึงเป็นความเข้าใจผิด
- ความเข้าใจที่ถูก (สัมมาทิฏฐิ) คือ กรรมดีให้ผล กรรมชั่วให้ผล ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว พุทธคุณมี สังฆคุณมี การพ้นทุกข์มี การคิดดีพูดดีทำดีจะได้รับผลดี
- โดยสรุป การเข้าร่วมพิธีกรรมใดก็ตาม ให้ตั้งจิตไว้ให้ถูก โดยตั้งจิตไว้ในกุศล ประกอบด้วยปัญญา ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องว่า การแก้กรรมไม่มี แต่เพิ่มปริมาณกรรมดีได้ ด้วยการฟังบทสวดเจริญพุทธมนต์ ด้วยการคิดดีพูดดีทำดี ตั้งจิตไว้ถูก ปราศจากความงมงาย ไม่อ้อนวอนขอร้อง อย่างนี้สามารถเข้าร่วมพิธีกรรมได้
Q4: ที่พึ่งในยามเจออุปสรรคในชีวิต ที่ไม่ใช่พิธีแก้กรรม
A: ที่พึ่งที่ถูกต้องคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และประกอบด้วย ปัญญาของตน เรียกว่า “พึ่งตน-พึ่งธรรม”
- พระพุทธเจ้าทรงชี้ทางสว่างไว้ว่า “เมื่อเจอความทุกข์ ให้มีสติสัมปชัญญะ ให้อดทน ให้อยู่กับทุกข์ให้ได้ และกำจัดตัณหาที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์นั้น” นี่เป็นปัญญา ช่วยลดความงมงาย สามารถแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ จนไปถึงนิพพานได้เลย
- ถ้าสร้างเหตุที่ถูกต้องแล้ว การมูเตลูก็ไม่จำเป็น หากยังมูเตลูอยู่ แสดงว่ายังไม่มีความมั่นใจ
Q5: ผลจากการให้ทาน รักษาศีล แต่ไม่ได้ภาวนา
A: การให้ทาน รักษาศีล ก็จะแก้ทุกข์ได้เฉพาะที่การให้ทาน รักษาศีล แก้ได้ ส่วนทุกข์ที่ต้องแก้ด้วยการภาวนา ก็จะไม่ได้
- การภาวนา คือ การพัฒนาจิต ทำความเข้าใจ ปรับทิฏฐิ คิดเป็นระบบ (โยนิโสมนนิการ) ตามระบบของอริยสัจ 4 หากภาวนาแล้วจิตสงบ ก็จะเป็นปัญญาให้เกิดความเข้าใจ ปล่อยวางได้ ภาวนาจะเป็นตัวแก้ทุกข์ทางใจได้ทั้งหมด
Q6: เนื้อคู่มีจริงหรือไม่
A: คนที่ชอบกัน เป็นเพราะความเกื้อกูลกันที่มีมาในปางก่อน หรือในปัจจุบัน
- เนื้อคู่ในชาติปางก่อน อาจมีหรือไม่มีก็ได้ อาจจะเจอกันหรือไม่เจอกันก็ได้ เพราะเกิดกันคนละภพภูมิ คนละช่วงเวลา
- หากคิดจะครองเรือน การดูเนื้อคู่ ให้ดูในปัจจุบันโดยไม่ต้องอ้อนวอนขอร้องจากใครเลย คือ ตรวจสอบว่ามีศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา เสมอกันหรือไม่ ถ้าเสมอกันก็จะอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 18 Aug 2024 - 55min - 303 - เครื่องมือ “กำจัดความคิดทางลบ” [6733-1u]
วันแม่
เมตตา หมายถึง ความรัก ความปรารถนาดี ที่ไม่มีเงื่อนไข เปรียบเหมือนมารดาย่อมรักลูกที่เกิดจากครรภ์ตัวเองฉันใด ก็ควรเจริญเมตตาจิตไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน จะทำให้เกิดกุศลและกีดกันไม่ให้อกุศลเกิดขึ้นในจิตของเราได้วิธีตอบแทนพระคุณของมารดาที่ดีที่สุด คือ ถ้าท่านยังไม่มีศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา ก็ให้ท่านประดิษฐานตั้งอยู่ในศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา หากท่านมีแล้วก็ให้ท่านพัฒนาให้ยิ่งขึ้นไป แต่ถ้ามารดาล่วงลับไปแล้ว ก็ให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ช่วงไต่ตามทาง: เคยเป็นคนคิดลบ
ผู้ฟังท่านนี้ อายุ 80 ปี เคยเป็นคนหงุดหงิดง่าย ไม่พอใจหลายสิ่งหลายอย่าง มีความคิดลบเยอะ แต่เมื่อได้ฟังรายการธรรมะรับอรุณทุกวัน เป็นเวลาหลายปี สังเกตเห็นว่าตนเองมีความทุกข์ลดลง มีความสุขในใจเพิ่มขึ้น ได้ประโยชน์จากการฟังรายการนี้มาก แนะนำให้ท่านผู้ฟังอื่นติดตามฟังรายการนี้ทุกวันจะได้รับประโยชน์มากการที่มีคนฟังรายการธรรมะรับอรุณ เป็นการสนับสนุนรายการที่ดีที่สุดช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: ความคิดทางลบ
พระพุทธเจ้าแบ่งความคิด ออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ความคิดในทางกุศลและความคิดในทางอกุศล (กาม พยาบาท เบียดเบียน)ลักษณะความคิด
- มองโลกในแง่ดี แบบโลกสวย = เป็นสุดโต่ง มองแต่แง่ดีเพียงด้านเดียว จะกลายเป็นประมาทเลินเล่อ เผลอเพลิน ถูกหลอกได้ง่ายมองโลกในแง่ร้าย = เป็นสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง จะกลายเป็นหยาบกระด้าง ไม่กล้าเสี่ยง ไม่ก้าวหน้า มีโทสะ มีความกลัว ไม่กล้า ก็ไม่ดีอีกเช่นกัน ความคิดตรงกลางระหว่างโลกสวยกับมองโลกในแง่ร้าย = คนที่มองโลกในแง่ร้าย จะเกิดความรอบคอบ ส่วนคนโลกสวย ก็จะกลายเป็นคนจิตใจดี มีเมตตา สงเคราะห์คนอื่นได้ มีความไว้เนื้อเชื่อใจได้
กระบวนการของความคิดและจิต
เมื่อเราตริตรึกไปในเรื่องไหนมาก จิตเราจะน้อมไปด้วยอาการอย่างนั้นๆ หากจิตเราน้อมไปทางไหน จะดึงดูดสิ่งเหล่านั้นให้เข้ามา เพราะจิตเราจะไปแสวงหาสิ่งๆ นั้นให้เข้ามา ดังนั้น ให้จำไว้เลยว่า “หากจิตเราน้อมไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลังขึ้นมาทันที”
“ความคิดทางลบ”เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ (ANTs = Automatic Negative Thoughts) ถ้าไม่กำจัดออกจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาใหญ่ได้ เหมือนกรณีน้ำผึ้งหยดเดียว
อะไรที่เชื่อไปแล้ว มันเป็นจริงสำหรับคนนั้นแล้ว ถ้าเป็นความคิดลบ พลังจิต อารมณ์ ก็จะไปแนวนั้น เกิดความเศร้าหมอง โกรธ อิจฉา ริษยา ไม่พอใจ และหากพูด คิด ทำ อะไรด้วยอารมณ์แบบนี้ ย่อมพูดคิดทำออกมาไม่ดี เป็นเรื่องลบออกมา กลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ ไม่รู้จักการมีสติสัมปชัญญะในการหยุดความคิดของตัวเอง พอหยุดไม่ได้ ก็ปรุงแต่งต่อไป ยิ่งเติมเชื้อไฟมากขึ้นไปอีกถ้าเราตริตรึกไปในเรื่องความคิดทางลบ จิตน้อมไปแล้ว ก็จะเห็นแต่เรื่องลบ ก็จะเจอแต่เรื่องไม่ดี เช่น การคิดน้อยเนื้อต่ำใจ อิจฉาริษยา จิตใจตนเองก็เป็นทุกข์แล้ว หากพูดออกไปด้วยความคิดแบบนั้น ผู้ฟังก็รับรู้ได้ว่าเรา Toxic มีความคิดลบ เป็นพิษ ผู้ฟังก็ได้รับกระแสลบจากเราไปด้วย ถ้ามากขึ้นจนไปถึงการลงมือทำร้ายกัน ผิดกฎหมาย ติดคุก ก็ลำบากไปอีก และเมื่อตาย ก็จะไปไม่ดี ถูกคุมขังในนรก กำเนิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ความคิดทางลบ ยังเป็นจุดที่ทำให้ปัญญาถดถอย จิตใจเศร้าหมอง ไม่เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดความขุ่นมัวเครื่องมือกำจัดความคิดทางลบ คือ “3 ไม่” และ “3 ลิง”
3 ไม่ = ไม่ฝืน ไม่ตาม และไม่ให้กำลังกับมัน 3 ลิง = ลมหายใจ (หายใจเข้าลึกๆ) เลือกว่าจะกระทำตอบออกไปอย่างไร และระลึกถึงกระบวนการนั้น (ไว้ใช้รับมือหากความคิดลบแบบเดิมเกิดขึ้นอีก)กระบวนการที่ใช้ “3 ไม่” และ “3 ลิง” นี้ จะเป็นเครื่องมือที่ค่อยๆ ปรับจิตของเราให้มีกำลัง เจาะจงไปที่กำลังสติ เมื่อมีสติมากขึ้น ความคิดทางลบที่เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติจะยิ่งห่างออกไป และหากเข้ามาก็จะน้อย ไม่มาก และจะเข้ามาไม่ต่อเนื่อง จะอ่อนลง สั้นลงโดยสรุป: วิธีการเหล่านี้ เป็นวิธีการฝึกสตินั่นเอง สามารถกำจัดความคิดทางลบออกไปจากจิตใจของเราได้ ให้จิตใจของเราเต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตา มีความไว้เนื้อเชื่อใจ ประกอบไปด้วยความรอบคอบ ตั้งอยู่ในศีลธรรมได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 11 Aug 2024 - 50min - 302 - การสวดมนต์ สมาทานศีล และผู้ไม่นับถือศาสนา [6732-1u]
Q1: การจำพรรษาของพระสงฆ์ในช่วงเข้าพรรษา
A: พระสงฆ์ต้องอยู่เป็นที่ในช่วงฤดูฝน 3 เดือน, อยู่ในบริเวณเนื้อที่ที่กำหนดเอาไว้ เช่น กำแพงวัด, สามารถเดินทางออกนอกบริเวณได้ แต่ต้องกลับมาก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในวันรุ่งขึ้น, เว้นแต่ เดินทางไปด้วยธุระจำเป็น สามารถไปได้ไม่เกิน 7 วัน
- อาจเปลี่ยนที่จำพรรษาได้ แม้พรรษาขาดแต่ไม่เป็นอาบัติถ้าเข้า 6 กรณี
- ถ้าพระสงฆ์ไม่แสวงหาที่จำพรรษาในช่วงเข้าพรรษา จะเป็นอาบัติ
- อานิสงส์ของการจำพรรษา เช่น สามารถเที่ยวจาริกไปได้โดยไม่ต้องบอกลา, รับกฐินได้
- ระหว่างจำพรรษา พระสงฆ์จะมีการทำความเพียรเพิ่มขึ้นมา เช่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ เพิ่มขึ้น
- จึงชักชวนท่านผู้ฟัง ให้มีข้อปฏิบัติเพิ่มเติมเพื่อเร่งทำความเพียรในช่วงเข้าพรรษานี้ เช่น งดเหล้า ฝึกสวดมนต์ นั่งสมาธิ พัฒนาจิตใจให้เข้มแข็งมากขึ้น
Q2: ในช่วงจำพรรษา พระสงฆ์อยู่กุฏิเดียวกันได้หรือไม่
A: อยู่ในกุฏิเดียวกัน 2-3 รูปได้ แต่ต้องระวังเรื่องการรักษาผ้าครอง (ผ้าสำรับ 3 ผืน ที่ได้มาในวันบวช ได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ) ที่จะต้องรักษาเอาไว้ในช่วงที่จะได้อรุณ คือ ตี4 ถึง 6 โมงเช้า ผ้า 3 ผืนนั้นต้องอยู่ใกล้ตัวที่มือเอื้อมถึง
- สมัยก่อนผ้าหายาก สมัยนี้หาง่ายแต่ยังมีการปฏิบัติข้อนี้กันอยู่ เพื่อเป็นการเอื้อเฟื้อพระวินัยให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นานและเป็นการฝึกสติสัมปชัญญะ
Q3: สวดมนต์เพื่ออะไร
A: การสวดมนต์ คือ การสาธยาย (สัชฌายะ) ท่องให้เหมือนต้นฉบับ, นำคำของพระพุทธเจ้าที่เคยตรัสไว้ มาพูดซ้ำ (Recitation) ไม่ใช่การอ้อนวอนขอร้อง (Pray)
- การสวดมนต์ (สัชฌายะ) มีประโยชน์ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นาน แม้ไม่รู้ความหมายก็ตาม แต่ถ้าเข้าใจความหมาย แล้วเอามาตรึกตรอง พิจารณา ปฏิบัติตาม ก็จะเกิดผลทำให้จิตใจสงบ ปล่อยวางได้ ได้ลิ้มรสของธรรมะด้วยตนเอง
Q4: คนรุ่นใหม่บางกลุ่มไม่นับถือศาสนา แต่ยังยึดเรื่องการทำความดี ละเว้นความชั่ว
A: คำว่า “ศาสนา” ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง “คำสอน” ให้เอาเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่ให้ยึดเป็นของตน (อุปาทาน) เช่น เอาการทำความดีตามศีล 5 เป็นที่พึ่ง
- ประเพณี รูปแบบ พิธีกรรม เพิ่งเกิดขึ้นในภายหลัง หากทำความดีตามศีล 5 ได้ ชาตินี้ไปดีแน่นอน ตัวเราหรือคนอื่น ติเตียนเราไม่ได้ เกิดความสบายใจ แต่ถ้าไม่รักษาศีล 5 จะมีโทษ คือ ตนเบียดเบียนตนเอง คนอื่นติเตียน ถูกลงโทษ ตายแล้วตกนรก ชาติหน้าไปไม่ดี
Q5: พระสงฆ์ออกกำลังกายด้วยการยกดัมเบลแทนการเดินจงกรมได้หรือไม่
A: พระวินัย ให้การเดินเป็นการออกกำลังกาย หลังการกิน ให้คลายความเมาในอาหารด้วยการเดิน
- ในสมัยโบราณแนวคิดเรื่องการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพดียังไม่มี แต่อาจนำเอาพระวินัยมาปรับได้ว่า หากมีญาติโยมปวารณาเครื่องออกกำลังกายนั้นไว้ พระสงฆ์ได้เครื่องออกกำลังกายมาก็ไม่ผิด, การออกกำลังกายเพื่อต้องการให้ร่างกายสวยงาม อันนี้ไม่ถูก, แต่การออกกำลังกายเพื่อคลายเวทนาของร่างกาย ไม่ให้ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันนี้ทำได้, และขณะออกกำลังกาย ต้องมีสติสัมปชัญญะ เพื่อไม่ให้เพลิดเพลิน ลุ่มหลงไปกับการอิริยาบทที่กำลังทำอยู่
Q6: การซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล บาปหรือไม่
A: การเล่นการพนัน เป็นอบายมุข ทำให้เมา เพลิน จึงไม่ควรเล่นการพนัน
- การเล่นพนัน แม้ไม่ผิดศีล แต่เป็นที่ตั้งของความประมาท เช่น ทำให้เป็นหนี้สิน ตามมาด้วยการโกหก ขโมยของ อกุศลธรรมหลายอย่างจะตามมา
- การเล่นหวย เป็นการพนัน (อบายมุข) แต่ที่รัฐต้องทำสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขาย ไว้สำหรับคนที่ยังเลิกไม่ได้ ผู้ที่ยังมีความเพลินอยู่ หากรัฐไม่ขายก็จะไปซื้อหวยใต้ดินกันอยู่ดี จึงเอาบางส่วนขึ้นมาทำให้ถูกกฎหมาย แล้วเอารายได้นั้นมาแบ่งปันให้สังคม
Q7: สมาทานศีลแล้ว แต่เผลอทำผิดศีล เป็นบาปมากกว่าเดิมหรือไม่
A: เป็นบาปน้อยกว่าการไม่สมาทานศีลแล้วทำผิดศีลด้วยความจงใจ เพราะการสมาทานศีล คือ การตั้งเจตนาว่าจะรักษาศีล 5 ให้ตนเองมีสติสัมปชัญญะ, ช่วงที่รักษาศีลได้ เป็นบุญ แต่ช่วงที่เผลอเพลิน ขาดสติสัมปชัญญะ ทำผิดศีล เป็นบาป
- การผิดศีลทำให้เกิดความร้อนใจ ความรู้สึกผิดนี้เป็นหิริโอตัปปะ ละอายในบาปที่ทำลงไป การร้อนใจตอนนี้ ยังดีกว่าร้อนใจในภายหลัง และดีกว่าทำชั่วแล้วไม่ร้อนใจอะไรเลย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 04 Aug 2024 - 57min - 301 - พึ่งตน พึ่งธรรม ด้วยการใช้ปัญญา [6731-1u]
ช่วงไต่ตามทาง:
- ผู้ฟังท่านนี้ เมื่อตอนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยคณะวิศวะ มีรุ่นน้องคนหนึ่งสัญญากับแม่ไว้ว่าจะไม่ดื่มเหล้า แต่ถูกรุ่นพี่บอกให้ดื่มเหล้าเพื่อเป็นการให้เกียรติรุ่นพี่ รุ่นน้องคนนี้มีหิริโอตัปปะ ละอายต่อแม่ จึงเอาตัวรอดโดยการต่อรองขอเป็นคนชงเหล้าให้รุ่นพี่ และดื่มเครื่องดื่มอื่นที่ไม่ใช่เหล้าแทน เหตุการณ์ก็ผ่านไปได้ด้วยดี รุ่นน้องก็อยู่ในสังคมได้
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:
- ทำกรรมอย่างไร ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ซึ่งจะให้ผลออกมาเป็นความสุขหรือความทุกข์ การทำดีโดยอยากได้ความดีตอบ อันนี้เป็นความอยาก ส่วนการทำความดีโดยไม่ได้หวังสุขเวทนา แต่ทำไปเพื่อกำจัดความอยาก ความตระหนี่ อันนี้เป็นปัญญา
- คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคำสอนที่ประกอบด้วย “ปัญญา” ต้องพิจารณาโดยแยบคาย ใคร่ครวญให้ลึกซึ้ง ดังนี้
(1) พิจารณาให้ได้ว่าการทำอะไรก็ตาม ให้หวังเอา “ปัญญา” ไม่ใช่หวังเอา “เวทนา”–การทำอะไรก็ตาม อย่าไปหวังให้สุขเวทนาเกิด ไม่อยากให้ทุกขเวทนาเกิด เพราะเป็นตัณหา (ความอยาก) ส่วนการทำอะไรแล้วได้ปัญญา ปัญญาจะเป็นตัวตัดความตระหนี่และความเข้าใจผิด ๆ ว่าทำอะไรแล้วจะต้องได้รับสุขเวทนา
(2) พิจารณาให้ได้ระหว่าง “ตัณหา” (ความอยาก) กับ “ฉันทะ” (ความพอใจ)–การทำอะไรด้วยความอยากเป็นสิ่งไม่ดี แต่การทำด้วยความเพียร ด้วยฉันทะ ความพอใจ ตั้งจิตไว้อย่างแน่วแน่ เป็นหนึ่งในองค์ของอิทธิบาทสี่ ธรรมะแห่งความสำเร็จ
(3) พิจารณาให้ได้ว่า การเอาความดีมาอ้างเพื่อทำความชั่ว เป็นสิ่งไม่ดี เช่น พระเทวทัต ทำความดีเพื่อหวังลาภสักการะ, การพูดความจริงแต่เป็นการเสียดสีผู้อื่นทำให้เขาเสียใจ เป็นต้น หรือ บางคนไม่มีความดีบังหน้าแต่มีความดีซ่อนเอาไว้ เช่น พระปิลินทวัจฉะ ชอบเรียกคนอื่นว่าคนถ่อย แต่จริงแล้วท่านเป็นพระอรหันต์ที่มีเทวดารัก
(4) พิจารณาไปตลอด ไม่ใช่เพียงช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง เพราะดีกลับเป็นไม่ดีได้ และไม่ดีอาจกลับเป็นดีในตอนหลังได้
- โดยสรุป การใช้ปัญญาพิจารณาโดยแยบคาย ใคร่ครวญให้ลึกซึ้ง ไม่มองผิวเผิน และไม่มองเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งแต่ดูไปตลอด เป็นไปเพื่อไม่ให้อาสวะเกิดขึ้นที่จิตของเรา ให้พิจารณามาที่ตัวเราว่า ตัวเรามีกิจอะไรที่ต้องทำ ที่ต้องละ ต้องทำกิจของมรรค 8 ละสิ่งที่เป็นอกุศล ทำสิ่งที่เป็นกุศล เราจะดีหรือไม่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดของใคร แต่อยู่ที่ตัวเรา เราจึงต้องพึ่งตน พึ่งธรรม โดยใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญโดยแยบคายในลักษณะที่ไม่ให้อาสวะเกิดขึ้น ด้วยการฟังธรรม การศึกษาธรรม ปัญญาก็จะแจ่มแจ้งขึ้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 28 Jul 2024 - 58min - 300 - "การผูกเวร" ละได้ด้วยความดี [6730-1u]
Q1: เจ้ากรรมนายเวรในที่ทำงาน
A: การกระทบกระทั่งกันระหว่างบุคคลเป็นเรื่องธรรมดาในวัฏฏะสงสาร
“ทำกรรมอย่างไร จะได้รับ 'กรรม' อย่างนั้น” เช่น ตบยุง แล้วจะเกิดเป็นยุงโดนตบ-อันนี้ไม่ถูก เป็นมิจฉาทิฏฐิ
“ทำกรรมอย่างไร จะได้รับ 'ผลของกรรม' นั้น" เช่น ตบยุง ทำให้มีโรคภัยไข้เจ็บมาก-อันนี้ถูก เป็นสัมมาทิฏฐิ
- ในทางพระพุทธศาสนา กรรมดีมี กรรมชั่วมี การผูกเวรมี แต่ความเป็นเจ้าของไม่มี คำว่า “เจ้ากรรมนายเวร” หมายถึง กรรมไม่ดีกำลังให้ผล เป็นความทุกข์ ความเผ็ดร้อน อยู่ตอนนี้
- เหตุของความสุข ความทุกข์ ไม่ได้เกิดจากกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว อาจเกิดจากเหตุอื่นได้ เช่น การถูกทำร้าย สุขภาพร่างกาย สภาพดินฟ้าอากาศ การเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอในชาตินี้ ไม่ใช่เรื่องกรรมเก่าจากชาติที่แล้ว
- ในกรณีทุกขเวทนาที่เกิดจากกรรมเก่า มีวิธีแก้โดยการทำความดีให้มากขึ้น แม้ความชั่วที่เคยทำไว้ไม่ได้ลดลง แต่ผลของความชั่วนั้นจะเบาบางลง การทำความดีทำให้เกิดความสบายใจ ความสบายใจนี้ทำให้ความร้อนใจจากกรรมชั่วเบาบางลง เปรียบกับการเจือจางน้ำเค็มจากเกลือด้วยน้ำที่มากขึ้น ปริมาณเกลือเท่าเดิม แต่น้ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเค็มเจือจางลง
Q2: ผลจากการสาปแช่งผู้อื่น
A: การกระทำให้ผลเป็นสุขหรือทุกข์ อุปมาอุปไมยได้ 4 กรณี
1. กินเครื่องดื่มที่หอมหวาน สีสวย รสชาติดี แต่เจือด้วยยาพิษ-ทำไม่ดี ตอนทำได้สุข แต่จะได้รับทุกข์ในภายหลัง
2. กินบวบขม กลิ่นไม่ดี เจือด้วยยาพิษ-ทำไม่ดี ได้ทุกข์ทันที
3. กินยาดองน้ำมูตรเน่า รสขม ฝาด ไม่หวาน แต่กินแล้วจะได้ผลดีภายหลัง หายเจ็บป่วย-ทำดีแต่กลับได้ทุกข์ แต่เมื่อสถานการณ์ผ่านไป จะได้รับสุขในภายหลัง ต้องใช้ความอดทน
4. กินน้ำผึ้งผสมโยเกิร์ตใส่น้ำอ้อย รสชาติดี แก้โรคภัยไข้เจ็บได้-ทำดีแล้วได้สุขทันที
- เมื่อมีคนทำไม่ดีกับเรา หากเราทำความไม่ดีกลับคืนไป เราก็กลายเป็นพวกเดียวกับเขา
- การสาปแช่งให้ผู้อื่นได้ไม่ดี เป็นการผูกเวร เป็นกรรมทั้งทางกายและทางใจ เราได้ความสุขนิดเดียว แต่มีโทษมาก อกุศลกรรมฝังลงในใจเรา
- การถอนการสาปแช่ง ต้องเอาความดีไปชำระล้างความไม่ดี ด้วยการประพฤติพรหมจรรย์ (ทาน ศีล 8 สมาธิ ปัญญา) เพื่อล้างกำจัดชำระความพยาบาท การจองเวร อันมีฐานมาจากโทสะ ซึ่งเป็นกิเลส ยิ่งทำความดีมากขึ้น กิเลสก็จะเบาบางลง เหมือนน้ำที่เพิ่มขึ้น ความเค็มก็จะลดลง
Q3: คนรักพูดทำร้ายจิตใจ
A: ให้ถอนความรักความพอใจในบุคคลนั้น ด้วยการมี “สติ” และใช้ “ปัญญา” ที่แหลมคม ตัดความรักความพอใจนั้นออกไป ด้วยการพิจารณาว่าปัญหาคืออะไร ตัวเราตัวเขาอยู่ตรงไหน เราเจ็บตรงไหน จะพบว่าเจ็บตรงใจ ก็หาเหตุที่เกิดนั้น (ตัณหา อุปาทาน ความยึดถือ) แล้วพิจารณาต่อไปว่า เมื่อตัวเราตัวเขาไม่มีแล้ว ความรักความพอใจในบุคคลนั้นจะมีได้อย่างไร ก็จะละความรักความพอใจนั้นได้ ไม่เจ็บอีก ส่วน “สมาธิ” จะเป็นตัวประสาน ไม่ให้กลับกำเริบอีก ต้องสำรวมอินทรีย์ให้ดี อย่าไปทำสิ่งที่จะทำให้เกิดความรักความพอใจนั้นขึ้นได้อีก
- คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกกาล หยาบคาย ไม่มีประโยชน์ ประกอบด้วยโทสะ ให้เราทำจิตให้เหมือนแผ่นดิน ต่อให้ใครจะขุดดินให้ไม่เป็นแผ่นดิน ยังไงก็ยังเป็นแผ่นดินอยู่ดี หรือทำจิตให้เหมือนแม่น้ำคงคา ใครจะมาเผาให้น้ำในแม่น้ำเดือด ก็ไม่สามารถทำได้ หรือทำจิตให้เหมือนอากาศ ใครจะเอาสีมาวาดรูปให้เกิดขึ้นในอากาศ ก็จะทำไม่ได้ หากเราทำจิตได้อย่างนี้ ไม่ว่าใครจะด่าว่าชมเชยเรา เราก็จะไม่หวั่นไหวไปตามคำด่าคำชมนั้น
Q4: นั่งสมาธิอย่างไรให้ไม่ทรมาน
A: การนั่งสมาธิเป็นการทำความเพียร ต้องเจอทุกขเวทนาอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่การทำทุกรกิริยา แต่เป็นการทำตามสายกลาง เพื่อให้จิตได้รับการฝึก เป็นการอยู่ลำบากแต่เกิดกุศลธรรม และต้องมีสติ มีปัญญา มีการจดจ่อ ถ้าเราตริตรึกไปเรื่องไหน จิตเราก็จะน้อมไปในเรื่องนั้น จิตเราน้อมไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง จึงให้เราตริตรึกไปในช่วงที่เราทำสมาธิได้ อย่าตริตรึกไปในช่วงที่ทำสมาธิไม่ได้ ส่วนที่เราทำสมาธิได้ก็จะมีพลัง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 21 Jul 2024 - 54min - 299 - สุขภาพใจที่ดี มีชัยไปเกินครึ่ง [6729-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: สุขภาพใจไม่ดี เพราะโรคซึมเศร้า
- ท่านผู้ฟังท่านนี้เป็นโรคซึมเศร้า มีกัลยาณมิตรที่ดีแนะนำให้ฝึกสติอยู่กับตัวเอง รู้ทันอารมณ์ ก็ตั้งสติ สังเกตอารมณ์ที่เกิดขึ้น เช่น เศร้า ไม่พอใจ โกรธ เหงา ขี้เกียจ เป็นต้น มีจดบันทึกไว้บ้าง ทำอยู่ประมาณ 6–12 เดือน ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน อารมณ์เหล่านั้นอ่อนแรงลง ความซึมเศร้าลดลงเรื่อย ๆ มีการพัฒนาอุปนิสัยใหม่ มีกิจกรรมใหม่ในทางที่ดีขึ้น ฟื้นฟูจากโรคซึมเศร้า สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข
- “เมื่อเราตริตรึกไปทางไหน จิตเราจะน้อมไปทางนั้น จิตเราน้อมไปทางไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง หากเราไม่ตริตรึกไปทางไหน จิตเราก็จะไม่น้อมไปทางนั้น จิตเราไม่น้อมไปทางไหน สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง” ดังนั้น การที่เรามีสติ สังเกตเห็นอารมณ์ตัวเองได้ จะทำให้จิตที่จะคล้อยไปตามอารมณ์นั้นเบาบางลง จิตที่จะเพลินไปตามอารมณ์ซึมเศร้า ฟุ้งซ่าน โกรธ ไม่พอใจ ยินดี ลุ่มหลง นั้น จะอ่อนแรงลง เพราะ สติตั้งอยู่ตรงไหน ความเพลินจะอ่อนกำลังโดยอัตโนมัติทันที
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ:สุขภาพดีมีชัยไปกว่าครึ่ง จริงหรือไม่
- “สุขภาพดี” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ การเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารที่ย่อยได้อย่างสม่ำเสมอ พอปานกลาง ไม่ร้อนเกิน ไม่เย็นเกิน พอควรแก่การทำความเพียร
- หากมีโรคมาก ก็จะมีเวทนามาก ชีวิตก็จะไม่ยืนยาว เวทนานั้นปรับตามอาพาธ อาพาธปรับตามธาตุไฟ (ความร้อน ความเย็น การเผาไหม้ ในร่างกาย) ถ้าธาตุไฟไม่สมดุล ไม่สม่ำเสมอ ร้อนเกินไปบ้าง เย็นเกินไปบ้าง ก็เป็นอาพาธ
- การกินอาหาร ร่างกายต้องใช้ความร้อนในการย่อย ความร้อนนี้เป็นอันเดียวกับความร้อนที่ทำให้แก่ การกินมากไปทำให้แก่เร็ว เพราะเกิดการเผาไหม้ในร่างกายมาก แต่จะไม่กินอาหารเลยก็ไม่ได้ จึงต้องกินแต่พอดี พระพุทธเจ้าจึงสอนหลักเรื่อง “โภชเน มัตตัญญุตา” คือ กินพอประมาณ ให้มีธาตุไฟสม่ำเสมอ ให้มีเวทนาเบาบาง จะแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนาน
ผล 3 ประการของการมีสุขภาพกายที่ดี ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า :
1. สุขภาพกายดี เป็นองค์ประกอบ 1 ใน 5 ขององค์แห่งผู้สมควรประกอบความเพียร (ปธานิยังคะ)
- คนที่จะทำความเพียรให้เกิดผลสำเร็จได้ มีเหตุ 5 ประการ คือ
(1) มีศรัทธา-มั่นใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
(2) มีอาพาธน้อย-มีธาตุสม่ำเสมอ
(3) ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา-เปิดเผยความผิดตัวเอง แก้ไขปรับปรุงตัว รับฟังคำเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น
(4) เป็นผู้ปรารภความเพียร-ไม่ทอดทิ้งธุระ ละสิ่งที่เป็นอกุศล เพิ่มสิ่งที่เป็นกุศล
(5) มีปัญญา-เห็นความเกิดขึ้น ดับไป สังเกตสิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ
2. การยึดถือร่างกายที่มีสุขภาพดี จะคลายความยึดถือได้ง่ายกว่าการยึดถือทางใจ
- มนุษย์ประกอบด้วยกายและใจ กายคือรูป ใจคือนาม สิ่งที่เป็นนามทั้งหลาย มีธรรมชาติเกิดขึ้น ดับไป ดับไป เกิดขึ้น ตลอดวันตลอดคืน การเห็นความเสื่อมสลายไม่ชัดเจน ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจึงทำได้ยาก ส่วนกาย จะดำรงอยู่กี่ปี ก็เปลี่ยนแปลงไป เสื่อมถอย แตกสลายไป ซึ่งปรากฏให้เห็นได้ง่ายกว่าใจ การคลายความยึดถือในกายจะทำได้ง่ายกว่า
3. การเห็นกายในกาย-เป็นหนึ่งในสติปัฏฐาน 4
- การเห็นกายในกาย คือ พิจารณาให้เห็นกาย (ที่มีสุขภาพดี) นี้ โดยความเป็นของไม่สวยงาม เป็นของปฏิกูล เป็นอสุภะ หรือ พิจารณาลมเข้า-ออก หรือ พิจารณาอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน มีสติสัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อมทุกขณะ
- เราใช้ผลของการมีสุขภาพกายที่ดีเพื่อชนะกิเลส โดยพิจารณากายในกาย ตั้งสติปัฏฐาน 4
โดยสรุป: หากเรามีสุขภาพกายที่ดี แล้วได้ผล 1 ใน 3 ส่วนข้างต้น ก็จะได้ผลอย่างอื่นตามมาด้วย อย่างไรก็ตาม แม้สุขภาพกายไม่ดี เช่น พระพุทธเจ้า สุขภาพไม่ดีเนื่องมาจากการทำทุกรกิริยา ก็ยังมีสุขภาพใจที่ดี สามารถบรรลุธรรมได้ หรือ คนป่วยแต่มีสุขภาพใจที่ดี ราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง มีกำลังใจสูงก็มี
- ดังนั้น คำว่า “สุขภาพดี” ควรเน้นมาทางด้านจิตใจ ทางกายมีส่วนอยู่ 30% ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่เป็นเรื่องของใจ ถ้าเรารักษาจิตใจได้อย่างดี มีชัยเกินครึ่งแน่นอน ส่วนกายจะเป็นอย่างไรก็ดูแลประคบประหงมไป ความเข้าใจนี้เป็นปัญญา เป็นความรู้ให้เกิดสิ่งที่เป็นความสุขกายสุขใจ ขอให้เกิดสุขภาพดีทางกาย สุขภาพดีทางใจต่อไป
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 14 Jul 2024 - 1h 00min - 298 - วิธีรับมือมิจฉาชีพออนไลน์ [6728-1u]
Q1: วิธีรับมือมิจฉาชีพออนไลน์
A: คนที่ตั้งใจหลอกลวงเอาทรัพย์ผู้อื่น เป็นการเบียดเบียน เป็นบาป
เมื่อเจอคนไม่ดี
1. ต้องมี “สติสัมปชัญญะ”: ไม่คล้อยไปตามเสียง รูป คำพูดของเขา
2. ต้อง “โยนิโสมนสิการ”: ใช้ปัญญาไตร่ตรองโดยแยบคาย รอบคอบ คิดเป็นระบบว่า
- อะไรที่จะได้มาโดยง่ายไม่มี - ความสุข ความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ได้มาโดยยาก โดยลำบาก
- สิ่งที่ได้รับฟังมา ทนต่อการเพ่งพิสูจน์หรือไม่ - หากเราโดนหลอกครั้งแรก ก็อย่าให้โดนหลอกอีกในครั้งต่อไป
- แม้ถูกหลอกไปแล้ว ก็ไม่ต้องเสียใจ คนที่หลอกจะได้รับผลไม่ดีอย่างแน่นอน แต่ตัวเราต้องไม่ทำสิ่งไม่ดีต่อ เช่น เสียใจ เศร้าโศก เป็นอกุศลกรรม เงินทองเป็นของนอกกาย หาใหม่ได้ หากเรายังมีจิตใจ มีปัญญาที่สามารถพัฒนาให้เกิดความเข้าใจ มีความกรุณา อุเบกขา ได้ ให้เรามีอุเบกขา อย่าไปคิดโกรธเคือง จะเป็นบาปแก่เรา
Q2: การโพสต์ข้อความในโลกออนไลน์กระทบผู้อื่น
A: กรรมทางใจ (มโนกรรม) สำคัญกว่ากรรมทางกาย (กายกรรม)
- ถ้าเราเจตนาโพสต์ให้กระทบคนอื่น ก็เป็นมโนกรรม
- หากเขาทำไม่ดี ความไม่ดีของเขา เคลือบคลานมาถึงตัวเราแล้ว เราก็ไม่ควรทำไม่ดีตอบ ให้ใช้ “อุเบกขา” เพื่อแก้การผูกเวร
- การโพสต์ข้อความในโลกออนไลน์ แม้ไม่มีเจตนาให้กระทบผู้อื่น แต่การเบียดเบียนเกิดขึ้นแล้ว มีกรรมเกิดขึ้นแล้ว มีบาปเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ผิดศีลเพราะว่าไม่มีเจตนา เมื่อไม่ผิดศีลแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลใจ เพราะความร้อนใจควรจะเกิดขึ้นจากการผิดศีล เปรียบเทียบกับ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนธรรมะ ก็มีผู้ที่ไม่ชอบใจในคำสอนของพระพุทธเจ้า เกิดความขัดเคืองใจ การเบียดเบียนเกิดขึ้นแล้ว แต่เป็นการเบียดเบียนความชั่วด้วยความดี มีลักษณะขูดเกลา บีบคั้นความชั่ว ให้เห็นว่า ความขัดเคืองที่เกิดขึ้นกับเขาเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความดีที่จะเกิดขึ้นกับเขามันมีมากกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ การบอกสอนเขาย่อมดีกว่า
Q3: ทำอย่างไรให้ผาสุกได้ในทุกสถานการณ์
A: ในสถานการณ์ที่เป็นทุกข์ เรายังผาสุกอยู่ได้ หากมีองค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง (มรรค 8), ศีล สมาธิ ปัญญา, สมาธิ วิปัสสนา หรือสติสัมปชัญญะ
- การฝึกสติ สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน ยิ่งฝึกบ่อยๆ สติสัมปชัญญะก็จะมีกำลังขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะสามารถไปถึงสุขที่เหนือกว่าสุขเวทนาได้
Q4: การบวชทดแทนคุณพ่อแม่
A: เมื่อลูกบวช ปฏิบัติดี ก็จะเป็นบุญกับพ่อแม่ เพราะพ่อแม่จะมีความสบายใจ จิตใจก็ไปสวรรค์ได้
Q5: สมาธิขั้นใด เป็นที่สุดในทางพุทธศาสนา
A: ระดับของความสุข มี 10 ขั้น
1) ความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
2) ความสุขที่เกิดจากฌาน 1 (ปฐมฌาน)
3) ความสุขที่เกิดจากฌาน 2 (ทุติยฌาน)
4) ความสุขที่เกิดจากฌาน 3 (ตติยฌาน)
5) ความสุขที่เกิดจากฌาน 4 (จตุตถฌาน)
6) อากาสานัญจายตนะ (รูปสัญญาดับ)
7) วิญญาณัญจายตนะ (อากาสานัญจายตนะดับ)
8) อากิญจัญญายตนะ (วิญญาณัญจายตนะดับ)
9) เนวสัญญานาสัญญายตนะ (อากิญจัญญายตนะดับ)
10) สัญญาเวทยิตนิโรธ (สัญญาและเวทนาดับ) เป็นสมาธิขั้นสูงสุดของพระพุทธศาสนา
- แต่สมาธิขั้น 2-10 เป็นฐานในการบรรลุพระนิพพานได้ทุกขั้น ขั้นที่ 2 ก็ทำให้เกิดปัญญาได้แล้ว ซึ่งปัญญาเป็นที่สุดในทางพุทธศาสนา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 07 Jul 2024 - 54min - 297 - คลายความอิจฉาด้วยพรหมวิหาร 4 [6727-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: อดทน คือ ทุกสิ่ง
- ผู้ฟังจาก กทม.-เป็นเด็กกำพร้า ถูกกระทำ และถูกต่อว่าให้เจ็บช้ำน้ำใจมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยความอดทนทำให้ผ่านเหตุการณ์ทุกอย่างมาได้ จึงเข้าใจดีว่า ความอดทนเป็นทุกสิ่ง และยังเข้าใจอีกว่า การไม่ตอบโต้ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความอดทน ซึ่งเป็นปัญญา แยกแยะได้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี สิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ สิ่งไหนเป็นกุศล สิ่งไหนเป็นอกุศล ปัจจุบันมีชีวิตที่มีความสุข ประสบความสำเร็จ
- ผู้ฟังจากฉะเชิงเทรา-เมื่อได้ฟังธรรมะ ทำให้เข้าใจว่า การรบที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือ การชนะกิเลสในจิตใจตนเอง เป็นชัยชนะที่ไม่ต้องออกรบ การอดทน ไม่ใช่เรื่องโง่ เป็นชัยชนะที่ใครก็เอาไปจากเราไม่ได้
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: ความอิจฉาในที่ทำงาน
- อารมณ์ 3 ประเภท 1. อิจฉาริษยา 2. เย่อหยิ่งจองหอง 3. ความตระหนี่หวงกั้น มีความเกี่ยวข้องกัน
ตัวอย่าง 1 เมื่อเราได้เลื่อนตำแหน่ง ได้ดีกว่าคนอื่น เราจะมีความเย่อหยิ่งเกิดขึ้น ส่วนเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้ ก็จะมีความอิจฉาริษยาเราขึ้นมา
ตัวอย่าง 2 เรามีรถ ส่วนเพื่อนไม่มี ต่อมาเพื่อนมีรถเหมือนกับเรา เราเกิดความไม่พอใจ อิจฉาริษยาเขา ทั้งที่เราไม่ได้มีน้อยลง แต่ไม่อยากให้เขามี อย่างนี้เป็นความตระหนี่เกิดขึ้น
- ความดีต่อความดีได้ ความชั่วต่อความชั่วได้ เปรียบกับการต่อเทียน-เทียนที่สว่าง แต่อยู่แวดล้อมไปด้วยเทียนที่ไม่สว่าง (พวกอวิชชาทั้งหลาย) บริเวณนั้นก็จะมืดลง มิตรที่ดี (กัลยาณมิตร) เมื่อต่อความดีกัน ความดีก็จะต่อกันไปอีกเรื่อย ๆ มากขึ้น สว่างขึ้น ส่วนมิตรไม่ดี (ปาปมิตร) ก็จะส่งต่อความไม่ดีมาให้ แม้ว่าตัวเราจะมีแสงสว่าง แต่ถ้ารอบ ๆ ไม่ดี มีแต่ความมืด ความมืดนั้นก็โดนเราบ้าง เราก็ได้รับการเบียดเบียนบ้าง
- การไม่คบคนพาล จึงเป็นมงคลข้อแรกในมงคลสูตร มงคลข้อต่อมา คือ ให้คบบัณฑิต คือ ให้คบกัลยาณมิตร มีความฉลาด มีความรอบรู้ มีปัญญาเห็นตามความจริง เข้าใจว่าสิ่งใดเป็นกุศลให้ทำ สิ่งใดเป็นอกุศลไม่ทำ หากเราอยู่ใกล้บัณฑิต เราก็จะต่อความดีนั้นมาได้
- ไม่ว่าเขาจะดีหรือไม่ดีกับเราก็ตาม “ให้มองกันด้วยสายตาแห่งคนที่รักใคร่กันเป็นอยู่ ไม่มองใครโดยความเป็นศัตรูเลย”
- หากเรามองใครว่าเป็นศัตรู การผูกเวรจะเกิดขึ้นทันที เป็นข้าศึกต่อกุศลธรรม
- ที่ถูก คือ ให้เราเห็นสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมโดยความเป็นข้าศึกศัตรู อย่าเห็นบุคคล เป็นข้าศึกศัตรู
- วิธีพิจารณาต่อเพื่อนร่วมงานที่มีอกุศลธรรม คือ คนเราไม่ได้มีดีหรือมีชั่วโดยส่วนเดียว อย่าไปตั้งจิตเป็นศัตรูกับบุคคล แต่ให้ตั้งจิตเป็นข้าศึกศัตรูกับสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม แล้วพิจารณาบุคคลนั้นว่า สิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นกับเขาอยู่ตอนนี้ ถ้าเขาทำต่อไปก็จะมีอกุศลธรรมความไม่ดีเกิดขึ้นกับเขามากขึ้น ถ้าเราไม่ลำบากอาจจะชี้แจงทำความเข้าใจกับเขาให้เขาคลายความอิจฉาลง (เมตตากรุณา) แต่ถ้าเราทำแล้ว เขาไม่พอใจมากขึ้น ให้เราพิจารณาต่อไปว่า ความขัดเคืองใจที่เกิดขึ้นนั้นมันเล็กน้อย ถ้าเขารู้ความจริง เข้าใจธรรมะในส่วนนี้ เขาจะออกจากอกุศลธรรมเหล่านั้นได้ ประโยชน์ของการดำรงอยู่ในกุศลธรรมความดีมันสำคัญกว่า เป็นเรื่องใหญ่กว่า ให้ทำความเข้าใจกับเขาอย่างนี้ (มุทิตา) ถ้าเขายังเปลี่ยนไม่ได้อีก เราก็ต้องตั้งจิตไว้ในอุเบกขา
- เมื่อความอิจฉา อยู่ในวงจรของกาม (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) สิ่งที่เหนือกว่ากาม จิตใจต้องเป็นแบบพรหม (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) พรหมวิหาร 4 จะทำให้เราจะชนะทั้งจิตใจตนเอง และจิตใจของผู้อื่นได้
- มิตรที่ควรคบ 7 ประการ คือ ทำสิ่งที่ทำได้ยาก ให้สิ่งที่ให้ได้ยาก อดทนถ้อยคำที่อดทนได้ยาก เปิดเผยความลับแก่เพื่อน ปิดความลับของเพื่อน ไม่ทอดทิ้งในยามอันตราย เมื่อเพื่อนสิ้นโภคทรัพย์ก็ไม่ดูหมิ่น
- ให้ตั้งจิตของเราต่อเพื่อนร่วมงานแบบนี้ ก็จะทำให้จิตใจของเรามีความสบาย อยู่ได้อย่างผาสุก
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 30 Jun 2024 - 1h 01min - 296 - ความอดทน vs การนิ่งเฉย [6726-1u]
Q1: วิธีทำให้สติอยู่เหนืออารมณ์
A: พระพุทธเจ้าแบ่งไว้ 3 ระดับ
1) สัตว์เดรัจฉาน: ทำตามอารมณ์ ไม่สนใจผิดชอบชั่วดี
2) มนุษย์: มนุษย์ที่มีพฤติกรรมแบบสัตว์เดรัจฉาน มีการผิดศีล ทำตามความพอใจ หรืออารมณ์ของตนเป็นหลัก ไม่สนใจว่าอะไรถูกหรือผิด และมนุษย์ที่มีศีล “ศีล” คือ ความปกติของความเป็นมนุษย์ แม้จะมีอารมณ์ขึ้น-ลงอยู่บ้าง ก็ไม่ผิดศีล
3) เหนือมนุษย์: จิตใจมั่นคง ไม่โกรธ มีเมตตา อุเบกขา อยู่ตลอดเวลา เป็นจิตใจเทวดา เหนือมนุษย์ (อุตตริมนุสสธรรม)
- ธรรมะที่ทำให้เป็นคนเหนือคน
1) รักษาศีล 5-ทางกาย ทางวาจา
2) มีสติสัมปชัญญะ-รู้ผิดชอบชั่วดี
3) ทำศีล-สติ ให้ละเอียดและมีกำลังมากขึ้น-เพื่อเอาไปใช้ทางด้านจิตใจ ทำให้แยกอารมณ์ออกจากจิตใจได้ จิตจะมีความเข้มแข็งขึ้น
- คนที่รู้ตัวว่าจิตใจกำลังแปรปรวน นั่นคือ มีสติแล้ว รู้ตัวแล้ว หากฝึกให้มีสติบ่อย ๆ สติก็จะมีกำลังมากขึ้น
Q2: การนิ่งเฉย VS ความอดทน
A: คนอื่นคิดอย่างไร ไม่สำคัญเท่ากับว่าเราคิดอย่างไร ไม่ควรให้น้ำหนักกับคำพูดของคนอื่น แต่ให้น้ำหนักกับความคิดหรือสภาวะจิตของเราจะดีกว่า เช่น เมื่อถูกคนอื่นบอกว่าเราเป็นคนโง่ แต่เรารู้ตัวเองว่าเราไม่ได้โง่ เรากำลังมีความอดทนอยู่ ความอดทนนี้เป็นปัญญา เราเป็นผู้มีปัญญา ดังนั้น คำกล่าวหาว่าเราโง่ จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีน้ำหนักเลย อย่างไรก็ตาม เราต้องทบทวนตัวเองด้วยว่าเรามีข้อบกพร่องจริงหรือไม่ ถ้าจริงก็ต้องแก้ไข
- เราต้องอาศัยความอดทนต่อผัสสะที่ไม่น่าพอใจ จึงจะสามารถรักษากุศลธรรมให้เกิดขึ้นได้ ทำศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดขึ้น จึงจะถือเป็นกำไรที่เกิดมาในโลก
Q3: จดจำบุญที่เคยทำไว้ไม่ได้
A: ความจำมี 2 ส่วน คือ สติ และความระลึกได้ ความระลึกได้เรียกว่าสติ ถ้านึกถึงเรื่องไม่ดี ก็เป็นมิจฉาสติ ถ้านึกถึงเรื่องดี ก็เป็นสัมมาสติ การกระทำอะไรลงไปก็ตาม ไม่ว่าด้วยกาย วาจา ใจ การกระทำนั้นจะทิ้งร่องรอยเอาไว้แน่นอน จิตของเราก็เช่นกัน ไม่ว่าทำอะไรด้วยกาย วาจา ใจ ก็จะทิ้งร่องรอยไว้ ร่องรอยนั้นเป็นบารมี เป็นอาสวะที่สะสมไว้ในจิตของเรา จนกลายออกมาเป็นนิสัยของเรา
- ให้ชำระอาสวะที่มีอยู่ในจิต ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เดินทางสายกลาง ปฏิบัติตามมรรค 8 จะเป็นสิ่งที่อยู่เหนือบุญ เหนือบาปได้ แต่ก่อนที่จะอยู่เหนือบุญ เหนือบาปได้ ก็ต้องมาทางบุญก่อน
Q4: การกรวดน้ำอุทิศบุญกุศล
A: สิ่งที่สำคัญ คือ “การตั้งจิต” ว่าจะอุทิศส่วนบุญกุศลให้ ส่วนบทสวดมนต์กรวดน้ำ เป็นรูปแบบที่ครูบาอาจารย์คิดขึ้นมาเพื่อให้เราสามารถตั้งจิตขึ้นได้
Q5: พิธีลอยอังคาร
A: แม้ไม่มีสิ่งที่จับต้องได้เหลืออยู่ การระลึกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว ให้นึกถึงคุณความดี ระลึกถึงได้โดย “ตั้งจิต” ระลึกถึง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 23 Jun 2024 - 55min - 295 - มองโลกแง่ดี-แง่ร้าย กับ “ทางสายกลาง” [6725-1u]
ช่วงไต่ตามทาง: คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว
- คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เจอปัญหาสูญเสียรายได้ช่วงโควิดและลูกป่วย แต่เลือกที่จะอยู่กับปัจจุบัน ไม่ส่งจิตออกนอก ไปนึกถึงอดีตหรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง แล้วค่อย ๆ ทำงานที่มีอยู่ ด้วยกำลังใจเต็มที่ ไม่ให้จิตไหลไปในทางอกุศล
- ในสถานการณ์เดิมเดียวกัน เมื่อจิตใจถูกปลอบประโลมด้วยธรรมะ จะทำให้เกิดความเข้าใจสถานการณ์ มองโลกในอีกมุมหนึ่ง ความเข้าใจสถานการณ์นี้ทำให้ความยืดถือในจิตใจน้อยลงและวางได้ จึงไม่หนัก แม้ปัญหาจะยังไม่ได้หายไป แต่ก็ไม่ทำให้จิตใจเกิดความท้อแท้ ท้อถอย เมื่อจิตใจมีความคลี่คลายลง เบาลง (หมายถึง จิตใจมีความหนักแน่นมากขึ้น ไม่สะดุ้งสะเทือนไปตามการเปลี่ยนแปลงภายนอก) จะสามารถอยู่กับสถานการณ์นั้น ๆ ได้ และมองเห็นช่องได้ว่าควรทำอย่างไรกับปัญหาที่เจอ แล้วค่อย ๆ แก้ปัญหาไป ปัญหาก็จะค่อย ๆ คลี่คลายลงได้
- คนที่ประสบทุกข์อยู่ในชีวิตประจำวัน แต่มีธรรมะอยู่ในจิตใจ อยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ มีมากมายทั้งในสมัยพุทธกาล และในยุคปัจจุบัน เมื่อเข้าใจธรรมะแล้ว เราจะเห็นทุกข์ และอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ นั่นเอง
ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ: มองโลกแง่ดี – แง่ร้าย กับ ทางสายกลาง
- การมองโลกในแง่ดี การมองโลกในแง่ร้าย และการมองโลกตรงกลางระหว่างแง่ดีกับแง่ร้าย มีข้อดี และข้อเสียในตัวเอง
ข้อเสีย (แง่ร้าย) = กังวลใจ อิจฉาริษยา หวาดกลัว ระแวง เคลือบแคลง ไม่พอใจ เกิดโทสะ
ข้อเสีย (แง่ดี) = ประมาทเลินเล่อ ลุ่มหลง เพลิดเพลิน พอใจ มีโมหะ มีราคะ
ข้อดี (แง่ร้าย) = รอบคอบ ไม่ถูกหลอก-ถูกโกง ปลอดภัยจากสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
ข้อดี (แง่ดี) = จิตใจเย็น มีเมตตา มีความเห็นอกเห็นใจ
ข้อดี-ข้อเสีย (ตรงกลางระหว่างแง่ดีกับแง่ร้าย) = ต้องพ่วงทั้งข้อดีและข้อเสียของการมองโลกแง่ดี-แง่ร้ายมาด้วย
- ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ได้ยกทางสุดโต่งสองข้าง คือ ทำตัวให้ลำบากชนิดต้องทรมานตนเอง สุดโต่งอีกข้างหนึ่ง คือ เสพกามอย่างมาก ชุ่มไปด้วยกาม ส่วนตรงกลางมีหลายแบบ แบบแรก คือ ทรมานตนเองบ้าง แล้วก็ไปชุ่มอยู่ด้วยกามบ้าง แบบที่สอง คือ ไม่ถึงขั้นทรมานตนเองหรือชุ่มไปด้วยกาม แต่ยังคงกินข้าว ทรมานนิดหน่อย เสพกามบ้างนิดหน่อย ซึ่งไม่ใช่ทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา)
- ทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) เป็นตรงกลางแบบที่สาม ที่ไม่ได้อยู่ระหว่างทางสุดโต่งซ้ายหรือขวา แต่มองครอบคลุมทั้งหมดออกมาจากทางสุดโต่งทั้ง 2 ด้าน โดยพิจารณาสภาวะ 7 อย่าง ของแต่ละสิ่ง
- ฐานะ 7 ประการ (สัตตัฏฐานะ) = สิ่งที่ต้องรู้ 7 อย่าง ในแต่ละแง่มุมของแต่ละสิ่ง
1. สิ่งนั้นคืออะไร
2. สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุเกิดจากอะไร
3. ความดับของสิ่งนั้นคืออะไร
4. ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับของสิ่งนั้นเป็นอย่างไร (ข้อปฏิบัติ ขั้นตอน วิธีการ)
5. คุณประโยชน์ของสิ่งนั้นคืออะไร
6. โทษของสิ่งนั้นคืออะไร
7. เครื่องสลัดออกจากสิ่งนั้นคืออะไร
- “โลกธรรม 8” เป็นของที่อยู่คู่กับโลก เป็นธรรมดาของโลก ได้แก่ สุข-ทุกข์, ได้ลาภ-เสื่อมลาภ, สรรเสริญ-นินทา, มียศ-เสื่อมยศ ดังนั้น จะหวังให้เกิดแต่สิ่งดี ๆ หรือจะคิดว่าสิ่งแย่ๆ จะอยู่ไปตลอด ไม่ได้
- เมื่อโลกเป็นอย่างนี้ บางทีก็ดี บางทีก็ไม่ดี พระพุทธเจ้าจึงเสนอทางออกไว้ คือ มรรค 8 (ศีล สมาธิ ปัญญา) ให้จิตของเราอยู่ในมรรค 8 เห็นตามความเป็นจริงในเรื่องของโลกธรรม 8 ซึ่งเป็นปัญญา เป็นส่วนหนึ่งของทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) เมื่อเจอเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ สะเทือนใจ กังวลใจ จิตเริ่มคิดไปในทางแง่ร้าย ให้หยุดด้วยสติ ซึ่งสติมีศีลเป็นพื้นฐาน เมื่อจิตเป็นสมาธิ ก็จะเกิดปัญญาเห็นได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เมื่อเราเข้าใจโลกธรรม 8 ก็จะไม่เป็นคนมองโลกในแง่ดี-แง่ร้าย แต่จะเป็นคนที่เข้าใจสถานการณ์ สามารถอยู่กับสุข-ทุกข์ได้ โดยไม่เผลอเพลิน ประมาทเลินเล่อ เป็นราคะ เป็นโมหะ กังวลใจ แต่มีความรอบคอบ มีความระมัดระวัง
- โดยสรุป ทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) เป็นทางที่ประกอบด้วยองค์ประกอบอันประเสริฐ 8 อย่าง (มรรค 8) ไม่ใช่ทางที่อยู่ระหว่างทางสุดโต่งซ้ายหรือขวา แต่เป็นทางที่สาม ที่ทำให้เราอยู่ในโลกนี้ได้ไม่ว่าจะเจอสุขหรือทุกข์ก็ตาม เมื่อเข้าใจสถานการณ์แล้ว เกิดสุข สุขนี้จะเป็นสุขที่อยู่เหนือกว่าสุขเวทนา เป็นสุขที่ยั่งยืน สามารถรักษาตนให้พ้นจากภัยในวัฏฏะนี้ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 16 Jun 2024 - 57min - 294 - บุญจากการนั่งสมาธิ [6724-1u]
Q1: บุญจากการนั่งสมาธิ
A: แต่ละคนมองเห็นคุณค่าของของแต่ละอย่างไม่เท่ากัน และสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะมีค่า ขึ้นอยู่กับเวลา สถานการณ์ และเงื่อนไขต่างๆ ส่วนความเห็นของใครจะถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับประโยชน์มากหรือน้อย การนั่งสมาธิทำให้จิตมีความสงบ เกิดความสุขจากในภายใน ก็จะได้บุญมากกว่า เพราะวัดจากความสุขและประโยชน์ที่เกิดขึ้น
- ประโยชน์จากการนั่งสมาธิ 4 ประการ
1) คนอื่นเอาไปจากเราไม่ได้ = ไม่เป็นสาธารณะกับคนอื่น
2) ยิ่งใช้ยิ่งเพิ่ม = การนั่งสมาธิ แผ่เมตตา ไม่มีจำกัด
3) ประโยชน์ที่จะเกิดในเวลาต่อๆ ไป = เมื่อจิตเป็นสมาธิ ทุกข์ที่ตามมามีน้อย เห็นทางออกของปัญหา ทำให้ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เทียบกับการอิ่มท้อง ซึ่งยังมีทุกข์อยู่ ต้องไปถ่ายออก มีทุกข์ตามต่อมาอีก
4) ทำให้ถึงนิพพานได้ = เมื่อจิตเป็นสมาธิ เห็นทางออก ปฏิบัติตามมรรค ปล่อยวาง เห็นความไม่เที่ยง จิตสว่าง หลุดพ้น ซึ่งประโยชน์ข้อนี้มีมาก ทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาต่อมา ๆ อีก
- โดยสรุป บุญจากการให้ทาน ได้อยู่ แต่ได้น้อย เมื่อเทียบกับการรักษาศีล เจริญภาวนา ที่เกิดประโยชน์ 4 ข้อ ข้างต้น อันเป็นความเห็นของพระพุทธเจ้า เป็นความเห็นของคนฉลาด การที่เราฟังคนฉลาดที่ทำมาแล้ว พิสูจน์มาแล้วว่ามีประโยชน์อย่างนี้ เราก็ต้องพิสูจน์ว่าเกิดประโยชน์เช่นนั้นจริงหรือไม่ ด้วยการนั่งสมาธิทำจิตให้สงบเป็นสมาธิ ซึ่งเป็นประโยชน์ที่เราจะเห็นได้ด้วยตัวเอง
Q2: บุญจากการให้ทาน VS บุญจากการนั่งสมาธิ
A: การให้ทานที่ต่อชีวิตผู้อื่น เช่น การใส่บาตร ต้องให้ทุกวัน ไม่จบ ให้แล้วยังต้องให้อีก ประโยชน์จึงเกิดขึ้นแค่วันเดียว แต่การนั่งสมาธิ เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแล้ว ตัวเราได้ชื่อว่ารักษาคนอื่น ทั้งทางกาย วาจา ใจ เพราะจะไม่เบียดเบียน มีเมตตา อดทน มีความรักให้กัน ไม่คิดประทุษร้าย
- ใจเป็นหลัก ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน - ถ้าจิตเราดี วาจากับการกระทำก็จะดีไปด้วย
- การให้ทาน (ทางกาย) และการนั่งสมาธิ (ทางใจ) สามารถไปด้วยกันได้ เช่น พระอรหันต์ ต้องกำจัดกิเลสออกให้หมด เป็นเรื่องสภาวะจิต แต่ถ้าไม่ได้ให้ทานมาก่อน ก็จะมีลาภสักการะน้อย ส่วนพระอรหันต์ที่เคยให้ทานมามากในกาลก่อน ก็จะมีลาภสักการะมาก
Q3: การทำบุญโดยการปล่อยสัตว์น้ำ
A: พระพุทธเจ้าเน้นว่า การไม่ฆ่า = เจตนาไม่ทำลายชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป การซื้อและการขายสัตว์เป็น เป็นอาชีพที่ไม่ควรทำ และเป็นกิจที่ไม่ควรทำของอุบาสก อุบาสิกา
- วงจรของบาปจากการฆ่าสัตว์ 1) ลงมือฆ่าเอง 2) สั่งให้ผู้อื่นฆ่า 3) ชักชวนให้ผู้อื่นฆ่า
- การไปซื้อเนื้อสัตว์ที่ตลาด เป็นการส่งเสริมการเบียดเบียน ส่งเสริมให้ฆ่า เข้าลักษณะชักชวนให้ผู้อื่นฆ่า อยู่ในวงจรของบาปจากการฆ่าสัตว์แล้ว ควรหลีกเลี่ยง การซื้อปลาหน้าเขียงเพื่อช่วยสัตว์ให้พ้นจากความตายเฉพาะหน้า เป็นการผิดหลักการข้างต้น
- ให้พัฒนาจิตของเรา ให้หลุดออกจากวงจรของสังสารวัฏที่มีโทษของวัฏฏะ ทำให้ต้องเบียดเบียนกัน ให้ทำสมาธิ ปล่อยวาง บรรลุนิพพาน หรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งให้ได้ เพื่อลดปริมาณการเบียดเบียนให้ได้มากที่สุด
Q4: E-donation
A: ความง่ายกับความสะดวกในการทำบุญไม่เหมือนกัน การทำบุญ (การให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา) มีความง่ายมาแต่เดิม ไม่ต้องเตรียมการอะไรให้ยุ่งยาก ส่วนสมัยนี้มี E-donation เป็นการอำนวยความสะดวกในการทำทาน
Q5: บูชาพระพุทธรูปด้วยดอกไม้ธูปเทียน
A: การบูชา เป็นการกระทำเพื่อทำจิตของเราให้มีความละเอียด เป็นการสละออก
- รูปแบบการบูชา ได้แก่
1) อามิสบูชา = บูชาด้วยสิ่งของ เช่น ดอกไม้ ของหอม แสงสว่าง ยานพาหนะ ที่ดิน
2) ปฏิบัติบูชา = บูชาพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติ คือ รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นวิธีบูชาที่พระพุทธเจ้าทรงสนับสนุน
Q6: กรรมเก่า กับ การมีคู่
A: พระพุทธเจ้าเห็นว่า “การประพฤติพรหมจรรย์” มีประโยชน์มากกว่าการมีคู่ เพราะไม่ใช่แค่ให้ประโยชน์ในปัจจุบัน แต่ยังให้ประโยชน์ต่อไปข้างหน้าชาติหน้าภพหน้า ส่วนการหาความสุขทางกาม ให้ประโยชน์สั้นๆ แค่ชาตินี้ภพนี้ โทษมีมาก
- หากจะมีคู่ ก็ต้องมี “ศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญา” เสมอกัน จึงได้เจอกัน พบกัน รักกัน และเป็นคุณธรรมที่จะทำให้อยู่ด้วยกันได้ รักษาตนได้ และต้องใช้หลักธรรม “ทิศ 6” ประกอบด้วย อีกทั้ง ต้องดำเนินชีวิตไปในทางมรรค 8 เพื่อไม่เป็นการผูกปมกันไปเรื่อย ๆ
- การอยู่คนเดียว (คนโสด) เช่น พระสงฆ์ ก็สามารถหาความสุขที่เหนือจากกาม (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 09 Jun 2024 - 54min - 293 - "ระวังความคิด" เพื่อให้ถึงความสำเร็จ [6723-1u]
ช่วงไต่ตามทาง
คุณแชมป์สังเกตตนเองว่า ยังมีทิฎฐิที่ว่าการปฏิบัติธรรมของตนดีกว่าคนอื่น เก่งกว่าคนอื่น คนอื่นทำผิดหมด จิตใจกระด้าง มีความเศร้าหมอง พูดจาไม่รักษาน้ำใจคนอื่น ทำให้เสียเพื่อน เกิดการเบียดเบียนคนอื่น แต่เมื่อได้ฟังธรรมะแล้ว เกิดปัญญา จิตใจมีความนุ่มนวลอ่อนลง มีความเมตตากรุณา มีปัญญาเข้าใจประวัติพุทธศาสนา ที่มาของคำสอน เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน มีความมั่นคงในธรรมะในกระบวนการของมรรค 8 คนรอบข้างได้รับกระแสแห่งปัญญาและเมตตา นี่เป็นตัวอย่างของคำสอนที่ว่า “อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังวาจา”ช่วงปรับตัวแปรแก้สมการ : อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด
การปรุงแต่งมีได้ 3 ทาง ได้แก่ ทางกาย (การกระทำ) ทางวาจา (คำพูด) และทางใจ (ความคิด)เมื่อมีการตั้งเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องมีการ “พัฒนาทักษะ” เกิดขึ้นเพื่อทำสิ่งนั้นให้เกิด “ความสำเร็จ” ซึ่งจุดที่การพัฒนาทักษะเกิดขึ้นจะเป็นจุดที่ “อุปสรรค” เกิดขึ้นเช่นกัน เปรียบกับเครื่องบิน หากไม่มีลมต้านก็จะไม่มีแรงยกให้บินได้, มรรค หากไม่มีสิ่งมาทดสอบให้หลุดจากมรรคก็จะไม่รู้ว่ากำลังเดินตามทางมรรคอยู่หรือไม่, จะรู้สุขได้ ต้องมีทุกข์เสียก่อน เป็นต้นความคาดหวังว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะสำเร็จด้วยความราบรื่น ปราศจากอุปสรรค เป็นการเข้าใจผิด แต่ควรปรารถนาให้ทักษะ, ความรู้, ความเข้าใจในเรื่องนั้นเกิดขึ้นกับเราอย่างง่ายดาย เพื่อใช้ทักษะนั้นก้าวผ่านอุปสรรคไปได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย วิธีพัฒนาทักษะ คือ นำวิธีการของคนที่เขาเคยทำสำเร็จแล้ว มาใช้เป็นแผนพัฒนาทักษะของตัวเรา อย่างนี้เรียกว่า “การกระทำโดยแยบคาย” เช่น คนที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ, คนที่เคยสอบผ่านแล้ว, คนที่เคยลดน้ำหนักได้แล้ว“ความคิดของเรา” บางทีก็เป็นตัวที่ขัดขวางสิ่งที่เราต้องการทำให้สำเร็จ เช่น คิดว่าทำไม่ได้ ไม่มั่นใจ แต่ไม่ว่าจะมีความคิดว่าทำได้ (มั่นใจ) หรือทำไม่ได้ (ไม่มั่นใจ) ก็ตาม ความคิดเหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย ที่สำคัญคือ จะลงมือทำอย่างไรโดยแยบคายต่างหาก “โดยแยบคายนี้” เป็นความคิดอย่างหนึ่งที่เราเรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” = ทำในใจโดยแยบคายถ้าความคิดว่าทำไม่ได้เกิดขึ้นมาแต่แรก ทำให้ไม่เกิดการลงมือทำโดยแยบคาย ก็เป็นลักษณะที่ความคิดของตัวเราเองมาขัดขวางการกระทำของตัวเราเอง ไม่ว่าทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ ส่วนความคิดว่าทำได้ แต่ไม่ได้ลงมือทำโดยแยบคาย แม้จะได้ผลอยู่บ้าง แต่ก็จะได้ไม่เต็มที่ตามที่ต้องการอิทธิบาท 4 กับการระวังความคิด
“ระวังความคิด” ต้องระวังทั้งสองด้าน คือ ด้านที่คิดว่าจะสำเร็จ (คิดว่าตนเก่ง ไม่ฟังใคร) และด้านที่คิดว่าจะไม่สำเร็จ โดยให้เดินทางสายกลาง เจาะจงลงไปในเรื่อง “อิทธิบาท 4” เพื่อพัฒนาวิธีการโดยแยบคายให้เกิดขึ้น เพื่อให้ถึงความสำเร็จของเป้าเหมายที่ตั้งไว้ กล่าวคือ1) ฉันทะ = ความคิดที่มั่นใจว่าเราต้องทำได้
2) วิริยะ = ใช้ความเพียร กำจัดสิ่งที่เป็นอกุศล ที่ไม่ได้เกิดประโยชน์ในเรื่องนี้ออกไป และพัฒนาสิ่งที่เป็นกุศล สิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เกิดขึ้นมา
3) จิตตะ = การใส่ใจเป้าหมายอยู่เรื่อย ๆ เป็นการเหนี่ยวนำทักษะที่นำไปสู่ความสำเร็จให้เกิดขึ้นมา
4) วิมังสา = ถ้าทักษะ, โดยแยบคายยังไม่เต็มที่ก็ต้องพัฒนาปรับปรุงทักษะ
เมื่อนำอิทธิบาท 4 มาจับในการงานที่จะต้องทำให้สำเร็จ มันจึงเป็นตัวที่จะระมัดระวังความคิดของเราได้โดยสรุป วิธีระวังความคิด คือ ให้มีธรรมเครื่องปรุงแต่ง (เป้าหมายที่ให้ชีวิตของเราตั้งอยู่ได้) ให้มีอิทธิบาท 4 เพื่อพัฒนาวิธีการให้เกิดความแยบคาย เพื่อให้ถึงความสำเร็จของเป้าหมายที่ตั้งไว้ พัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าในชีวิตของเรา
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 02 Jun 2024 - 55min - 292 - เพื่อนร่วมงานกับความเป็น "มิตร" [6722-1u]
หลักธรรมเกี่ยวกับ “มิตร”
- มิตรมี 2 ประเภท
1) กัลยาณมิตร = เพื่อนดี มี 4 ลักษณะ
(1) มิตรมีอุปการะ = คอยให้ประโยชน์ รักษาเราเมื่อประมาท คอยตักเตือน รักษาทรัพย์ให้ เมื่อเราประมาท เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้ เมื่อมีเหตุจำเป็นเดือดร้อน เป็นที่พึ่งได้เป็นสองเท่าจากที่เคยออกปากไว้
(2) มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข = มิตรที่บอกความลับของตนแก่เพื่อน ปิดความลับของเพื่อน ไม่ละทิ้งในยามอันตราย แม้ชีวิตก็สละให้กันได้
(3) มิตรแนะประโยชน์ = ห้ามจากความชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดี ให้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง บอกทางสวรรค์ให้
(4) มิตรมีความรักใคร่ = ไม่ยินดีในความเสื่อมของเพื่อน ยินดีในความเจริญของเพื่อน ห้ามคนที่กล่าวโทษเพื่อน สนับสนุนคนที่สรรเสริญเพื่อน
2) ปาปมิตร = เพื่อนชั่วที่จะนำความไม่ดีมาให้ มี 4 ลักษณะ
(1) มิตรปอกลอก = เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว เวลาจะเสีย ให้นิดเดียว
(2) มิตรดีแต่พูด = เอาสิ่งที่ล่วงไปแล้วมาพูด อ้างสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้ เมื่อมีกิจเกิดขึ้น แสดงความขัดข้อง
(3) คนหัวประจบ = เราจะทำดี ก็คล้อยตาม เราจะทำชั่ว ก็คล้อยตาม ต่อหน้าสรรเสริญ ลับหลังนินทา
(4) มิตรที่ชักชวนไปในทางชิบหาย = ชวนดื่มเหล้า ชวนไปเที่ยวตามตรอกซอกซอยในเวลากลางคืน ชวนไปดูมหรสพ ชวนเล่นการพนัน
Q1: เพื่อนร่วมงานที่มั่นใจในตัวเองสูงมาก ไม่ฟังคนอื่น
A: คนแบบนี้ไม่ใช่คนไม่ดี (ปาปมิตร) เพียงแต่เขาไม่มีทักษะในการทำงานกับผู้อื่น เราอาจต่างคนต่างอยู่กับเขาก็ได้ หรืออาจเป็นมิตรแนะประโยชน์ก็ได้
1) ต้องไม่ทำตนเป็นคนไม่ดีเสียเอง ไม่หงุดหงิด ไม่พอใจเขา
2) แนะนำวิธีให้เขาทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี
3) ทำตนให้เป็นเพื่อนที่ดีสำหรับเขา ให้เขามีศรัทธาในตัวเรา พูดแนะนำอะไรไปเขาก็จะรับฟัง
- ถ้าหากว่าเราสามารถนำธรรมะ เข้าไปสู่องค์กรได้ พฤติกรรม และทัศนคติของคนในองค์กรที่มีศีล สมาธิ ปัญญา จะมีจิตใจที่นุ่มนวลลง จะเป็นวิธีที่เอาชนะได้อย่างถาวร
Q2: ลูกน้องลางานบ่อย
A: หน้าที่ของเจ้านายอย่างหนึ่ง คือ ให้ลูกน้องทำงานตามกำลัง เมื่อประสิทธิภาพการทำงานของลูกน้องลดลง เจ้านายก็ต้องปรับงานในสิ่งที่เขาทำได้ ให้ทำงานลดลงตามความสามารถ และให้เงินเดือนลดลงตามความสามารถนั้น, ให้พูดคุยทำความเข้าใจกับลูกน้องว่ามีปัญหาอื่นหรือไม่
Q3: ลูกน้องดื้อรั้น
A: ลูกน้องหากไม่ทำตามหน้าที่ จะเป็นภัยต่อองค์กรทันที และจะมีการกระทบกระเทือนกันตามมาอย่างแน่นอน ก็ต้องให้เขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปรับงานของลูกน้องไม่ให้กระทบกระเทือนกับคนอื่น ให้ลูกน้องคนนั้นออกจากงาน
- คนที่มีจิตใจที่แข็งกระด้าง จะทำให้มีจิตใจนุ่มนวลอ่อนลงได้ ต้องมีการฝึกสมาธิ ฝึกจิตให้เป็นอารมณ์อันเดียว บางบริษัทจึงมีการให้พนักงานไปฝึกสมาธิปีละครั้ง จัดกิจกรรมฟังเทศน์ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม
Q4: ลูกน้องมีปัญหาส่วนตัวมาก ส่งผลต่อการทำงาน
A: ดูก่อนว่าพื้นฐานจิตใจเขาเป็นคนดีหรือไม่ (เทวดา พรหมโลก สัตว์นรก) เกิดมามืดหรือสว่าง หากเราจะเป็นมิตรมีอุปการะ แนะประโยชน์ให้เขาไปทางดี ทำได้โดย
- ทางกาย – ให้ทรัพย์
- ทางวาจา - พูดดีด้วย
- ทางใจ – มีกรุณา (ปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์) และอุเบกขา
Q5: กรรมของผู้ที่ชอบนินทาว่าร้ายคนอื่น
A: การพูดที่มีเจตนายุยงให้เขาแตกกัน ถ้าทำมาก ๆ ก็จะไปตกนรก โทษเบา ก็จะทำให้เป็นคนที่แตกจากมิตร ไม่มีใครคบด้วย อย่าไปแช่งเขา เพราะโทษจะเกิดกับเราเอง อย่าไปนินทาตอบ ให้อดทน เอาชนะคำไม่จริงด้วยคำจริง เอาชนะคำนินทาลับหลัง ด้วยการพูดอ่อนโยน จะเป็นการเอาชนะได้อย่างยั่งยืน
Q6: เด็กเส้นในที่ทำงาน
A: อย่ามีอคติกับเขา จะเป็นการไม่ปฏิบัติตามธรรม จะมีช่องให้มารเข้ามาได้ บาปกรรมก็จะให้ผลกับเรา ควรรักษาความดีของเราไว้ แนะนำให้เขาไปในทางดี องค์กรก็จะพัฒนาไปในทางที่ดีได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 26 May 2024 - 52min - 291 - ทำชีวิตให้รุ่งเรืองด้วย “จักร 4” [6721-1u]
วิธีแก้ปัญหาทะเลาะกับเพื่อนบ้าน
- ผู้ฟัง 2 ท่าน ทะเลาะกับเพื่อนบ้าน แต่เมื่อได้ฟังธรรมะ ได้ฝึกแผ่เมตตาให้กับเพื่อนบ้าน และตนเอง ได้ฝึกกรุณา และอุเบกขา อยู่ 6 ปี สถานการณ์ก็ดีขึ้น ไม่มีการเพ่งโทษกัน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
- ถ้าเรามีธรรมะอยู่ในจิตใจแล้ว ลักษณะการแก้ปัญหาจะเป็นไปในลักษณะที่ไม่สุมความแค้นให้กันและกันมากขึ้น วิธีการที่พระพุทธเจ้าแนะนำ คือ ให้เราแผ่เมตตา และวางอุเบกขาเมื่อเขาทำอะไรให้เราไม่พอใจ นั่นประกอบด้วยธรรม โดยไม่ต้องใช้อาชญาศาตราในการแก้ปัญหา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม จิตใจคนเรามันเปลี่ยนแปลงกันได้ เรียกว่า เป็นการแก้ปัญหาโดยธรรม ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน และเป็นผลดีทั้งสองฝ่าย
- เมื่อถูกทำร้ายหรือถูกเบียดเบียน ให้ตอบโต้ด้วยวิธีการ 4 อย่าง ดังต่อไปนี้ จะเป็นการรักษาทั้งตนเอง และผู้อื่นด้วย
1) อดทน 2) มีเมตตาจิต 3) มีความรักใคร่เอ็นดู 4) ด้วยความไม่เบียดเบียน
“จักร 4” ธรรมที่ทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
- จักร 4 เป็นธรรมะ ที่จะทำให้เรารักษาตนในชีวิตประจำวัน ให้มีธรรมะที่ประกอบไปด้วยสัมมาอาชีวะ รักษาให้จิตให้ดีอยู่ได้ หากการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เดือน ปี ของเรา วนอยู่กับ 4 เรื่องดังต่อไปนี้ ชีวิตจะดีขึ้นอย่างแน่นอน
- “จักร 4” เหตุ 4 ประการ ที่จะทำให้คนที่ประกอบถึงธรรมพร้อมแล้ว หมุนไปเรื่อย ๆ ถึงความเป็นใหญ่ ถึงความไพบูลย์ เจริญรุ่งเรืองในโภคะทั้งหลาย (ทรัพย์สินเงินทอง) ต่อกาลไม่นานนัก ได้แก่
1) การอยู่ในถิ่นที่ดี
2) การสมาคมกับคนดี
3) การตั้งตนไว้ชอบ
4) ความเป็นผู้ทำความดีไว้ก่อนแล้ว
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Sun, 19 May 2024 - 57min
Podcasts semelhantes a 1 สมการชีวิต
นิทานชาดก 072
พี่อ้อยพี่ฉอด พอดแคสต์ CHANGE2561
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม dhamma.com
ฟังธรรมะก่อนนอน ใครชอบนอนฟังธรรมะแล้วหลับ จ Dhamma Lover
People You May Know FAROSE podcast
ลงทุนแมน longtunman
Mission To The Moon Mission To The Moon Media
SONDHI TALK sondhitalk
คุยให้คิด Thai PBS Podcast
หน้าต่างโลก Thai PBS Podcast
อ่านแล้วอ่านเล่า Thananon Domthong
The Secret Sauce THE STANDARD
THE STANDARD PODCAST THE STANDARD
หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี watmahaeyong
Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล) watpasukato
ปลดล็อกกับหมอเวช นายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล
2 จิตตวิเวก ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
3 ใต้ร่มโพธิบท ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
4 คลังพระสูตร ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
5 นิทานพรรณนา ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา) ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ
พุทธวจน พุทธวจน
หลวงพ่อจรัญ ทักขญาโณ หลวงพ่อจรัญ ทักขญาโณ
Outros Podcasts de Saúde
Sanamente Caracol Pódcast
Cambio de Ritmo Jorge Balaguera
Nature Sounds Escape | Purely Relaxing Nature Sounds For Sleep, Relaxation, Meditation, Mindfulness, Study & Focus | Ambient Nature Sounds Escape - Purely Relaxing Sounds Of Nature
Abierta Mente Ana Isabel Santa María
El Podcast de Marco Antonio Regil Sonoro | Marco Antonio Regil
En Armonía Caracol Pódcast
Máximo Desempeño Pablo Jacobsen
SONIDOS DE LA NATURALEZA PARA LA RELAJACIÓN Nature's Sounds for Relaxation
Meditación para dormir Noelia García
Lluvia para dormir Unknown
Meditación para dormir Noelia García
WHITE NOISE White Noise For Sleep and Relax
Sonidos de Lluvia Sonidos de Lluvia / sonidosdelluvia.com
Sonido de Lluvia, Lluvia Relajante, Lluvia Suave, Lluvia Nocturna, Descanso Con Lluvia Cristina S
8 Hour Binaural Beats 8 Hour Sleep Music
Plenamente Gay Luis Fluye
Relatos Sexuales Liberales Caro MasterChief
Se Regalan Dudas Dudas Media
Entiende Tu Mente Molo Cebrián
SeXpedientes Secretos Podcast de Sexualidad
