Podcasts by Category
Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)

- 1540 - 25690909pm--ความสงบที่ควรรู้จัก
9 ก.ย. 69 - ความสงบที่ควรรู้จัก : สงบเพราะสติ รู้ในที่นี้คือรู้ตัว ไม่ใช่แค่รู้ทันความคิดและอารมณ์นะ แต่ทำให้กลับมารู้ตัว ไม่จมอยู่ในความความคิดหรือหลงเข้าไปในอารมณ์ ต่อไปมันจะพัฒนาไปถึงขั้นรู้ความจริง รู้ความจริงว่าไม่มีตัวเรา มีความโกรธ ไม่มีผู้โกรธ มีความเครียด ไม่มีผู้เครียด รู้กระทั่งว่า รูปนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เวลาเกิดความเจ็บป่วย ก็ทุกข์แต่กาย ใจไม่ทุกข์ เพราะไม่ได้ยึดว่ารูปเป็นเราเป็นของเรา ที่จริงไม่มีเราที่ทุกข์ด้วย มีแต่กายที่ทุกข์ แต่ใจไม่ทุกข์ เพราะฉะนั้นความสงบเพราะรู้สำคัญมากนะ เรารู้จักแต่ความสงบเพราะตัดการรับรู้หรือเพราะไม่รู้ แต่อย่างควรจะมารู้จักความสงบอีกชนิดหนึ่งนะ สงบเพราะรู้ รู้ทันความคิดและอารมณ์ แล้วต่อไปก็รู้ทันเสียงรูปที่ได้ยิน แม้กระทั่งเวทนาที่เกิดขึ้นก็รู้ทัน เห็น ไม่เข้าไปเป็น เวลามีความปวดก็กายปวด แต่ว่าไม่มีเราที่ปวด ไม่มีกูผู้ปวด หรือว่าเห็นความปวด แต่ใจไม่ได้ปวดไม่ได้ทุกข์ด้วย นี่ก็เป็นความสงบอีกอย่าง สงบคือไม่ทุกข์ แม้ว่ามีความเจ็บความปวดเกิดขึ้นก็ตาม ให้เรามารู้จักกับความสงบชนิดนี้มากๆ นะ ด้วยการขยันปฏิบัติ
Fri, 06 Nov 2026 - 1539 - 25690908pm--ช่วยให้สติรู้ทันความหลง
8 ก.ย. 69 - ช่วยให้สติรู้ทันความหลง : เราไม่ห้ามความคิด แต่เราพยายามสร้างเหตุสร้างปัจจัยให้ความคิดมีน้อยลง เหมือนกับอ่อนแรง เช่น การที่เราไม่พูดไม่คุยกัน ไม่เปิดโทรศัพท์ ไม่อ่านหนังสือ พวกนี้เป็นตัวทำให้ความคิดค่อย ๆ อ่อนลง ๆ เพราะถ้าเราคุยกัน ความคิดมันจะกระฉูดเลย ถ้าเราเปิดอ่านหนังสือ ดูมือถือ ความคิดมันจะพุ่งออกมามาก แล้วมันจะแรง ความคิดมันจะแรงและเร็ว แต่ว่าชีวิตที่นี่ เราพยายามทำให้ความคิดมันอ่อนแรง เหมือนกับวัคซีน ซึ่งเกิดจากเชื้อโรค เชื้อโรคนี่ทำมันตายเสียก่อน หรือทำให้มันอ่อนแรง ถึงจะฉีดเชื้อโรคในรูปวัคซีนเข้าไปในร่างกายได้ อันนี้ก็เหมือนกัน แม้เราจะไม่ห้ามความคิด แต่เราก็พยายามทำให้ความคิดมันอ่อน ไม่แรงไม่เร็ว ทำให้สติซึ่งยังต้วมเตี้ยมอยู่ สามารถจะรับมือได้ หรือทำให้สติซึ่งยังไม่ค่อยเข้มแข็ง มีคู่ซ้อมที่พอฟัดพอเหวี่ยงได้ ถ้าไปอยู่ข้างนอก ความคิดมันแรงมาก สติยังอ่อน เหมือนกับนักมวยที่ยังเด็ก จะไปสู้กับนักมวยผู้ใหญ่เฮฟวี่เวตนี่ คงจะแพ้ตลอดกาล แต่ถ้าทำให้ความคิดมันอ่อนแรงลง ด้วยการที่คุยกันน้อยลง หรือไม่คุยเลย ไม่อ่านหนังสือ ไม่เปิดโทรศัพท์มือถือ มันก็ทำให้ความคิดมันเรียวลง ก็อยู่ในวิสัยที่สติจะรู้ทัน เปรียบเหมือนกับนักวิ่งก็คือวิ่งได้ทัน แล้วก็ไม่ทำให้ความคิดเข้ามาครอบงำใจเราได้ นี้คือหลักที่เราควรจะเข้าใจ เพราะไม่เช่นนั้น เราก็จะพยายามบังคับจิตให้นิ่ง พยายามห้ามความคิด พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ความคิดมันยุติ มันสะดุด ซึ่งนอกจากไม่ทำให้สติเติบโตได้ไวแล้ว ยังทำให้ปฏิบัติด้วยความเครียด ปวดหัว แน่นหน้าอก พวกนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าปฏิบัติผิดแล้ว วางใจผิดแล้ว
Thu, 05 Nov 2026 - 1538 - 25690907pm--เตรียมใจให้สติเติบโต
7 ก.ย. 69 - เตรียมใจให้สติเติบโต : แต่ถ้าหากว่าเราเข้าใจว่าสติจะทำงานเอง เราก็เพียงแต่เปิดโอกาสให้สติได้ทำงานเยอะ ๆ เพราะถ้าสติได้ทำงานเยอะ ๆ เขาก็จะทำงานได้คล่อง เหมือนกับเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำงาน ล้างจาน กวาดบ้าน ใหม่ ๆ ก็ทำช้างุ่มง่ามไม่ทันใจ ไม่สะอาด แต่พอเราเปิดโอกาสให้เขาได้ทำบ่อย ๆ ๆ เขาก็ทำได้ดีขึ้นดีขึ้น แล้วก็เร็ว จนสามารถจะช่วยงานเราได้ ตอนหลังเราไม่ต้องสั่ง เขาทำของเขาเอง สติก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น การทำโดยไม่พยายามควบคุมบังคับจิต แต่ทำบ่อย ๆ เอาปริมาณไว้ก่อน ยังไม่ต้องเน้นคุณภาพ จะช่วยทำให้สัมมาสติเติบโตได้ไว แล้วเราก็จะรู้ทันความคิดได้เร็ว เห็นความคิด เห็นอารมณ์ และกลับมารู้สึกตัว รู้เนื้อรู้ตัวได้เร็วขึ้น ที่เคยโกรธเป็นวรรคเป็นเวร เราก็จะหลุดจากความโกรธได้เร็ว ที่เคยเศร้าโศกดำดิ่งเป็นวัน ๆ เราก็จะหลุดมาได้เร็ว เพราะว่ามีสติที่ว่าเป็นตัวช่วย
Wed, 04 Nov 2026 - 1537 - 25690906pm--ทำความดีอย่าลืมความจริง
6 ก.ย. 69 - ทำความดีอย่าลืมความจริง : คนดีควรจะอายุยืน แต่ว่าเขาอายุสั้น ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะเกิดความเศร้าโศกเสียใจ ทำไมทำดีแล้วจึงอายุสั้น ทำไมทำดีแล้วจึงเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง ทำไมทำดีมาตั้งเยอะจึงเจอไฟไหม้ น้ำท่วม ไม่ควรเกิดขึ้นเลย อันนี้คือกับดักของผู้ปฏิบัติธรรม คือไปยึดติดกับความควรจนลืม หรือมองข้ามความจริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมะเหมือนกัน เพราะธรรมะไม่ได้มีแค่คุณธรรม ธรรมะยังหมายถึงสัจธรรมด้วย แล้วสัจธรรมนี้ มันไม่เข้าใครออกใคร มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความควรไม่ควร มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย แล้วมันก็เป็นไปตามกฎอนิจจัง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันมีขึ้นมีลง มันไม่ได้อยู่ที่ความปรารถนา หรือความอยากของเรา ทำดี ก็อยากให้คนเห็นความดีของเรา หรือคาดหวัง แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นไปตามความอยากความคาดหวังของเรา ทำดี หรือขยันหมั่นเพียร ใจมันควรจะสงบ แต่มันดันฟุ้งซ่าน ไม่ควรเลย หงุดหงิด หัวเสีย ท้อแท้ ที่จริงเขากำลังสอนสัจธรรมให้เรา สอนให้เรายอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับใจของเรา หรือความจริงที่เกิดขึ้นกับกายของเรา ดังนั้น อย่าติดกับความควรอย่างเดียว ต้องเรียนรู้ความจริง และปฏิบัติต่อความจริงให้ถูก อันนี้คือสิ่งที่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง
Tue, 03 Nov 2026 - 1536 - 25690905pm--ในคำถามมีคำตอบ
5 ก.ย. 69 - ในคำถามมีคำตอบ : ารรู้จักตั้งข้อสังเกต จนเกิดคำถามขึ้นมาในใจ ถ้าเราถามถูกนี่ มันช่วยพาชีวิตเราไปในทางที่ถูกทางได้ ถ้าเราถามถูกถามดี ก็จะเจอคำตอบที่ดี ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายหรือใจ อย่ามัวแต่หาคำตอบ หรือคิดแต่จะหาคำตอบ โดยที่ไม่รู้จักเฝ้าสังเกต จนเกิดความฉุกคิดขึ้นมา พระพุทธเจ้ามีคำถามในใจว่า เราจะออกจากทุกข์ได้อย่างไร เมื่อเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย คนธรรมดาก็ยอมแพ้ว่า เราก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย แต่พระพุทธเจ้าหรือเจ้าชายสิทธัตถะกลับถามว่า เราเกิดมา จะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายอย่างนั้นหรือ หรือว่าจะต้องทุกข์เพราะความแก่ความเจ็บความตายอย่างนั้นหรือ อันนี้คือคำถามที่ทำให้พระองค์ออกบวชเพื่อหาคำตอบ จนสามารถเอาชนะความแก่ความเจ็บความตายด้วยการไม่เกิดได้ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดชั่วขณะจิต หรือการเกิดจากท้องแม่ พระองค์พบคำตอบที่เป็นทางออกจากการเกิดที่ว่านี้ได้ เพราะรู้จักตั้งคำถาม ไม่ใช่เห็นอะไรแล้วก็มองผ่าน ๆ หรือยอมจำนน ฉะนั้น ในคำถามมีคำตอบ อยู่ที่ว่าเราจะถามถูก ถามเป็นหรือไม่
Mon, 02 Nov 2026 - 1535 - 25690904pm--ตายสงบได้เพราะหมั่นฝึกใจ
4 ก.ย. 69 - ตายสงบได้เพราะหมั่นฝึกใจ : แต่ถึงแม้เราเห็นว่าการตายแบบนี้เป็นการตายที่งดงาม ก็อย่าไปยึดติดถือมั่นว่าจะต้องตายแบบนี้นะ เพราะว่าแต่ละคนก็มีวิธีการตายไม่เหมือนกัน ถ้าไปยึดติดว่าต้องตายแบบนี้ๆ อาจจะทำให้จิตใจหวั่นไหว ถ้าเกิดว่าไม่สามารถจะตายแบบนั้นได้ ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่การฝึก ไม่ใช่ฝึกด้วยการทำในรูปแบบ เดินจงกรมสร้างจังหวะเท่านั้น หรือตามลมหายใจ แต่ฝึกจากการที่เจอการกระทบ เจอสิ่งล่อเล้าเย้ายวนหรือสิ่งที่ยั่วยุ เจอสิ่งที่ไม่ถูกใจ เจอสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง แต่ก็ยังรักษาใจให้สงบได้ จิตไม่หวั่นไหวใจไม่กระเพื่อม อันนี้เป็นตัวที่จะชี้ว่าเราพร้อมที่จะจากไปอย่างสงบหรือเปล่า ถ้าเราเจออะไรมากระทบแล้วจิตกระเจิง เตลิดฟุ้งซ่าน แสดงว่ายังไม่พร้อม ก็ไม่เป็นไร ฝึกต่อไป แต่ให้รู้ว่าคือสิ่งที่เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นที่จะช่วยทำให้เราพร้อม และจะทำอย่างนั้นได้สติสำคัญมาก ถ้าสติอ่อน เจออะไรมากระทบก็กระเพื่อม เจออะไรมากระทุ้งก็กระเจิง สิ่งที่เราเจอมันเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับตอนที่เราจะตาย ทั้งความปวด ทั้งอารมณ์สารพัด รวมทั้งอารมณ์ภาพหลอนที่ยุ่งเหยิงสับสน เพราะแรงกรรมจะมาหนักกว่าที่เราเจอในชีวิตประจำวัน อาจจะ 2 เท่า 3 เท่า 5 เท่า 10 เท่าก็ได้ ในชีวิตประจำวันเรายังเจออะไรมากระทบ จิตก็หวั่นไหว ใจกระเพื่อม เราก็ไม่แน่ใจว่าถึงเวลาที่เราจะหมดลม เราจะมีความพร้อมที่จะพาใจสงบหรือเปล่า แทนที่ใจจะเป็นตัวช่วยก็กลายเป็นตัวซ้ำก็ได้ ฉะนั้นต้องไม่ประมาท ต้องหมั่นฝึกอยู่เสมอ การฝึกทำซ้ำๆ จะช่วยทำให้เกิดนิสัยใหม่ที่เอื้อต่อการเผชิญความตายอย่างสงบได้
Sun, 01 Nov 2026 - 1534 - 25690903pm--ดูแลใจให้เป็นตัวช่วย
3 ก.ย. 69 - ดูแลใจให้เป็นตัวช่วย : ถ้ามีสติดี มีความปวดก็มีแต่ความปวด แต่ไม่มีผู้ปวด ที่ใจทุกข์เพราะมันมีความสำคัญมั่นหมายว่ากูปวด เพราะมีผู้ปวดขึ้นมา แต่สติช่วยทำให้เห็นความปวด ไม่เข้าไปเป็นผู้ปวด ความปวดมันไม่ได้ทำร้ายเรา แต่ความเป็นผู้ปวดต่างหากที่มันทำร้ายเรา อย่างที่หลวงพ่อคำเขียนท่านว่าไว้ แต่ถ้าเรามีสติดี ก็เห็นความปวด แต่ไม่เป็นผู้ปวด ความปวดก็เลยจำกัดอยู่แค่ปวดกาย แต่ถ้าพอเป็นผู้ปวดนี่มันทุกข์ใจด้วย ใจมันก็เลยกลายเป็นตัวซ้ำเข้าไป ไม่ใช่ตัวช่วย ตรงข้าม ถ้ามีสติ ใจก็จะกลายเป็นตัวช่วยทันที ให้เรารู้จักแสวงหาตัวช่วย อย่างน้อยก็ระวังอย่าให้ใจเป็นตัวซ้ำ จะพึ่งยาอย่างเดียวไม่พอ ต้องอาศัยใจเป็นตัวช่วย อย่างน้อยๆ ก็ดูแลใจอย่าให้เป็นตัวซ้ำ เพราะมันจะเป็นการเติมเพิ่มทุกข์ให้ใจให้กายมาก
Fri, 30 Oct 2026 - 1533 - 25690902pm--อย่าซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ตัวเอง
2 ก.ย. 69 - อย่าซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ตัวเอง : เจริญสติทำให้เรามีสติรู้ทันความคิดและอารมณ์ และแน่นอนเวลาเจริญสติ เดินจงกรม มันจะมีความคิดต่าง ๆ ผุดขึ้นมา เราไม่อยากให้มันผุด เราอยากจะสงบ แต่มันไม่สงบ ก็ยอมรับมัน ความไม่สงบสร้างความทุกข์ให้กับเราน้อยกว่าความอยากให้สงบ หรือการพยายามดิ้นรนผลักไสความไม่สงบที่เกิดขึ้น นอนไม่หลับก็ไม่ได้ทำร้ายเรามากเท่ากับใจที่ไม่ยอมรับเมื่อมันนอนไม่หลับ ถ้าเรายอมรับได้ว่า ไม่หลับก็ไม่หลับ เดี๋ยวมันก็หลับไปเอง แต่พอเราวิตกกังวลยอมรับไม่ได้ที่มันไม่หลับ พยายามบังคับจิตให้หลับ มันกลับหลับได้ยากขึ้น ให้เราลองฝึก อันนี้เรียกว่าเป็นการฝึกทำจิต มันเป็นแบบฝึกหัด แต่ในชีวิตจริงบางครั้งเราอาจจะต้องจัดการกับปัญหา แต่ถ้าเราต้องการฝึกจิตเพื่อให้อยู่กับสิ่งที่ไม่สมหวัง ไม่พึงประสงค์ได้ เราก็สามารถจะเอาปัญหาเหล่านี้มาเป็นเครื่องฝึกใจเราได้ เพื่อที่จะไม่ซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้ตัวเอง
Thu, 29 Oct 2026 - 1532 - 25690901pm--กายป่วย ใจไม่ป่วยก็ได้
1 ก.ย. 69 - กายป่วย ใจไม่ป่วยก็ได้ : มีสติรู้ทันความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ มีความกลัวแต่รู้ทันความกลัว รู้จักวางใจไม่ให้ความกลัวเข้ามาครอบงำใจได้ มีความวิตกกังวล มีความเครียด แต่ก็รู้ทันมัน ไม่ยอมให้มันเข้ามาครอบงำใจ อันนี้เราทำได้ แต่ข้อสำคัญต้องรู้ก่อนว่ามันเกิดขึ้น หรือยอมรับว่ามันเกิดขึ้น ถ้าเราไม่เห็นมัน ไม่ยอมรับมัน มันก็ยากที่เราจะรู้ทันมัน หรือจัดการกับมันได้อย่างถูกต้อง แล้วถ้าเราจัดการไม่ถูกต้อง อย่างเช่นไปกดข่มมันเอาไว้ หรือปฏิเสธมัน ก็เท่ากับเปิดช่องหรือต่ออายุให้มัน มีอำนาจเหนือใจเรา แล้วพอมันมีอำนาจเหนือใจเรามันก็มีผลต่อกาย อย่างที่ว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ทุกข์กายไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าปล่อยให้ทุกข์ใจมันกำเริบรุนแรง มันก็สามารถจะซ้ำเติมเพิ่มทุกข์ให้กายเราย่ำแย่ได้ อย่างที่บอกทุกข์กายบางอย่างนี้เราห้ามไม่ได้ หรืออาจจะรักษาไม่ได้ แต่ความทุกข์ใจเราสามารถจะป้องกัน หรือบรรเทาเบาบางลงได้ และนี่คือช่องทางหรือโอกาสที่จะช่วยทำให้เราอยู่กับความทุกข์กายได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์
Wed, 28 Oct 2026 - 1531 - 25690831pm--รู้จักทักท้วงความคิดบ้าง
31 ส.ค. 69 - รู้จักทักท้วงความคิดบ้าง : างทีแม้เราจะรู้ว่าความคิดนี่ทำตามมันทุกอย่างไม่ได้ แต่บางทีสติเราอย่างเดียวไม่พอที่จะทัดทานความคิดแม้จะรู้ว่าเป็นความคิดที่ไม่ดี ต้องอาศัยครูบาอาจารย์ช่วย ต้องอาศัยกัลยาณมิตรช่วยไปเสริมแรงใฝ่ดี หรือเสริมสติให้มันมีกำลังทัดทาน แต่บางครั้งครูบาอาจารย์หรือคำแนะนำก็อาจจะไม่ช่วยหรือช่วยได้ไม่มาก การทำงาน การใช้แรงงานหนัก ๆ นี่มันก็สามารถจะช่วยทำให้ความคิดที่เป็นความหลงมันอ่อนแรงลงจนเปิดช่องให้สติความรู้สึกตัวได้ทำงาน ทำให้กลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้งหนึ่ง หรือทำให้สามารถทัดทานความคิดที่มันหลง ความคิดที่กระเจิดกระเจิงได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ผู้ปฏิบัติธรรมควรรู้เอาไว้ เพราะว่าบางทีเราก็รู้ว่า ความคิด ทำตามมันทุกอย่างไม่ได้ แต่ความคิดบางอย่างเราสู้ไม่ไหว มันก็ต้องหาตัวช่วยบ้าง การรู้จักหาตัวช่วยนี่ก็เป็นทักษะอย่างหนึ่งของนักปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะช่วยให้สติความรู้สึกตัวมันสามารถจะครองจิตครองใจของเราได้ หรือสามารถทัดทานความคิดที่แย่ ๆ หรือความหลงที่เกิดขึ้นได้
Tue, 27 Oct 2026 - 1530 - 25690830pm--ทำอย่างไรใจไม่ทุกข์เพราะคำพูดของคนอื่น
30 ส.ค. 69 - ทำอย่างไรใจไม่ทุกข์เพราะคำพูดของคนอื่น : ท่านเว่ยหล่าง ท่านเขียนโศลก เขียนว่า ไม่มีต้นโพธิ์ ไม่มีกระจกใส เมื่อทุกอย่างว่างเปล่า ฝุ่นจะเกาะกับอะไร โศลกนี้ท่านเขียนเพื่อท้วง หรือไม่ได้เรียกว่าโต้ แต่เพื่อชี้ให้เห็นอีกมุมหนึ่ง เพราะว่าก่อนหน้านั้นศิษย์รุ่นพี่ของท่านเขียนว่า กายนี้เหมือนต้นโพธิ์ จิตเหมือนกระจกใสสะอาด ต้องหมั่นเช็ดถูอย่าให้ฝุ่นเกาะ แต่ว่าท่านเว่ยหล่างท่านมาเหนือเมฆ ท่านบอกว่า ไม่มีต้นโพธิ์ ไม่มีกระจกใสอันสะอาด เมื่อทุกอย่างว่างเปล่า ฝุ่นจะเกาะกับอะไร ถ้าทุกอย่างว่างเปล่า แม้หินตกลงมาก็ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าใจนี้เหมือนกระจก นอกจากหมั่นเช็ดถูเพื่อไม่ให้ฝุ่นเกาะ แล้วก็ต้องระวังไม่ให้ก้อนหินมันตกลงมาด้วย เพราะถ้าก้อนหินตกลงมาก็กระจกก็ร้าวหรือแตก แต่ก้อนหินจะใหญ่แค่ไหน ถ้าไม่มีกระจกรองรับ ก้อนหินมันก็ไม่ทำให้เกิดอะไรขึ้น ไม่มีกระจกแตก ไม่ใช่แค่ไม่มีกระจกที่เปื้อนฝุ่นเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราทำอะไรได้เยอะเลย แม้คำพูดหรือสายตาของคนมันจะเป็นไปในทางลบ หรือแม้แต่ในทางบวกก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้ ทั้งหมดนี้มันอยู่ที่ใจเรา ใจเราไปให้ค่ากับมัน ไปใส่ใจมันหรือเปล่า หรือไปให้ค่ามันในทางบวกหรือทางลบ หรือว่ายังมีความยึดติดถือมั่นในหน้าตา ถ้าเราทำให้ตัวกูว่างเปล่าหรือว่างเปล่าจากตัวกู แม้จะเป็นก้อนหินตกลงมา มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่าว่าแต่ฝุ่นเลย ฝุ่นนอกจากจะเกาะอะไรไม่ได้แล้ว ก้อนหินก็ยังทำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ
Mon, 26 Oct 2026 - 1529 - 25690829pm--ปฎิบัติอย่างไรไม่ผิดทาง
29 ส.ค. 69 - ปฎิบัติอย่างไรไม่ผิดทาง : เห็นกายเคลื่อนไหว คือทำอะไรก็รู้ตัว รับรู้รู้สึกถึงความเคลื่อนไหว ถ้าใช้กายก็รู้สึกว่ากายเคลื่อนไหว เวลาเจออะไรทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็ใจกระเพื่อม คิดนึกอะไรขึ้นมาก็เห็นมัน อันนี้เรียกว่าเห็นใจคิดนึกเมื่อเกิดผัสสะ ซึ่งรวมไปถึงรู้กายเคลื่อนไหวเมื่อเสพ เห็นใจคิดนึกเมื่อบริโภครวมไปด้วย ฉะนั้นการปฏิบัติธรรม ถ้าหากว่าเราเข้าใจอปัณณกปฏิปทา การปฏิบัติธรรมนี้ทำได้ทั้งวัน ทำได้ทุกที่ ทำได้ทุกเวลา เป็นพระเป็นโยมก็ทำได้ แล้วมันจะไปเสริมกับเสริมด้วยอปัณณกธรรม อปัณณกธรรมก็คือเป็นเรื่องของทัศนคติ ไม่มามัวหาคำตอบว่ามีชาติหน้าหรือไม่ เพราะแม้จะมีชาตินี้ชาติเดียว ไม่มีชาติหน้า ก็สมควรทำความดี ทำความดีด้วยการไม่ใช่แค่รักษาศีลแต่ว่าบำเพ็ญอปัณณกปฏิปทาอย่างที่ได้พูด มันก็ทำให้ชีวิตของเราเป็นไปในทางที่เจริญงดงามได้ อย่างน้อยก็ชาตินี้ แล้วถ้ามีชาติหน้าก็เชื่อว่าได้ไปสุคติอย่างแน่นอน
Sun, 25 Oct 2026 - 1528 - 25690828pm--อย่าต่ออายุให้ความทุกข์
28 ส.ค. 69 - อย่าต่ออายุให้ความทุกข์ : ไม่ว่าจะโศกเศร้าเพราะคนรักตาย แฟนทิ้ง หรือว่าบุพการีเสียชีวิต ตอนที่เศร้ามันนึกไม่ออกว่า เราจะหัวเราะอีกครั้งได้อย่างไร แต่ผ่านไปไม่กี่เดือนก็หัวเราะได้ใหม่ ยิ้มได้ใหม่ เพราะว่าความเศร้าหรือความโกรธมันไม่เที่ยง เพียงแต่ว่าเราอย่าไปต่ออายุให้มันก็แล้วกัน มันเกิดดับ เกิดดับ เป็นขณะอยู่แล้ว แต่ที่มันยังอ้อยอิ่งหรือครองจิตครองใจเราได้ เพราะเราไปต่ออายุให้มัน ที่เราไปต่อให้มันก็เพราะเราไม่รู้ทันมัน ไปหวนคิดถึงมัน หรือไม่ก็พยายามผลักไสมัน ถ้าวางใจไม่ถูก แทนที่มันจะค่อยๆ เลือนหายไป มันก็กลับขยายตัวหรือว่ารุนแรงขึ้น เรื่องนี้ก็ต้องอาศัยการฝึกฝนทำบ่อยๆ ไม่ใช่ว่าทำทีแรกทำครั้งแรกมันจะได้ผล ใหม่ๆ ก็ไม่ได้ผล หรือใช้เวลานานกว่าอารมณ์พวกนี้มันจะหายไป แต่พอทำบ่อยๆ ก็จะหลุดจากอารมณ์นี้ได้เร็วขึ้น แต่จะทำบ่อยๆ ก็หมายความว่าต้องเจอมันบ่อยๆ ดังนั้นการเจอมันบ่อยๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่แย่เลวร้ายอย่างเดียว มันกลายเป็นเรื่องดีได้เหมือนกัน อย่างที่บอกเมื่อวาน ไม่ว่าเราเจออะไร ถ้าเราวางใจให้เป็นเราก็ได้ แม้เจอความทุกข์เจอความสูญเสีย แต่เราก็ได้ฝึกจิต ได้ฝึกสติ ได้ฝึกความอดทน แล้วก็ได้ปัญญาด้วย ดังนั้นความทุกข์แต่ละครั้งที่เกิดขึ้น อย่าทุกข์ฟรีๆ ต้องเอามาใช้เป็นบทเรียนในการฝึกจิต เพื่อที่เราจะได้จัดการกับอารมณ์อกุศล และความทุกข์เหล่านี้ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
Sat, 24 Oct 2026 - 1527 - 25690827pm--เสียคือได้
27 ส.ค. 69 - เสียคือได้ : ตส่าห์ทำความดีมา อุตส่าห์ทำบุญมา ทำไมถึงต้องเกิดเรื่องนี้กับฉัน แต่ถ้ามองให้เป็น แทนที่จะคร่ำครวญ ถ้าเรารู้จักใคร่ครวญสักหน่อย ก็จะพบว่าเราได้ คร่ำครวญนี่ไม่ได้อะไรเลย คร่ำครวญนี่มีแต่เสีย แต่ถ้าใคร่ครวญมันได้ มันต่างกันนิดเดียว 2 คำนี้ คร่ำครวญกับใคร่ครวญ ส่วนใหญ่เอาแต่คร่ำครวญเพราะว่าเป็นนิสัยไปแล้ว แต่ถ้าเราหมั่นใคร่ครวญ ใหม่ๆ ก็ยาก แต่ต่อไปทำบ่อยๆ ก็จะเป็นนิสัย เจอความสูญเสีย เจอสิ่งกระทบ เจอผลที่ไม่เป็นดั่งใจ พอใคร่ครวญปุ๊บ เราได้ปัญญา ได้เข้าใจความจริงของชีวิต นี่คือสิ่งที่นักปฏิบัติธรรมควรจะมี เพราะว่าปฏิบัติธรรมคือการที่ฝึกใจให้เห็นความจริง และความจริงของชีวิตบ่อยครั้งก็เรียนรู้ได้จากการเจอสิ่งที่ท่านเรียกว่า อนิฏฐารมณ์ คือรูป รส กลิ่น เสียง ที่ไม่น่าพอใจ หรือการเสื่อมลาภเสื่อมยศ ถูกต่อว่าด่าทอ หรือว่าเจอทุกข์ หลวงพ่อคำเขียนเคยพูดว่า แม้ถูกด่าก็เห็นสัจธรรมได้ ถูกด่านี่ไม่ใช่ขาดทุน ถ้าใคร่ครวญให้ดีก็ได้กำไร คือได้สัจธรรมความจริง
Fri, 23 Oct 2026 - 1526 - 25690825pm--สร้างนิสัยใหม่ให้ใจ
25 ส.ค. 69 - สร้างนิสัยใหม่ให้ใจ : แม้เราจะรู้ว่าอะไรดี แต่ตราบใดที่เราไม่ฝึก ไม่ทำบ่อย ๆ มันก็สิ่งที่เป็นเสียงแนะนำจากคนอื่นก็ดี เสียงในหัวก็ดี มันจึงกลายเป็นเรื่องยาก รู้ว่าดีแต่ทำไม่ได้ อย่างที่เขาบอกว่า ดีชั่วรู้หมด แต่อดใจไม่ได้ อันนี้มันแสดงให้เห็นเลยว่า จะทำอะไร มันไม่ได้อยู่ที่ว่ารู้ว่าดี รู้ว่าชั่ว แต่มันต้องฝึกใจให้คล้อยตามความคิดหรือสิ่งที่ควรด้วย และสิ่งที่จะช่วยเราได้คือสติ ฝึกบ่อย ๆ มันมีอานิสงส์ มีคุณค่ามากทีเดียว เสียงในหัวมันจะไม่ใช่เป็นแค่คำแนะนำลอย ๆ แต่ว่ามันจะกลายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง ถ้าหากว่าเราทำจนเป็นเรียกว่าจิตตนิสัย หรือนิสัยของจิต
Tue, 13 Oct 2026 - 1525 - 25690824pm--ฝึกกายบำรุงจิต
24 ส.ค. 69 - ฝึกกายบำรุงจิต : ความโกรธ ความเศร้า ความเกลียด ก็เช่นกัน ทำร้ายใจเราแต่ใจกลับทนุถนอมห่วงแหนอารมณ์เหล่านี้ มีข้ออ้างมากมายว่าที่จะเศร้า จะร้องห่มร้องไห้ เพราะถ้าไม่เศร้า หรือหายเศร้าไวๆ แสดงว่าไม่รักเขา หรือเวลาโกรธ ต้องหาทางบิ้วท์อารมณ์ให้โกรธหนักขึ้น อ้างเหตุผลว่า ต้องโกรธเยอะๆ บางคนบอกว่าต้องโกรธ ต้องเล่นงาน ติดคุกก็ยอมขอให้ได้ฆ่ามัน นี่เป็นการบิ้วท์อารมณ์เพื่อให้จิตใจจมอยู่กับความทุกข์มากขึ้น นี่เป็นเหตุผลที่เราต้องฝึกจิต เพื่อให้ไวต่อความทุกข์และรู้จักดึงจิตให้หลุดออกจากความทุกข์ ออกจากความโกรธ ออกจากความเกลียด ไม่ใช่หลงจมอยู่กับอารมณ์เหล่านั้น การเจริญสติหรือการฝึกให้เกิดความรู้สึกตัว เพื่อฝึกจิตให้ห่างไกลจากความทุกข์เหล่านี้ ซึ่งสุดท้ายเป็นการบำรุงจิตบำรุงใจ อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า เราบำรุงกายด้วยอาหาร เราไม่ควรละเลยการบำรุงหล่อเลี้ยงใจด้วยกุศลธรรม นอกจากความสุขความสงบแล้ว สติ ความรู้สึกตัว ปัญญา สมาธิก็สำคัญเช่นกัน จะว่าไปการฝึกจิตเป็นการเติมอาหารให้ใจอย่างหนึ่ง เป็นการบำรุงใจที่เราไม่ควรมองข้ามถ้าหากเรารักตัวเอง
Mon, 12 Oct 2026 - 1524 - 25690823pm--ศาสนาตายแล้วหรือ
23 ส.ค. 69 - ศาสนาตายแล้วหรือ : พระพุทธเจ้าทรงสอนและแสดงหนทางแห่งความพ้นทุกข์ มีศาสนาอื่นไม่ช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะหลักไตรสิกขา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยเฉพาะการเจริญสติปัฏฐาน 4 ถึงแม้นไม่มีศาสนา แต่ว่านำหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงมาใช้ในการดำเนินชีวิต ถือว่าดี พ่อแม่หลายคนเป็นห่วงว่าลูกไม่มีศาสนา ที่จริงไม่น่าเป็นห่วง เพราะคนที่ไม่มีศาสนาจำนวนมากแต่มีคุณธรรม ยิ่งถ้าหากว่า รู้จักปฏิบัติเพื่อขัดเกลาจิตใจ ไม่ใช่แค่ว่ามีคุณธรรมเท่านั้น แต่สามารถลดกิเลส หรือเห็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ได้ ยิ่งดี ไม่มีศาสนาก็ได้ แต่ตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี และยิ่งดีมากขึ้นถ้าหากว่า เห็นและปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ทางแสดงไว้ เวลาที่เรานับถือศาสนา เรียกตนว่าเป็นชาวพุทธ จะต้องชัดเจนหรือรู้ตัวว่า จริงแล้วเรานับถืออะไรเป็นหลักกันแน่ ศาสนาพุทธ ผี พราหมณ์ บริโภคนิยม ชาตินิยม หรือศาสนาอื่น ไม่งั้นเราจะทำไปตามกระแส สุดท้ายยังจมอยู่ในความทุกข์ และยังก่อโทษให้แก่ผู้อื่นด้วย เพราะในเมื่อกิเลสไม่ได้ลด อุปาทานยังมาก ไม่ว่าจะเป็น ทิฏฐุปาทาน ความยึดติดในความเห็น ทิฏฐิ อุดมการณ์ หรือความยึดติดในอัตตา อัตตวาทุปาทาน หรือยึดติดในทรัพย์สมบัติสิ่งของที่เรียกว่า กามุปาทาน ถ้าศาสนาทำให้เรามีอุปาทานแน่นหนา ศาสนานั้นไม่ใช่คำตอบ สำหรับคนที่ไม่มีศาสนาเลย แต่รู้หนทางในการลดละกิเลส อุปาทานเหล่านี้ อย่างนี้ดีกว่าแม้จะไม่มีศาสนา อย่างน้อยสิ่งที่ปฏิบัติจะช่วยให้ความทุกข์น้อยลง และไม่ก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่นด้วย
Sun, 11 Oct 2026 - 1523 - 25690813pm--ทำผิดเพราะคิดว่าตนเป็นฝ่ายถูก
13 ส.ค. 69 - ทำผิดเพราะคิดว่าตนเป็นฝ่ายถูก : ความยึดมั่นถือมั่นในความถูกต้อง ถ้าเราไม่ระวัง มันง่ายมากที่จะปลุกโทสะและความเกลียดชังให้เกิดขึ้นกับอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วเราก็จะถือเป็นข้ออ้างในการที่จะนินทาว่าร้าย ในการที่จะใช้วิธีการอย่างอื่น จนกระทั่งบางทีถึงขั้นใช้วิธีการรุนแรง ลงไม้ลงมือ ทำในนามความถูกต้อง แต่สุดท้ายก็กลายเป็นเครื่องมือของกิเลส เครื่องมือของโทสะและความเกลียดชัง
Sat, 10 Oct 2026 - 1522 - 25690812pm--ทำกิจและทำจิตให้ครบถ้วน
12 ส.ค. 69 - ทำกิจและทำจิตให้ครบถ้วน : ถ้ารู้จักวางใจเป็นอุเบกขา ไม่ยึดติดอยู่กับผลของการกระทำ แต่ว่าทำเต็มที่ อย่างที่เรียกว่าทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส มันก็เป็นทั้งการทำกิจและทำจิต ทำประโยชน์ท่าน แต่ก็ไม่ทิ้งประโยชน์ตน ช่วยเหลือคนอื่น แต่จิตใจไม่ถูกแผดเผาด้วยความผิดหวัง ด้วยความโกรธ ที่เขาไม่เชื่อเรา หรือที่ผลไม่เป็นไปดั่งใจ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรฝึก ชาวพุทธเรา ทำกิจแล้วก็ต้องทำจิต หรือถ้าเกิดจะทำจิตก็อย่าลืมการทำกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเจริญสติ การมีจิตเมตตา การรู้จักปล่อยวาง ปล่อยวางนี่คือ ปล่อยวางในผลที่มุ่งหวัง หรือไม่ยึดติดในความคาดหวัง เพราะเวลามีความคาดหวังก็อยากให้เขาทำอย่างที่เราคิด เราคาด ซึ่งก็เป็นความยึดติดในตัวกูของกูอีกแบบหนึ่ง ทำดี แต่ใครไม่ชม ไม่เห็นความดีของเรา ก็เป็นเรื่องของเขา อันนี้คือการทำกิจและทำจิต ทำดีแต่ว่าไม่คาดหวัง ว่าคนเขาจะเห็นความดีของเรา หรือเขาจะตอบแทนบุญคุณของเรา หรือไปคาดหวังว่าต้องสำเร็จ ๆ อันนี้เรียกว่ายึดมั่นในความคิด ซึ่งก็เป็นความยึดในตัวกูของกูแบบหนึ่ง เพราะว่ามันต้องเป็นไปอย่างที่เราคิด เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง เป็นตัวกูของกู ที่คนมักจะไม่ค่อยตระหนักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น เรามาปฏิบัติ โดยเฉพาะการมาเจริญสติ เป็นการฝึก ฝึกทำกิจแล้วก็ทำจิต ระหว่างที่เดิน นี่คือทำกิจ ส่วนจิตนี่ก็มีสติ มีความรู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบัน มันเป็นการฝึกพื้นฐาน เดินจงกรม สร้างจังหวะ เป็นการทำกิจ ใช้กายให้เป็นประโยชน์ แต่ขณะเดียวกัน จิตก็อยู่กับปัจจุบัน รับรู้กายเคลื่อนไหว แล้วต่อไปก็เห็นใจคิดนึก มันเป็นการฝึกขั้นต้น ในการประสานการทำกิจและทำจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วต่อไป พอจะไปใช้กับชีวิตประจำวัน มันก็จะกลายเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่เช่นนั้นมันก็จะทำจิตแต่ไม่ทำกิจ หรือไม่เช่นนั้นก็ทำกิจแต่ไม่ทำจิต ซึ่งก็ไม่ดีทั้งคู่
Fri, 09 Oct 2026 - 1521 - 25690809pm--อย่าทุกข์ฟรีๆ
9 ส.ค. 69 - อย่าทุกข์ฟรี ๆ : ถ้าเราใคร่ครวญดี ๆ ก็จะพบว่า สิ่งที่นอกเหนือความคาดหวังเรานั่นแหละที่เป็นของดี เช่น มีฉันทะ ปลูกฉันทะมากขึ้น มีความเพียรมากขึ้น หรือว่ามีสติเห็นความคิดความฟุ้งมากขึ้น จนเห็นว่าความคิดไม่ใช่เรา ความคิดไม่ใช่ของเรา อารมณ์ก็ไม่ใช่เรา อารมณ์ก็ไม่ใช่ของเรา อันนี้เรียกว่าถอนความยึดติดถือมั่นในตัวกู หรือว่าถอนความสำคัญมั่นหมายในตัวกูออกไปเรื่อย ๆ ก็คือเข้าใจเรื่องอนัตตานั่นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าฟุ้ง อย่าฟุ้งฟรี ๆ ถ้ามองให้ดี ๆ มันให้อะไรกับเราเยอะเลย
Thu, 08 Oct 2026 - 1520 - 25690808pm--หมั่นมองใน มองนอก
8 ส.ค. 69 - หมั่นมองใน มองนอก : การที่เราเวลาทำอะไร ถ้าเราจะมีสติรู้ตัว ไม่ใช่แค่รู้กายว่ากำลังทำอะไร แต่ก็รู้สังเกตปฏิกิริยาของคนอื่นด้วย ก็ทำให้เรามีความรู้ตัวทั่วพร้อมมากขึ้น แล้วการที่เราจะใช้ชีวิตในทางที่ถูกต้องดีงาม ก็เป็นไปได้ ที่จริงไม่ใช่แค่เรื่องเรื่องนี้เท่านั้น บางทีนิสัยใจคอของเรา บางทีเราก็ไม่รู้ เพราะเราคุ้นชิน อาจจะพูดเสียงดัง อาจจะชอบพูดชอบคุย แต่เราไม่รู้ว่านิสัยนี้สร้างความรำคาญให้คนอื่น ดังนั้น การมีกัลยาณมิตรช่วย คือเป็นกระจกสะท้อนให้เรารู้ว่า บางอย่างเราทำอะไรเกินเลยไป ไม่เกินเลยสำหรับเรา แต่ว่าสำหรับคนอื่นอาจจะเกินเลยไป หรือไม่ถูกต้อง เราก็รู้ กัลยาณมิตรมีความสำคัญกับเราตรงนี้ พฤติกรรมบางอย่างของเรา เราอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้สร้างปัญหาให้กับตัวเราเองด้วยซ้ำ แต่ว่ากัลยาณมิตรก็จะเตือนได้ เช่น การกินอาหาร บางคนกินจนชิน โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่กินเข้าไป ถ้ากินมากเกินไปแล้วจะเป็นโทษ แต่ว่าเพื่อนก็จะช่วยได้ ช่วยเตือนช่วยบอกว่าให้เพลา ๆ หน่อย หรือให้รู้จักประมาณในการบริโภค อย่างที่พูดเมื่อเช้า อันนี้ก็เรียกว่าอาศัย 1 การสังเกตคนที่อยู่รอบตัวเรา หรือ 2 อาศัยการสะท้อนของคนที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งถ้าเป็นกัลยาณมิตร เราก็จะได้รู้จักตัวเองอย่างที่เป็นจริง แล้วก็สามารถปรับตัวให้ถูกต้องเหมาะสม เป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเราเอง และไม่ก่อโทษกับคนอื่นด้วย
Wed, 07 Oct 2026 - 1519 - 25690807pm--อุทาหรณ์จากกรณีกราดยิงหมู่
7 ส.ค. 69 - อุทาหรณ์จากกรณีกราดยิงหมู่ : ดังนั้น จะว่าไป สื่อนี้ก็มีส่วนที่ส่งเสริมให้หลายคนตัดสินใจเป็นฆาตกร หรือว่ากราดยิงหมู่ ไม่ว่าจะเพราะอยากดัง อยากมีชื่อเสียง อยากได้รับแสง หรือเพราะเห็นคนเขาเคยทำ แล้วเขาทำได้ เราก็อยากจะทำอย่างนั้นบ้าง หรือถ้าเราจะทำ เราก็เลียนแบบวิธีการที่เขาเคยทำสำเร็จ บางทีไม่ได้อยากดังอะไร แต่ออยากจะทำให้มันสำเร็จ ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แล้วการที่สื่อลงข่าวพวกนี้ ก็ทำให้เป็นการกระตุ้น หรือหนุนให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงมีคนเสนอว่า เวลาเกิดข่าวแบบนี้ สื่อไม่ควรจะเปิดเผยชื่อของคนที่กระทำการ ทำก็ทำไป แต่ว่าจะไม่มีการเอ่ยชื่อ คนที่อยากดังก็เลยไม่มีโอกาสที่จะดังได้ หรือว่าไม่ต้องลงละเอียด หรือว่างดการแชร์ งดการเผยแพร่เรื่องราวแบบนี้ ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะเดี๋ยวนี้เราแชร์กันมากเหลือเกิน ส่วนหนึ่งเพราะเราอยากจะประกาศให้ใครรู้ว่าเราก็รู้เรื่องนี้เหมือนกัน หรืออาจจะแชร์ด้วยความเป็นห่วง แต่บางทีเราไม่รู้ว่า สิ่งที่เราทำ แม้จะปรารถนาดี แต่ว่ามันอาจจะเกิดผลเสียก็ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่พึงสังวรเอาไว้
Tue, 06 Oct 2026 - 1518 - 25690806pm--เตรียมรับมือกับวิกฤตด้วยสติ
6 ส.ค. 69 - เตรียมรับมือกับวิกฤตด้วยสติ : นอกจากการทำอะไรอย่างมีสติแล้ว การเจอะเจออะไรที่ไม่เป็นดั่งใจ ก็เป็นแบบฝึกหัดได้ เป็นเครื่องทดสอบ ถ้าเราสอบตกก็ไม่เป็นไร ก็พยายามสอบใหม่ให้ดีขึ้น เวลาโกรธแล้วเผลอด่าคนไปแล้ว ก็พยายามทำให้มันดีขึ้น โกรธแต่ไม่ด่า หรือตอนหลังก็โกรธปุ๊บก็มีสติปั๊บ โกรธปุ๊บก็กลับมาตามลมหายใจ อันนี้จะช่วยทำให้เรามีความพร้อมในการรับมือกับสิ่งไม่คาดฝันได้ ที่อาจจะหนักหนาสาหัส เช่น ไฟไหม้ เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ เครื่องบินตก สารพัด เรื่องสติสำคัญมาก เพราะว่าตัวอย่างของอลิซาเบธ แม้เตี๊ยมกันไว้แล้ว แต่ว่าก็พังไม่เป็นท่า เพราะว่าความตื่นตกใจ ถ้าไม่เตี๊ยมกันค่อยว่าไปอย่าง นี่เตี๊ยมกันแล้วก็ยังลืม ยิ่งถ้าเราเจอกับสิ่งที่มันไม่มีวันที่จะแก้ตัวได้ เช่น เจอความตาย หลายคนก็เตรียมตัวไว้แล้วว่าถ้าความตายเข้ามาจะทำอย่างไร แต่พอถึงเวลาความตายประชิดตัว ลืมหมด ตกใจ แต่ถ้าเกิดว่าเราฝึกเอาไว้อยู่เรื่อยๆ จากของจริง ถึงเวลาเราก็จะรับมือกับมันได้ดีขึ้น ถึงว่าเวลาเจอคนที่รักใกล้ชิดเกิดตายขึ้นมาอย่างกะทันหัน ก็จะตั้งหลักตั้งตัวได้ไว ไม่ฟูมฟายโวยวายตีโพยตีพาย พวกนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แต่ไม่ว่าจะมาในรูปไหน สติตัวเดียวจะช่วยเรารับมือกับมันได้
Mon, 05 Oct 2026 - 1517 - 25690805pm--จากสะอาดสู่สงบและสว่าง
5 ส.ค. 69 - จากสะอาดสู่สงบและสว่าง : ถ้ามีสติ มีสมาธิ ก็ยังรู้จักปล่อยรู้จักวางอารมณ์เหล่านั้นได้ แต่ถ้ายังไม่ไปแก้ที่ต้นเหตุ คือการไปยึดมั่นสำคัญหมายสิ่งที่ให้ความสุขกับเรา ว่าเป็นของเรา เป็นของเรา มันก็จะเกิดความทุกข์ เกิดอารมณ์อกุศลที่มาเผาลนจิตใจอยู่เรื่อยไป ความสว่างที่ถึงที่สุดมันทำให้ใจสงบ ความสว่างคือปัญญาที่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เมื่อมันเกิดความผันผวนแปรปรวน ใจก็ไม่ทุกข์ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความโศก อันนี้เรียกว่าตัดต้นตอแห่งความทุกข์ เรียกว่าเกิดความสงบอย่างแท้จริง สงบเพราะสว่าง ใหม่ๆ ก่อนที่จะสว่างต้องสงบก่อน และพอสว่างแล้ว ก็จะทำให้เกิดความสงบอย่างแท้จริง ฉะนั้นเราปฏิบัติธรรมก็ให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความสะอาด สงบ และสว่างให้ได้ จับหลักให้ได้ แล้วการปฏิบัติของเราก็จะเป็นไปในทางที่ถูกต้อง
Sun, 04 Oct 2026 - 1516 - 25690804pm--อย่าประมาทความดีแม้เล็กน้อย
4 ส.ค. 69 - อย่าประมาทความดีแม้เล็กน้อย : ความดีแม้ทำเล็กน้อย ก็มีผล ขอแต่เพียงว่าทำทุกวัน ที่เราเจริญสตินี่ ใหม่ๆ เราถึงเน้นเรื่องปริมาณไว้ก่อน อย่าไปเน้นคุณภาพ ขอให้ทำ จะฟุ้งยังไงก็ทำไป ถ้าทำไปนานๆ นี่จะเกิดผล หลายๆ คนแม้จะไม่ใช่ทำสมาธิ แต่ทำอย่างอื่นที่เป็นการฝึกใจ เช่น วิ่งทุกวัน ใหม่ๆ ก็ไม่อยากลุก แต่ตอนหลังก็ต้องลุกเพราะเพื่อนมาดึงมาชวน ทีแรกก็วิ่งแค่ 10 นาทีก็เหนื่อยแล้ว ตอนหลังวิ่งไปนานๆ ก็ 20 นาที ตอนหลังก็วิ่งได้นานขึ้น จนกระทั่งไปวิ่งฮาล์ฟมาราธอน แต่ไม่ใช่แค่นั้น ปรากฏว่าชีวิตเขาเปลี่ยนไปด้วย กลายเป็นคนที่อยู่ง่ายกินง่าย เป็นคนที่ใจเย็น มีวินัย แต่ก่อนกินอาหารขยะ กินของหวานตามใจปาก ห้ามไม่ได้ แต่ตอนหลังสามารถจะกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้ ส่วนหนึ่งเพราะว่าอยากจะรักษาสุขภาพให้วิ่งไปได้นานๆ อีกส่วนหนึ่งเพราะว่ามีกำลังใจที่เข้มแข็ง หักห้ามได้ เพราะรู้ว่ามันเป็นโทษ ที่เคยติดอย่างอื่น เช่นติดโทรทัศน์ ติดมือถือ ก็เลิกได้ หลายคนนี่ชีวิตเขาเปลี่ยน เพียงแค่การวิ่งเป็นประจำ วิ่งสม่ำเสมอ ปรากฏว่าเปลี่ยนนิสัยหลายอย่างได้เลย อันนี้ก็มีตัวอย่างเกิดขึ้นมากมาย เพราะฉะนั้นนี่การทำความดี หรือสิ่งที่ทำเป็นประโยชน์เกื้อกูล แม้เพียงเล็กน้อยก็อย่าประมาท ทำทุกวัน ทำทุกวัน ขอให้ทำต่อเนื่องทุกวัน ด้วยเหตุนี้การอธิษฐานว่าจะทำอะไรดีดีในช่วงเข้าพรรษาจึงสำคัญมาก เพราะว่าถ้าทำต่อเนื่องแม้เพียงเล็กน้อยทุกวัน 90 วันหรือ 3 เดือนนี่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง บางทีอาจจะนึกไม่ถึงเลยก็ได้
Sat, 03 Oct 2026 - 1515 - 25690803pm--คาถาสำคัญที่ควรจดจำ
3 ส.ค. 69 - คาถาสำคัญที่ควรจดจำ : คำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องอนัตตาสำคัญมาก ทำให้เกิดมีพระอรหันต์ขึ้นมาในโลก แล้วก็มีสาวกที่สำคัญตามมาอีกมากมาย รวมทั้งพระสารีบุตรแล้วก็พระโมคคัลลานะ และที่สำคัญก็คือเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้ลาออกจากความทุกข์ได้ เพราะว่าแม้มีความทุกข์แต่มันไม่มีผู้ทุกข์ เป็นเพราะไปหลงยึดว่ามีเรา ก็เลยมีผู้ทุกข์ แท้จริงมันมีแต่ความทุกข์แต่ไม่มีผู้ทุกข์ สุดท้ายมีความปวด ไม่มีผู้ปวด มีความตายแต่ไม่มีผู้ตาย ถ้าเราเข้าถึงภาวะเช่นนี้ได้ ความสำคัญมั่นหมายว่า กูทุกข์ กูทุกข์ มันก็ไม่มี หรือจะเรียกว่าดับทุกข์ก็ได้ แม้ว่ากายยังทุกข์อยู่ แล้วนี่แหละคือเหตุผลที่อาจารย์พุทธทาสท่านสอนว่า ให้ฝึกตายก่อนตาย ตายตัวแรกหมายถึงว่า ตัวกูหรือความยึดมั่นในตัวกูมันตาย ถ้าหากว่าไม่มีตัวกูหรือถอนความยึดมั่นในตัวกู แม้มีความตายเกิดขึ้นก็ไม่มีผู้ตาย ไม่มีกูตาย ก็จะเป็นเรื่องของรูปและนามที่เสื่อมสลายหายไป ในวันเวลาอย่างนี้ เมื่อเราระลึกถึงการบรรลุอรหัตตผลของปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ท่าน ก็ควรที่เราจะน้อมนึกน้อมเข้ามาใส่ตัว อย่างน้อย ๆ ก็ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคาถาเยธัมมาให้ดี อย่าปล่อยให้ถูกลืมเลือนไป เพราะว่าเป็นคาถาที่สำคัญมาก
Fri, 02 Oct 2026 - 1514 - 25690802pm--ใช้สามัญสำนึกฝึกใจ
2 ส.ค. 69 - ใช้สามัญสำนึกฝึกใจ : ยิ่งเมื่อเราตระหนักว่าชีวิตเราต้องเจอกับสิ่งที่ถูกใจบ้างและเจอสิ่งที่ไม่ถูกใจ เจอสิ่งที่ชอบและเจอสิ่งที่ไม่ชอบ แม้ปรารถนาจะให้มีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับเรา แต่ก็หนีไม่พ้นจะต้องเจอกับสิ่งไม่ดีที่พระท่านเรียกว่าโลกธรรมฝ่ายลบ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทาว่าร้าย หรือเจอทุกข์ หรือรวมไปถึงความเจ็บ ความป่วย ความพลัดพรากสูญเสีย ความล้มเหลว พวกนี้ห้ามไม่ได้ แต่เมื่อเจอแล้วใจเราไม่ทุกข์ก็ได้ เหมือนกับว่าเจอลมพายุ เราไม่อาจจะบังคับทิศทางของลมพายุได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้คือควบคุมใบเรือ ปัจจัยภายนอกห้ามไม่ได้ แต่ปัจจัยภายในเราพอจะทำอะไรได้บ้าง ฉะนั้นนี่คือเหตุผลที่เราควรจะฝึกจิต เพราะว่าแม้เราจะหนีความเจ็บ ความป่วย ความพลัดพรากสูญเสีย ความล้มเหลวไม่ได้ คำต่อว่าด่าทอเราหนีไม่พ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้คือเราฝึกใจจนกระทั่งใจไม่หวั่นไหว จิตไม่กระเพื่อม หรือว่าไม่ทุกข์เมื่อเจอเหตุการณ์เหล่านี้ และนี่คือเหตุผลที่เราควรจะฝึกจิตรักษาใจของตัว เป็นเรื่องสามัญสำนึกที่ไม่ต้องใช้สติปัญญามากก็พอจะมองเห็น อยู่ที่ว่าเราจะทำตามที่เราเห็นว่าถูกต้องได้หรือเปล่า เพราะอย่างที่ว่าแม้เราจะรู้ว่าอะไรดี อะไรควร แต่ก็มักจะทำไม่ได้ อย่างที่เขาว่า ดีชั่วรู้หมดแต่อดใจไม่ได้ เพราะว่ากิเลสหรือความหลงครอบงำเราจนเราขัดขืนไม่ได้ และนี่คือเหตุผลที่เราต้องฝึกจิต ฝึกใจ เพื่อไม่ให้กิเลส เพื่อไม่ให้ความหลง มาครอบงำกำกับจิตใจเรา จนกระทั่งพาชีวิตเราเข้ารกเข้าพงหรือจมอยู่ในความทุกข์
Thu, 01 Oct 2026 - 1513 - 25690801pm--ฝึกสติจนเห็นโดยไม่เป็น
1 ส.ค. 69 - ฝึกสติจนเห็นโดยไม่เป็น : สิ่งที่เป็นนามธรรมคืออารมณ์ ถ้าเราไม่เห็นก็จะไปเผลอยึดว่าเป็นขึ้นมา ความคิดเป็นเรา ความโกรธเป็นเรา ความเศร้าเป็นเรา ความปวดเป็นเราเป็นของเรา ถ้าปฏิบัติจนเห็นก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วมันก็จะมีอิทธิพลต่อจิตใจเราน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นตัวการทำให้เราทุกข์ แต่ก่อนกายทุกข์ใจก็ทุกข์ด้วย เพราะใจไปยึดว่าความปวดเป็นเรา ความเจ็บเป็นเราเป็นของเรา แต่ตอนหลังเห็นว่ากายปวดแต่ใจไม่ได้ปวดด้วย เพราะว่าความปวดไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วพอเราแยกออกระหว่างเห็นกับเป็น การที่จะหลงเชื่อมันจนนำไปสู่ความทุกข์ หรือนำไปสู่ความชั่ว มันก็ทำไม่ได้ เช่น ความโกรธไม่ใช่แค่เผาลนใจ เมื่อเราไปยึดว่าเราโกรธ ความโกรธเป็นของเรา ความโกรธเป็นเรา ยังสามารถบงการให้เราทำร้ายคนอื่นได้ด้วยคำพูด ด้วยการกระทำ อันนี้ก็เรียกว่าถลำเข้าไปสู่ความชั่ว แต่ถ้าเกิดว่าเราเห็นมัน มันก็จะมีอำนาจเหนือใจเราน้อยลง ทำให้ใจทุกข์น้อยลง ทำให้การกระทำและคำพูดไปในทางที่ชั่วร้ายน้อยลง หรือเบียดเบียนคนอื่นน้อยลง ฉะนั้นก็ต้องทำให้ได้ พยายามปฏิบัติ แต่ว่าถ้าอยาก ถ้าอยากมากมันก็ไม่ได้ ต้องทำโดยไม่อยาก ทำโดยวางความคาดหวัง แต่พอถึงเวลาที่จะชี้วัดว่าการปฏิบัติของเราก้าวหน้าแค่ไหนก็ดูตรงนี้แหละเป็นจุดเริ่มต้น คือแยกได้ระหว่างเห็นกับเป็น เห็นความคิดไม่เป็นผู้คิด เห็นความโกรธไม่เป็นผู้โกรธ ถ้ายังทำตรงนี้ไม่ได้ก็ยังถือว่าต้องฝึกต่อไป แล้วต้องทบทวนด้วยว่าที่ทำไปถูกหรือเปล่า เพราะบางทีทำไปเป็นปีอาจจะทำไม่ถูกก็ได้ ก็เลยไม่เห็นสักที มีแต่เข้าไปเป็นทุกครั้งไป ครูบาอาจารย์พูดว่า เห็น ไม่เข้าไปเป็น ก็ไม่เข้าใจ อันนี้เพราะว่าปฏิบัติไม่พอ หรือปฏิบัติไม่ถูกก็ได้
Wed, 30 Sep 2026 - 1512 - 25690731pm--แสวงหาสิ่งใดย่อมพบสิ่งนั้น
31 ก.ค. 69 - แสวงหาสิ่งใดย่อมพบสิ่งนั้น : กปฏิบัติธรรมที่แสวงหาหลายสิ่งหลายอย่าง และก็อยากให้สิ่งนั่นเกิดขึ้นกับตน แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่า เมื่อสิ่งนั่นมาอยู่ต่อหน้าแล้ว หรืออยู่กลางใจแล้ว จะรับรู้ว่านั่นแหละคือสิ่งที่แสวงหา ไม่ว่าจะเป็นความสงบ เป็นความรู้สึกตัว หรือแม้แต่นิพพาน ยังไม่ต้องพูดถึงการแสวงหาสิ่งที่หยาบๆ หลายคนตกงาน อยากจะหางาน แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอสักที ที่จริงงานมาอยู่ต่อหน้าแล้ว แต่คิดว่ายังไม่ใช่ เพราะอาจจะเป็นงานที่ผลตอบแทนต่ำ หรืออะไรก็ตามแต่ หลายคนหางาน และงานก็เจอะตัวแล้ว แต่กลับปฏิเสธ แต่บางคนฉลาดพอ หางานและพบว่างานมาอยู่ต่อหน้า แม้ดูเหมือนจะไม่ใช่แต่ที่จริงใช่ ก็ฉวยไว้และใช้งานนั้นในการสร้างเนื้อสร้างตัว เหมือนกับที่สมทัยเจอโชคในรูปของขยะ และอาศัยขยะนั้นในการสร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวย สิ่งที่รูมิพูด จะว่าไปแล้วลึกซึ้ง เพียงแต่ว่าเราจะเข้าใจ หรือปฏิบัติให้เกิดผลดีกับตัวเองแค่ไหน
Tue, 29 Sep 2026 - 1511 - 25690730pm--ตั้งมั่นในความดีด้วยการอธิษฐาน
30 ก.ค. 69 - ตั้งมั่นในความดีด้วยการอธิษฐาน : ติดอะไรก็ตามก็ลองใช้ช่วงเข้าพรรษานี่แหละ ลดละหรือไม่ก็เลิกไปเลย แต่จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องมีการอธิษฐาน เพราะว่าถ้าไม่อธิษฐาน เดี๋ยวมันก็จะมีข้ออ้างอย่างโน้นอย่างนี้ กิเลสฉลาดอยู่แล้วในการหาข้ออ้าง แล้วถ้าเราไม่มีการตั้งใจแน่วแน่เด็ดเดี่ยว เราก็จะโอนอ่อนผ่อนตาม ให้เราเลือกที่จะทำสิ่งดีๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดละสิ่งที่ไม่ดี หรือการทำสิ่งดีๆ ที่เป็นทางบวก เช่น การทำวัตรสวดมนต์ การเจริญสติทำสมาธิ และตั้งใจทำให้ได้ทุกวัน จะมีข้ออ้างยังไงก็จะไม่บ่ายเบี่ยง ไม่หลีกเลี่ยง หรือไม่ยกเลิก อันนี้จะเป็นการบำเพ็ญบารมี ต่อไปพอเราทำได้ ทำสำเร็จตลอด 3 เดือน ต่อไปเรื่องที่ยากกว่านั้นเราก็จะมีความมั่นใจที่จะทำได้ เพราะว่าเรื่องอื่นเราก็เคยทำมาแล้ว ข้อสำคัญก็คือเมื่อเราตั้งใจจะลดละเลิกอะไรก็ตาม หรือตั้งใจจะทำสิ่งดีๆ ก็ตาม เพียงแค่ตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุด ไม่มีความหมายเลย เดี๋ยวนี้ได้ยินบ่อย ฉันหรือผมจะทำให้ดีที่สุด อันนี้ไม่มีความหมายเลย เป็นแค่คารม เพราะว่าดีที่สุดของเราแปรเปลี่ยนโอนเอียงได้
Mon, 28 Sep 2026 - 1510 - 25690729pm--ทางออกจากทุกข์อยู่ที่ใจ
29 ก.ค. 69 - ทางออกจากทุกข์อยู่ที่ใจ : การภาวนา โดยเฉพาะการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8 ถ้าเราทำให้ครบถ้วน ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา เกิดสัมมาทิฏฐิขึ้น เราก็จะรู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราเลย ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย ความกระจ่างแจ้งในความจริงเช่นนี้ทำให้ปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่เวลามีมันในครอบครอง ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี น่าพอใจ คือไม่ยึดติดกับมัน พอไม่ยึดติดกับมัน สูญเสียไป ใจก็ไม่ทุกข์ ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการใคร่ครวญและการปฏิบัติ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงบอกทางเอาไว้แล้ว เรียกว่า เป็นทางออกจากทุกข์ ก็มีอยู่แล้วในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่เราควรจะใคร่ครวญให้ลึกซึ้ง โดยเฉพาะเมื่อมาถึงวันนี้ เพราะว่าธรรมบทนี้อย่างที่อาตมาบอก มันคือแผนที่ชีวิต ที่บอกเส้นทางชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนตาย และยังบอกไม่ใช่ทางที่ต้องจะเจอความทุกข์เสมอไป เพราะทางออกจากทุกข์ก็มีอยู่ แม้ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องป่วย ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ที่พอใจ แม้ต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ไม่พอใจ แต่ว่าเราทำได้ เจอทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์ ถ้าเรารู้จักนำเอาธรรมะที่พระองค์สอนแสดงมาปฏิบัติ
Tue, 08 Sep 2026 - 1509 - 25690728pm--สงบได้เพราะใจรู้
28 ก.ค. 69 - สงบได้เพราะใจรู้ : ความสงบ สงบเพราะรู้ รู้ทันความคิดและอารมณ์ ไม่ใช่สงบเพราะไม่รู้ หรือสงบเพราะตัดการรับรู้ และถ้ารู้ทันความคิดและอารมณ์ ต่อไปก็พร้อมจะรับรู้เสียง รูป รสที่เกิดขึ้น ไม่ต้องตัดมัน เพราะว่าแม้จะได้ยินเสียงใจก็ไม่ทุกข์ มันก็ช่วยทำให้เราสามารถที่จะพบความสงบได้ แม้กลับไปบ้าน แม้ไปที่ทำงาน แม้อยู่ในเมือง อยู่ในตลาด ใจก็สงบได้ เสียงที่มากระทบหูก็ไม่ทำให้ใจเป็นทุกข์ ไม่จำเป็นต้องเก็บตัวอยู่ในห้องพระ ปิดประตูหน้าต่าง เปิดแอร์ จึงจะสงบได้ อยู่ท่ามกลางผู้คน ทำงานทำการ ใจก็สงบ อันนี้คือสงบเบื้องต้นที่จะพึงได้จากการปฏิบัติ ต่อไปก็จะสงบไม่ใช่เพราะสติ แต่สงบเพราะปัญญา ซึ่งอันนั้นก็เป็นอีกขั้นหนึ่งของการเข้าถึงความสงบในพุทธศาสนา
Mon, 07 Sep 2026 - 1508 - 25690727pm--สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเจอความไม่ถูกต้อง
27 ก.ค. 69 - สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเจอความไม่ถูกต้อง : ผู้ที่ใฝ่ธรรมเวลาเจอคนไม่ดีจึงต้องระวัง ไม่ใช่ระวังอะไรแต่ระวังใจเราว่า ความโกรธความเกลียดที่เกิดขึ้นจะดึงเอาความชั่วร้ายในใจเราออกมา ทำให้เรากลายเป็นอีกคนเหมือนกับถูกผีเข้าสิง หรือมิฉะนั้นมันก็จะคอยเป็นตัวดูดซับเอาความไม่ดีของคนอื่นมาไว้ในตัวเรา เราเกลียดเขาอย่างไรเราก็เป็นอย่างนั้น อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
Sun, 06 Sep 2026 - 1507 - 25690726pm--ชีวิตดีเพราะมีตัวช่วย
26 ก.ค. 69 - ชีวิตดีเพราะมีตัวช่วย : บางทีต้องรู้จักหาตัวช่วยอย่างอื่นด้วย เช่น บางทีตั้งใจว่าจะทำแต่ว่าลืม ลืมเพราะว่าไม่ใช่เป็นนิสัยความเคยชิน แล้วก็มีอะไรที่ชวนให้หลงให้ลืมอยู่บ่อย ๆ ก็ต้องเอาการปฏิบัติไปผูกติดอยู่กับสิ่งที่เราทำเป็นประจำ เช่น ทุกวันเรากินข้าว อาบน้ำ ล้างจานทุกวัน ก็เอาการภาวนาหรือการปฏิบัติไปผูกติดอยู่กับสิ่งที่เราทำทุกวัน พอเรากินข้าวเสร็จแล้ว ก็นึกขึ้นมาได้ว่าต้องปฏิบัติแล้ว หรือก่อนจะกินข้าว ตื่นนอนขึ้นมา ล้างหน้าเสร็จแล้วก็ปฏิบัติเลย เพราะว่าเราจำได้ว่าอาบน้ำเสร็จ ต้องภาวนา ต้องปฏิบัติ แล้วต้องฉลาดในการหาตัวช่วยอย่างอื่นด้วย คนที่ชอบฟุ้งซ่าน ใจลอย บางทีก็ต้องรู้จักเอาปัจจัยภายนอกมาเป็นตัวช่วย ตัวเตือนสติ เช่น ไฟแดง ขับรถหลายคนไม่ชอบไฟแดง สัญญาณไฟแดง เจอสัญญาณไฟแดงทีไร หงุดหงิดทุกทีเพราะต้องหยุด แต่ถ้าเราลองเอาสัญญาณไฟแดงไปเป็นเครื่องเตือนใจว่า เอ้า ได้เวลาหยุดแล้ว หยุดฟุ้งซ่าน เห็นไฟแดงเมื่อไหร่ ก็คือเตือนสติให้หยุดฟุ้งซ่าน หยุดคิด กลับมาอยู่กับลมหายใจ อันนี้ก็เรียกว่าเป็นการหาตัวช่วย
Sat, 05 Sep 2026 - 1506 - 25690724pm--ใช้ชีวิตแบบคิดเผื่อเสมอ
24 ก.ค. 69 - ใช้ชีวิตแบบคิดเผื่อเสมอ : ชีวิตของคนสมัยใหม่ก็เป็นชีวิตที่เผื่อหลายอย่าง แต่ว่าหลายคนลืมเผื่อความตาย หรือความพลัดพรากสูญเสีย ซึ่งไม่ได้หมายถึงความตายของตัวเองหรือของคนที่เรารัก แต่คือความพลัดพราก สูญเสียทรัพย์สินเงินทอง ของรัก เผื่อไว้บ้างก็ดี เงินทองที่มีอยู่ในธนาคารอาจจะโดนกวาดไปเกลี้ยงเพราะพวกสแกมเมอร์มาเอาไป อย่างน้อยก็เผื่อใจไว้ แต่ถ้าทำได้มากกว่านั้นคือ นอกจากเผื่อใจไว้ก็ลงมือทำด้วย เช่น เผื่อใจว่าคนที่เรารักอาจจะจากไปวันนี้วันพรุ่งหรือว่าในเร็วๆนี้ อันนี้เผื่อใจ เรียกว่าทำจิต แล้วก็นำไปสู่การทำกิจก็คือว่า ปฏิบัติต่อเขาให้ดีที่สุด ฉะนั้นถ้าเราคิดเผื่อแบบนี้ แล้วขยายจากการทำจิตไปเป็นการทำกิจ ก็จะไม่มีอะไรให้ตนเองเศร้าเสียใจหากว่าเหตุร้ายเกิดขึ้น ถ้าคนเราเผื่อไว้เสมอมันจะไม่ลืมตัว เวลาไปประชุม หรือว่าไปเข้าตึกไหน หรือว่าไปสังสรรค์ ก็มองหาป้ายทางออกฉุกเฉินไว้บ้าง เผื่อไว้ เผื่อไฟไหม้จะได้หนีออกได้ทัน หรือเผื่อแผ่นดินไหวก็จะได้รู้ว่า จะวิ่งหนีไปทางไหน เรียกว่าใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท แต่อย่าให้ถึงกับประสาท ประสาทนี่ก็ไม่ดี ไม่ประมาทแต่อย่าถึงกับประสาท ถ้าเราเผื่อเอาไว้อย่างนี้เสมอ เราก็จะเป็นชีวิตที่ตื่นรู้ เตรียมพร้อมอยู่เสมอ และสิ่งที่ควรทำเราก็จะได้ทำ ไม่ปล่อยให้ค้างคาหรือบกพร่อง โดยเฉพาะการทำจิต ฝึกจิตฝึกใจ การทำหน้าที่ ทำความดีต่อคนที่เรารัก
Fri, 04 Sep 2026 - 1505 - 25690723pm--สิ่งที่ผู้ใฝ่ธรรมพึงได้
23 ก.ค. 69 - สิ่งที่ผู้ใฝ่ธรรมพึงได้ : ยิ่งมันคิดเราก็ยิ่งรู้ ถ้าไม่คิดเราก็ไม่รู้ รู้อะไร รู้ทันความคิด แล้วถ้าเห็นความคิดบ่อยๆ ก็จะได้รู้สัจธรรมของความคิด สัจธรรมที่ว่าคือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน หรือไตรลักษณ์ ความคิดฟุ้งซ่านแสดงไตรลักษณ์ให้เราเห็น อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นไหม และเรามองเห็นได้ถ้าหากว่าเรารู้จักใคร่ครวญ ไม่ใช่คิดแต่จะจ้องเอาความสงบ เอาสีเอาแสง ของบางอย่างมันเกิดขึ้น แต่เราไม่เห็น ไม่ใช่ไม่มี แต่ว่าเราไม่มองมัน ไม่ใส่ใจมัน เพราะเราคิดแต่จะเอาความสงบ ทั้งที่การได้เรียนรู้ก็เกิดขึ้นกับเราแล้ว ถ้านักภาวนาเน้นเรื่องการใฝ่รู้ ใฝ่เรียนรู้ มันยิ่งฟุ้งมันยิ่งคิด มันยิ่งได้รู้ รู้ทันความคิดซึ่งทำให้สติเติบโตได้เร็ว ยิ่งคิดก็ยิ่งได้สติ เพราะว่าสติมีแบบฝึกหัด จะระลึกได้ก็ต้องหลงหรือลืมก่อน ถ้าเราไม่หลงหรือไม่ลืม เราจะระลึกได้อย่างไร ระลึกได้ก็คือหน้าที่ของสติ จะจำได้ก็ต้องหลงก่อนหรือลืมก่อน จะรู้ตัวก็ต้องลืมตัวก่อน ฉะนั้นการลืมตัวก็ดี การหลงลืมก็ดี ก็เป็นข้อดีทำให้จิตได้พัฒนา มีสติรวดเร็วว่องไว มีความสามารถในการรู้ทันความคิดและอารมณ์ ซึ่งมีคุณค่ามาก
Thu, 03 Sep 2026 - 1504 - 25690714pm--ธรรมะอยู่ฟากตาย
14 ก.ค. 69 - ธรรมะอยู่ฟากตาย : คนเราถ้ารู้จักตระหนักว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา ชีวิตไม่ใช่ของเรา อย่างน้อยร่างกายก็ต้องคืนให้กับธรรมชาติไปเมื่อถึงเวลา แต่พอไม่คืนเข้า ก็เลยเกิดความทุกข์ พยายามต่อสู้ขัดขืนกับความตาย พยายามไม่ยอมคืนร่างกายให้กับเจ้าของที่แท้คือธรรมชาติ ที่จริงความตายนี่มาเตือนเราว่า ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย หลวงปู่มั่นท่านพูดไว้ดี ธรรมะนี่อยู่ฝากตาย หลวงปู่ดู่ พรหมปญโญ ก็พูดเหมือนกัน นิพพานอยู่ฝากตาย ในแง่หนึ่งก็หมายความว่า เวลาปฏิบัติธรรมก็ต้องพร้อมตาย หรือพร้อมที่จะมอบกายถวายชีวิต ไม่ว่าจะเดินธุดงค์ ไม่ว่าจะปฏิบัติอะไรก็ต้องพร้อมตายทุกเมื่อ ก็คือเจริญมรณสติอยู่เสมอ แต่ว่าความหมายที่ว่าธรรมะอยู่ฝากตายยังมีความหมายที่ลึกซึ้ง ก็หมายความว่า เราจะพบธรรมะก็ในฝากของความตาย หรือในยามที่ประสบความทุกข์ ความทุกข์หรือว่าฝากตายก็คือแรงที่อุดมไปด้วยธรรมะ เราจะเข้าใจธรรมะได้นี่ก็ต้องค้นหาจากความทุกข์ยาก หรือแม้กระทั่งในยามที่กำลังจะตาย ถ้าเราเข้าใจว่าธรรมะอยู่ฝากตายก็อาจจะทำใจได้ เวลาเดินธุดงค์แล้วปรากฎว่าถูกช้างเหยียบ ถูกเสือกัดตาย หรือว่ากลับมาแล้วโดนรถชนตาย เพราะว่าเมื่อจะปฏิบัติธรรมทั้งที่ก็ต้องพร้อมที่จะมอบกายถวายชีวิต พร้อมที่จะตายได้ทุกเมื่อ แต่ในขณะเดียวกันถ้ายังไม่ตายก็ต้องรู้ว่า ในความทุกข์หรือที่โบราณเรียกว่าฝากตาย คือโอกาสที่เราจะพบธรรม งั้นถ้าหากต้องการที่จะเข้าถึงธรรม ต้องไม่กลัวความทุกข์ ไม่กลัวความตาย และที่จริงก็เป็นอย่างนั้น เพราะว่าพอถ้าหากเราไม่เห็นธรรมในเวลาปกติ พอใกล้ตายก็จะเห็นธรรมขึ้นมา อย่างที่พระอรหันต์หลายท่านได้บรรลุธรรมตอนจะใกล้ตาย เพราะความตายสอนให้ท่านรู้ว่า ร่างกายไม่ใช่ของเราเลย ถึงเวลาที่ร่างกายจะคืนสู่ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือคืนสู่ธรรมชาติก็ต้องยอม เพราะถ้าไปยึดว่าเป็นของกู ของกู ไม่ยอมให้ ไม่ยอมคืนให้กับเจ้าของที่แท้ก็จะทุกข์ทรมาน แต่ถ้าคืนให้กับเจ้าของที่แท้คือธรรมชาติ ก็อาจจะพบกับนิพพานได้ หรือถึงไม่พบกับนิพพานก็จะพบว่า พบธรรมที่ทำให้จิตใจสุขสงบ ฉะนั้นเวลาเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นมา ให้เราอย่าไปหวั่นไหวว่าทำไมทำบุญ ทำไมปฏิบัติธรรม ถึงต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพราะว่าถ้าเราวางใจเป็น นอกจากเราจะพร้อมรับความตายทุกเมื่อ เรายังพบว่าท่ามกลางความตายนั้นก็มีธรรมะให้เราได้เรียนรู้ หรือสามารถจะเข้าถึงได้ เพราะธรรมะก็อย่างที่หลวงปู่มั่นท่านว่าอยู่ฝากตาย
Wed, 02 Sep 2026 - 1503 - 25690713pm--ฝึกตนให้สงบเย็น เป็นประโยชน์
13 ก.ค. 69 - ฝึกตนให้สงบเย็น เป็นประโยชน์ : แม้ว่าเรายังอยู่ในโลก แต่ว่าใจเราเหนือโลกได้ ไม่ใช่ว่าต้องไปจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ให้มันถูกใจเรา ให้มีคนแวดล้อมเราที่น่ารัก พูดจาไพเราะ สั่งอะไรก็ทำตาม หรือว่าคิดเหมือนเรา พูดเหมือนเรา อันนี้เรียกว่าถ้ายังติดยึดตรงนี้แสดงว่าใจยังไม่เหนือ ถ้าใจเหนือก็คือว่าสิ่งเหล่านี้ ปัจจัยเหล่านี้ รูปรสกลิ่นเสียงเหล่านี้ ทำอะไรใจเราไม่ได้ เจออะไร ใจก็ไม่ทุกข์ หรือว่าเจอการกระทบแต่ใจก็ไม่กระเทือน สุดท้ายก็ไปเกื้อโลกด้วย เกื้อโลก ไปช่วยเหลือโลก แม้ว่าจะเจอคำต่อว่าด่าทอ เจอความล้มเหลว เจอความเข้าใจผิด แต่ถ้าใจเราเหนือ ใจอยู่เหนือแล้ว มันก็ไม่หวั่นไหว ก็ทำอะไรได้ต่อเนื่อง นี่เรียกว่า อยู่ใน ใจเหนือ เกื้อโลก ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกับ สงบเย็น เป็นประโยชน์ ถ้าเราจับหลักนี้ได้ มันก็ทำให้การปฏิบัติของเราถูกทาง ตรงกับการปฏิบัติแบบพุทธ ครอบคลุมทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา ครอบคลุมทั้งการบำเพ็ญประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ครอบคลุมทั้งการทำจิตและการทำกิจ ไม่ใช่ไปจัดการแต่ภายนอกอย่างเดียว แต่ว่าจัดการภายใน ทำกิจนี่ก็รวมถึงการดูแลสุขภาพด้วย ดูแลสุขภาพให้ดี แต่ถ้ามันป่วยขึ้นมา ใจก็ไม่ทุกข์ แต่ถึงแม้ใจไม่ทุกข์นี่ก็ต้องรักษา เหมือนกับบ้านที่มันรั่ว หลังคารั่ว ใจไม่ทุกข์เพราะรู้จักทำจิต แต่ก็ต้องทำกิจคือซ่อมหลังคา ไม่ใช่ปล่อยให้มันรั่ว พูดง่าย ๆ คือ ทำจิต แม้จะหมายถึงการปล่อยวาง แต่ไม่ได้หมายถึงการปล่อยปละละเลย คนไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจเรื่องการทำกิจและทำจิต ก็คิดว่าปล่อยวางคือการปล่อยปละละเลย ปล่อยปละละเลยคือการไม่ทำกิจ ซึ่งไม่เหมือนกับการปล่อยวาง ปล่อยวางคือการทำจิต ต้องแยกแยะให้ถูก
Tue, 01 Sep 2026 - 1502 - 25690712pm--ธรรมะจากซอมบี้
12 ก.ค. 69 - ธรรมะจากซอมบี้ : มีศาสนา ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่ได้เป็นซอมบี้ ศาสนาก็สามารถทำให้คนเป็นซอมบี้ได้เหมือนกัน คือมีร่างมนุษย์แต่ว่าไม่มีจิตใจ ไม่มีความเป็นมนุษย์ เพราะว่ามีความโกรธ ความเกลียด ศาสนาพุทธก็เหมือนกัน ถ้าไปคลั่งมากมันทำให้เรากลายเป็นซอมบี้ได้เหมือนกัน มันก็มีมาแล้ว ชาวพุทธญี่ปุ่นสนับสนุนการทำสงครามในจีนและเกาหลี เพื่อให้มีศาสนาพุทธที่บริสุทธิ์กว่าในประเทศเหล่านั้น หรือศาสนาพุทธในบ้านเรา ที่ไปปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังพวกมุสลิมก็เหมือนกัน หรือแม้กระทั่งศาสนาพุทธที่บอกว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป อันนี้ก็เป็นเพราะว่าความคลั่งในศาสนา มันไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเราจะไม่เป็นซอมบี้ แต่ถ้ามีธรรมะ มีสติ มีความรู้สึกตัว มันก็ช่วยทำให้เรามีความเป็นมนุษย์ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกตัว เพราะถ้ารู้สึกตัวเป็นครั้งเป็นคราว ปล่อยให้ความหลงเข้ามาครอบงำ มีความโกรธความเกลียด เราก็สามารถจะกลายเป็นซอมบี้น้อยๆ ได้ ในช่วงที่คนไทยกำลังพูดถึงเนเน่ ให้พิจารณาความหมายของซอมบี้ที่เนเน่ร้องเยอะๆ หน่อยก็ดี มันจะได้เกิดการธำรงรักษาความเป็นมนุษย์ในใจของเรา ไม่ใช่ว่าร้องเพลงซอมบี้แต่ตัวเองเป็นซอมบี้เสียเอง อันนี้มันก็น่าหัว
Mon, 31 Aug 2026 - 1501 - 25690711pm--ธรรมะที่เด็กควรมีTue, 25 Aug 2026
- 1500 - 25690710pm--รู้ตัวได้ไว ก็พลั้งพลาดได้ยาก
10 ก.ค. 69 - รู้ตัวได้ไว ก็พลั้งพลาดได้ยาก : เวลาเราเจริญสติ สติทำงานอย่างไร แล้วการเจริญสติที่เราฝึกมา เราฝึกให้เกิดสัมมาสติโดยใช้วิธีที่ยอมให้ฟุ้งได้ ยอมให้เผลอได้ แต่ยิ่งเผลอก็ยิ่งรู้ อย่างที่หลวงพ่อเทียนว่า ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้ ยิ่งเผลอ สติก็ยิ่งไวเพราะได้ฝึก แต่ถ้าเราไม่ยอมเผลอ เราจะพยายามบังคับจิตให้นิ่ง เราจะได้ความสงบ แต่ว่าสติจะเรียกว่าไม่เกิดก็ได้ หรือไม่พัฒนาก็ได้ ถ้าเรายอม ฝึกบ่อย ๆ แล้วถ้าฝึกบ่อย ๆ นี่จะมาเอง จะมาช่วยเราได้ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยเรา มาเตือนเรา มาทักเรา อย่างกรณีของพนักงานขับรถที่มาทักนายทหารคนนั้นซึ่งหวุดหวิดจะกลายเป็นฆาตกรไปแล้ว คนเราจะต้องเจอกับวิกฤตต่าง ๆ มากมายที่ทำให้เกิดอารมณ์ท่วมท้น แล้วทำให้เราทำอะไรบางอย่างที่เกิดความเสียหายหรือเกิดความเสียใจ เว้นแต่ว่าเรามีสติมาช่วยเตือนให้เรากลับมารู้เนื้อรู้ตัวได้ไว และนี่แหละจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการปฏิบัติมาก
Mon, 24 Aug 2026 - 1499 - 25690709pm--อย่าหลงเชื่อความคิดหรือยึดมั่นตรรกะ
9 ก.ค. 69 - อย่าหลงเชื่อความคิดหรือยึดมั่นตรรกะ : ความโกรธ ความฟุ้งซ่าน ความหงุดหงิด ความเศร้า จริงๆ แล้วมันก็เป็นสภาวธรรมธรรมดา แต่คนเรามักจะไปให้สมมติกับมัน ไปยึดกับสมมติว่ามันไม่ดี มันเป็นอกุศลธรรม มันเป็นสิ่งอกุศล ต้องจัดการ พอมันเกิดขึ้นก็เลยเกิดความทุกข์ขึ้นมา เพราะเราไปให้ค่าหรือเราไปติดสมมติที่ให้กับอารมณ์ความคิดเหล่านั้น ถ้าเรามองว่ามันเป็นกลางๆ มันเกิดขึ้นเราก็แค่รับรู้มันเฉยๆ ไม่ให้ค่ามัน จะเป็นความโศกความเศร้า ความหงุดหงิด เราก็มองมันอย่างกลางๆ มันก็ไม่ทุกข์ ที่เรามาเจริญสติกันเพื่อที่เราจะได้มามองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกายและใจ โดยไม่ไปให้ค่า โดยไม่ไปติดกับสมมติ มีความโกรธเกิดขึ้น มีความเศร้าเกิดขึ้น เราก็แค่ดูมันเฉยๆ สักแต่ว่าเห็น แต่พอเราไปให้ค่าว่ามันเป็นลบ เราก็จะร้อนใจ เราก็หงุดหงิด เราก็จะพยายามกำจัดมัน ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการเพิ่มความทุกข์ให้กับเรา ลองมองมันอย่างไม่ตัดสิน อย่างเป็นอิสระจากสมมติดู เราจะพบว่ามันสอนธรรมให้กับเราได้มาก เราจะเห็นธรรมะจากความโกรธ ความเศร้า ความหงุดหงิด ได้ดีไม่น้อยไปกว่าอารมณ์ฝ่ายบวก หรืออาจจะดียิ่งกว่าก็ได้ พอเราไปให้ค่าหรือไปสมมุติว่ามันไม่ดี มันก็ทำให้เราไม่สบายใจ เหมือนกับเราให้ค่าว่าเงินที่ได้นี่น้อย ทั้งที่เงินก็เป็นก้อนใหญ่ พอเราไปมองว่ามันน้อย เราก็ทุกข์เลย แต่ถ้าเรามองว่ามันมาก เราก็มีความสุข ถ้าเราไปมองว่ามันก็ไม่มากไม่น้อย มันธรรมดาๆ มันก็ไม่มีอิทธิพลต่อเรา ก็แค่เห็นมันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งภายนอกหรือภายในก็ตาม การปฏิบัติธรรมก็คือการฝึกใจให้เห็นว่า สมมตินี้มันมีมากมายหลากหลาย อย่าไปยึดติดกับสมมติมาก รู้จักใช้มันให้เป็น ความคิดความเข้าใจกติกาก็รู้ว่ามันมีข้อจำกัด รวมทั้งตรรกะด้วย อย่าไปหลงเชื่อตรรกะของเรา เพราะคนอื่นเขาก็มีตรรกะอีกแบบหนึ่ง อย่าไปเชื่อความคิดของเรา เพราะความคิดของเราอาจจะไม่ใช่ความถูกต้องจริงแท้ก็ได้ ที่จริงมันก็ล้วนแต่เป็นเรื่องสมมติทั้งนั้นแหละ แล้วถ้าเรารู้จักรู้ทันสมมติ สมมติมันก็ไม่สามารถจะมีอิทธิพลต่อชีวิตเราได้ แต่เราใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ไม่ว่าสมมติที่เกี่ยวข้องกับวัตถุสิ่งของผู้คน หรือว่าความคิดอารมณ์ภายใน
Sun, 23 Aug 2026 - 1498 - 25690708pm--ปกติคือสุข แต่ป่วยก็ไม่ทุกข์
8 ก.ค. 69 - ปกติคือสุข แต่ป่วยก็ไม่ทุกข์ : เราฝึกได้ ถึงแม้เราจะรู้ว่าการที่สุขภาพดี ชีวิตปกติ เป็นความสุขที่ควรจะรู้จักชื่นชม แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง นอกจากเราจะฝึกใจให้รู้จักชื่นชมความปกติว่าเป็นความสุข ถือว่าเป็นโชคที่เรามีสุขภาพดี ไม่ต้องมีอะไรมากกว่านั้น เราก็มีความสุข เพียงแค่กินอิ่มนอนอุ่น สุขภาพดี หายใจได้ปกติ ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่มีอะไรจะมาบีบคั้นร่างกาย ไม่พิการ ซึ่งส่วนใหญ่เราก็มีอยู่แล้วทุกวันนี้ แต่เท่านั้นไม่พอ นอกจากการชื่นชมสิ่งดีๆ ที่มีอยู่แล้ว เราก็ต้องเตรียมใจยอมรับเวลาที่พลัดพรากสูญเสียไป และมีความเจ็บความปวด มีทุกขเวทนามาแทนที่ มีความติดขัดมาแทนที่ อย่างน้อยเราทำใจยอมรับ ก็ต้องรู้จักฝึก ว่าทำอย่างไรไม่ให้ทุกขเวทนามาบีบคั้นใจ มีความปวดแต่ไม่มีผู้ปวด อันนี้ต้องอาศัยการเจริญสติ หรืออย่างน้อยก็มีสมาธิ มันปวดที่ขา มันปวดที่ท้อง ก็เอาจิตไปจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ ไปจดจ่ออยู่ที่มือที่กำและแบ อันนี้ก็ช่วยลดความเจ็บความปวดได้ กายปวดแต่ว่าใจไม่ทุกข์เท่าไหร่ ต้องฝึกเอาไว้ ถ้าไม่เช่นนั้นถือว่าเราประมาท แล้วก็ไม่ต้องรอให้แก่เสียก่อน เป็นหนุ่มเป็นสาวก็ยิ่งต้องฝึก เพราะเราไม่รู้ว่าความเจ็บความป่วยจะมาเยือนเมื่อไหร่ บางทีไม่ได้แค่เยือนเฉยๆ มาปักหลักเลย ปักหลักจนลมสุดท้าย แต่ว่าแม้จะปักหลักอย่างไร มันก็ทุกข์แต่กายแต่ใจไม่ทุกข์ อันนี้เราทำได้
Sat, 22 Aug 2026 - 1497 - 25690707pm--รู้ตัวเมื่อไร ก็ใกล้ชิดหลวงพ่อเทียน
7 ก.ค. 69 - รู้ตัวเมื่อไร ก็ใกล้ชิดหลวงพ่อเทียน : การมีสติ ระลึกรู้กายและใจ ท่านสอนอย่างไรเราก็ปฏิบัติตามจนกระทั่งเกิดผล เมื่อเราเข้าถึงหรือสัมผัสภาวะเช่นนี้ได้ สิ่งที่เป็นสถานที่ที่ชวนให้ระลึกถึงท่าน หรืออนุสรณ์สถานก็ดี ภาพหรือว่าข้าวของเครื่องใช้ที่ท่านเคยใช้ อันนั้นมันก็จะมีความสำคัญกับเราน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะว่าเราได้ถึงสิ่งที่สำคัญกว่า อันนี้ก็เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระวักกลิ พระวักกลิอยากจะเฝ้า อยากจะเดินตามใกล้ชิดพระพุทธเจ้า เพราะไปเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างคือพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยตรัสว่าที่จริงไม่ใช่หรอก ที่เห็นมันไม่ใช่พระพุทธเจ้า ต่อเมื่อเห็นธรรมจึงเห็นเรา ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเราผู้นั้นเห็นธรรม หมายความว่าที่เห็นด้วยตามันยังไม่ใช่ของจริง มันต้องสัมผัสด้วยใจ คือใจที่เข้าถึงธรรม และธรรมที่ว่า ท่านหมายถึงไม่ใช่แค่โมกขธรรม แต่ยังหมายถึงปฏิจจสมุปบาท คือเข้าใจวงจรแห่งความทุกข์ เข้าถึงความพ้นทุกข์ ท่านเรียกว่าญายธรรม ธรรมเครื่องออกจากทุกข์ ถ้าเข้าใจถ้าเห็นธรรมนั่นแหละ ถึงจะเห็นพระองค์ เช่นเดียวกัน ถ้าเราเข้าใจหรือเข้าถึงภาวะที่โปร่งโล่ง เป็นอิสระจากความทุกข์ เกิดความรู้ตัวอย่างแท้จริง เรียกว่ารู้ตัวเต็มร้อย ก็เหมือนว่าเราได้ใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นหลวงพ่อคำเขียน หลวงพ่อเทียน ส่วนสถานที่ สิ่งที่เป็นวัตถุรูปธรรม อันนั้นก็เป็นส่วนเสริม แม้กระทั่งพระพุทธรูปก็เป็นส่วนเสริม จะได้ไป 4 สังเวชนียสถานหรือไม่ ก็ไม่สำคัญ เพราะว่าใจได้ใกล้ชิดกับพระองค์แล้ว ถ้าเกิดว่าเราปฏิบัติจนเข้าถึงสภาวธรรมอย่างแท้จริง
Fri, 21 Aug 2026 - 1496 - 25690706pm--จากใจใฝ่เสพเป็นใจใฝ่รู้
6 ก.ค. 69 - จากใจใฝ่เสพเป็นใจใฝ่รู้ : ถ้าเรามีใจใฝ่รู้ แทนที่จะเป็นใฝ่เสพ เจอความไม่สงบในวัด หรือเจอความไม่สงบที่ไหนก็ตาม เราจะไม่หงุดหงิดหัวเสีย เรากลับมองว่าดี ได้เรียนรู้ ได้รู้ใจตัวเอง ได้เรียนรู้ผู้คนที่เขาทำตัวไม่น่ารัก ได้เรียนรู้เรื่องโลกธรรม 8 แล้วก็ได้ฝึก ได้ทดสอบ ดั้งนั้น ถ้าเรามีใฝ่รู้ มันจะนำไปสู่ใจที่ใฝ่ทำ ซึ่งตรงข้ามกับใจที่ใฝ่เสพ หรือใฝ่เอา ชาวพุทธนี่ ถ้าหากว่าเราขยันทำบุญมาก ๆ แล้วเราไม่ระวัง มันจะมีใจที่ใฝ่เอา ใจที่ใฝ่ได้ อยากได้อยากเอา อยากได้โชคอยากได้ลาภ แล้วพอเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ก็จะโวยวายตีโพยตีพาย ทำไมฉันทำบุญแล้วจึงต้องมาเจ็บป่วย แต่คนที่มีใจใฝ่เรียนรู้ ก็จะไม่ทุกข์เลย ก็จะไม่โวยวายตีโพยตีพาย ถือว่ามาก็ดี ได้เรียนรู้ ได้เรียนรู้เรื่องทุกข์ ได้เห็นธรรมชาติของความทุกข์ ถ้ามีใจใฝ่เสพ เวลาเจ็บป่วยมันอยากจะหาย ตรงนี้ที่หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเตือนเอาไว้ ท่านบอก อันความอยากหายจากทุกขเวทนา ท่านบอก อย่าอยากหาย เพราะถ้าอยากหาย มันจะเป็นตัวสมุทัย ซ้ำเติมเพิ่มความทุกข์ให้มากขึ้น ถ้าอยาก ให้อยากเห็นสัจธรรมจากความทุกข์ที่แสดงออกที่กายกับใจ ตัวนี้แหละที่มันจะเป็นตัวมรรค ที่ทำให้ ออกจากทุกข์ได้ มันก็ไม่ง่ายที่เวลาเราเจ็บป่วย เรารู้จักวาง วางความอยากหาย แต่มาเสริมความอยากเรียนรู้สัจธรรมจากทุกขเวทนา แต่ถ้าเราฝึกภาวนาด้วยใจที่คิดจะละ ใจที่ละอยู่เสมอ ละความอยาก ละความคาดหวัง ในยามที่เรายังไม่เจ็บไม่ป่วย เราก็ได้เรียนรู้การละ ได้ฝึกการละ ไม่ต้องละอะไรมาก ละความอยาก ละความคาดหวัง ละความอยากได้ความสงบ อยากให้จิตมันนิ่ง ถ้าเราฝึกอย่างนี้เรื่อย ๆ ต่อไป ถึงเวลาเราเจอโลกธรรม 8 โลกธรรมฝ่ายลบ เจอความเจ็บป่วย จิตที่คิดจะเอามันก็จะไม่มาครอบงำใจ แต่จิตที่คิดจะเรียนรู้ จิตใจที่ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา นี่มันจะเข้ามาเป็นใหญ่ และก็ช่วยทำให้เราได้กำไรจากความเจ็บป่วย ได้กำไรจากโลกธรรมฝ่ายลบ
Thu, 20 Aug 2026 - 1495 - 25690705pm--ศิลปะแห่งการไม่ทำอะไรเลย
5 ก.ค. 69 - ศิลปะแห่งการไม่ทำอะไรเลย : จะว่าไปแล้ว การไม่ทำอะไรเลย มันก็เป็นไปได้ แม้ใหม่ ๆ ไม่ทำกิจ แต่ทำจิต มีการบังคับจิต มีการจ้อง เฝ้าดูความคิด แต่พอเราฝึกไปถึงจุดหนึ่ง เราก็ไม่เป็นต้องบังคับจิต ไม่จำเป็นต้องเฝ้ามองความคิดเลย เพราะสติทำงานแทน เราไม่ต้องทำอะไรเลย ก็ยังอยู่ได้ การที่ไม่ทำอะไรเลย มันก็เป็นไปได้เหมือนกัน ซึ่งอันนี้ก็จะว่าไปแล้ว มันก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่เราต้องฝึก เพราะถ้าเราพัฒนาหรือฝึกศิลปะนี้ได้ การอยู่กับตัวเองจะเป็นเรื่องง่าย การที่จะมีความรู้สึกตัวในเวลาเจอสิ่งล่อเร้าเย้ายวน หรือเจอเหตุร้าย แต่เราก็จะตั้งสติได้เร็ว มีความรู้สึกตัวได้เร็ว แล้วก็หลุดจากความทุกข์ได้เร็ว ก็เกิดขึ้นได้ง่าย แล้วมันก็เริ่มต้นมาจากการที่เราฝึกการไม่ทำอะไรเลย แต่ต้องไม่ทำอะไรอย่างมีศิลปะ อย่างถูกต้อง ไม่อย่างนั้นก็อาจจะพาเราไปหลงทิศหลงทางได้
Wed, 19 Aug 2026 - 1494 - 25690704pm--หมั่นสร้างสิ่งเตือนใจในทางกุศล
4 ก.ค. 69 - หมั่นสร้างสิ่งเตือนใจในทางกุศล : ถ้าหากว่าเราได้ทำอะไรซ้ำ ๆ กัน โดยเฉพาะที่เป็นสิ่งดี ๆ สวดมนต์ก็ตาม ทำสมาธิก็ตาม เจริญสติก็ตาม หรือแม้แต่นึกถึงคำสอนครูบาอาจารย์อยู่เรื่อย ๆ ถึงเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้นมา เกิดภาวะคับขันหน้าสิ่วหน้าขวาน จิตจะทำงานเอง สติจะออกมาเตือนคนที่ระลึกถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์อยู่บ่อย ๆ ถึงเวลาที่เครื่องบินจะตก รถจะชน หรือแม้กระทั่งจมน้ำ แทนที่จะเกิดความตื่นตระหนก จิตกลับนึกถึงหลวงพ่อ นึกถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ นึกถึงบทสวดมนต์ที่ทำเป็นประจำ และการระลึกนึกถึงเหล่านี้ช่วยเตือนใจให้กลับมามีสติ มีความรู้สึกตัว มีความสงบ ถึงแม้เราจะรู้ว่า เมื่อจะตาย ให้นึกถึงพระ ละทุกสิ่ง แต่ตอนเวลาจะตายจริง ๆ ถ้าไม่ได้ฝึกเป็นประจำ มันนึกไม่ออก มันจะนึกถึงแต่เรื่องราวในอดีต อาจจะนึกถึงความผิดพลาด เรื่องที่รู้สึกผิดติดค้างใจ หรือความกลัว ว่าจะไปอบาย พวกนี้จะมารุมเร้าแทนแต่ถ้าหากว่าเราฝึกอยู่เสมอ ในเรื่องการเจริญสติ หรือการระลึกถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ที่เรียกว่าเจริญพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ อยู่เป็นประจำ หรือระลึกถึงสิ่งที่เป็นกุศล นึกถึงครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือ ทำบ่อย ๆ ถึงเวลาที่เป็นช่วงวิกฤต หรืออยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต ก็จะระลึกถึงได้เอง เป็นการเตือนจิตให้กลับมามีสติ โดยที่ไม่ต้องตั้งใจนึก แต่มันทำงานเอง การที่เราหมั่นสร้าง สะสม ตัวเตือนสติหรือเครื่องเตือนจิต ให้นึกถึงสิ่งที่เป็นกุศล มันคือสิ่งที่ต้องทำสม่ำเสมอ แล้วเมื่อถึงเวลา ไม่ต้องคิด เพราะตอนนั้นมันคิดไม่ออกอยู่แล้ว ถ้าเกิดช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานคับขัน แต่ว่าจิตจะทำงานเอง เพราะว่ามีเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงสิ่งดีงาม เป็นเครื่องเตือนใจที่เกิดจากการฝึกอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ
Tue, 18 Aug 2026 - 1493 - 25690703pm--อย่าทิ้งงานภายใน
3 ก.ค. 69 - อย่าทิ้งงานภายใน : คนเรานี่ ความสุขไม่ได้เกิดจากการเสพ แต่เกิดจากการทำสิ่งที่มีประโยชน์ ยิ่งถ้าเอาสิ่งที่ทำมาเป็นจุดหมายของชีวิต แม้จะเป็นงานเล็กงานน้อย มันก็มีคุณค่า แต่ก็อย่าไปเน้นงานภายนอกมากนัก เพราะว่าพอแก่ตัวมาก ๆ งานภายนอกก็ทำได้ยากแล้ว ไม่มีแรงไปกวาดใบไม้ที่วัด ไม่มีแรงไปเป็นจิตอาสาแยกขยะ บางทีอาจจะต้องนอนติดเตียง แต่ว่าชีวิตก็ยังมีเป้าหมาย ถ้าเปลี่ยนจากงานภายนอกเป็นงานภายใน งานภายใน เช่น ฝึกจิต ให้มีสติ ให้มีความรู้สึกตัว ฝึกให้อยู่กับทุกขเวทนา อยู่กับความเหงาให้ได้ หลายคนทำแต่งานภายนอก พอติดเตียงเข้า เคว้งเลย กระสับกระส่าย อันนี้เพราะว่าไม่รู้จักทำงานภายใน พอไม่รู้จักทำงานภายใน มันก็จะมีความเบื่อ ความฟุ้งซ่าน ความโศก ความเศร้าเสียใจ เพราะไปนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต หรือไม่ก็ไปปรุงแต่งถึงภาพอนาคตในทางลบทางร้าย ทั้งหมดนี้มันเป็นการบ้านสำหรับงานภายในได้ดีเลย พอทำงานภายใน อยู่กับปัจจุบัน รู้จักปล่อยรู้จักวางความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ จนสามารถจะพบความสงบภายใน เป็นมิตรกับตัวเองได้ บางทีเราทำงานภายนอกเพื่อหนีตัวเอง แต่พอไม่มีงานทำ ต้องเผชิญหน้ากับตัวเอง ก็ทุกข์มากเลย เพราะรู้สึกแปลกแยกกับตัวเอง แต่งานภายในมันทำให้เป็นมิตรกับตัวเอง แม้อยู่คนเดียว อยู่บนเตียง ทำอะไรไม่ได้ ก็ยังไม่ทุรนทุราย พบความสงบภายใน หรือสามารถจะเปลี่ยนทุกขเวทนาให้เป็นอุปกรณ์สอนธรรมก็ได้ งานภายนอกสำคัญ ต้องรู้จักหา เพื่อทำให้ชีวิตมีคุณค่า แต่อย่าเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกติดอยู่กับงานภายนอกมาก เพราะถึงวันหนึ่งจะทำงานภายนอกไม่ได้ เพราะเจ็บ เพราะป่วย เพราะแก่ แต่ถ้าเรารู้จักทำงานภายใน แม้ว่าจะป่วย แม้จะแก่ เราก็ยังสามารถจะอยู่กับความเป็นจริงได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ และมันทำให้ไม่มีความสงสัยว่าชีวิตมันไร้ค่า ยิ่งถ้าทำงานภายในจนกระทั่งถอนความยึดติดในตัวตนได้ ก็ไม่มีความปรารถนาที่จะทำให้ตัวเองมีคุณค่าแล้ว หรือไม่แคร์แล้ว เพราะว่ามันไม่มีตัวตนที่จะไปถนอมรักษาหรือกังวล ไม่มีตัวกูที่จะแสวงหาคุณค่าให้กับตัวเอง อยู่อย่างไม่ต้องแสวงหาความหมายของชีวิต อยู่อย่างไม่ต้องแสวงหาคุณค่าของตัวเองก็ได้ เพราะว่ามันไม่มีตัวกูจะให้พะวงหรือให้กังวลอีกต่อไป อันนี้ก็เป็นผลของงานภายใน ซึ่งถ้าหากว่าเรารู้จักทำนี่ มันจะไม่มีความทุกข์ ไม่มีความรู้สึกว่างเปล่าเคว้งคว้างในชีวิตเลย
Mon, 17 Aug 2026 - 1492 - 25690702pm--พื้นฐานของชีวิตและธรรมทั้งปวง
2 ก.ค. 69 - พื้นฐานของชีวิตและธรรมทั้งปวง : เวลามีความรู้สึกตัว เราก็จะเห็นความคิดเกิดขึ้น แล้วก็จะรู้ว่าความคิดไม่ใช่เรา อารมณ์ที่เกิดขึ้นอารมณ์นั้นก็ไม่ใช่เรา การที่เห็นความจริงแบบนี้ ช่วยให้จิตไถ่ถอนจากความยึดติดถือมั่นในตัวกูของกูได้มาก ถอนมาทีละนิดๆ แต่ก่อนทำอะไรก็กูทำ กูเดิน กูกิน กูคิด กูโกรธ แต่ตอนหลังเริ่มเห็นแล้ว มันไม่ใช่กูที่ทำ มันเป็นรูปที่ทำ หรือเป็นนามที่ทำมากกว่า หลวงพ่อเทียนใช้คำว่า เห็นรูปทำ นามทำ แต่ก่อนมีแต่กูทำ กูเดิน กูนั่ง กูกิน ตอนหลังเห็นว่าเป็นรูปที่นั่ง เป็นรูปที่กิน ส่วนความคิดนี่ไม่ใช่กูคิด เป็นนามที่คิด ความโกรธก็ไม่ใช่กูโกรธ เป็นนามที่โกรธ เห็นว่าความคิดไม่ใช่เรา ความโกรธไม่ใช่เรา ก็ช่วยทำให้เราได้เห็นความจริงของอารมณ์ภายใน ก็คือความคิดและอารมณ์ ว่ามาแล้วก็ไป ไม่เที่ยง ช่วยเปิดเผยสัจธรรม ความรู้สึกตัวช่วยทำให้ความคิดและอารมณ์ หรือรูปและนาม เปิดเผยความจริงออกมาว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แต่ก่อนทั้งที่รูปนามอยู่กับตัว แต่ว่าไม่เห็น ไปคิดว่ารูปเป็นเรา นามเป็นเรา รูปเป็นของเรา นามเป็นของเรา แต่พอมีความรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง จะเห็น รูปนามก็แสดงสัจธรรมให้เราเห็นว่า มันคือรูป ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา นามก็คือนาม ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ก็ช่วยทำให้ใจเริ่มเห็นความจริง เป็นการออกจากความหลงอีกชนิดหนึ่ง ทีแรกหลงเพราะไม่รู้ตัว แต่ตอนหลังกลายเป็นว่ายังมีความไม่รู้อีกชนิดหนึ่ง คือการไม่รู้ความจริง แล้วพอรู้ความจริงแล้ว ความทุกข์ก็จะเบาบางหรือหายไป
Sun, 16 Aug 2026 - 1491 - 25690701pm--ชีวิตขึ้นหรือลงใจก็คงที่
1 ก.ค. 69 - ชีวิตขึ้นหรือลงใจก็คงที่ : คนเราถ้าหากว่ารู้ เข้าใจถึงความไม่เที่ยง ไม่ว่าจะเป็นคำชื่นชมสรรเสริญหรือความสำเร็จ หรือลาภยศสรรเสริญ ถึงเวลามันเสื่อมไป จากคำชื่นชมเป็นคำต่อว่าด่าทอ โห่ฮา หรือจากชัยชนะเป็นความพ่ายแพ้ จากความสำเร็จเป็นความล้มเหลว เราก็ยังอยู่ได้ โดยเฉพาะถ้าเราไม่เอาค่าของเราไปผูกติดอยู่กับความสำเร็จอย่างที่พูดไว้ก่อน ถ้าคนเราเอาค่าของตัวเราไปผูกติดอยู่กับผลงาน อย่างที่มีคนพูดว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน เวลางานย่ำแย่ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ดี หรืออาจจะดีแต่ไม่ถูกใจคน คนไม่ชื่นชมสรรเสริญ ก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ที่จริงไม่ใช่เลย ค่าของคนเราอย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสว่า สงบเย็น เป็นประโยชน์ ถ้ารู้จักเข้าถึงความสงบเย็น แล้วใช้ชีวิตเป็นประโยชน์ได้ นั่นถือว่ามีชีวิตที่งดงามแล้ว ส่วนเขียนหนังสือหรือทำอะไรแล้วไม่ประสบความสำเร็จ คนไม่ชื่นชมสรรเสริญ นั่นเป็นเรื่องของโลก แต่ไม่ใช่เรื่องของเรา เราทำได้ถึงสิ่งที่เป็นคุณค่าที่แท้แล้ว จริงๆ แล้วค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน แต่ก็ยังดีกว่าเอาค่าของคนไปผูกติดอยู่กับเงินทองชื่อเสียง เสื้อผ้าหน้าผม อย่างไรก็เอาผลของงานหรือการกระทำมาเป็นเกณฑ์ในการวัดค่าของคนหรือของตัวเราก็ยังดีกว่า แต่สุดท้ายก็ต้องเป็นอิสระจากความสำเร็จ คำชื่นชมสรรเสริญ ให้ถือว่ามันเป็นเรื่องของโลก ไม่ใช่เรื่องของเรา ถ้าเข้าใจความจริงของชีวิตแบบนี้ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มีความผันผวนปรวนแปรอย่างไร ชื่นชมสรรเสริญหรือคำตำหนิต่อว่าด่าทอ จะประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จ จะขึ้นหรือลง ตอนนั้นก็ไม่สำคัญเท่าไหร่
Sat, 15 Aug 2026 - 1490 - 25690630pm--อย่าให้พลังลบครองใจ
30 มิ.ย. 69 - อย่าให้พลังลบครองใจ : ความโกรธความเกลียดนี้มีพลัง แต่เป็นพลังลบที่น่ากลัวมาก ถ้าเรารักษามัน ถนอมมันเอาไว้ นอกจากมันจะเผาลนกรีดแทงใจเราแล้ว มันยังสามารถทำให้เราตกต่ำย่ำแย่ได้ ยิ่งเกลียดความไม่ถูกต้องของใคร ก็ง่ายมากที่จะซึมซับเอาความไม่ถูกต้องของคนนั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา มันก็เลยเห็น ยิ่งไม่ชอบความไม่ถูกต้องของใคร เราเองกลับทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อาจจะยิ่งกว่าด้วยซ้ำ อันนี้เพราะพลังลบ คือความโกรธความเกลียด แต่ถ้าเราพยายามสร้างพลังบวกขึ้นมา เช่น ความรัก ความเมตตา มันสามารถทำให้เราทำสิ่งที่เหมือนกับปาฏิหาริย์ได้ คนเราเลือกได้ว่าจะสะสมพลังลบหรือพลังบวกไว้ในใจ ก็ต้องมีสติด้วย เป็นเบื้องต้น รู้ว่าเรามีพลังลบอยู่ในใจ มีความโกรธความเกลียด ก็อย่าให้มันครองใจ และพยายามที่จะปลุกพลังบวกขึ้นมา ความรักความเมตตา อันนี้ทำให้จิตใจเรามีพลัง แล้วก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้ง่าย และทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลได้ หรือที่สุดนี่ก็สามารถทำให้มีพลังในการอยู่รอดได้ แทนที่จะตายเสียก่อนเพราะว่าเกิดวิกฤต ก็สามารถที่จะ เอาตัวรอดได้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อผู้อื่น
Fri, 14 Aug 2026 - 1489 - 25690629pm--เห็นคุณค่าตัวเองจนเป็นอิสระ
29 มิ.ย. 69 - เห็นคุณค่าตัวเองจนเป็นอิสระ : คนส่วนใหญ่ยังมีความคิดว่า มีเรา แต่เมื่อมีเราแล้ว ก็ต้องระวัง อย่าไปยึดว่าอะไร ๆ เป็นของเรา ถ้าคิดว่าเป็นของเราเมื่อไหร่ เราเป็นของมันทันทีเลย ไม่ใช่เฉพาะคน เงินทอง ทรัพย์สมบัติ งานการ แม้กระทั่งสิ่งที่อยู่ในใจ เช่น ความคิดและอารมณ์ เป็นเพราะไม่รู้ ก็เลยไปยึดว่าความคิดเป็นเรา เป็นของเรา เราก็เลยเป็นของมันทันที ความคิดเป็นนายเรา อารมณ์เป็นนายเรา เพราะไปหลงยึดว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา แม้ว่าจะเป็นอารมณ์อกุศล ความคิดลบคิดร้าย แต่พอไปยึดมั่นว่ามันเป็นเรา มันเป็นของเรา เราเป็นของมัน มันก็มาทำร้ายจิตใจ เกิดความโศก ความเศร้า ความกลัดกลุ้มได้ การมีสติ เห็นว่าความคิดและอารมณ์ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันช่วยให้ใจเป็นอิสระ อาจจะไม่ทั้งหมด แต่ต่อไปก็จะทำให้เกิดปัญญา จนเห็นว่าสิ่งภายนอกก็เช่นกัน ก็ไม่ใช่ของเรา ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเราไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน สามีภรรยา เงินทอง ทรัพย์สมบัติ หรืองานการ มันเป็นสิ่งที่มาช่วยทำให้ชีวิตทำประโยชน์ แต่ว่ามันไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา ถ้าไปหวังอยากให้มันอยู่ในอำนาจของเรา เราก็จะอยู่ในอำนาจของมันทันทีเลย แล้วก็ตกเป็นทาสของมัน หาความสุข ความสงบ ความเย็นไม่ได้เลย อันนี้ก็ต้องตระหนักเอาไว้อยู่เสมอ อย่างน้อยก็ให้เห็นว่า คุณค่าของเราอยู่ที่ความดี อยู่ที่ความสามารถ อยู่ที่ความรู้ การกระทำของเรา อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะเป็นอิสระจากความยึดถือในคุณค่าของตัวเอง
Thu, 13 Aug 2026 - 1488 - 25690620pm--รักษาใจให้แคล้วคลาดจากอันตราย
20 มิ.ย. 69 - รักษาใจให้แคล้วคลาดจากอันตราย : ความทุกข์เป็นเพราะมี ตัวกู เข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ ไม่เช่นนั้นก็ ของกู ตรงนี้คือตัวสมุทัย ซึ่งถ้าเข้าใจหรือเห็นสมุทัย ก็จะเห็นอริยสัจ 4 ถ้าเห็น เข้าใจ ก็ถือว่าเห็นธรรม ซึ่งเกิดจากการที่ไปดูหรือเห็นความคิดและอารมณ์ ครูบาอาจารย์ท่านจึงบอกว่า ดูคิด เห็นธรรม ดูกาย เห็นจิต ดูคิด เห็นธรรม ความหมายคืออันนี้ เอาแค่เห็นรูปเห็นนาม ก็เห็นขันธ์ 5 เอาแค่เห็นสมุทัยคือ ตัวกูของกู ก็เห็นอริยสัจ 4 อย่างนี้ท่านก็ถือว่าเป็นการเห็นธรรม ไม่ต้องไปเห็นถึงขั้นโพชฌงค์ 7 หรือ อายตนะ 12 ก็ได้ แค่เห็นหลัก ๆ แค่นี้ ก็ถือว่าเห็นธรรม เห็นธรรมก็ช่วยทำให้ความทุกข์มันเบาบางลง เพราะว่าไม่หลงเชื่อตัวกูของกูอีกต่อไป เวลาใครเอาของไปก็ไม่ทุกข์แล้ว เมื่อก่อนทุกข์เพราะว่า ของกู ของกู แต่ตอนนี้มันไม่ได้มีความสำคัญมั่นหมายว่าของกูแล้ว ถ้ามีตัวกูของกูเมื่อไหร่ ก็ทุกข์เมื่อนั้น แต่ถ้าหากว่าถอนตัวกูของกูได้ ความทุกข์ก็ลดน้อยลง ก็เรียกว่าเข้าใกล้นิโรธ ซึ่งก็เป็นธรรมในอริยสัจ 4 ฉะนั้น การเจริญสติจึงเป็นอุบายที่จะช่วยถอนใจจากความทุกข์ได้ อุบายนี้ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เลวเสมอไป หมายถึงวิธีการ เป็นเครื่องมือในการช่วยถอนใจจากความทุกข์ทำให้อันตรายที่ปกปิดทำอะไรเราไม่ได้ ส่วนใหญ่เรานึกถึงแต่อันตรายที่เปิดเผยก็เลยขยันทำบุญเยอะ ๆ จะได้ไม่มีอันตรายมาแผ้วพาน แต่บุญที่ว่านี้มันไม่ช่วยรักษาใจเราให้รอดพ้นจากอันตรายที่ปกปิดได้ อันตรายที่ปกปิดจะแคล้วคลาดได้ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่แค่ทำบุญเฉย ๆ และปฏิบัติธรรมที่จะช่วยเราได้ตรง ๆ คือ การเจริญสติ โดยเฉพาะสติปัฏฐาน 4
Wed, 12 Aug 2026 - 1487 - 25690619pm--ธรรมชาติสอนใจ
19 มิ.ย. 69 - ธรรมชาติสอนใจ : การที่เรารู้จักเห็นธรรมจากธรรมชาตินี่ก็สำคัญ แต่จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องอาศัยความรู้สึกตัว เพราะถ้าใจเราเปิด อยู่กับปัจจุบัน เราจะเห็นธรรมจากธรรมชาติได้ การเจริญสติในแง่หนึ่งก็ทำให้เราเห็นธรรมะจากกายและใจ จากรูปและนาม จากความคิดและอารมณ์ แม้กระทั่งจากกิเลส แต่ว่าถ้าเราฉลาดในการมองเรียกว่ามีโยนิโสมนสิการ ไม่ใช่แค่รูปนามหรือกายใจที่สอนธรรมให้กับเราได้เท่านั้น ธรรมชาติแวดล้อม ภูเขา ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ กบน้อย แมงป่อง สารพัดสัตว์ก็สอนธรรมให้กับเราได้ ต้องฉลาดในการสังเกต แต่จะสังเกตได้ ใจก็ต้องว่าง จะว่างได้เพราะใจอยู่กับปัจจุบัน ไม่ไหลไม่ลอยไปอดีต ไม่จมกับอนาคต ไม่ปล่อยให้ความคิดมันครอบงำใจ ใจที่ว่างด้วยสติด้วยความรู้สึกตัว นอกจากจะช่วยทำให้เราเห็นธรรม จากความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในแล้ว ก็ยังเห็นธรรมจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ ต้องฉลาดในการมอง ฉลาดในการพิจารณา
Tue, 11 Aug 2026 - 1486 - 25690618pm--รู้ธรรมแล้ว ฝึกใจให้ถึงธรรมด้วย
18 มิ.ย. 69 - รู้ธรรมแล้ว ฝึกใจให้ถึงธรรมด้วย : ความรู้เยอะแต่ว่าพอเวลาเกิดเหตุร้าย มีสิ่งกระตุ้นเร้าให้โกรธให้โมโห หรือว่าให้เกิดความโลภนี่มันลืมหมด แม้แต่พระจบประโยค 9 ก็พลาดท่าเสียที เพราะมีสิ่งล่อเร้ายั่วยวน เพราะลืมไปว่าขณะที่เรารู้ประโยค 9 กิเลสก็รู้ประโยค 9 เหมือนกัน กิเลสก็เอาความรู้ที่อยู่ในหัวเรามาเป็นข้ออ้างในการชวนให้เราทำชั่ว ไม่ว่าจะเป็นสนองความโกรธ ความโลภ แต่ถ้ามีสติ มันก็ทำให้กิเลสไม่สามารถจะมาครองใจ สติที่มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้เกิดความรู้สึกตัวเรียกสติปัฏฐาน เพราะฉะนั้นการเจริญสติ ไม่ว่าจะเป็นสติที่ช่วยทำให้ระลึกได้ถึงคำสอน ข้อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ของครูบาอาจารย์ หรือสติที่ทำให้เกิดความรู้สึกตัวนี่สำคัญมาก มันช่วยทำให้ความรู้ที่มีอยู่ในหัว มันเกิดผลในทางปฏิบัติ เอามาใช้เพื่อช่วยให้เราออกจากทุกข์ได้ ออกจากปัญหาได้ อันนี้มันดีกว่าการข่มใจ บางทีไปกดมากๆ เข้า มันเกิดอาการเก็บกดแล้วก็ระเบิดออกมา แต่การมีสติที่ทำให้รู้สึกตัว อารมณ์ที่เกิดขึ้นนี่มันเลือนหายไปเลย ไม่ใช่ว่าถูกซ่อนหรือถูกเก็บกดซุกซ่อนเอาไว้ มันจะเลือนหายไป เพราะว่ามันอยู่ได้เพราะความหลง แต่พอมีความรู้สึกตัวเข้า มันก็เหมือนกับไฟที่ไม่มีอากาศ มันก็ดับเท่านั้นเอง
Mon, 10 Aug 2026 - 1485 - 25690617pm--เรากลายเป็นคนใหม่ได้เสมอ
17 มิ.ย. 69 - เรากลายเป็นคนใหม่ได้เสมอ : ใครที่ยังไม่แก่ ยังไม่ป่วย ก็เตรียมใจไว้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน เตรียมใจยังอย่างไร ก็เตรียมฝึกสติเอาไว้ ให้มีสติรู้ทันอารมณ์ ทั้งที่เป็นอารมณ์ชั่ววูบ หรืออารมณ์ยืนพื้น ทั้ง Emotion และ Mood และที่สำคัญคือยอมรับตัวเองให้ได้ว่า เราไม่ใช่เป็นคนเดิมแล้ว ถ้ายอมรับว่าเราเป็นคนใหม่ ไม่ยึดติดกับตัวตนเดิม ถ้าเรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ มันก็ผ่านไปได้ แต่ถ้าไม่ยอมรับ บ่นโวยวายตีโพยตีพาย หรือพยายามผลักไสมัน ก็ไม่สามารถจะอยู่เหนืออำนาจของมันได้ เตือนใจอยู่เสมอว่า วันนี้เราโอเค แต่วันหน้าเราอาจจะไม่โอเค อาจจะมีเหตุหลายอย่างที่ทำให้เราต้องไปลักขโมย ต้องทุจริต ต้องคดโกง หรืออาจจะฆ่าใครสักคน มันเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเราไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอย่างนั้น ก็ต้องฝึกใจเอาไว้ ตั้งสติเอาไว้ให้ดี เพราะว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ถ้าเราประมาท
Sun, 09 Aug 2026 - 1484 - 25690616pm--ทำสบายๆให้ใจสงบ
16 มิ.ย. 69 - ทำสบายๆให้ใจสงบ : หลายคนทุกข์เพราะความคาดหวัง หวังให้จิตมันสงบ หวังให้จิตมันนิ่ง แต่พอมันไม่นิ่ง ก็เกิดความหงุดหงิด เกิดความไม่พอใจ เกิดความท้อ บางคนก็โมโหตัวเอง มันฟุ้งเยอะเหลือเกิน บางคนก็เอารองเท้าแตะฟาดหัว ทำไมมันคิดมากเหลือเกิน บางคนก็เอากำปั้นทุบอกตัวเองซ้ายขวา ซ้ายขวา เพราะหงุดหงิดผิดหวังที่มันคิดไม่หยุด ความคิดไม่หยุด มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย ถ้าหากว่าเราคิดเมื่อไหร่ก็รู้ทัน อาจจะรู้ทันช้าหน่อยแต่ว่าทำไปเรื่อย ๆ มันก็จะรู้ทันได้เร็วขึ้น เตือนใจตัวเอง อย่างที่หลวงพ่อเทียนท่านบอก มันคิด เราก็รู้ มันยิ่งคิด เรายิ่งรู้ รู้ คือรู้ทันความคิด อนุญาตให้มันคิดได้ อนุญาตให้มันไปได้ แล้วก็ฝึกให้มีสติรู้ทันความคิด หรือว่าให้รู้จักพาใจกลับมา นอกจากไม่เพ่ง ไม่จ้องแล้ว จะให้ดีก็ต้องไม่คาดหวัง วางความคาดหวังลง ยอมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับกายและใจ อนุญาตให้มันคิดได้ ข้อสำคัญก็คือว่า อะไรเกิดขึ้นก็รู้ แค่รู้เท่านั้นแหละ หลงก็รู้ สงบก็รู้ คิดก็รู้ ไม่คิดก็รู้ การปฏิบัติมันวัดกันตรงนี้ วัดกันตรงที่ว่ารู้ไปหมด ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับกายและใจก็รู้ โดยไม่ไปควบคุมบังคับมัน อาจจะใช้คาถาว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” “ช่างมัน ช่างมัน”
Tue, 04 Aug 2026 - 1483 - 25690615pm--รักตนจึงพบสุข
15 มิ.ย. 69 - รักตนจึงพบสุข : ถ้าเรารักตัวเองจริงๆ เราย่อมไม่หาทุกข์มาใส่ตัว แต่หลายคนก็หาทุกข์มาใส่ตัวด้วยการเสพ สูบบุหรี่บ้าง กินเหล้าบ้าง แม้แต่อาหาร ก็ต้องมีรสชาติจัดจ้าน ทั้งๆ ที่รู้ว่า หวานมากไม่ดี ไขมันมากไม่ดี แต่ก็ยังอยากกิน อาหารที่มีสีสันสดใส แม้จะรู้ว่าเต็มไปด้วยสารเคมี ก็อดใจไม่ได้ ต้องไปดิ้นรนหามาเสพ อันนี้ก็คือการหาทุกข์มาใส่ตัวในส่วนร่างกาย? ในส่วนจิตใจก็อาจจะไปเบียดเบียนผู้อื่น ที่เรียกว่าผิดศีลผิดธรรม การผิดศีลผิดธรรมก็เป็นการหาเรื่องมาใส่ตัว หรือเอาความเดือดเนื้อร้อนใจมาให้แก่ตัวเอง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเพราะไปเชื่อ ไปหลงรักกิเลส มันสั่งให้ทำอะไรก็ทำ ทั้งที่สิ่งที่ทำนั้นใคร่ครวญแล้วก็ล้วนแต่ไม่ถูกต้อง เรามักจะเอายาพิษหรือขยะมาเติมใส่ให้กับจิตใจของตัว เล่นเกมออนไลน์ก็เหมือนกัน หรือเล่นการพนัน นอกจากเสียเงินแล้วก็ยังเป็นการเติมทุกข์ให้ใจ อันนี้เรียกว่าหาทุกข์มาใส่ตัว ถ้าเรารักตัวเอง เราก็จะไม่ทำอย่างนั้น อย่างที่มีคำพูดว่า ถ้ารักตัวเองก็ย่อมรักดี รักดีคือการทำสิ่งที่ถูกต้อง ทำสิ่งที่ดีงาม ไม่ไปข้องแวะกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะความไม่ถูกต้องนั้นมันก็จะนำพาความเดือดร้อนมาให้แก่ตัวเอง คนเราถ้ารักตัวเอง เวลามีความสุข เราก็จะเอาใจไปอยู่กับความสุข เราก็มีความสุขด้วยใจที่เต็มร้อย
Mon, 03 Aug 2026 - 1482 - 25690614pm--ฝึกใจให้ยอมรับความจริง
14 มิ.ย. 69 - ฝึกใจให้ยอมรับความจริง : ถ้าเกิดว่ายอมรับความทุกข์ทางใจ หรือยอมรับว่าการภาวนาของเรามันยังไม่มากพอ หรือยอมรับว่า เออ เรายังปฏิบัติไม่มากพอ มันก็ทำให้ความทุกข์ใจเบาบางลง หรือมิฉะนั้นก็ยอมรับว่า เออ มันเป็นเช่นนั้นเองแต่ว่าเป็นเพราะคาดหวังกับสิ่งที่ควรจะเป็น ก็คือว่าอุตส่าห์ภาวนามาหลายสิบปี มันน่าจะมาใช้มาช่วยให้ใจสงบได้ แม้กายจะป่วยก็ตาม อันนี้คือสิ่งที่ควรจะเป็น แต่ความเป็นจริงคือว่าเจริญสติก็แล้ว ทำสมาธิก็แล้ว ทำกรรมฐานก็แล้ว ใจมันก็ยังโวยวาย ตีโพยตีพาย ถ้ายอมรับสิ่งนี้ได้ ความทุกข์มันก็ลดลง แต่ว่าความทุกข์มันกลับเพิ่มขึ้นมาเพราะว่าไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ไม่ยอมรับเพราะว่ามันสวนทางกับความคาดหวัง แล้วทำไมความจริงมันไม่เกิดขึ้นตามที่คาดหวัง อันนี้ก็มีเหตุปัจจัยมากมาย แล้วกับดักของผู้คนมากมายที่มีความเพียรพยายาม ก็คือความคาดหวังสิ่งที่ควรจะเป็น แต่ไม่ค่อยเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงที่ไม่ตรงกับความคาดหวัง
Sun, 02 Aug 2026 - 1481 - 25690605pm--ทำดีอย่าหวังผล
5 มิ.ย. 69 - ทำดีอย่าหวังผล : ปัญหาของนักปฏิบัติธรรมจำนวนมากคือ ทำแล้วไม่เกิดผลอย่างที่คาดหวัง หลายคนมักจะถามว่าทำแล้วไม่เห็นได้อะไรเลย อันนี้แสดงว่าเวลาทำ วางใจไม่ถูก ไปยึดติดถือมั่นกับผล พอไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการก็หงุดหงิดไม่พอใจหรือท้อถอย เวลาทำก็ทำให้ดีที่สุด แต่อย่าไปยึดมั่นในผล ปล่อยวางผลได้ยิ่งดี อย่างที่ภาษิตจีนบอกว่า ความพยายามเป็นของมนุษย์ ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า อันนี้เป็นภาษิตที่ดีมาก ถ้าพูดแบบพุทธก็คือว่าทำความเพียรให้เต็มที่ ส่วนผลมันเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ตถตา อะไรดีก็ทำ แต่ถ้ามันไม่ประสบผลก็ไม่ทุกข์ อย่างหลวงพ่อเขียนท่านช่วยชาวบ้าน แต่ว่าไม่ประสบความสำเร็จ ท่านก็ไม่ท้อไม่ทุกข์ ใครมาถามว่างานที่หลวงพ่อทำ ช่วยชาวบ้านสำเร็จแค่ไหน ท่านบอกงานล้มเหลว แต่ตัวหลวงพ่อไม่ล้มเหลว หมายความว่าแม้งานจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ว่าใจไม่ได้ทุกข์อะไร ยังมีกำลังใจในการทำความดีเหมือนเดิม นี่เป็นการปฏิบัติธรรมที่สำคัญ ทำโดยไม่ยึดติดถือมั่นในผล หรือว่าทำโดยไม่สนใจผลว่ามันจะเป็นยังไง แต่ขอให้ทำด้วยจิตที่ปรารถนาดี และใช้สติปัญญาอย่างเต็มที่ เมื่อทำเต็มที่ด้วยวิริยะ ด้วยสติ ด้วยปัญญา แล้วผลจะเป็นยังไงก็เป็นเรื่องเหตุปัจจัย ที่ไม่อยู่ในอำนาจของเราจะควบคุมได้ บางอย่างก็ออกมาดีเกินคาด อย่างเรื่องของโจ แต่บางอย่างมันก็ไปคนละทิศคนละทาง หรือบางอย่างก็เกิดผลตรงข้าม มันก็เป็นเช่นนั้นเอง หรืออนัตตา คือไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา
Tue, 28 Jul 2026 - 1480 - 25690604pm--เข้าถึงสุขเพราะเข้าใจทุกข์
4 มิ.ย. 69 - เข้าถึงสุขเพราะเข้าใจทุกข์ : สุขที่ผู้คนพูดถึงและก็หลงใหลเป็นสุขที่เกิดจากการเสพ เกิดจากการเร้าจิตกระตุ้นกาย ซึ่งล้วนแต่ไม่เที่ยงและไม่สมบูรณ์พร้อม หรือว่าร้อน แต่ถ้าสุขที่เกิดจากการลดการละ ที่เกิดจากการถอนความหลงไปได้ เป็นสุขที่ประเสริฐ แต่จะมาพบสุขแบบนี้ได้ ต้องเข้าใจเรื่องความทุกข์และเกี่ยวข้องกับความทุกข์ให้เป็น จนกระทั่งเข้าถึงสมุทัย และถอนสมุทัยออกไปจากใจได้ พูดง่ายๆ คือว่าที่พุทธศาสนาไม่ได้พูดถึงสุขแต่พูดถึงทุกข์ก่อน เพราะว่าทุกข์นั้นแหละจะเป็นประตูสู่ความสุข นิโรธซึ่งเป็นสุขอันประเสริฐ เป็นอริยสัจข้อที่ 3 ซึ่งจะเข้าถึงได้ก็ต้องผ่านอริยสัจข้อแรกก่อน คือทุกข์ ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรรู้ นิโรธเป็นสิ่งที่ควรเข้าถึงหรือว่าทำให้แจ้ง ที่จริงพุทธศาสนาพูดเรื่องความสุข แต่ว่าสุขคนละแบบ แตกต่างจากสุขที่คนเข้าใจ เป็นสุขที่ประเสริฐกว่า พุทธศาสนาจึงไม่ใช่เป็นพวกทุกข์นิยม เพราะว่าพูดถึงความสุขไว้เยอะ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง แต่ว่าวิธีเข้าถึงเกิดจากการที่เข้าใจเรื่องทุกข์ เช่น เห็นว่าทุกข์เกิดจากความยึดติด การแบกถือของหนักเป็นความทุกข์ในโลก การสลัดของหนักทิ้งลงเสียเป็นความสุข จะสลัดทิ้งของหนักลงได้ต้องเข้าใจเรื่องทุกข์ให้ดี และเข้าใจว่าเป็นเพราะความหลงที่ไปแบก ทำให้จิตไปแบกของหนักเอาไว้ ที่คนหนุ่มสาวเขาตั้งคำถาม ทำไมพุทธศาสนาไม่พูดถึงสุข ทำไมพูดแต่ถึงทุกข์ ที่เขาตั้งคำถามก็ถูกแล้ว ถูกในแง่ที่ชวนให้เราคิดต่อว่าทำไมพุทธศาสนาจึงพูดถึงทุกข์มากกว่าสุข แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ได้พูดถึงสุข แต่พูดทีหลัง เพราะเหตุผลอย่างที่ว่ามา เพราะฉะนั้นเวลาเราเจอเด็กรุ่นใหม่ถาม ก็อย่าไปโกรธเด็กว่าท้าทาย ถ้าเราเข้าใจและอธิบายให้ถูกต้อง เด็กเขาก็จะเข้าใจว่าทำไมพุทธศาสนาพูดถึงทุกข์มากกว่าสุข แต่ปัญหาคือผู้ใหญ่บางทีไม่รู้ ตอบไม่ได้ บางทีเด็กถามก็เลยโมโห ก็ทำให้พลาดโอกาสในการที่จะชี้แจงให้เด็กเข้าใจ
Mon, 27 Jul 2026 - 1479 - 25690603pm--รู้ทันอัตตา
3 มิ.ย. 69 - รู้ทันอัตตา : ผู้ปฏิบัติธรรมนี่ต้องสามารถจะรู้ทันกิเลสอัตตาได้ มันก็ธรรมดาที่เราจะไม่พอใจคนที่มาบอกว่าเราลืมรูดซิป หรือว่าเราทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง แต่ว่าถ้าเรารู้ทันเพราะมีสติ แทนที่เราจะว่าเขา เราก็ขอบคุณเขา เหมือนกับบางที่เราพูดอะไรผิดพลาดก็มีคนทวงติง แม้ว่าจะต่อหน้าธารกำนัล มันธรรมดามากที่จะรู้สึกเสียหน้า แล้วก็จะเกิดไม่พอใจคนที่ท้วงติง แต่นั่นเป็นปฏิกิริยาของคนที่ไม่มีสติ เป็นคนที่ไม่ได้ฝึกตน ถ้าฝึกตนแล้วก็จะไม่ทำอย่างนั้น แม้จะรู้สึกเสียหน้า จะรู้สึกโกรธ แต่ก็รู้ทันความโกรธ แล้วก็กลับมองว่าที่เขาพูดมานี่มันถูก เราต้องขอบคุณเขา อันนี้เป็นนิสัยของผู้ใฝ่ธรรม ที่ฝึกฝนตนจนไม่ปล่อยให้อัตตาหรือมานะครองใจหรือว่าเป็นใหญ่ ก็ไม่ใช่ง่าย เพราะว่าอัตตามีกำลังมาก แม้กระทั่งคนที่เป็นอัลไซเมอร์ คนที่ป่วย คนที่เป็นโรคจิต อะไรต่างๆ แย่หมดแล้ว แต่กำลังของอัตตานี่มันก็ยังไม่ได้ลดถอยลงไปเลย กลับรุนแรงมากขึ้น ฉะนั้นถ้าเราไม่ฝึกตนเอาไว้ เราก็สามารถจะสร้างปัญหาให้กับคนอื่นได้ เพราะว่าปล่อยให้อัตตาครองใจ เราก็ต้องฝึกเอาไว้ อันนี้เป็นวิสัยของผู้ใฝ่ธรรม
Sun, 26 Jul 2026 - 1478 - 25690602pm--งานขโมยความสุขจากเราไม่ได้
2 มิ.ย. 69 - งานขโมยความสุขจากเราไม่ได้ : การเจริญสติ ถ้าเรามองว่าเป็นการปฏิบัติธรรม มันก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานทางโลก ถ้าเรามองว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของธรรมะ มันก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตทางโลก เดี๋ยวนี้เราทำงานใช้ชีวิตทางโลก เราไม่สนใจการฝึกจิต ไม่สนใจการเจริญสติ ก็เลยอยู่ในโลกอย่างรุ่มร้อน แม้กระทั่งวันหยุดก็ไม่มีความสุข เพราะว่าคอยแต่พะวงว่าจะมีงานเข้ามาไหม บางคนเลยไม่กล้าที่จะมีความสุขในวันหยุด เพราะเดี๋ยวกลัวว่าความสุขนั้นมันจะพังทลายเมื่อมีงานเข้ามาอันนี้ก็เรียกว่าไม่รู้จักปฏิบัติกับความสุขอย่างถูกต้อง ก็คือว่าเมื่อมีความสุขก็อย่าละเลย แต่ก็อย่าไปหมกมุ่นสยบมัวเมากับมัน เพราะไม่ว่าสุขอย่างไรก็ไม่เที่ยง
Sat, 25 Jul 2026 - 1477 - 25690601pm--สุขเพราะเป็นมิตรกับตัวเอง
1 มิ.ย. 69 - สุขเพราะเป็นมิตรกับตัวเอง : ความสุขที่ประณีตกว่านั้นคือ ความสุขที่เกิดจากความสงบ ยิ่งสงบเท่าไหร่ก็ยิ่งพบสุขภายใน อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี สงบที่ว่านี้ไม่ใช่สงบจากเสียงดังนะ อันนั้นมันเป็นเรื่องหยาบ สงบจากความคิด และ สงบจากกิเลส จะทำให้เข้าถึงความสุขที่ช่วยหล่อเลี้ยงใจให้ไม่ต้องไปดิ้นรนที่ไหน อยู่คนเดียวก็มีความสุข เหมือนที่พระพุทธเจ้าสามารถที่จะนั่งนิ่ง ๆ คนเดียวได้ 7 วัน หรือนานกว่านั้นก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าพิมพิสารทำไม่ได้แล้วก็ยอมแพ้ เวลาเราจะพิจารณาว่าเรามีความก้าวหน้าในการปฏิบัติแค่ไหน ก็ลองดูนะว่าเราสามารถจะอยู่นิ่ง ๆ คนเดียวในห้องได้ไหม ถ้าเราทำได้ ก็แสดงว่า เออ เราเป็นมิตรกับตัวเองได้แล้ว หรือว่าเรามีใจเป็นมิตร มีจิตเป็นเพื่อนได้
Fri, 24 Jul 2026 - 1476 - 25690531pm--ประโยชน์ที่ควรได้จากพุทธศาสนา
31 พ.ค. 69 - ประโยชน์ที่ควรได้จากพุทธศาสนา : ธรรมมีประโยชน์อย่างไร ธรรมะมีประโยชน์ก็ตรงที่ทำให้เราได้เข้าใจสัจธรรมความจริงจนกระทั่งไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งที่มี มีเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยึดมั่นว่ามันจะอยู่กับเราไปตลอด เข้าใจสัจธรรมความจริงว่า เมื่อเกิดมาแล้ว ก็ต้องมีแก่ มีเจ็บ มีความพลัดพรากสูญเสีย และมีความตาย เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็จะไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งที่มี และพร้อมที่จะปล่อยวางได้ อันนี้แหละคือหน้าที่ของธรรมะ หรือการเข้าใจสัจธรรมความจริง และฝึกใจจนกระทั่งเห็นความจริงที่ว่า แล้วนี่คือสาระสำคัญของวันวิสาขบูชา พระพุทธเจ้าประสูติแล้วก็ยังต้องปรินิพพาน แต่ว่าพระองค์ค้นพบทางออกจากทุกข์เพราะทรงตรัสรู้ รู้แจ้งในพระสัมมาสัมโพธิญาณ พวกเราซึ่งถือเป็นชาวพุทธ นับถือพระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา ในวันเช่นนี้ ก็ขอให้เราระลึกถึงว่าพระพุทธเจ้าทรงค้นพบอะไร อะไรคือความจริงที่ทรงค้นพบ และให้เราถือเป็นหน้าที่ที่เราจะบำเพ็ญเพียรเพื่อเข้าถึงสัจธรรมความจริง
Sun, 19 Jul 2026 - 1475 - 25690530pm--อย่าคิดว่าเอาอยู่ถ้ายังไม่เจอเอง
30 พ.ค. 69 - อย่าคิดว่าเอาอยู่ถ้ายังไม่เจอเอง : อย่าไปคิดว่าสติที่มีอยู่มันจะเอาอยู่ เพราะว่าถ้ายังไม่เคยเจอของจริง ก็อาจจะยังไม่รู้ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น emotion หรือ mood นี่มันรุนแรงแค่ไหน แต่ถ้าเราเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ประมาท พยายามฝึกอยู่เสมอ สติเพิ่มพูน อันนี้ก็ช่วยทำให้ เมื่อถึงเวลา มันก็จะพาเราไม่ให้ถลำจมไปในความทุกข์ได้ แม้ว่าจะเกิดเหตุร้ายกับร่างกาย กับทรัพย์สิน กับการงาน หรือกับคนรักของเรา แต่ว่าใจก็ไม่ได้ถูกฉุดให้ย่ำแย่ตามไปด้วย
Sat, 18 Jul 2026 - 1474 - 25690528pm--อย่าหลงใหลสุขวันนี้ จนละเลยสุขวันหน้า
28 พ.ค. 69 - อย่าหลงใหลสุขวันนี้ จนละเลยสุขวันหน้า : แต่เวลาคนเรามองอะไร เราใช้ความรู้สึกกันเสียเยอะ เราก็เลยรู้สึกว่าสุขในวันนี้นี่ต้องคว้าไว้ก่อน ถึงแม้มันจะทำให้ทุกข์ในวันหน้า อะไรเป็นทุกข์ในวันนี้ก็ขอให้เลี่ยงก่อน เพราะว่ามันน่ากลัวกว่าทุกข์ในวันหน้า เราต้องรู้เท่าทันกิเลส แล้วก็เลือกที่จะยอมทุกข์ในวันนี้ ถ้าหากว่ามันจะทำให้สุขหรือสบายในวันหน้า อะไรก็ตามที่มันเป็นความสุขในวันนี้ ถ้ามันทำให้ทุกข์ในวันหน้าก็ควรจะเลี่ยง ใช้เหตุ ใช้ผล ใช้สติให้มาก ๆ ไม่งั้นเราก็จะพาชีวิตไปในทางตกต่ำย่ำแย่ได้
Fri, 17 Jul 2026 - 1473 - 25690527pm--ประโยชน์และข้อจำกัดของพุทธทาส
27 พ.ค. 69 - ประโยชน์และข้อจำกัดของพุทธทาส : ความทุกข์ ไม่ใช่ว่าจะแก้ทุกข์ได้ด้วยการที่รู้ข้อมูลเยอะ ข้อมูลยังเป็นความรู้ชั้นสอง จนกว่าจะนำมาปฏิบัติให้เกิดผล ฝึกฝนตนจนกิเลสเบาบาง อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นลดน้อยถอยลง ความทุกข์ถึงจะบรรเทาเบาบางไปได้ ไม่ใช่แค่รู้ รู้หมดแล้วความทุกข์จะหมดไปด้วย ไม่ใช่รู้มันอยู่ในหัว แต่ถ้าไม่ปฏิบัติก็ยังมีความทุกข์อยู่ ธรรมะจึงไม่ใช่เป็นเรื่องของข้อมูลที่ AI จะป้อนให้ มันต้องเกิดจากการนำเอาความรู้มาปฏิบัติ เพราะฉะนั้นแม้จะมีพุทธทาส AI แต่ว่าการปฏิบัติธรรมก็ยังสำคัญอยู่ เหมือนกับมีแผนที่แล้วไม่ใช่ว่าจะถึงที่หมาย พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ท่านเป็นเพียงผู้ชี้ทาง ส่วนเราเป็นคนเดิน AI อาจจะเป็นแค่ผู้ชี้ทางหรือให้สูตรอาหาร แต่คนเดินและคนทำอาหารก็คือเรา ถ้าไม่เดิน ถ้าไม่ทำอาหาร ไม่ปรุงอาหาร แล้วไม่กิน ไม่ป้อนเข้าปากก็ไม่หายหิว ไม่หายทุกข์
Thu, 16 Jul 2026 - 1472 - 25690522pm--ควรปฎิบัติอย่างไรต่อทุกข์และสุข
22 พ.ค. 69 - ควรปฎิบัติอย่างไรต่อทุกข์และสุข : มีความทุกข์ก็พยายามหาทางออกจากทุกข์ และก็ต้องสามารถใคร่ครวญจนเห็นว่า ความทุกข์ก้อนใหญ่เกิดจากใจที่วางไว้ผิด ใจที่เกิดความยึดความติด ตรงนี้แหละคือสมุทัย ไม่ว่าจะเป็นความอยาก หรือว่าความโกรธ ก็เป็นอยาก 2 แบบ อยากได้กับอยากผลักออกไป นี่คือตัวสมุทัยที่ต้องรู้จัก จัดการกับมัน ระหว่างที่ยังจัดการมันไม่ได้ มันยังมีอยู่ เวลาเจอความทุกข์ อย่างน้อยก็รักษาใจไม่ให้ทุกข์ เช่น ความเจ็บความป่วย ความสูญเสีย และถ้าให้ดีก็ต้องรู้จักหาประโยชน์จากมันให้ได้ หาประโยชน์จากความเจ็บป่วย หาประโยชน์จากความสูญเสีย หาประโยชน์ยังไง ก็มองว่าสอนธรรมให้กับเรา ซึ่งช่วยทำให้เราไม่เพลินยึด ไม่เพลินติด เพราะว่าความทุกข์ เมื่อสาวถึงที่สุด ก็เกิดจากความยึดติดถือมั่น ที่เรียกว่าอุปาทาน อุปาทานในทรัพย์ ในสิ่งที่ให้ความสุขทางกาย เช่น กามสุข เรียกว่ากามุปาทาน ความยึดติดในอัตตาตัวตน หรืออัตตวาทุปาทาน ความยึดติดในความคิด คิดว่าถูก มั่นใจว่าถูก อันนี้ก็ทิฏฐุปาทาน ความยึดติดในวิธีการว่าวิธีนี้ดี วิธีนี้ประเสริฐ ก็เรียกว่าสีลัพพัตตุปาทาน อุปาทานพวกนี้คือเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง ทางที่จะออกจากทุกข์ได้คือละวาง คลายความยึดติดถือมั่น อันนี้คือสิ่งที่เราสามารถจะเรียนรู้ได้จากทุกข์ เรียกว่าหาประโยชน์จากทุกข์ เพราะว่าทุกข์ไม่ใช่แค่ทำให้เกิดทุกขเวทนาอย่างเดียว มันสามารถจะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาได้ด้วย และถ้าทำได้ครบทั้ง 4 ประการ ก็เรียกว่าเป็นชาวพุทธ หรือผู้ใฝ่ธรรมที่เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า และช่วยทำให้ชีวิตเรามีความสงบเย็นเป็นปกติได้ แม้จะต้องเจอความผันผวนปรวนแปร เจอความแก่ ความเจ็บความป่วย ความพลัดพราก เจอคำต่อว่าด่าทอ เจอความไม่ถูกต้องของโลกภายนอก แต่ว่าในใจก็มีความสงบสันติได้
Wed, 15 Jul 2026 - 1471 - 25690521pm--ปฎิบัติให้ถึงแก่นธรรม
21 พ.ค. 69 - ปฎิบัติให้ถึงแก่นธรรม : ถ้าเกิดว่าเราเป็นชาวพุทธ เราก็ต้องพยายามเข้าถึงหัวใจของพุทธธรรมให้ได้ อย่าไปติดที่ความเป็นชาวพุทธ อย่างท่านโกเอ็นก้าท่านไม่ได้เรียกว่าตัวเองเป็นชาวพุทธเลย ท่านกลับมองว่าท่านเป็นผู้ใฝ่ธรรม แล้วมีใช้คำว่า ธัมมิโก หรือ ธรรมจารี เพราะท่านเห็นว่าความเป็นชาวพุทธจะกลายเป็นกรอบที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกกัน และชาวพุทธจำนวนมากก็เป็นอย่างนั้น พอไปติดกับยี่ห้อแล้ว มันก็จะเกิดความรู้สึกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เวลาเจอคนที่นับถือศาสนาอื่นก็เกิดความรู้สึกว่าเป็นคนละพวกกัน ทั้งที่ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน และทั้ง ๆ ที่ก็อาจจะเข้าถึงธรรมเหมือนกันก็ได้ แต่พอเราไปติดที่รูปแบบ แล้วเราไม่สนใจที่จะเข้าถึงแก่นแท้ แก่นธรรม ความรู้สึกร่วมในฐานะที่เป็นมนุษย์ หรือว่าผู้ที่เข้าถึงศาสนธรรมก็เกิดขึ้นได้ยาก ก็เลยเกิดความรู้สึกเป็นฝักเป็นฝ่าย เดี๋ยวนี้เราติดกัน ติดที่ยี่ห้อมาก ไม่ว่าจะเป็นศาสนา ภาษา สีผิว สถาบัน ฉะนั้นถ้าคนเราไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้หรือแก่นธรรมได้ การที่จะหลุดพ้นจากกรอบหรือยี่ห้อมันก็ยาก ก็ยังติดอยู่กับรูปแบบซึ่งก็ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน เกิดความแตกแยกระหว่างศาสนา แล้วก็ระหว่างเชื้อชาติ อย่างที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้
Tue, 14 Jul 2026 - 1470 - 25690520pm--สุขไม่น่ารัก ทุกข์ไม่ควรเกลียด
20 พ.ค. 69 - สุขไม่น่ารัก ทุกข์ไม่ควรเกลียด : มีคนพูดไว้ดีนะ บอกว่าความสุขเหมือนกับหญิงสาวที่เราชอบ เรานี่หมายถึงผู้ชายนะ เราชอบเขา แต่เขาไม่ชอบเรา เขาพยายามหนีเรา ยิ่งรักเท่าไหร่ ยิ่งชอบเขาเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งหนีห่างจากเรามากเท่านั้น ส่วนความทุกข์เหมือนกับคนที่เราไม่ชอบ แต่เขาชอบเรา ไม่ว่าเราพยายามหนีห่างอย่างไร เขาก็พยายามตามตื๊อเราอยู่นั่นแหละ ก็เป็นการเทียบที่ดีนะ แต่ว่าสิ่งที่ควรทำคือ แม้สุขก็แค่รู้ ไม่รัก แล้วก็ไม่ถึงกับหลง ไม่ถึงกับติด แม้เจอทุกข์ก็ไม่เกลียด ก็แค่ยอมรับ รู้ซื่อๆ สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ ไม่หลงใหลในสิ่งที่ทำให้มีความสุข หรือไม่หลงใหลยึดติดในสุขนั้น ส่วนทุกข์ก็ไม่ปฏิเสธไม่ผลักไส แม้จะไม่แสวงหา แต่ถ้ามันมาก็แค่ยอมรับ แล้วก็รู้ซื่อๆ ไม่เกลียด ไม่กลัว ไม่โกรธ ไม่ผลักไส เพราะยิ่งผลักไสก็ยิ่งทำให้มันมีอำนาจเหนือเรา จะทำอย่างนี้ได้ต้องมีสติและปัญญา มีสติคือรู้ว่าพอเจอสุขแล้ว เริ่มจะติดเริ่มจะหลง ก็แค่ถอยออกมา วางระยะ แค่รู้ซื่อๆ เจอทุกข์ แม้ใจจะเกลียดไม่ชอบ แต่ก็เห็นความเกลียด ความรู้สึกลบ ก็ดูมันเฉยๆ ถ้ามันเกิดขึ้นก็ยอมรับมัน ไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย ไม่ตีอกชกหัว ถ้าให้ดีก็เห็นธรรมะจากสิ่งที่เกิดขึ้น เอามาใช้เป็นประโยชน์ อันนี้เราต้องมีสติ ถ้ามีปัญญาก็จะเห็นเลยว่า ไม่ว่ารักอะไร ในที่สุดถ้ามันหลงก็นำไปสู่ความยึดติด และเมื่อยึดติดแล้ว ก็เตรียมทุกข์ได้เลยเพราะไม่มีอะไรที่ยึดมั่นถือมั่นหรือหลงใหลยึดติดได้ ถ้ามีปัญญา จะเห็นว่าการที่ปฏิเสธผลักไสอะไรก็ตาม ก็คือการให้อำนาจกับสิ่งนั้นเหนือใจของเรา ทำให้ใจไม่เป็นอิสระ ถ้ามีปัญญา อย่างน้อยก็ยังมีสติที่จะรู้ซื่อๆ เมื่อมีสุขก็รู้ว่าสุข แต่ไม่หลง ไม่ติดในสุข เมื่อมีทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ แต่ว่าไม่ผลักไส ไม่ไล่ส่ง ก็ทำให้ใจเกิดความปกติ เกิดความสงบเย็นได้
Mon, 13 Jul 2026 - 1469 - 25690519pm--สติที่ควรมี
19 พ.ค. 69 - สติที่ควรมี : ใหม่ๆ ก็มีสติอยู่กับกายที่กำลังทำนั่นทำนี่ เรียกว่ารู้กาย แต่ต่อไปพอรู้กายบ่อยๆ เวลาใจเผลอคิดนึก มันก็จะรู้เห็นทันใจที่คิดนึก พอรู้ทันแล้ว ใจที่เคยหลงไปกับความคิดก็กลับมาอยู่กับกาย อยู่กับสิ่งที่ทำ ก็เกิดความรู้เนื้อรู้ตัวขึ้น นี่เรียกว่าเกิดการกลับมา จิตมันไปอยู่แล้ว มันชอบเที่ยว แต่ถ้ามีสติดีก็จะกลับมา กลับมาบ่อยๆ ตอนจะกลับก็รู้ทันความคิด เรียกว่าดูกายเห็นจิต ดูกายก็เห็นจิต แต่ดู ไม่ใช่จ้อง แต่ว่าเอาใจมาอยู่กับกาย มารับรู้ดูกายที่เคลื่อนไหว แต่ถ้ามันเผลอคิดไป ก็เห็นความคิด เห็นอาการของจิต แต่ก็ไม่จมกับอาการ ก็กลับมา ระหว่างที่เห็นความคิดเห็นอารมณ์ เห็นไปๆ มันก็จะเริ่มเห็นธรรมชาติของความคิดและอารมณ์ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และที่สำคัญคือไม่ใช่เรา อันนี้เรียกว่าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นธรรมจากการที่สังเกต ความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อันนี้เขาเรียกว่า ดูกายเห็นจิต ดูคิดเห็นธรรม แต่ความหมายมันต้องอธิบาย เพราะไม่อย่างนั้นจะไปเข้าใจว่า ไปจ้องดูกายเดี๋ยวก็จะเห็นจิต อันนั้นไม่ใช่ แต่ถ้ามีสติรู้กาย พอมีความคิดเกิดขึ้น หรือมีอาการของจิตปรากฏ เช่น การกระเพื่อมไหว ก็จะรู้ รู้แล้วกลับมา กลับมาที่กาย การที่รู้บ่อยๆ รู้จิต รู้อารมณ์บ่อยๆ ก็ทำให้เห็นสัจธรรม อันนี้เขาก็เลยสรุปว่า ดูคิดเห็นธรรม แต่ไม่ใช่ไปจ้องเอา มันเห็นเอง เห็นเพราะเห็นบ่อยๆ ธรรมคืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นแหละ ถ้าเราเข้าใจงานหรือหน้าที่ของสัมมาสติ เราก็จะรู้ว่าทำไมต้องฝึกบ่อยๆ ต้องทำซ้ำๆ แล้วเรารู้ว่าทำไปเพื่ออะไร การทำก็จะถูกต้อง ก่อให้เกิดผลที่ต้องการได้
Sun, 12 Jul 2026 - 1468 - 25690517pm--ปรับตัวเข้าหาธรรม
17 พ.ค. 69 - ปรับตัวเข้าหาธรรม : เวลาเรามีชีวิตที่สะดวกสบาย ก็เตือนใจไว้ว่ามันเป็นความสะดวกสบายชั่วคราว มันไม่ใช่เป็นสาระที่แท้ของชีวิต พยายามกลับมาอยู่พอใจกับชีวิตที่เรียบง่าย ไม่เอาความสุขไปผูกติดอยู่กับการเสพ แต่เอาความสุขไปผูกติดอยู่กับความสงบเย็นในใจ ถ้าใจเราพบความสงบมันก็มีความสุข การที่จะไปพึ่งพาความสุขจากสิ่งเสพมันก็จะน้อยลง และที่ชีวิตพระมันเป็นชีวิตที่ไม่สะดวกสบายมาก ก็เพราะต้องการที่จะน้อมนำผู้คนให้มาแสวงหาความสุขจากสมาธิภาวนา เพราะถ้ายังติดอยู่กับความสุขจากสิ่งเสพ มันก็ไม่อยากจะไปหาความสุขจากสมาธิภาวนา แต่พอไม่มีความสุขจากสิ่งเสพ มันก็ทำให้ต้องดิ้นรนหาความสุขจากสมาธิภาวนา แล้วนั่นแหละคือประโยชน์ที่จะได้รับจากการมาบวชพระ หรือการมาอยู่วัด ถ้าไม่สามารถเข้าถึงความสุขจากสมาธิภาวนา หรือความสุขจากจิตใจได้ มันก็ต้องโหยหาความสุขจากสิ่งเสพอยู่เรื่อยไป แล้วก็โหยหาความสะดวกสบายอย่างที่คุ้นเคยจากชีวิตทางโลก ก็ต้องฝึกเอาไว้ ปรับตัวให้เข้าหาธรรมเรียกว่าธัมมานุวัตร เพราะว่าตอนนี้วัดเราก็โลกานุวัตรมาพอสมควรแล้ว คนที่จะมาอยู่วัดจะได้ประโยชน์ก็ต้องปรับตัวให้เข้าหาธรรม
Tue, 07 Jul 2026 - 1467 - 25690516pm--ใจสงบได้เพราะรู้จักเมิน
16 พ.ค. 69 - ใจสงบได้เพราะรู้จักเมิน : บางทีเราไม่รู้ คนที่เราคุยด้วยอาจจะเป็นการคุยครั้งสุดท้ายหรือเปล่า อาจารย์โกวิทท่านเล่าว่าสมัยที่เป็นพระไปพม่า ก็มีพระพม่ามาต้อนรับ ตอนนั้นอาจารย์โกวิทเป็นพระ แล้วที่เจอเจดีย์ชเวดากอง แล้วพระพม่าต้อนรับดีมาก ตอนที่จะเลิกจากกัน พระพม่าก็บอกว่า ขอถ่ายรูปหน่อย อาจารย์โกวิทไม่ชอบพวกถ่ายรูปพวกนี้ ทีแรกก็ปฏิเสธ แต่ตอนหลังก็สะดุดใจที่พระพม่าบอกว่า “เราอาจจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกเลย ยังไงก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก็แล้วกัน” อาจารย์โกวิทก็ได้คิด เออ เราจะเอาแต่ความต้องการของตัวเองอย่างเดียวไม่ได้ ใส่ใจกับความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ก็เลยให้ถ่ายรูป พระพม่านั้นก็ดีใจมาก กลับมาเมืองไทยได้ไม่นาน ก็ได้ข่าวพระพม่ามรณภาพแล้ว อาจารย์โกวิทบอกว่า โอ้โห ตัดสินใจถูกแล้วที่เราไม่เอาความต้องการของตัวเองเป็นใหญ่ เพราะว่าเราไม่รู้หรอกคนที่เราคุยด้วยหรือพบปะกันครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาส การใส่ใจกับปัจจุบันสำคัญมาก ใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบัน ใส่ใจกับคนที่กำลังอยู่ต่อหน้า อันนี้คือสิ่งที่สติช่วยเราได้ อะไรที่ไม่สำคัญก็เมินมันซะ อย่ามาใส่ใจจนรกหัว หรือเสียอารมณ์ ถ้าหากว่าเราไม่รู้จักเมิน เราอาจจะเสียเวลา เสียอารมณ์ไปกับหลายสิ่งหลายอย่าง และบางทีเราก็จะทำในสิ่งที่ต้องเสียใจในภายหลังก็ได้
Mon, 06 Jul 2026 - 1466 - 25690515pm--รู้ทันจนจับทางกิเลสได้
15 พ.ค. 69 - รู้ทันจนจับทางกิเลสได้ : กิเลสจะมาหลอกล่อเราร้อยแปด อย่างน้อยๆ ก็หลอกล่อให้เราคิดปรุงแต่งสารพัด หาเรื่องคิดหาเรื่องปรุง เพราะว่าเป็นอาหารของกิเลส เป็นอาหารของจิต เราก็พลาดท่าโดนมันหลอก หลงปรุงไปกับมัน แต่พอเราปฏิบัติได้ถึงจุดหนึ่ง เราก็รู้แล้ว หลังจากถูกหลอกเป็นอาจิณ หรือครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็เริ่มจับทางได้ว่ามันจะมาทางนี้ แต่พอเราจับทางนี้ได้ มันก็จะมาทางใหม่ มาอุบายแบบใหม่ เราก็พลาดอีก แต่ก็ไม่เป็นไร ถ้าหากว่าเรารู้จักสรุปบทเรียน และต่อไปก็จะรู้ว่าไม่ใช่ทุกความคิดที่จะเชื่อได้ เพราะบางทีมันก็เป็นเหตุผลหรือข้ออ้างของกิเลส เราจบปริญญาตรี กิเลสก็จบปริญญาตรี เราจบปริญญาเอก กิเลสก็จบปริญญาเอก เราจบประโยค 9 กิเลสก็จบประโยค 9 เรารู้ธรรม กิเลสก็รู้ธรรม แล้วมันก็เอาธรรมที่รู้มาหลอกล่อเรา อันนี้เราก็ต้องรู้เท่าทันด้วย บางทีก็หาเรื่องคิด หาเรื่องพิจารณาธรรม พิจารณาเรื่องปฏิจจสมุปบาท ทั้งที่ไม่ใช่เวลา แต่ก็อยากจะหาเรื่องคิด คิดหน่อยน่า อยากจะรู้ว่าตัณหาทำให้เกิดอุปาทานได้อย่างไร อุปาทานก่อให้เกิดภพได้อย่างไร ภพก่อให้เกิดชาติได้อย่างไร ภพชาติคืออะไร ก็หาเรื่องคิด หลังจากที่เรารู้ทันอุบายอย่างอื่นแล้ว ทีแรกก็จะหาเรื่องคิดวางแผนไปเที่ยว พอเรารู้ทัน มันก็หาเรื่องคิดเรื่องใหม่ ที่มักจะได้ผลคือเรื่องธรรมะ เอาธรรมะมาคิด ทั้งที่ไม่ใช่เวลา ก็ต้องรู้จักวางมันลง หรือว่ารู้เท่าทันมัน อันนี้คือแบบฝึกหัด บททดสอบระหว่างการปฏิบัติ ซึ่งมันจะให้บทเรียนแก่เราได้มากทีเดียว
Sun, 05 Jul 2026 - 1465 - 25690508pm--ขยันเรียนรู้จากทุกข์
8 พ.ค. 69 - ขยันเรียนรู้จากทุกข์ : คนเราสามารถจะเรียนรู้อะไรได้มากมายจากความทุกข์ เวลาเรานึกถึงคำว่า ได้ ถ้าเรานึกถึงการได้เงินได้ทอง ได้โชคได้ลาภ ได้ความสุขสบาย เราจะผิดหวังได้ง่าย เพราะว่าบางครั้งนอกจากไม่ได้แล้วยังเสียอีก แต่ถ้าเราเป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนรู้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็ได้เรียนรู้ ได้เรียนรู้ได้ฝึก และเราอย่าไปรอให้ได้เรียนรู้ในยามที่เจ็บป่วยอย่างหนัก หรือสูญเสียมาก ควรจะฝึกการเรียนรู้เวลาเจออะไรที่ไม่ถูกใจ รถติด เพื่อนผิดนัด เจอคำต่อว่าด่าทอ เจอเสียงดัง เจอคนไม่น่ารัก พวกนี้ถ้าเราเป็นผู้ใฝ่รู้ เราได้เรียนรู้เยอะเลย รวมทั้งได้ฝึกใจด้วย เวลามาปฏิบัติธรรม ไม่มีคำว่าไม่ได้ แต่หลายคนมาบอก ปฏิบัติธรรมแล้วไม่ได้อะไรเลย อันนั้นเพราะเขามองว่าได้ หมายถึงได้ความสงบ ได้สิ่งที่เป็นอิฏฐารมณ์ เช่น อำนาจจิต ญาณพิเศษ แต่ถ้าเขามองว่าได้นี่คือได้เรียนรู้ มันได้เยอะเลย เดินหนึ่งชั่วโมงก็ได้เรียนรู้ แม้ว่าใจจะฟุ้งตลอด แต่ก็ได้เห็นความฟุ้ง คนเราถ้าหากว่าเป็นผู้ใฝ่รู้ จะไม่ใช่คนที่ทุกข์ง่าย เพราะว่าอนิฏฐารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ไม่น่าพอใจ ก็ล้วนแต่ให้อะไรกับเรามากมายคือ ให้บทเรียน ทำให้เราได้เรียนรู้ หรือได้ฝึกจิตฝึกใจ แต่จะทำอย่างนี้ได้ต้องฝึกอยู่เสมอ เพราะไม่งั้น เวลาเจอแต่สิ่งที่สะดวกสบาย เจอความสมหวังมักจะทำให้เราประมาท
Sat, 04 Jul 2026 - 1464 - 25690507pm--อานุภาพของการสังเกต
7 พ.ค. 69 - อานุภาพของการสังเกต : แต่ถ้าเห็นความจริงของกายและใจ ไม่ใช่แค่เกิดความสงบ แต่ว่าเกิดความสว่าง สว่างเพราะเห็นความจริงของกายและใจ ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น ไม่ไปหลงกับมัน มันก็ทำให้ความทุกข์ลดลง ดังนั้น การสังเกตุมีพลัง สังเกตุ แต่ไม่ต้องรอให้กายนิ่ง กายเคลื่อนไหว แต่ว่าใจตั้งอยู่บนฐานรู้ หรือมีกายเป็นฐาน เฝ้าดูความเป็นไปต่าง ๆ โดยที่ไม่เข้าไปทำอะไรกับสิ่งที่เห็น ไม่ว่าจะเป็นความคิดและอารมณ์ ดูเฉย ๆ จะเรียกว่าดูแบบนิ่ง ๆ ก็ได้ มันก็จะเห็นความลับของกายและใจ เห็นกระทั่งว่ามันไม่มีเรา ไม่มีตัวเรา อันนี้เป็นความจริงที่ประเสริฐมาก เป็นอริยสัจอย่างหนึ่งเลย ที่ช่วยทำให้หลุดจากทุกข์ได้ เห็นความจริงที่เกิดจากการสังเกตุ ไม่ใช่ด้วยกายที่นิ่ง แต่ด้วยจิตที่ตั้งมั่นอยู่บนฐานรู้ จะเรียกว่าเป็นจิตที่นิ่งก็ได้ แต่อย่าไปเข้าใจว่ามันไม่คิดอะไร มันก็มีความคิด แต่ความคิดไม่ใช่จิต แต่ว่าจิตดูแล้วก็เห็นความคิดนั้น แล้วก็เห็นธรรมชาติของมัน อารมณ์ความรู้สึกด้วย เวทนาด้วย ความรู้สึกปวดเมื่อยด้วย เห็นแล้ว มันก็เผยแสดงสัจธรรม ทำให้เกิดปัญญา ปัญญาคือเหตุที่ทำให้สว่าง เป็นความสว่างที่ช่วยให้ออกจากทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นให้เราหมั่นสังเกตุ หมั่นดู แต่ไม่ใช่ไปจ้องดู การสังเกตุนี่แหละ ที่จะช่วยทำให้เราได้พบอะไรที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
Fri, 03 Jul 2026 - 1463 - 25690506pm--ชีวิตสงบเย็นได้เมื่อรู้จักเมิน
6 พ.ค. 69 - ชีวิตสงบเย็นได้เมื่อรู้จักเมิน : ศิลปะที่สำคัญของชีวิตอย่างหนึ่งคือการรู้จักเมิน รู้ว่าอะไรควรเมิน อะไรควรใส่ใจ บางคนรู้ แต่ทำไม่ได้เพราะว่าสติมันอ่อน แต่ถ้าเราไม่เพียงแต่รู้ว่าอะไรควรใส่ใจและไม่ควรใส่ใจ เรามีสติด้วย สติจะช่วยทำให้สิ่งที่ไม่ควรใส่ใจไม่เก็บเอามาคิด และช่วยทำให้ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ควรใส่ใจ หรือควรให้ความสำคัญ ถ้าเราไม่มีสติ การที่จะใส่ใจสิ่งที่ควรทำก็กลับทำไม่ได้ อะไรที่ควรเมินก็กลับใส่ใจ แล้วเห็นเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต เก็บเอามาสุมไว้ในใจ กลายเป็นเกิดความทุกข์เกิดความเครียดขึ้นมา อยากให้ใจโปร่งเบาก็ต้องรู้จักมีสติ เพื่อที่เราจะได้เมินสิ่งต่างๆ ที่ไม่ควรให้ค่าหรือความสำคัญกับมัน
Thu, 02 Jul 2026 - 1462 - 25690505pm--ทุกข์เพราะหลงเชื่อความคิด
5 พ.ค. 69 - ทุกข์เพราะหลงเชื่อความคิด : จริงๆ แล้วคนเราไม่ได้ทุกข์เพราะความคิด แต่ทุกข์เพราะไปหลงเชื่อความคิด ความคิดถึงเรื่องราวในอดีต ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี่เป็นธรรมดาที่เกิดกับเราได้ เช่นเดียวกับการเปรียบเทียบ ความคาดหวัง มันเป็นธรรมดาของปุถุชน ความคิดเหล่านี้มันทำอะไรเราไม่ได้ มันทำให้ทุกข์ไม่ได้ ถ้าเกิดว่าเรารู้เท่าทัน ไม่หลงเชื่อมัน มันคิดก็คิดไป แต่ไม่เชื่อมัน บางทีก็ทักท้วงมัน เช่น มีความกลัว กลัวเพราะปรุงแต่งว่ามีคนอยู่ข้างนอก เดินรอบกุฏิ หรือมีตุ๊กแก มีงูอยู่ มันปรุงแต่ง แต่ไม่เชื่อมัน ทักท้วงมัน แม้กระทั่งมีความกลัวก็เห็นความกลัว เพราะฉะนั้นจะพูดว่าทุกข์เพราะความคิดก็คงไม่ถูก ความคิดเกิดขึ้นแต่ไม่ทุกข์ก็ได้ ถ้าเห็นมัน รู้เท่าทันมัน ไม่หลงเชื่อความคิดเหล่านั้น สติช่วยเราตรงนี้แหละ ช่วยทำให้เราเห็นความคิด ไม่หลงเชื่อความคิด รู้จักทักท้วงความคิด เพราะเห็นว่าความคิดไม่ใช่เรา แต่ก่อนมีความคิดเกิดขึ้นก็ฉันคิด กูคิด แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ความคิดไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ความกลัวก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มีความปวดก็ไม่ใช่กูปวด แค่ความปวดเกิดขึ้นกับกาย แม้มีความคิดใดเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถจะมีอิทธิพลบีบคั้นใจให้เป็นทุกข์ได้ เพราะว่ามีสติเห็นมัน ไม่หลงเชื่อมัน นี่แหละคือสิ่งที่จะช่วยทำให้ความทุกข์เกิดขึ้นกับใจของเราน้อยลง แม้ยังมีความคิด แต่ไม่หลงเชื่อความคิดเหล่านั้น
Wed, 01 Jul 2026 - 1461 - 25690504pm--ขยันรู้และรู้ไม่เลือก
4 พ.ค. 69 - ขยันรู้และรู้ไม่เลือก : ถ้าเราฝึกสติ เราต้องรู้แบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง รู้ไปหมด หลวงพ่อคำเขียนท่านใช้คำว่ารู้แบบตะพึดตะพือเลย หงุดหงิดก็รู้ เสียใจก็รู้ ท้อแท้ก็รู้ ผิดหวังก็รู้ และมันก็จะกลายเป็นของดีไป เพราะต่อไปก็จะเห็นสัจธรรม หรือรู้ความจริงเกี่ยวกับอารมณ์เหล่านี้ ก็จะกลายเป็นวิปัสสนา ต่อไปก็จะรู้ถึงขั้นว่า มันไม่มีอะไรที่เป็นเราของเราเลย ทุกอย่างเป็นอนัตตาไปหมด รูปก็ไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา อันนี้เพราะว่าเริ่มต้นจากการที่ใฝ่รู้ หรือว่ารู้แบบไม่เลือกที่รักมักที่ชัง รู้ซื่อ ๆ ให้เราปฏิบัติไปเรื่อย ๆ อย่าให้ความอยาก และความคาดหวังมาครอบงำใจของเรา แม้จะมี ก็ให้รู้ทัน
Tue, 23 Jun 2026 - 1460 - 25690503pm--รู้ทันเหตุผลของกิเลส
3 พ.ค. 69 - รู้ทันเหตุผลของกิเลส : การที่คนเราจะทำดี เสียสละเพื่อส่วนรวมหรือไม่ หรือว่าจะหาประโยชน์ส่วนตัว สิ่งสำคัญคือการที่เรารู้ทันเหตุผลข้ออ้างของกิเลสที่จะทำความดี ก็จะมีเหตุผลข้ออ้างของกิเลสให้งดทำ หรือให้ผลัดผ่อนไปก่อน เวลาจะทำชั่วก็จะมีเหตุผลข้ออ้างของกิเลสที่ส่งเสริมให้กระเหี้ยนกระหือรือหรือว่ากระตือรือร้นที่จะทำ ถ้าเราไม่มีสติรู้ทัน อุบายกิเลส เราก็กลายเป็นเครื่องมือของกิเลส โดนมันชักนำไป การเจริญสติ นอกจากช่วยทำให้เรามีความสุขได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของกิเลส ซึ่งมีข้ออ้างสารพัด อย่างที่มีคนพูดว่า กิเลสหรือมารผีห่าซาตานก็มีเหตุผลของมัน ยุคนี้เป็นยุคที่เราบอกว่าเราทำอะไรอย่างมีเหตุผล พูดอย่างนี้ยังไม่พอ ต้องดูว่าเป็นเหตุผลของอะไรด้วย ต้องแยกแยะให้ถูก เพราะกิเลสก็มีเหตุผลของมันเหมือนกัน แล้วก็สวยหรูด้วย ฉะนั้นถ้าเราไม่เท่าทันมัน มันก็พาเราเข้ารกเข้าพง
Mon, 22 Jun 2026 - 1459 - 25690501pm--เห็นทุกข์จึงพ้นทุกข์
1 พ.ค. 69 - เห็นทุกข์จึงพ้นทุกข์ : ถ้าอยากออกจากทุกข์ก็ต้องเข้าหาทุกข์ ถ้ากลัวทุกข์ก็ไม่มีวันพ้นทุกข์ ท่านพูดถึงขนาดนี้เลย ถ้ากลัวทุกข์ก็ไม่มีวันพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นความทุกข์ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ควรเลี่ยงด้วยซ้ำ กลายเป็นสิ่งที่ควรเข้าหา เข้าหาเพื่อที่จะทำให้เกิดปัญญา ให้เห็น ให้ความหลงมันสลายไปดับไป ไม่งั้นคนเราก็จะมีความหลงว่าชีวิตนี้มันสุข หรือว่าโลกนี้มันสุข แต่ที่จริงแล้วทุกอย่างมันทุกข์ทั้งนั้นแหละ อย่างที่เราสวดอยู่ประจำ บทติลักขณาทิคาถา เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด เห็นทุกข์เมื่อไหร่ หรือเห็นว่าทุกอย่างมันทุกข์ไปหมด มันก็ไม่มีความคิดที่จะไปยึดติด หรือว่าหลงใหลเพลิดเพลิน มันเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ออกจากทุกข์ ด้วยเหตุนี้แหละ หลายท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ก็ตอนจะตาย ตอนที่มีความทุกข์มาก อย่างพระติสสะป่วยด้วยโรคร้าย ไม่ใช่โรคที่ทำให้เกิดทุกขเวทนาเท่านั้น แต่ยังทำให้เป็นที่รังเกียจของผู้คน เพราะว่าตัวมีแผลพุพอง น้ำเหลืองไหล ส่งกลิ่นเหม็น จนต้องนอนจมอยู่กับอุจจาระปัสสาวะ เพราะว่าเพื่อนพระดูแลไม่ไหว สุดท้ายพระพุทธเจ้าต้องเสด็จมาเพื่อที่จะมาดูแล ก็ไม่ได้ดูแลอะไรมาก แค่เช็ดเนื้อเช็ดตัว ให้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว เอาจีวรไปซักไปต้ม ซักอย่างเดียวไม่พอ ต้องไปต้มไปผึ่ง ก็สบายเนื้อสบายตัวอยู่หน่อย แต่ว่าทุกขเวทนามันกำเริบแรงขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่ใกล้จะตาย พระพุทธเจ้าก็สอนธรรมให้เห็นเลยว่า สังขารคือร่างกาย มันเป็นโทษ มันไม่เที่ยง เมื่อวิญญาณออกจากร่าง แล้วผู้คนละทิ้งแล้ว ร่างนี้ก็จะนอนทับแผ่นดิน ไร้ประโยชน์ ต้นไม้ยังมีประโยชน์บ้าง แต่ว่าร่างกายของคนเราเมื่อวิญาณออกจากร่าง มันก็ไร้ประโยชน์เลย พระติสสะพิจารณาตามก็เห็นเลย ว่าสังขารนี้เป็นโทษมาก เป็นทุกข์ไม่น่ายึดถือ แต่ก่อนเคยหลงร่างกายนี้ เคยหวงแหนร่างกายนี้ เพราะเห็นว่ามันงาม เห็นว่ามันเป็นที่มาแห่งความสุข แต่พอเห็นว่ามันเป็นรังแห่งความทุกข์แล้ว ก็ไม่มีอะไรที่ดีเลยอะไรสักอย่าง ปรากฏว่าจิตท่านถอนมาจากความยึดติดถือมั่นในร่างกาย บังเอิญก็พอดีกับช่วงนั้นทุกขเวทนาแรงกล้ามาก ก็เห็นเลย สังขารเป็นทุกข์มากเหลือเกิน มันไม่น่ายึดถือเลย จิตถอนออกมาจากความยึดในร่างกายนี้ ปรากฏว่าทันทีที่ท่านสิ้นลม ท่านได้เป็นพระอรหันต์เลย เรียกว่าสมสีสี คือหมดกิเลสพร้อมๆ กับหมดลม อันนี้เพราะอะไร เพราะว่าเจอความทุกข์ ถ้าไม่เจอความทุกข์ก็คงจะยังเพลิดเพลินหลงใหล แล้วก็ยึดติดในร่างกายนี้ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด เห็นสังขารเป็นทุกข์ หรือเห็นทุกอย่างเป็นทุกข์มากเท่าไหร่ หนทางการพ้นทุกข์ก็เปิดขึ้น
Sun, 21 Jun 2026 - 1458 - 25690430pm--เห็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์
30 เม.ย. 69 - เห็นทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ : เราต้องรู้จักฉลาดในการฉวยโอกาส ถ้าเราฉวยโอกาสเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งต่างๆ ที่ไม่ถูกใจ เริ่มจากสิ่งที่อยู่ภายนอกหรืออารมณ์ภายนอก เช่น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เหตุการณ์ต่างๆ ผู้คน ต่อไปเราก็จะมีความเชี่ยวชาญในการอยู่กับสิ่งที่ไม่ถูกใจที่เกิดขึ้นที่ใจ กิเลสก็ดี ความคิด อารมณ์อกุศลก็ดี หรือแม้กระทั่งทุกขเวทนา ซึ่งไม่ว่าเราจะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น แม้จะมีตัวช่วยเยอะ เช่น ยาระงับปวด แต่ก็มีขีดจำกัด แต่ถ้าเราเรียนรู้วิชากรรมฐานอย่างที่หลวงพ่อชาว่า จงอยู่กับมันอย่างมีสติเหมือนน้ำกับใบบัว น้ำซึมเข้าใบบัวไม่ได้ เวทนาก็เหมือนกัน มันสามารถจะเป็นน้ำ แต่ว่าซึมเข้าใบบัวไม่ได้ คือไม่สามารถจะไปบีบคั้นใจได้ เพราะว่ามีสติเป็นเครื่องรักษา แม้จะยากแต่ทำได้ อาจจะทำไม่ถึงขั้นคุณยายคนนั้นที่บอกว่ากระดูกที่หัก อาการที่เกิดเป็นสักแต่ว่าเวทนา เราก็อย่าไปยุ่งกับมัน สามารถจะให้จัดกระดูกเข้าที่ได้โดยที่ไม่ต้องใช้ยาชา แต่อย่างน้อยสิ่งที่นักปฏิบัติธรรมคนนั้นเรียนรู้ที่จะปฏิบัติกับอาจารย์มด จนกระทั่งมดกัดเจ็บ แสบ ปวด จี๊ด ๆ ก็จริง แต่ก็อยู่กับมันได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ แถมใจกลับสงบเย็นด้วยซ้ำ อันนี้เป็นเรื่องที่เราควรจะฝึก จึงบอกว่า นักปฏิบัติธรรมต้องเป็นนักฉวยโอกาส และถ้าฝึกบ่อย ๆ เจอทุกข์ ก็จะเห็นทุกข์ แต่ไม่เป็นทุกข์
Tue, 09 Jun 2026 - 1457 - 25690429pm--นักฉวยโอกาสที่เราควรเป็น
29 เม.ย. 69 - นักฉวยโอกาสที่เราควรเป็น : ช่วงเวลาที่เราจะต้องคิดถึงการใช้ชีวิตให้มีความสุขที่สุด เพราะเวลาเราเหลือน้อยแล้ว ผู้ชายคนนี้แกคิดได้ดี ในเมื่อผมจะต้องตายอีกไม่นาน เวลาผมเหลือน้อยแล้ว ผมต้องใช้ชีวิตที่เหลือให้มีความสุขที่สุด และความสุขของแกไม่ใช่การกิน ดื่ม เที่ยว เล่น เพราะแกทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว แต่ความสุขแกเกิดจากการที่แกมองให้เป็นบวก รู้จักหาความสุขจากทุกอย่าง แล้วเป็นนักฉวยโอกาส แม้ว่าปวดทุกขเวทนา แต่ก็มีเรื่องเอามาคุยให้สนุกสนานได้ ถ้าเราเป็นนักฉวยโอกาสแบบนี้ แม้ในยามที่เราป่วยหนักในระยะสุดท้าย เราก็ยังมีความสุขได้ แต่ถ้าให้ดี ถ้าเราฝึกสติฝึกสมาธิเอาไว้ สติจะช่วยทำให้เรารับมือกับความปวดได้ อยู่ร่วมความปวดได้ แม้จะไม่มียาระงับปวด หรือยาระงับปวดระงับได้ไม่ตลอด ถึงเวลาปวดขึ้นมา ใจก็อยู่กับความปวดได้โดยไม่ทุกข์ ซึ่งนี่ล่ะคือจุดมุ่งหมายของการศึกษา คือการอยู่ร่วมกับสิ่งที่ไม่ถูกใจได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ หรือด้วยความปกติสุข สิ่งที่ไม่ถูกใจเราไม่ใช่มีแค่นอกตัวเรา บางทีก็มีอยู่ในกายของเรา อยู่ในใจของเรา แต่เราก็อยู่กับมันโดยที่มันทำอะไรเราไม่ได้ ต่างคนต่างอยู่ เพราะมีสติ ซึ่งเราจะมีสติแบบนี้ได้เราต้องเป็นนักฉวยโอกาส ฉวยโอกาสจากทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์จนเป็นนิสัย ถึงเวลาที่เราป่วย อยู่ในระยะท้าย เราก็ยังรู้จักใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้มีความสุข ไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย
Mon, 08 Jun 2026 - 1456 - 25690428pm--พบความสงบได้ในทุกหนแห่ง
28 เม.ย. 69 - พบความสงบได้ในทุกหนแห่ง : การปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้เราได้คืนสู่สามัญ ไม่ใช่เพื่อหลบหรือหนีไปสู่สภาวะที่พิเศษแตกต่างจากสิ่งอื่น แม้กระทั่งภาวะที่จิตไม่คิดอะไรเลย อันนั้นก็ยังไม่ดีเท่าไหร่ เพราะว่าบางคราวจิตมันก็มีการปรุงแต่งเพราะปุถุชน แต่ว่าการปรุงแต่งเป็นอารมณ์อกุศลเหล่านั้นก็ทำอะไรจิตใจไม่ได้ แม้กระทั่งทุกขเวทนาทางกายก็อาจจะทำให้เกิดความหงุดหงิด แต่ก็เห็นมัน อนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ พออนุญาตให้มันเกิดขึ้นได้ ยอมรับมันได้ มันก็หมดพิษสง เหมือนกับบางคนที่โกรธ หรือว่ารู้สึกซังกะตาย ทีแรกก็ทนไม่ไหว แต่พอเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน เธอโกรธก็ได้นะ พอบอกกับตัวเองว่า เธอโกรธก็ได้นะ ไอ้ความโกรธก็ทำอะไรเธอไม่ได้แล้ว หรือพอรู้สึกว่าจะต้องอยู่กับความซังกะตายเป็น ๆ หาย ๆ ตลอดชีวิต พอยอมรับมันได้ แม้ความซังกะตายยังอยู่ แต่ว่าจิตใจนี้ก็กลับโปร่ง โล่ง เบา สบาย อันนี้ก็เป็นเรื่องแปลก อารมณ์มันยังอยู่แต่ว่าใจไม่ทุกข์แล้ว เพราะว่าเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน หรือเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันแบบรู้ซื่อ ๆ ต่างคนต่างอยู่ อย่างที่หลวงพ่อชาบอกว่า เราไม่ได้หนีกิเลส ไม่ได้ให้กิเลสหนีเรา แต่จะอยู่กับมันอย่างมีสติ เหมือนกับน้ำกับใบบัว น้ำซึมเข้าใบบัวไม่ได้ กิเลสหรือความทุกข์ก็ซึมเข้าสู่ใจไม่ได้ เพราะเรามีสติเป็นเครื่องรักษา
Sun, 07 Jun 2026 - 1455 - 25690427pm--สอนด้วยการทำให้ดู
27 เม.ย. 69 - สอนด้วยการทำให้ดู : คุณธรรมข้ออื่นก็เหมือนกัน จะสอนใครได้ก็ต้องทำด้วยตัวเองก่อน มีเรื่องเล่าว่าเคยมีแม่ของเด็กคนหนึ่งมาหาคานธี บอกว่า ท่านคานธีช่วยสอนลูกหน่อยว่าน้ำตาลไม่ดียังไงบ้าง สมัยก่อนน้ำตาลเป็นของแพงในอินเดีย แล้วก็เด็กก็ติดน้ำตาลมาก จนกระทั่งเกิดโทษขึ้นมา แม่สอน แม่ห้าม ลูกก็ไม่ฟัง แต่ลูกก็นับถือท่านคานธี แม่ก็เลยมาขอให้ท่านคานธีช่วยบอกลูกหน่อย สอนลูกหน่อยว่าน้ำตาลไม่ดียังไง คานธีบอก “ขอเวลาผมสักอาทิตย์หนึ่งได้ไหม” แม่ก็ถามว่าทำไม ท่านคานธีนี่ตอบได้ทุกอย่าง แนะนำคนได้ทุกเรื่อง จะแนะนำคนให้กินมังสวิรัติก็ทำได้ จะแนะนำให้คนหันมาใช้ผ้าคาดี (Khadi) ผ้าที่ทอด้วยมือก็สามารถแนะนำได้ จะชักชวนให้คนร่วมต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียก็ทำได้ ทำไมเรื่องแค่นี้ต้องรอถึง 7 วัน คานธีบอก “เอาน่า อีก 7 วันค่อยมา พาลูกมาด้วย แล้วเดี๋ยวผมจะแนะนำลูกนะว่าทำไมถึงควรเลิกน้ำตาล หรือกินน้ำตาลน้อย ๆ แล้วจะทำได้อย่างไร” ครบ 7 วัน แม่ก็พาลูกมา ท่านคานธีก็แนะนำเลยว่า ก็จะบอกเลยนะว่าแนะนำ บอกว่าน้ำตาลไม่ดียังไงบ้าง และแนะนำวิธีที่จะเลิกน้ำตาล หรือกินน้ำตาลแต่นิด ๆ หน่อย ๆ ก็แนะนำได้อย่างชัดเจน พอแนะนำเสร็จ แม่ก็ถามท่านคานธีว่า “ทำไมถึงรอตั้ง 7 วัน” ท่านคานธีก็บอกว่า “ก็ตอนนั้นอาทิตย์ที่แล้วผมยังติดน้ำตาลอยู่ ผมต้องเลิกน้ำตาลด้วยตัวเอง แล้ว 7 วันผมก็ได้เรียนรู้ว่าจะเลิกน้ำตาลได้อย่างไร แล้วพอเลิกน้ำตาลได้ ผมก็สามารถที่จะสอนลูกของคุณได้นะว่าทำไมจึงควรเลิกน้ำตาล แล้วจะเลิกน้ำตาลได้อย่างไร” ขนาดเรื่องเล็ก ๆ คานธีท่านก็จะไม่สอนใคร ถ้าหากว่ายังทำไม่ได้ จะสอนให้เด็กเลิกน้ำตาล ตัวเองก็ต้องทำให้ได้ก่อน ไม่ใช่ว่าตัวเองยังติดน้ำตาลอยู่เลย สอนให้เด็กเลิกน้ำตาลอันนี้มันก็ไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่ อันนี้ก็เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ เวลาจะอยากจะให้ลูก หรือว่าคนรุ่นใหม่เขาสนใจธรรมะ สนใจสติ ก็ต้องน้อมนำสติมาไว้ในใจของตัวให้ได้เสียก่อน แล้วก็แสดงให้เห็นเป็นแบบอย่าง ไม่งั้นมันก็สิ่งที่พูดไป มันก็ไร้ค่า ไม่มีน้ำหนัก
Sat, 06 Jun 2026 - 1454 - 25690426pm--ทำอะไร เจออะไร ก็ให้มีสติ
26 เม.ย. 69 - ทำอะไร เจออะไร ก็ให้มีสติ : ถ้าเราอยากให้คนอื่นเขาเห็นคุณค่าของธรรมะ ก็ต้องแสดงให้เห็นว่า ธรรมะเปลี่ยนเราอย่างไรบ้าง ถ้าเราแสดงให้คนเห็นว่า ธรรมะทำให้เราดีขึ้น สงบเย็น ใจกว้าง มีเมตตา เข้าอกเข้าใจผู้อื่น มีสติ มีความรู้สึกตัว คนที่เห็นเขาก็เกิดความสนใจ อย่างน้อยเกิดศรัทธาในตัวผู้นั้น แล้วก็อาจจะซึมซับรับเอาคุณธรรมของคนนั้น เข้าไปไว้กับตัว ไว้กับใจ ซึ่งต่างจากการพูด พูดธรรมะให้ดีอย่างไร แต่ว่าการปฏิบัติตัวนี่คนละเรื่องกันเลย คนก็ไม่ค่อยมีศรัทธา บางทีก็สงสัยว่า ทำไมธรรมะไม่ได้เปลี่ยนให้เขาเป็นคนที่สงบเย็นเลย ฟังธรรมก็เยอะ ปฏิบัติธรรมก็มาก เข้าคอร์สก็บ่อย แต่ทำไมยังเจ้าอารมณ์หงุดหงิดหัวเสีย ลูกเห็นลูกก็ไม่ได้เกิดศรัทธา พ่อแม่จะโน้มน้าวให้ลูกเห็นคุณค่าของธรรมะอย่างไร ลูกก็ไม่คล้อยตาม เพราะว่าสิ่งที่ได้ยินกับสิ่งที่เห็นนี่ไม่ถูกต้อง มันสวนทางกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติธรรม หรือว่าจะเป็นการสอนธรรม สิ่งสำคัญอยู่ที่การรู้จักดูจิตดูใจของตัว รู้จัก ดึงสติกลับมา ให้มีความรู้เนื้อรู้ตัว แล้วธรรมะข้ออื่น ๆ ก็จะออกมาเอง
Fri, 05 Jun 2026 - 1453 - 25690417pm--ตัวช่วยวัดความก้าวหน้าในการปฎิบัติธร
17 เม.ย. 69 - ตัวช่วยวัดความก้าวหน้าในการปฎิบัติธร : อย่างที่หลวงพ่อคำเขียนบอกว่า เวลาหงุดหงิดว่าไม่ถึงเป้าหมายสักที ก็ให้นึกในใจว่ามันถึงต่อเมื่อมันถึง ถ้ามันไม่ถึงก็ไม่ถึงเท่านั้นเอง หรือไม่ก็นึกไปว่าจุดหมายอยู่ที่ปลายเท้า เวลาเดินธรรมยาตรา เราก็บอกกันว่า จุดหมายอยู่ที่ปลายเท้า จุดหมายไม่อยู่ที่ข้างหน้า พอลดความคาดหวังลงว่าต้องถึงที่หมายเร็วๆ มันจะถึงเมื่อไหร่ก็ไม่ทุกข์ อันนี้แหละคือเป็นสิ่งที่เป็นเครื่องชี้วัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ก็คือว่าเราฝึกทำจิตได้มากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าเราฝึกทำจิตเป็น ความทุกข์เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่พอใจก็จะน้อยลง ความทุกข์เพราะประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจก็จะน้อยลง ความทุกข์เพราะว่าปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็จะน้อยลง ดังนั้นถ้าเราพิจารณาข้อความเหล่านี้ จากบทสวดมนต์ไม่ว่าทำวัตรเช้าหรือเย็น ใคร่ครวญดีๆ มีประโยชน์ แล้วถ้าเรานำไปปฏิบัติเป็นแนวทาง อย่าง 3 ข้อความนี้ นอกจากจะเป็นตัวชี้เป้าให้เรารู้ว่าทุกข์เพราะเรื่องอะไรแล้ว ยังเป็นตัวบ่งชี้ความก้าวหน้าของการปฏิบัติด้วย ถ้าปฏิบัติทั้งปี ปฏิบัติทั้งชีวิต แต่ว่าเจอสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจก็ยังทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่เราที่พอใจก็ยังทุกข์ หรือยังทุกข์เพราะมีความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น อันนี้ก็แสดงว่ายังไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไร ก็ฝึกให้ก้าวหน้ามากขึ้น
Thu, 04 Jun 2026 - 1452 - 25690416pm--ควรวางใจอย่างไรเมื่อทำความดี
16 เม.ย. 69 - ควรวางใจอย่างไรเมื่อทำความดี : เวลาเราทำความดี ให้เรามั่นคงในการทำความดี อยู่กับปัจจุบัน ทำความดีให้ดีที่สุด ส่วนผลจะเป็นอย่างไร รวมทั้งผลแห่งความดี แม้เกิดขึ้นแล้วก็อย่าไปหวั่นไหว อย่าไปหลงใหลเพลิดเพลินยึดติด หรืออย่าไปทุกข์ร้อน ถ้าเกิดเป็นคำต่อว่าด่าทอ หรือความไม่เข้าใจของผู้คน ให้ทำดีต่อไป เพราะถ้าเราเอาใจไปผูกติดอยู่กับผล เราก็อาจจะท้อในการทำความดี แต่ถ้าเราทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ผลจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องเหตุปัจจัย เราก็จะได้รับอานิสงส์แห่งความดีนั้น แล้วความดีในที่สุดก็จะก่อให้เกิดความเจริญงอกงามในจิตใจของเรา อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เราทุกข์ เพราะไปมัวยึดติดกับผลของความดีที่ไม่ได้เป็นไปดังใจ
Wed, 03 Jun 2026 - 1451 - 25690414pm--สงบได้เพราะใจมีสติช่วยรักษา
14 เม.ย. 69 - สงบได้เพราะใจมีสติช่วยรักษา : จะให้ไม่ให้มีอารมณ์เกิดขึ้นในใจ มันก็ยากสำหรับปุถุชน แต่ถึงแม้เกิดขึ้นมันก็ทำอะไรจิตใจไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความเศร้า ความโกรธ ความหงุดหงิด เพราะว่าใจเรามีสติเป็นเครื่องรักษา เมืองก็ยังปลอดภัยแม้ว่าจะมีศัตรูคอยจะเข้าไปรุกราน ก่อความรุนแรง เผาเมือง แต่มันเข้าไปในเมืองไม่ได้เพราะว่ามีทหารยามเฝ้าเมืองเอาไว้อย่างดี จะให้เมืองไม่ให้ปลอดภัยเพราะว่าไม่มีโจร ไม่มีผู้ร้าย โจรผู้ร้ายก็ยังมีอยู่ แต่ว่ามันเข้าไปก่อกวนทำวินาศกรรมในเมืองไม่ได้ เพราะว่ามียามที่ทรงประสิทธิภาพ ฉลาด ป้องกันไม่ให้พวกนี้เข้าเมืองได้ จิตใจเราก็เหมือนกัน ถ้าจิตใจเรามีสติ แม้อารมณ์อกุศลต่าง ๆ เกิดขึ้น มันก็เข้ามาทำร้ายใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นความสงบก็เกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางผู้คน แม้ว่ายังมีเสียงดังกระทบหู เจอการกระทำคำพูดที่ไม่ถูกใจ แต่ก็ทำอะไรใจเราไม่ได้
Tue, 02 Jun 2026 - 1450 - 25690413pm--ดับไฟในใจด้วยความรู้สึกตัว
13 เม.ย. 69 - ดับไฟในใจด้วยความรู้สึกตัว : อารมณ์ถ้ามันเพิ่งเกิดขึ้น เราก็ดับง่าย เช่น ความโกรธ แทนที่เราจะปล่อยให้มันลุกลามไปเป็นความโกรธ ตอนที่มันเริ่มเป็นความหงุดหงิด เป็นความไม่พอใจ เราก็ด่วนมารู้ทันมันซะก่อน ถ้ารู้ทันมัน ตั้งแต่มันยังเพิ่งหงุดหงิดหรือมีความไม่พอใจ อันนี้ดับง่าย แต่ถ้าปล่อยให้ความหงุดหงิดมันลุกลามไปเป็นความโกรธ กลายเป็นความคับแค้นใจ ตรงนี้ดับยากแล้ว บางทีใช้เวลาเป็นอาทิตย์เลยนะกว่าจะดับ แต่ถ้ามันเป็นแค่ประกายความโกรธคือความหงุดหงิด ดับง่าย ไฟป่าก็เหมือนกัน ไฟป่าถ้าเรารู้เร็ว มันดับง่าย อย่างวันนี้เรารู้เร็วหน่อยก็ไปช่วยกันดับ ถ้าปล่อยไปผ่านไปสัก 3-4 ชั่วโมง มันจะดับยากแล้ว เพราะว่ามันไหม้ไปทั่ว รวมทั้งไหม้ต้นไม้แห้งโค่นล้มลงมากลายเป็นไฟสุมขอน แล้วก็ทำให้ไฟลามไปไกล ไฟที่เกิดจากต้นไม้ที่โค่นลงมานี่น่ากลัวมาก เพราะว่ามันสามารถจะลามไปยังต้นไม้และพื้นที่ข้างเคียง กินเนื้อที่กว้างมาก แต่ที่มันโค่นมาได้เพราะว่าเราให้เวลามัน แต่ถ้าเรารีบไปจัดการมันเสียแต่เนิ่น ๆ มันก็จะสงบได้เร็ว อารมณ์ของคนเราก็เหมือนกัน อย่าปล่อยให้มันลาม โดยเฉพาะถ้าสติยังอ่อน มีสติรู้ทันเร็วเท่าไหร่ มันก็ดับง่ายเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเศร้า ความเครียด ความอิจฉา ความวิตกกังวล
Mon, 01 Jun 2026 - 1449 - 25690412pm--กลับมารู้สึกตัว
12 เม.ย. 69 - กลับมารู้สึกตัว : เราลืมสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบัน หรือลืมปัจจุบันขณะ เพราะว่าใจไม่มีสติ ใจลอย แล้วเมื่อรับรู้แล้วด้วยความตั้งใจ รับรู้สิ่งที่เป็นอารมณ์ปัจจุบันแล้ว เป็นการรับรู้โดยไม่ตัดสิน อันนี้แหละที่ท่านเรียกว่า รู้ซื่อ ๆ รู้เฉย ๆ หลวงพ่อคำเขียนบางทีก็พูดว่า รู้ดีก็ช่าง รู้ชั่วก็ช่าง คือแค่รู้เฉย ๆ ไม่มีการให้ค่าว่าดีหรือร้าย ชอบหรือชัง เวลาเราใช้สติรับรู้อะไรก็ตาม หรือใช้สติทำอะไรก็ตาม มันจะมีลักษณะอยู่ 3 ประการ อันนี้สำหรับคนที่สนใจว่า เออ สติอย่างไหนจึงเรียกว่ามีสติ อย่างไรเรียกว่าทำงานอย่างมีสติ เราก็เอา 3 ข้อนี้มาจับว่า สิ่งที่เรากำลังทำ สิ่งที่เรากำลังรับรู้ มันเป็นการรับรู้หรือทำด้วยสติไหม ก็คือ 1 ก็คือรับรู้สิ่งที่เป็นปัจจุบัน และ 2 เป็นความตั้งใจในการรับรู้นี้ ไม่ใช่เผลอ แล้วเมื่อรับรู้แล้ววางใจเป็นกลางต่อสิ่งนั้น ได้ยินเสียงโทรศัพท์แทรกมา ก็ใจก็ไม่บ่น ไม่โวยวาย ได้ยินเสียงคนคุยอยู่ข้างหลังขณะที่เรากำลังฟังคำบรรยาย ใจก็รับรู้ แล้วก็วาง กลับมาสนใจกับสิ่งที่เป็นปัจจุบันขณะ หรือสิ่งที่กำลังทำในปัจจุบันก็คือการฟัง ไม่ไปจดจ่ออยู่กับเสียงที่มันแทรกเข้ามา แล้วก็ไม่ไปให้ค่ากับมัน ก็คือ ชอบหรือชัง บวกหรือลบ ถ้าเราไปให้ค่ากับมัน โดยเฉพาะชัง ก็จะไปติดยึดอยู่กับสิ่งที่ได้ยินหรือสิ่งที่รับรู้ ก็เรียกว่าลืมสิ่งที่เป็นปัจจุบันไป อันนั้นก็เรียกว่าใจไม่อยู่กับปัจจุบันแล้ว แต่ก็ธรรมดา สิ่งที่เราควรทำคือ กลับมา กลับมาอยู่กับปัจจุบัน กลับมารู้สึกตัว ฉะนั้นถ้าเราฝึกแบบนี้ ใจเราก็จะมีบ้านอยู่ การกลับบ้านจะไม่ใช่เป็นแค่พาตัวกลับบ้าน แต่เรายังสามารถพาใจกลับบ้าน อยู่กับความรู้สึกตัว กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
Sun, 31 May 2026 - 1448 - 25690411pm--ธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้ายังหลง
11 เม.ย. 69 - ธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้ายังหลง : การรู้ธรรมะเยอะ ๆ การฟังธรรมะเยอะ ๆ นี่มันไม่พอ มันต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะปฏิบัติให้มีสติ สติทั้งที่เป็นการระลึกได้ถึงข้อธรรมคำสอน ระลึกได้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ระลึกได้ถึงผิดชอบชั่วดี แต่ว่าไม่พอ มันต้องช่วยทำให้มีความรู้ตัว แล้วตรงนี้เองที่ต้องอาศัยสัมมาสติ ซึ่งถ้าเรามีสติที่ว่า ธรรมใด ๆ ที่เรารู้มาก็จะมีค่าขึ้นมาทันที เพราะว่าเมื่อรู้แล้วเราก็ทำ แต่ที่เราทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ ก็เพราะความหลง ฉะนั้น พูดอีกอย่างคือ ธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้ายังหลง ความรู้ทางธรรมของเราจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีสติช่วยให้ไม่หลง แล้วสตินั้นเองจะช่วยทำให้เกิดการกระทำถ้ามันเป็นความดี หรือการไม่กระทำถ้ามันเป็นความชั่ว หรือเป็นสิ่งที่เป็นโทษ
Sat, 30 May 2026 - 1447 - 25690410pm--สุขคือทุกข์ ที่ยังไม่ปรากฎ
10 เม.ย. 69 - สุขคือทุกข์ ที่ยังไม่ปรากฎ : หลายปีก่อนเศรษฐกิจดี ธุรกิจก็เจริญ ทำอะไรก็สะดวก ค้าขายก็คล่อง ถ้าเราดีใจหรือเพลินไปกับมัน ถึงเวลาที่เศรษฐกิจตก ข้าวของราคาแพง อย่างทุกวันนี้ เราก็จะทุกข์มากเลย แต่ถ้าเรารู้ว่าความเจริญโชติช่วงชัชวาลทางเศรษฐกิจ ก็คือความเสื่อมที่ยังไม่แสดงตัวออกมา เราก็ไม่หลงใหลเพลิดเพลินยินดีกับมัน เราก็พร้อมที่จะเผชิญ เมื่อความเสื่อม ความผันผวนปรวนแปรเกิดขึ้น แต่ถ้าหากว่าเวลามีความสุข มีสุขภาพดี มีความสำเร็จ มีความสมหวัง เราดีใจ เราเพลิดเพลินหลงใหลไปกับมัน นั่นแสดงว่าเราประมาท ที่เราประมาทเพราะเราไม่รู้ความจริงว่า จริงๆ แล้วความสุขก็คือความทุกข์ที่ยังไม่ปรากฏ แต่ในเวลาเดียวกัน ความทุกข์เวลาเกิดขึ้นกับเรา เราก็ไม่โวยวายตีโพยตีพาย หรือจมอยู่ในความทุกข์ เพราะเราก็รู้ว่าความทุกข์ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน พูดอีกอย่างก็คือว่า ความทุกข์ก็คือความสุขที่ยังไม่ปรากฏก็ได้ ในความสุขก็มีความทุกข์ ในความทุกข์ก็มีความสุข พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ผู้มีปัญญา แม้ประสบทุกข์ก็ยังหาสุขพบ ถ้าเรารู้แบบนี้ เราก็ไม่เสียใจมาก เวลาเจอสุขเราก็ไม่ดีใจ ดีใจก็ดีใจแค่วันเดียว ไม่ดีใจนาน เวลาเจอความทุกข์เราก็อาจจะเสียใจ แต่ก็อย่าเสียใจนาน เสียใจแค่วันเดียวก็พอ เพราะว่าความทุกข์ก็แปรเปลี่ยน ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็ไม่จมดิ่งอยู่กับความทุกข์ เวลาเกิดขึ้น จะเสียใจก็เสียใจแค่วันเดียว อย่าไปเสียใจนาน เพราะไม่นานก็แปรเปลี่ยนไป แต่จะทำอย่างนี้ได้ก็ต่อเมื่อเวลาเจอความสุข หรือความสำเร็จ เราก็ไม่หลงใหลได้ปลื้ม ถ้าจะดีใจก็ดีใจแค่วันเดียว อย่าดีใจนาน แล้วก็เตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความทุกข์ เผชิญกับความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นตามมา ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ ถ้าเราเข้าใจ แม้จะสุขหรือทุกข์ เราก็ไม่แปรเปลี่ยน เจอสุขก็ไม่หลงหรือลืมตัว เจอทุกข์ก็ไม่จมดิ่งไปกับมัน ก็สามารถที่จะรักษาใจให้เป็นปกติได้ ไม่ว่าขึ้นหรือลง ได้หรือเสีย สำเร็จหรือล้มเหลว
Fri, 29 May 2026 - 1446 - 25690409pm--รากเหง้าแห่งความโกรธ อยู่ที่ใจเรา
9 เม.ย. 69 - รากเหง้าแห่งความโกรธ อยู่ที่ใจเรา : ในขณะที่เรียกร้องความถูกต้องจากคนอื่น แต่ว่าไม่ได้ดูแลใจของตัวเองให้ถูกต้อง มันก็ไม่ใช่เป็นวิสัยของนักปฏิบัติ ไม่ใช่เฉพาะของพระเท่านั้น นักปฏิบัติ ในขณะที่เราเห็นความไม่ถูกต้องต่อหน้า เราก็ต้องกลับมาดูแลใจให้ถูกต้องด้วย เพราะไม่งั้นเราจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องยิ่งกว่า นี่ก็เป็นเรื่องของการดูใจของตัว ไม่ว่ามีอะไรมากระทบ ไม่ว่าเจออะไรที่ทำให้เกิดความไม่พอใจ อย่างแรกที่ต้องทำคือ มารู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกนั้น อย่าปล่อยให้มันเป็นเรื่องของสัญชาตญาณ เรื่องของนิสัย หรือเป็นเรื่องของสมอง เราเป็นผู้ที่มีโอกาสได้ฝึกสติ ก็ต้องรู้จักดูใจของตัว โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้ใฝ่ธรรม ไม่งั้นความโกรธก็จะเผาลนใจ แล้วก็จะโกรธคนอื่นไปทั่ว โดยที่ไม่ตระหนักว่าที่จริงแล้วความโกรธ รากเหง้ามันอยู่ที่ใจเรา อยู่ที่ความคาดหวัง อยู่ที่ความยึดมั่น อยู่ที่การปรุงแต่ง
Thu, 28 May 2026 - 1445 - 25690407pm--ใฝ่ธรรมแล้ว ต้องทำให้ถูก
7 เม.ย. 69 - ใฝ่ธรรมแล้ว ต้องทำให้ถูก : ก่อนที่เราจะปฏิบัติธรรมข้ออะไร ก็ต้องเข้าใจว่าจุดมุ่งหมายคือเพื่ออะไร สันโดษก็เหมือนกัน สันโดษจุดมุ่งหมายคือเพื่อให้เรามีเวลาว่างมากขึ้น เดิมเราหมดเวลาและพลังงานไปกับการหาเงินหาทองและการเสพการบริโภค แต่ตอนหลัง สันโดษคือ เราอยู่ง่าย เราไม่ไปเสียเวลาการหาเงินหาทองมากนัก เพราะว่าเราไม่ใช้เวลาไปกับการกิน การดื่ม การเที่ยว เราอยู่อย่างประหยัด อยู่อย่างเรียบง่าย บางคนไปเข้าใจว่าพอเสพน้อย ทำงานน้อย แล้วก็มีเวลาว่างเยอะ ก็เลยนั่งเล่นนอนเล่น อันนั้นไม่ใช่จุดมุ่งหมายของสันโดษ จุดมุ่งหมายของสันโดษคือ สงวนพลังงานและเวลา เพื่อที่เราจะได้เอาไปทำสิ่งดีงามมากกว่าการหาเงินหาทองหรือการเสพสุข เช่น ภาวนา ทำกรรมฐาน หรือเอาเงินไปช่วยเหลือส่วนรวม ได้เงินมาเยอะเพราะว่าใช้น้อย ก็เอาเงินนั้นไปช่วยเหลือส่วนรวม ไปบำรุงวัด ไปบำรุงโรงพยาบาล เป็นต้น อันนี้คือจุดมุ่งหมายของสันโดษ
Wed, 27 May 2026 - 1444 - 25690406pm--ไม่ว่าเจออะไร ก็ยังทำใจได้เสมอ
6 เม.ย. 69 - ไม่ว่าเจออะไร ก็ยังทำใจได้เสมอ : เวลาเจอสถานการณ์ใดก็ตาม แม้จะไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำอะไรได้ หรือว่าพยายามทำแล้ว แต่ว่าก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มันก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย มีอย่างหนึ่งที่เราทำได้ก็คือ ยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น หรืออย่างที่สองคือ ยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างที่เขาใช้คำว่า ซื่อสัตย์ หรือซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเอง แล้วทำใจเปิดกว้างต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอันนี้คือสิ่งที่เราทำได้ ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม ทางออกมีเสมอ แต่มันเป็นทางออกที่อยู่ข้างใน
Tue, 26 May 2026 - 1443 - 25690405pm--สูตรสำคัญของชีวิต
5 เม.ย. 69 - สูตรสำคัญของชีวิต : แม้พระพุทธเจ้าจะสอนกาลามสูตรมานานแล้ว 2500 กว่าปี แต่ว่ายังสำคัญสำหรับชีวิตของเรา โดยเฉพาะในยุคที่เรียกว่ายุคข้อมูลข่าวสาร ยุคโซเชียลมีเดีย ยุค AI ยิ่งต้องใช้หลักกาลามสูตรมาก ๆ อย่าเชื่อง่าย แต่ไม่ใช่ไม่เชื่อเลย แต่ว่าก่อนจะเชื่อต้องใช้เหตุใช้ผลใคร่ครวญ ความจริงบางอย่าง เราไม่มีทางที่จะเห็นด้วยตา แต่เราก็พิจารณาเอา เท่าที่จะเป็นไปได้ แต่อย่าเพิ่งรีบเชื่อ เพียงเพราะฟังตามกันมา เพียงเพราะถือสืบ ๆ กันมา เพียงเพราะเสียงเล่าลือ เพียงเพราะการอนุมาน เพราะตรรกะ เพราะอ้างคัมภีร์หรือตำรา หรือแม้กระทั่ง เพราะผู้พูดเป็นครูของเราหลวงพ่อพูดก็อย่าเพิ่งเชื่อ ไปพิจารณาดู ครูก็อาจจะผิดได้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ท่องจำเอาไว้
Mon, 25 May 2026 - 1442 - 25690404pm--รักษาตนอย่างไร ไม่ให้ผิดพลาด
4 เม.ย. 69 - รักษาตนอย่างไร ไม่ให้ผิดพลาด : คนเรา ถ้าไม่มีสติแล้วก็ทำอะไรไม่ได้หรอก จะทำดี จะรักษาใจให้เบิกบาน ก็เพราะมีสติเป็นเครื่องกำกับ เพราะฉะนั้น หัวใจที่สำคัญของพุทธศาสนา ในความเห็นของเกล้ากระผมคือสติ ที่เหลือนอกนั้นก็เป็นกระพี้ อันนี้ก็น่าสนใจ ที่ครูบาอาจารย์แม้ท่านเป็นอาจารย์กรรมฐาน เป็นพระป่า แต่ท่านกลับเห็นว่าสติสำคัญที่สุด ดังนั้น ถ้าเราเอาสติมาใช้กับการทำงาน ในการบริโภค ในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ก็เท่ากับว่าเราบำเพ็ญ อปัณณกปฏิปทาได้อย่างถึงพร้อม และช่วยทำให้เรารักษาศีล รักษาจิตให้ปกติได้
Sun, 24 May 2026 - 1441 - 25690403pm--ฝึกใจให้เห็น อย่าเข้าไปเป็น
3 เม.ย. 69 - ฝึกใจให้เห็น อย่าเข้าไปเป็น : ความทุกข์แม้มันเกิดขึ้น แต่เห็นมันนี่ดี หลวงพ่อคำเขียนก็พูดเลยก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านไม่ได้พูดท่านเขียน เห็นทุกข์ก็พ้นทุกข์ ถ้าอยากพ้นทุกข์ก็ต้องเห็นทุกข์ ทีแรกเห็นด้วยสติก่อน มีความทุกข์เกิดขึ้นก็เห็นมัน ต่อไปเห็นด้วยปัญญาว่า ทุกอย่างเป็นทุกข์ทั้งนั้นเลย พอเห็นว่าทุกอย่างเป็นทุกข์หรือเป็นตัวทุกข์ จิตก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น พอไม่ยึดมั่นถือมั่นก็พ้นทุกข์เลย เป็นอิสระจากความทุกข์ เรามาถ้าตั้งใจมาปฏิบัติธรรม ก็ขอให้ฝึกให้เห็น ถ้าฝึกแล้วไม่เห็นก็แสดงว่ายังไปไม่ถูกทาง ก็ต้องเห็นกายเคลื่อนไหว เห็นใจคิดนึก จากเห็นด้วยสติก็พัฒนามาสู่การเห็นด้วยปัญญา นั่นแหละถึงจะช่วยทำให้ออกจากทุกข์ได้ หรือว่าทุกข์เบาบางลง
Sat, 23 May 2026
Podcasts similar to Luangpor Paisal Visalo‘s Podcast (ธรรมะ จาก หลวงพ่อไพศาล วิสาโล)
นิทานชาดก 072
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม dhamma.com
ฟังธรรมะก่อนนอน ใครชอบนอนฟังธรรมะแล้วหลับ จ Dhamma Lover
Good Night #ฟังก่อนนอน Mission To The Moon Media
Mission To The Moon Mission To The Moon Media
Mission To The Moon #สรุปหนังสือ Mission To The Moon Media
ธรรมนิยาย หลวงพ่อจรัญ (สัตว์โลกย่อมเป็นไปตา Ploy Techa
SONDHI TALK sondhitalk
คุยให้คิด Thai PBS Podcast
8 Minute History THE STANDARD
The Secret Sauce THE STANDARD
พระอาจารย์ อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตฺโต วัดบุญญาว Watboonyawad
พระไตรปิฎกศึกษา-พระสมบัติ นันทิโก ชมรมผลดี
แปดบรรทัดครึ่ง ต้อง กวีวุฒิ
ธรรมะเจือด้วยบุญ ธรรมสถานเจือด้วยบุญ
ปลดล็อกกับหมอเวช นายแพทย์ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล
2 จิตตวิเวก ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
5 นิทานพรรณนา ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
พุทธทาส อินทปัญโญ พุทธทาส อินทปัญโญ
พุทธวจน พุทธวจน
ฝึกสมาธิ หลวงพ่อ สะอาด ฐิโตภาโส วัดป่า ดอนหายโศก ฟังธรรมะ donhaisok
เสียงธรรมะหลวงตาณรงค์ศักดิ์ ขีณาลโย หลวงตาณรงค์ศักดิ์ ขีณาลโย
หลวงพ่อจรัญ ทักขญาโณ หลวงพ่อจรัญ ทักขญาโณ
ฟังธรรมครูบาอาจารย์กรรมฐาน ☉เอกโหรา♃